รัก (จัง) ปักใจ บทที่ 12 : แทมมี่ เทมส์

รัก (จัง) ปักใจ บทที่ 12 : แทมมี่ เทมส์

โดย : ปิยะพร ศักดิ์เกษม

รัก (จัง) ปักใจ นวนิยายรักโรแมนติกเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ที่นักอ่านรอคอย กับเรื่องวุ่นๆ ของเจ้าคอร์กี้ตัวเปี๊ยกนาม “รักจัง” และ “ปักใจ” ที่ป่วนปั่นอลวนอลเวง พาให้เจ้าของของทั้งสองมาพบกัน ตกหลุมรักกันและเผชิญกับอุปสรรคมากมายด้วยกัน นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

*****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

คุณฐปนาหัวเราะคิก ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นด้วย

“เออ น่าจะจริง หมาน่ารักอย่างนี้ถ้าไม่ใช่เพราะตายไปแล้วหรือเพราะต้องนอนเป็นผักก็คงทิ้งมันไม่ลงหรอก…ว่าแต่ว่านี่เราแก้ตัวแทนเขา หรือแช่งเขากันแน่นะ ฐิติ”

ผู้เป็นหลานชายหัวเราะขันไม่ตอบคำ และก็รู้ดีว่าผู้เป็นป้าไม่ได้ต้องการคำตอบแต่ประการใด เพราะเธอเริ่มเล่าถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของปักใจ รวมไปถึงหมอปลื้มใจด้วยโดยชายหนุ่มไม่ขัดจังหวะ ได้แต่นั่งเก็บรายละเอียดทุกอย่างจากถ้อยคำของเธอ

อีกไม่นานนักเสียงกระพรวนที่คอรักจังก็ดังกรุ๋งกริ๋งมาก่อนตัว มันวิ่งนำหน้าพรรษาตรงเข้ามาหาคุณฐปนา กระโดดกอดก่อนทีหนึ่งแล้วหันกลับมากระโดดกอดเขาอีกทีก่อนวิ่งกลับไปหาเจ้าของมันอีกรอบ ครั้งนี้โดดผึงขึ้นไปนั่งเบียด และอีกฝ่ายก็วนเวียนจูบหน้าจูบศีรษะเล็ก ๆ ที่หอมฟุ้งนั้น

“หอมจัง รักจัง…อื้มมม…”

ฐิติมองภาพนั้นอย่างขัน ๆ แล้วปล่อยให้หนึ่งคนกับหนึ่งตัวแสดงความรักกันอยู่ตรงนั้น เขาจัดการเดินไปที่แผนกการเงิน ชำระเงินค่าอาบน้ำลงสระให้รักจังจนเรียบร้อย ระหว่างนั้นก็เฝ้ามองแต่ประตูห้องตรวจที่ปิดสนิทของปลื้มใจ ภาวนาให้เธอว่างจากสัตว์ไข้แล้วเปิดออกมาให้ได้เห็นหน้ากันสักหน่อย

หากหญิงสาวก็ไม่ได้โผล่หน้าออกมาแม้ในยามที่เขากลับไปนั่งอยู่กับคุณฐปนา มีแต่ปักใจที่อาบน้ำเป่าขนเสร็จทีหลังวิ่งออกมา มันตรงเข้ามาหาแล้ววางหน้าลงบนตักคุณฐปนาห้าวินาทีแล้วหันมาวางหน้าไว้บนขาเขาอีกห้าวินาทีเป็นการทักทาย

จากเรื่องราวที่คุญฐปนาเล่าทำให้ฐิติเพิ่งสังเกตเห็นว่าขนาดตัวของรักจังใหญ่กว่าปักใจ โดยเฉพาะส่วนสะโพกที่ลีบแบนกว่ากันมากทั้ง ๆ ที่ตามสายพันธุ์และเพศแล้ว ปักใจควรต้องตัวใหญ่กว่ารักจังนิดหน่อย เขาเอื้อมมือไปลูบหัวมันอย่างปรานี

