พรายผูกรัก บทที่ 7 : ชาตินี้กับชาติก่อน

พรายผูกรัก บทที่ 7 : ชาตินี้กับชาติก่อน

โดย : กมลภัทร

พรายผูกรัก โดย กมลภัทร นวนิยายออนไลน์ ที่เรื่องเล่าถึง ‘ปริตา’ หญิงสาวที่ถูกวิญญาณเมื่อครั้งอดีตติดตามเธอไปทุกที่โดยไม่รู้ว่าวิญญาณตนนั้นมาดีหรือร้าย แถมยังพาเธอให้พบกับชายหนุ่มผู้ทำให้หัวใจของเธอหวั่นไหว นิยายสนุกๆ น่าติดตามเรื่องนี้ มีให้อ่านที่อ่านเอาที่เดียว

****************************

– 7 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ราวหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นปริตาก็ได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองที่สวมออกจากห้องชุด หรือจะพูดให้ถูกก็คือนางอุ่นเป็นผู้สวมให้ หญิงสาวนึกอะไรขึ้นได้จึงเปรยกับตัวเอง

“จริงสิ…นี่เราอาบน้ำอาบท่า ล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนออกมาหรือเปล่าเนี่ย”

“เจ้าค่ะ…บ่าวทำให้เจ้าค่ะ บ่าวแอบสังเกตตอนคุณเพ็ญทำ”

“จะบ้าเหรอ นี่แอบดูฉันอาบน้ำแต่งตัวนี่นะ” หญิงสาวเผลอพูดตอบเสียงที่ตนได้ยินเพียงผู้เดียว ลืมไปว่านาถนรียืนรออยู่หน้าห้องอาบน้ำ

“อะไรนะ แกพูดกับใคร”

“เอ่อ…ฉันถามแกว่า…” ปริตาเปิดประตูออกไปเผชิญหน้าเมื่อคิดหาคำพูดที่จะทำให้คนที่ยืนรอหน้าห้องไม่สงสัยได้ “ไม่มีอะไรทำหรือไง มาเฝ้าฉันอาบน้ำแต่งตัวเนี่ย”

“เตรียมงานดีมีชัยไปกว่าครึ่งย่ะ ตอนนี้เขากำลังถ่ายเก็บคุณดิวแนะนำร้านกาแฟ ร้านอาหารแล้วก็ส่วนต้อนรับ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

ผู้ที่เพิ่งก้าวออกจากห้องอาบน้ำพร้อมกับผ้าเช็ดตัวแปะอยู่บนศีรษะ พยักหน้ารับคำขณะพยายามจะซับผมให้แห้งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“แล้วฉันก็นึกได้ว่าแกต้องใช้นี่ด้วย” สิ่งที่เพื่อนสนิทยื่นให้คือไดร์เป่าผม “ยืนรอเอาให้นี่แหละ”

ปริตาเอ่ยแสดงความขอบคุณ รอให้นาถนรีเดินออกจากห้องน้ำแล้วเอ่ยแผ่วเบาหากหนักแน่น

“กลับไป เรามีเรื่องต้องคุยกันนะอุ่น เรื่องยาวด้วย”

แม้จะยังไม่หายเคือง แต่เธอก็ถึงกับร้องว้ายออกมาเมื่อวิญญาณนางทาสสาวก็ปรากฏขึ้นให้เห็นตรงหน้าในชั่วเสี้ยววินาทีเดียวด้วยอาการคุกเข่าก้มหน้างุด “เจ้าค่ะ”

“เลิกนึกจะโผล่มาก็โผล่ ผลุบหายไปก็หายด้วย ฉันตกใจ”

“เจ้าค่ะ”

นางอุ่นรับคำจบก็หายวับไปกับตา ทิ้งให้ปริตากลอกตามองบนเพดาน ถอนใจหนัก แม้จะไม่ได้นึกกลัววิญญาณสาวเหมือนแต่แรกแล้วก็จริง แต่การที่อีกฝ่ายผลุบไป โผล่มาให้เห็นแบบไม่ให้สุ้มเสียงอยู่แบบนี้ คงทำเธอหัวใจวายตายเข้าสักวัน

คงต้องคุยกันยาวจริงๆ สินะ

 

รายการ ตามติดดาว เป็นรายการที่ไม่มีพิธีกรดำเนินรายการ แต่นักแสดง ศิลปินจะตอบคำถามที่ทีมงานเตรียมไว้ให้ในลักษณะที่เหมือนกับการเล่าเรื่องของตนเอง และความเป็นนักแสดงมืออาชีพของธนดลก็ทำให้ทีมงานทำงานได้ง่าย ชายหนุ่มพูดอย่างเป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์ในแบบของตนเอง อย่างที่ทำให้บรรดาผู้ติดตามนิยมชมชอบในตัวเขาเป็นอย่างมาก