“อ๊าย…ไอ้บ้า ไอ้หมาน่าเกลียด ไอ้สำออย ไอ้ปักใจ ไปให้พ้นนะ!” รักจังผุดลุกขึ้นยืนอยู่บนเก้าอี้ แล้วเห่าเสียงแหลม เสียงเห่าของมันคงแปลความหมายเป็นภาษาคนได้ดังนี้

ปักใจเริ่มคุ้นเคยกับท่าทีของรักจังแล้ว มันจึงไม่ตกใจเหมือนเมื่อครั้งแรก ๆ ที่ได้พบกัน พร้อมกันนั้นก็ไม่โกรธด้วย มีแต่ความรำคาญ…เจ้าหมาน้อยเมินหน้าทำทีราวกับรักจังไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น มันกลับหันหน้าไปหาคุณฐปนา วางคางลงบนตักเธออีกครั้ง ขณะที่รักจังเริ่มเต้นเร่าจนมนุษย์ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นหัวเราะ

ในที่สุดปักใจก็ถูกจูงไปไว้ที่ห้องยาซี่งมีทางเดินเชื่อมต่อกับด้านหลังห้องตรวจของหมอปลื้มใจและมีเบาะรองนอนของมันปูอยู่แถวนั้น ส่วนสามชีวิตก็ขึ้นรถกลับบ้านท่ามกลางความผิดหวังของฐิติที่ไม่ได้พบหน้าคุณหมอคนสวยอีกสักรอบ

ขณะที่นั่งรถไปใกล้จะถึงบ้านนั่นเองเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าของคุณฐปนาก็ดังขึ้น เพื่อนสนิทผู้เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงต้อนรับให้เธอเมื่อสามเดือนก่อนส่งเสียงแจ้ว ๆ มาตามสาย

“ยายนา เธอให้ใครขับรถมาส่งที่บ้านฉันหน่อยซิ มากินกลางวันด้วยกัน ฉันทำหมี่กรอบโบราณ…มีของดีให้เธอด้วย” เจ้าของเสียงคือคุณทัศนียาผู้เป็นแม่ม่ายอยู่อาศัยในคฤหาสน์ที่มีเนื้อที่กว้างขวางร่วมกับบุตรชายเพียงคนเดียว…บ้านของเธอเปิดกว้างเสมอสำหรับเพื่อนร่วมรุ่น โดยเฉพาะเพื่อนสนิทอย่างคุณฐปนา

“เธอไม่บอกก่อน” คุณฐปนาบ่น “นี่ฉันเอาหมามาอาบน้ำ กำลังกลับบ้านละ ฐิติเป็นคนขับรถให้อยู่เนี่ย…ไม่รู้ว่ายายนีหาอะไรไว้ให้กินกลางวันหรือเปล่า ถ้าหาไว้ให้แล้วฉันไม่ไปกิน โดนบ่นหูชาแน่…”

“อ้าว…ฐิติเองหรือ” ปลายสายอีกด้านขึ้นเสียงสูงอย่างดีอกดีใจ แล้วเธอก็พูดเสียงลั่น ดังขนาดที่ไม่ต้องเปิดลำโพงก็ดังก้องอยู่ในรถ นางรักจังนั้นถึงกับลุกขึ้นนั่งกางหูเอียงซ้ายทีขวาทีรับคลื่นเสียงประหลาดที่มันไม่เคยได้ยิน “คิดถึงจริง มาด้วยกันซิ มากินกลางวัน เทมส์ก็อยู่วันนี้”

คุณฐปนามองหน้าหลานชาย เมื่อเห็นเขายิ้มพยักหน้ารับเธอก็ตอบตกลง และฐิติก็เปลี่ยนทิศทางไม่กลับเข้าบ้าน ชายหนุ่มเห็นใจผู้เป็นป้าเป็นอย่างยิ่ง…การเพิ่งย้ายถิ่นฐาน ย้ายสภาพแวดล้อม เพื่อนเก่า ๆ ที่ยังกลมเกลียวรักใคร่เช่นคุณทัศนียานี้มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด

อีกไม่กี่นาทีเขาก็พาทั้งคนและหมาถึงบ้านหลังใหญ่ ภายในอาณาเขตมีตึกสองหลังคั่นกลางด้วยสนามหญ้าให้แม่กับลูกอยู่กันคนละหลังไม่กวนกัน…เป็นที่รู้กันดีว่าเทพทัตลูกชายคนเดียวของคุณทัศนียานั้นมีรสนิยมไม่เหมือนใคร เป็นมนุษย์ที่ไร้กรอบและไม่เคยให้ขอบเขตใด ๆ มาจำกัด…สิ่งที่เขาชอบ งานที่เขาทำบางครั้งก็เหมือนจะสุดโต่งกันไปคนละข้าง

ฐิติตั้งใจจะพาคุณฐปนามาส่งแล้วก็จะขอตัวพารักจังกลับบ้าน หากเมื่อถึงที่เข้าจริง ๆ คุณทัศนียาก็ไม่ยอมให้เขาทำอย่างที่ตั้งใจ สั่งให้บริวารของเธอปิดประตูบ้านห้ามเปิดเมื่อบอก

“ไม่ได้เจอกันนานมาก พี่ไม่ยอมให้เธอไปไหนง่าย ๆ หรอก ฐิติ อย่างน้อยก็ต้องกินกลางวันด้วยกันวันนี้” เธอไม่ยอมเป็น ‘ป้า’เหมือนคุณฐปนา หากเคี่ยวเข็นให้เขาเรียก‘พี่’มาตั้งแต่เขายังเล็ก ๆ …และมันจะแปลกอะไรเล่า ในเมื่อเทพทัตก็เรียกแม่ตัวเองว่า ‘พี่แทมมี่’!

“รักจังมันซนมากครับ ผมว่าจะขอตัวพามันกลับบ้านก่อน..”

คนฟังไม่รอให้เขาพูดจบ เปิดประตูให้นางรักจังกระโดดออกจากรถ แล้วนางหมาน้อยจอมซนก็วิ่งแน่บเข้าไปสำรวจทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบริเวณนั้น มันไม่กลัวคน ไม่ตื่นสถานที่ มีแต่ความร่าเริงและอยากรู้อยากเห็น หากโดยสัญชาตญาณมันก็จะระวังระไวไม่สำรวจไปจนไกลเกินกว่าสายจูงที่มองไม่เห็นซึ่งเชื่อมระหว่างมันกับคุณฐปนา

“ซนได้ซนไป หมาของยายนา หมาของฐิติ พี่ให้ซนได้ อยากไปไหน อยากเล่นอะไรตามสบาย”

“เดี๋ยวมันแทะขาเก้าอี้จิโอปอนติตัวละสี่แสนของพี่เข้า ผมไม่มีเงินซื้อใช้นะครับ”

“แหม…พ่อทนาย พ่อนักกฎหมายใหญ่…อย่าพูดคำว่าไม่มีเงิน อย่าแช่งตัวเอง เดี๋ยวเป็นจริง” อีกฝ่ายร้อง หัวเราะขัน ดวงหน้าของเธอตึงเปรี๊ยะสดใสจริตกิริยาท่าทีราวกับอยู่ในวัยสาวน้อย

สุดท้ายเธอก็ลากข้อมือทั้งป้าทั้งหลานเข้าบ้าน โดยมีหมาตัวเล็กสีดำวิ่งตามหลุน ๆ เข้าไป และอึดใจถัดมาก็กลายเป็นนางหมาน้อยที่วิ่งนำหน้า มันพุ่งปราดไปหาชายหนุ่มคนที่ยืนผสมเครื่องดื่มอยู่หลังเคาเตอร์ กระโดดโลดเต้นอยู่รอบ ๆ ตัวเขาราวกับรู้จักกันมาแต่ชาติปางก่อน