เมื่อปริตาออกจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอเห็นนักแสดงหนุ่มเดินนำตากล้องเข้าไปหยุดอยู่ที่หน้าอาคารต้อนรับเพื่อแนะนำบริการที่มีให้กับลูกค้า ก่อนจะเปิดประตูนำเข้าไปด้านใน หญิงสาวเห็นว่าโต๊ะตัวเดิมที่เคยนั่งข้างร้านกาแฟยังว่างจึงเดินไปนั่ง

เพียงครู่เดียวใครคนหนึ่งก็นำเอาเครื่องดื่มร้อนมาวางตรงหน้า เมื่อหันไปมองก็พบอดีตนักแสดงสาวหุ้นส่วนคนหนึ่งของส่วนน้ำ

แม้ศุภรดาจะส่งยิ้มให้แต่ปริตากลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในแววตาที่ขัดกับท่าทีเป็นมิตรนั้น

“ดื่มเสียหน่อยนะคะ คุณเล่นอยู่นาน…ตกน้ำไปก็หลายหน ถ้วยนี้ไม่คิดเงินนะคะ ในฐานะที่คุณมากับทีมงาน”

“ขอบคุณค่ะ”

ปริตาเอ่ยตอบไมตรีพร้อมเอื้อมมือไปคว้าหูถ้วยกระเบื้องสีขาวนวล ยกขึ้นจ่อกับริมฝีปาก สูดกลิ่นหอมของโกโก้ หากนึกถึงสิ่งที่ได้รับการเตือนก่อนหน้านี้

อย่าเชื่อใจ

บ้าแล้วยายปลา มันก็แค่โกโก้ร้อนไหม เราก็ไม่เคยมีเรื่องอะไรขัดใจคุณลูกศรเขาเสียหน่อย…อีกอย่างคนก็ตั้งเยอะแยะ เขาคงไม่โง่ใส่อะไรลงไปให้เธอกินหรอก

เมื่อเครื่องดื่มอุ่นล่วงผ่านลิ้นลงไปในลำคอ หญิงสาวก็พบว่าไม่เพียงแต่มันไม่ได้มีอะไรที่เป็นพิษร้ายเท่านั้น หากแต่ยังได้รับการปรุงรสอย่างดีเสียด้วย

“อร่อยจังค่ะ ไม่หวานจัด หอมโกโก้มาก”

ศุภรดายิ้มพอใจกับคำชม มองคล้ายจับสังเกตก่อนจะเหลือบไปทางอาคารต้อนรับที่เป็นร้านขายอุปกรณ์ในตัว และมองกลับมาหยุดจ้องที่ปริตาอีกครั้ง คนที่เหมือนถูกจับตาอยู่แสร้งทำเป็นไม่รับรู้ ยกถ้วยโกโก้ขึ้นจิบเสมองไปทางบึงที่ยังมีคนเล่นเวกบอร์ดและสวนน้ำกลางบึงอยู่ กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป

นาถนรีอาจไม่ได้รู้ลึกจริงอย่างปากว่าก็ได้ เพราะถ้าเป็นแค่ผู้จัดการส่วนตัวและหุ้นส่วนธุรกิจกันจริง คงไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ศุภรดาคอยมาจับตามองเธอแบบนี้

 

ในสำนึกสุดท้ายก่อนหน้านี้ ปริตาจำได้ว่ากำลังนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ ฟังนาถนรีบ่นเรื่องติดขัดที่เกิดขึ้นจากการทำงานในวันนี้ แต่หากด้วยความอ่อนล้าจากการเล่นกีฬาทางน้ำที่ต้องเจอกับแดดจัด เธอจึงทำได้เพียงส่งเสียงเออออตอบรับคำ รู้สึกได้แต่ความหนักของเปลือกตาที่ทวีขึ้นตามเวลา ยิ่งเจอเข้ากับการจราจรเริ่มติดขัดในช่วงเย็นวันทำงานก็ยิ่งทำให้สติของหญิงสาวเหมือนจะค่อยเลือนรางลง

เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งเธอกลับยืนอยู่ในศาลากลางน้ำมองชายหญิงที่กำลังนั่งคุยกันอยู่โดยมีทาสหญิงอีกสองคนนั่งคุกเข่ากับพื้นในระยะไม่ไกลจากกันมากนัก