เทพทัตยกมือไหว้คุณฐปนา ทักทายฐิติ แล้วทรุดตัวลงกอดรักจังไว้ เขาใช้เสียงสูงเสียงต่ำคุยกับนางหมาน้อยเป็นคุ้งเป็นแคว และเสียงนั้นก็ทำให้รักจังก็ยิ่งกระดิกก้นที่ไม่มีหางสุดแรง พยายามแสดงอาการว่า ‘ถูกใจ! หนูชอบคนนี้!’ด้วยการเลียอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุดก่อนออกวิ่งไปรอบ ๆ ห้อง

“หมาของป้านาน่ารักจริง…ยิ่งเห็นยิ่งนึกถึงไอ้พวกเด็ก ๆ ของผม…คนเราต่างคนต่างมีชะตาชีวิตเป็นของตัวเอง หมาก็เหมือนกันนะครับ”

เทพทัตเกิดมาบนกองเงินกองทอง แม้จะกำพร้าพ่อหากเขาก็โตมากับแม่ที่ร่ำรวยราวกับเป็นเจ้าของบ่อทองคำ ซ้ำผู้เป็นแม่ก็ตามใจตัวเองเท่า ๆ กับการตามใจลูก เขาจึงเรียนและจับงานหลายแบบด้วยกัน เมื่อสร้างงานสำเร็จก็ส่งต่อให้ลูกน้องบริหาร แล้วหันไปจับงานใหม่ เป็นอย่างนี้เรื่อยไป

ปัจจุบันเขากำลังเริ่มงานออกแบบและผลิตเครื่องประดับที่แม้จะใช้อัญมณีราคาสูง แต่ก็ออกแบบให้เก๋ไก๋แปลกใหม่ ใช้เพชรใช้ทับทิมเหมือนมันเป็นแค่หินก้อนหนึ่ง เขาสร้างโดยใช้ชื่อแบรนด์ที่มีชื่อมารดาและตัวเองว่า ‘แทมมี่ เทมส์’ และในทางกลับกัน ขณะที่ด้านหนึ่งทำงานที่มีภาพลักษณ์หรูหราเหมือนพวกลูกเศรษฐีทั่วไป อีกด้านหนึ่งเทพทัตคือผู้ก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือดูแลสัตว์ทุกชนิด

เมื่อปีก่อนฐิติคือผู้เดินเรื่องจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิให้เขา

“เด็ก ๆ ที่พี่เทมส์ว่านี่คือช้างหรือกระต่ายครับ” ชายหนุ่มผู้เป็นแขกเย้า หากปากคอผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ไม่เคยเป็นรองใคร เขาย้อนว่า

“ก็หมาน่ะซิ หรือว่าไอ้ตัวดำ ๆ ของป้านาที่วิ่งไปนั่นคือช้าง…หรือกระต่าย?”

ฐิติหัวเราะแล้วยกมือในท่ายอมแพ้ ตั้งแต่ยังเด็ก เขากับเทพทัตสนิทสนมกันเรื่อยมาแม้ว่าอีกฝ่ายจะไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุแค่สิบขวบ หากทุกครั้งที่กลับมาเมืองไทยเขาก็ติดฐิติแจ บอกกับผู้เป็นมารดาของทั้งสองฝ่ายว่า “อยู่กับฐิติแล้วภาษาไทยผมแตกฉาน…ด่าเก่งขึ้น!”

ผู้เป็นเจ้าของบ้านเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟด้วยตัวเอง ก่อนยกกล่องใบใหญ่มาวางไว้ตรงหน้าคุณฐปนา ตลอดเวลานั้นรักจังเดินตามติดชนิดปลายจมูกติดขากางเกง สุดท้ายมันก็ยกมือเขี่ยเหมือนจะถามว่า ‘ของหนูล่ะ ของหนูล่ะ’

ในที่สุดเทพทัตก็หัวเราะ ทนแรงเขี่ยของมันไม่ไหว เอ่ยปากขออนุญาตเจ้าของหมาก่อนแล้วเปิดกระป๋องแครกเกอร์ บินิดหนึ่งเท่าปลายก้อยแล้วส่งให้มันกิน สุดท้ายความวุ่นวายและความเป็นจอมตื๊อของรักจังทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจอุ้มมันไปวางไว้บนเก้าอี้นวด กดเปิดสวิตช์แล้วปล่อยให้มันไล่ตะปบสลับกับการพยายามขุดเอากลไกของเครื่องนวดที่อยู่ในเก้าอี้ออกมาดู

“เทมส์เดี๋ยวเก้าอี้พัง” คุณฐปนาอุทาน

“ช่างมันครับ พังก็ซื้อใหม่ ป้านามาดูนี่ดีกว่า” เขาเปิดกล่องให้อีกฝ่ายดู

คุณฐปนาทำตาโต ขณะที่เพื่อนของเธอบอกว่า “นี่แหละที่ฉันบอกเธอว่ามีของดีจะให้” ภายในนั้นคือเครื่องประดับ ตั้งแต่แหวน กำไล ตุ้มหู สร้อยคอสะสวยแปลกตา

“คอลเล็กชั่นพิเศษของ แทมมี่ เทมส์ ครับ” เทพทัตเฉลย แล้วเขาก็หัวเราะขัน “เรียกให้เท่…จริง ๆ ก็คือ ผมเอาพวกวัสดุที่คัดทิ้งจากการทำคอลเล็กชั่นที่แล้วมาออกแบบทำชุดพิเศษ แล้วจะให้ประมูลออนไลน์เพื่อหาเงินเข้ามูลนิธิ…อยากให้ป้านาไว้เป็นที่ระลึกสักชิ้น ก็เลยเอามาให้ป้านาเลือกก่อน”

คุณฐปนาทำตาโตหนักขึ้นไปอีก เธอร่ำร้องว่า

“โอ๊ย! อย่ามาให้ป้าเปล่า ๆ ของไม่ใช่ราคาบาทสองบาท”

“เทียบกับที่ผมกับพี่แทมมี่ไปอเมริกาทีไรก็ไปกวนป้านาลุงนอร์มทุกครั้งไม่ได้หรอกครับ” อีกฝ่ายแย้ง และสองแม่ลูกก็มีท่าทียืนยันมั่นคง คุณฐปนาผู้เข้าใจดีว่ามิตรภาพนั้นต้องมีทั้งการให้และการรับ เธอจึงยอมจำนน หยิบของในกล่องขึ้นมาดูทีละชิ้นแล้วเลือกเอาสร้อยสามสายทำจากเงิน มีมุกแบบบาโร้คสีเทาเม็ดประมานเท่าข้อนิ้วก้อยคั่นเป็นจังหวะขึ้นมาแล้วประกาศว่า

“เอาเส้นนี้แหละ แล้วขอให้ป้าบริจาคเข้ามูลนิธิของเทมส์สักหน่อยนะ ไม่ต้องไปประมูลกับเขา”