คุณเพ็ญกับคุณทับ ช่างสมกันเหลือเกินเจ้าค่ะ

“อย่าเสียใจไปเลยนะแม่เพ็ญ”

“อุ่นต้องมาตายเพราะช่วยน้องเอาไว้แท้ๆ”

ชายในชุดเสื้อแขนกระบอก นุ่งโจง ยกมือขึ้นสัมผัสที่พวงแก้มของหญิงสาวที่นั่งข้างกัน ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำใสที่เอ่อล้นดวงตา

“หากวิญญาณของแม่อุ่นมีจริง คงยินดีนักที่ช่วยชีวิตแม่เพ็ญเอาไว้ได้” คุณทับเลื่อนมือลงแตะที่คางมนเชยขึ้นอย่างทะนุถนอม “พี่คงทนไม่ได้ หากแม่เพ็ญเป็นอะไรไป”

คุณเพ็ญก้มหน้าหลบสายตาคมที่ส่งมาอย่างสื่อนัยบางอย่าง ทั้งสองต้องชะงักในวินาทีถัดมาเมื่อมีเรือลำหนึ่งลอยเรื่อยมาตามลำคลองและหยุดลงที่ท่าน้ำ หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับคุณเพ็ญส่งเสียงมาจากบนเรือ

“เพ็ญ…พี่ทับ”

คุณทับละมือจากดวงหน้าของผู้ที่นั่งอยู่เคียงข้าง หญิงผู้เป็นเจ้าบ้านที่ดีลุกขึ้นไปต้อนรับสหายสนิทที่มาเยือน ต่างกับวิญญาณของนางทาสสาวที่มองผู้มาเยือนอย่างขุ่นเคือง ขณะที่ฟังคุณเรไรพร่ำแสดงความเสียใจกับคุณเพ็ญเรื่องที่ต้องสูญเสียผู้ที่เป็นเหมือนบ่าวและเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน

เรือมันอยู่ดีๆ ร้อยวันพันปีไม่เคยจะรั่ว นี่เกิดจะมารั่วหนักวันที่คุณเพ็ญลงเรือเก็บบัวให้ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณเรไรแล้วใครจะทำ ยังมีหน้ามาแสดงความเสียใจ คุณเพ็ญเจ้าขา อย่าหลงเชื่อนะเจ้าค่ะ อย่าได้ไว้ใจคุณเรไรเป็นอันขาด บ่าวจะคอยจับตาดู คอยช่วยอีกแรงจนกว่าคุณเพ็ญกับคุณทับจะสมรักกันเจ้าค่ะ บ่าวขอสัญญา

เอี๊ยด…!!!

เสียงและการกระตุกอย่างแรงของพาหนะที่โดยสารอยู่นั้นดึงหญิงสาวจากห้วงนิทรา เธอตกใจตื่นขึ้นมาทันได้ยินคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยสบถ

“บ้าจริง…ขับรถตัดหน้าแบบนี้ไม่กลัวตายหรือไงนะ ตัวเองเนื้อหุ้มเหล็กแต่จะฝากชีวิตไว้กับเท้าคนอื่น นี่ถ้าเบรกไม่ทัน คงได้มีผีเฝ้าถนนแถวนี้อีกตนนึง”

นาถนรีคงรู้สึกได้ว่าทำให้คนที่นั่งหลับอยู่ตกใจตื่นจึงรีบยกมือซ้ายขึ้นแตะบ่าปริตา

“ตกใจไหมแก ขอโทษทีนะที่เบรกกะทันหัน”

“ไม่ชนก็ดีแล้ว”

หญิงสาวที่เพิ่งตื่นได้ยินเสียงเตือนข้อความในแอปพลิเคชันแชต จึงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าสะพายที่วางบนตักมากดดูข้อความ

“อัศวินม้าขาวของแกเหรอ…ฉันว่าจะถามอยู่พอดีว่าวันนี้ทำไมเงียบไป ปกติเห็นกดโทรศัพท์แชตกันกระหนุงกระหนิง แกมองโทรศัพท์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนคนบ้าได้ตลอด”

“แกน่ะสิบ้า ฉันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อไร ตอนไหนกัน”

“ก็ทุกตอนที่แชตกับคุณเวชเขานั่นแหละ ไม่รู้ตัวเลยหรือไง” คนหลังพวงมาลัยรถกระเซ้า “แล้วตกลงเขาหายไปไหนยะวันนี้”

“มีงานแต่งงานเพื่อนสมัยมัธยม คุณเวชเขาเป็นทั้งแขกทั้งตากล้อง เขาบอกไว้แล้วว่าวันนี้อาจจะวุ่นๆ แล้วก็เหนื่อยหน่อย”