อีกฝ่ายหัวเราะแบมือรับเงินมาแต่โดยดีแล้วหยิบแหวนอีกวงที่เข้าชุดกันใส่กระเป๋าเครื่องประดับให้มาด้วยแบบไม่รอฟังคำทัดทานใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อบรรดาบริวารเดินแถวกันลำเลียงเอาอาหารกลางวันมาวางบนโต๊ะ นางรักจังก็หมดความสนใจความเคลื่อนไหวในเก้าอี้นวดโดดลงมานั่งประจำที่คือใต้โต๊ะอาหารข้าง ๆ ขาคุณฐปนา มันเริ่มด้วยการใช้จมูกเย็น ๆ เปียก ๆ ชน  เมื่อยังไม่ได้อย่างใจก็ยกขาหน้าเขี่ย สุดท้ายก็ใช้ฟันขบเบา ๆ เหมือนหยิกที่หน้าแข้งจนคุณฐปนาสะดุ้ง เธอบ่นไปพลาง หักเศษขนมปังกรอบชิ้นเล็ก ๆ ส่งให้

“ร้ายจริงนังนี่! ไม่ให้ก็กินอย่างไม่มีความสุข…กับคนอื่นมันก็ไม่กวนนะ”

ฐิติไม่อยากบอกซ้ำหลังจากที่เคยบอกเคยอธิบายมาแล้วหลายครั้งหลายหนว่าสุนัขนั้นเรียนรู้จากการปฎิบัติของเราว่ามันจะทำอะไรได้แค่ไหนอย่างไร ถ้าคุณฐปนาใจแข็งกับมัน ห้ามด้วยเสียงเด็ดขาดตั้งแต่แรกเริ่มและไม่ให้อาหารที่โต๊ะอาหารเลย มันก็จะเข้าใจและไม่ทำดังนี้

หากนี่เธอกลับยื่นอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้รักจังทุกเวลาที่เธอรับประทานอาหาร ทุกครั้งที่มันเขี่ยหรือหยิกด้วยฟัน ขณะที่ถ้าไปเขี่ยหรือหยิกใครที่โต๊ะอาหารมันจะถูกดุและไม่เคยได้กิน นี่ทำให้นางสุนัขน้อยเข้าใจ…สรุปเอาเองด้วยมันสมองที่แสนฉลาดและเจ้าเล่ห์ของมันว่า…ถ้าอยากกินก็จงทำแบบนี้แหละ และทำได้กับคุณฐปนาเพียงคนเดียวเท่านั้น!

ฐิติไม่ขัดคอคุณป้าของเขาเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขก็คือการได้ตามใจรักจัง…

วันนี้คุณทัศนียาสั่งบริวารของเธอให้ทำหมี่กรอบแบบโบราณไม่ใช่หมี่กรอบหวานเจื้อยแบบที่ขายกันอยู่ทั่วไป เป็นหมี่กรอบสูตรพิเศษที่เธอรู้ว่าเพื่อนรักโปรดปรานยิ่งนัก เป็นหมี่กรอบที่ต้องทอดเส้นพักแยกให้สะเด็ดน้ำมันไว้ ก่อนนำมาคลุกกับเครื่องที่ผัดด้วย เต้ากั๋ว กุ้ง ไข่ น้ำปลาดี กระเทียมดองนิดหน่อยให้รสเปรี้ยวหวานเค็มกำลังดี ก่อนคลุกด้วยถั่วงอกและใบกุยช่าย เสิร์ฟมาพร้อมกับอกไก่ตุ๋นยาจีนในถ้วยกระเบื้องเคลือบ

ของหวานปิดท้ายคือไอศกรีมรสคาราเมลใส่เกลือหิมาลัยที่เทพทัตลงมือทำเอง ชายหนุ่มสนุกสนานกับการทดลองสูตรและกำลังคิดว่าหากบริษัทเครื่องประดับของเขาอยู่ตัว เป้าหมายต่อไปคือโรงงานและแบรนด์ไอศกรีมใหม่สำหรับนักชิมชาวไทย!

เมื่อหนังท้องตึงกันทั่วหน้าทั้งหมาและคน ผู้เป็นเจ้าของสถานที่ก็เอ่ยชวน

“กินเสร็จแล้วไปดูถ่ายแบบเครื่องประดับที่เหลือนี่ที่ตึกผมไหมครับป้านา”

Don`t copy text!