“แต่ก็ยังอุตส่าห์หาเวลาส่งข้อความมารายงานตัว”

“แค่คุยกันเรื่องทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ”

“จ้า”

คนรับคำลากเสียงยาว ชัดเจนว่าไม่เชื่อ และปริตาก็รู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะโต้แย้ง

 

ความเหนื่อยล้าจากการตื่นเช้าและทำงานตลอดทั้งวันทำให้นาถนรีเข้านอนแต่หัวค่ำ ส่วนปริตาที่ได้นอนหลับบนรถยังไม่รู้สึกง่วงเท่าไรนัก ทั้งยังมีสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจยากที่จะหลับตาลงได้ง่ายดาย เมื่อแง้มประตูตรวจสอบจนแน่ใจว่าเพื่อนร่วมห้องชุดหลับสนิทไปแล้วเธอจึงกลับไปที่ห้องของตัวเอง สอดส่ายสายตาไปโดยรอบ

“อุ่น อยู่ตรงนี้รึเปล่า”

วิญญาณนางทาสปรากฏขึ้นปลายเตียงนอน นั่งคุกเข่าก้มหน้าตอบรับคำ แม้จะเป็นผู้เรียกให้อีกฝ่ายปรากฏตัวแต่หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะอุทานยกมือขึ้นทาบอก สูดลมหายใจยาวก่อนจะพ่นพรวดออกมาหนักหน่วง หย่อนตัวลงนั่งบนเตียง

“ตกลงที่อุ่นไม่ไปไหน ก็เพราะอยากเห็นให้คุณเพ็ญของอุ่นกับผู้ชายที่ชื่อคุณทับอะไรนั่นได้แต่งงานร่วมชีวิตกันเหรอ”

“เจ้าค่ะ”

“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ตอบเป็นอยู่คำเดียวหรืออย่างไรนะอุ่นนี่”

“ไม่เจ้าค่ะ”

ปริตากลอกตามองเพดาน เอาละ…ตอนนี้ก็ตอบปฏิเสธเป็นอีกคำ

“แล้วคุณดิวคือคุณทับในชาติก่อนเหรอ หน้าตาไม่เห็นเหมือน” คนถามเอียงคอส่งเสียงคล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เอ่ยต่อโดยไม่รอคำตอบ “แต่คุณเพ็ญอะไรนั่นก็ยังหน้าไม่เหมือนฉันเลยนี่เนอะ แล้วเธอรู้ได้อย่างไรล่ะว่าฉันเป็นคุณเพ็ญ แล้วคุณดิวเป็นคุณทับของเธอ”

“ไม่ใช่ของบ่าวนะเจ้าคะ บ่าวไม่คู่ควรหรอกเจ้าค่ะ คุณทับกับคุณเพ็ญถึงจะควรคู่กัน”

“โอ๊ย! อุ่น ฉันไม่ได้หมายถึงแบบนั้น แต่ก็ช่างเถอะ อุ่นคงรู้ได้ด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าเคยผูกพันเคยเจอกันมาก่อนแบบนั้นใช่ไหม”

นางทาสตอบรับเพียงคำเดียวเช่นเคย ทำเอาคนซักได้แต่อ่อนใจ จะว่าไปแล้วเมื่อได้เจอกับวรเวชและธนดลนั้นปริตาก็รู้สึกราวกับว่าคุ้นเคยกับทั้งคู่มาก่อนเช่นกัน มันอาจเป็นความรู้สึกถูกชะตาเพราะความผูกพันที่มีให้กันมาแต่ครั้งก่อน

นอกจากเรื่องภูตผีวิญญาณที่หญิงสาวเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแล้วก็มีเรื่องชาติภพอีกหนึ่งเรื่องที่เธอรู้สึกว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง คนเราอาจจะเกิดมาหลายสิบชาติแล้ว เคยเกิดเป็นญาติพี่น้อง เพื่อน คนรัก มาไม่รู้กี่หนต่อกี่หน และเมื่อได้มาพบเจอกันในปัจจุบันจึงเกิดความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบหน้าตามแต่บุญกรรมที่เคยทำร่วมกันมาก่อน

“ถ้าอย่างนั้นคุณเวชล่ะ คุณเวชเขาเป็นใครในชาติก่อนนั้นไหม เป็นอะไรกับคุณเพ็ญ เธอรู้จักเขาด้วยหรือเปล่า เพราะฉันก็คุ้นเขาเหมือนกัน”

ปริตารอฟังคิดว่าจะได้รับคำตอบสั้นคำเดียวแบบทุกครั้งแต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดจากนางอุ่น จึงเอ่ยด้วยเสียงดังขึ้น

“ว่าไงล่ะอุ่น ฉันกับคุณเวชรู้จักกันมาก่อนไหม”

นางอุ่นก้มหน้าลงครู่หนึ่งก่อนจะเงยขึ้นสบตาปริตาอีกครั้งเมื่อเอ่ยตอบ

“ไม่เจ้าค่ะ บ่าวว่าที่คุณเพ็ญรู้สึกคุ้นกับผู้ชายคนนั้น น่าจะเป็นเพราะเขามาช่วยคุณเพ็ญมากกว่ากระมังเจ้าคะ”

“ก็อาจจะเป็นไปได้นะ”

การสนทนาระหว่างสองนายบ่าวถูกขัดขึ้นด้วยเสียงเรียกเข้าของอุปกรณ์สื่อสารที่วางอยู่บนตู้หัวเตียง หญิงสาวเอื้อมไปคว้ามามองชื่อบนหน้าจอแล้วเปรยกับตัวเอง

“ท่าทางจะอายุยืนนะ พูดถึงก็โทรมาเลย เดี๋ยวค่อยคุยกันต่อนะอุ่น ขอเวลาส่วนตัวฉันแป๊บ แล้วจะเรียก”

ปริตากำโทรศัพท์ไว้ในมือยังไม่กดรับสายขณะที่สายตาจับจ้องอยู่ที่ร่างโปร่งใสปลายเตียงเมื่อเห็นว่ารายนั้นยังนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ปลายเตียงเธอก็เอ่ยย้ำ

“อุ่น! ไปได้แล้ว ฉันขอคุยโทรศัพท์ก่อน”

เมื่อนางอุ่นรับคำก่อนที่จะหายวับไปกับสายตา หญิงสาวจึงกดรับสาย กรอกเสียงทักทาย

“ผมปลุกคุณหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ ฉันยังไม่นอน แล้วนี่งานเสร็จแล้วเหรอคะ”

“เรียบร้อยแล้วครับ บ่าวสาวเข้าห้องหอแล้ว ผมหมดสิทธิ์ตามไปเก็บภาพ”

ปริตาหัวเราะ “ก็คงต้องอย่างนั้นแหละค่ะ ใครจะให้ตามไปถ่ายเก็บเอาไว้กัน”

“ผมแค่โทรมาบอกว่าผมเสร็จงานแล้วกำลังจะกลับบ้าน วันนี้ไม่ค่อยได้ส่งข้อความคุยกัน เลยคิดว่าโทรหาเลยดีกว่า”

“งั้นก็รับทราบแล้วนะคะ ว่าคุณกำลังจะกลับบ้าน”

“ผมอยากเจอคุณ”

หญิงสาวชะงัก รู้สึกร้อนที่แก้มทั้งสองข้างขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะตอบเขาอย่างไร

“คุณจะไม่บอกว่าหน่อยเหรอว่ารับทราบแล้ว”

“ได้ยินแล้วค่ะ”

“ผมยังไม่รู้เลยว่าจะพาคุณไปร้านไหนดี ที่ตกลงกันไว้ว่าไม่เกี่ยวกับงานแต่อีกสองวันผมต้องไปทำงานแล้วผมก็อยากชวนคุณไปด้วย”

“แค่บอกให้รู้ว่าอยากชวนใช่ไหมคะ”

คราวนี้เป็นวรเวชที่หัวเราะออกมา “ผมอยากชวน แล้วผมก็กำลังชวนคุณอยู่ ตกลงเจอกันนะคุณ ผมจะไปรับวันมะรืนสิบโมงเช้า”

“จะไม่ให้ฉันตอบรับหรือปฏิเสธก่อนเหรอคะ”

“งั้นผมอนุญาตให้ตอบรับได้…ว่าไงล่ะคุณ”

ปริตาถอนใจ ส่ายหน้าหากแต่เอ่ยคำแสดงการตอบรับ แม้จะจบเรื่องนัดหมายแล้วแต่การสนทนาระหว่างหญิงสาวกับวรเวชยังคงดำเนินไปต่อเนื่องยาวนาน

ที่มุมห้องวิญญาณที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้ปรากฏร่างยังคงนั่งคุกเข่ามองผู้เป็นนายอยู่ ดวงตาคู่นั้นเหมือนมีกังวล ศีรษะส่ายไปมาอย่างไม่ยอมรับในสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า

 

Don`t copy text!