รัก (จัง) ปักใจ บทที่ 6 : นางแมวลายชื่อตาหวาน

รัก (จัง) ปักใจ บทที่ 6 : นางแมวลายชื่อตาหวาน

โดย : ปิยะพร ศักดิ์เกษม

รัก (จัง) ปักใจ นวนิยายรักโรแมนติกเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ที่นักอ่านรอคอย กับเรื่องวุ่นๆ ของเจ้าคอร์กี้ตัวเปี๊ยกนาม “รักจัง” และ “ปักใจ” ที่ป่วนปั่นอลวนอลเวง พาให้เจ้าของของทั้งสองมาพบกัน ตกหลุมรักกันและเผชิญกับอุปสรรคมากมายด้วยกัน นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

*****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

รักจังนอนอยู่บนพรมหนานุ่มที่ปูอยู่หน้าเตียงคุณฐปนา ภายห้องนอนกว้างขวางของเธอมีที่นอนแสนสบายที่กลายเป็นจุดประจำของรักจังถึงสามแห่ง หนึ่งคือเบาะนอนรูปกลมที่เหล่ามนุษย์อุตส่าห์หอบหิ้วกันมาจากบ้านเก่าในอีกซีกโลก

พวกมนุษย์เกรงกันว่ารักจังจะนอนไม่หลับหากไม่ได้นอนบนที่นอนเก่าที่ตัวเองคุ้นเคย…หารู้ไม่ว่าสุนัขอย่างรักจังนี่แหละ ปรับตัวง่ายที่สุด หาความสุขใส่ตัวได้ง่ายที่สุด ขอเพียงให้มีคนที่รักอยู่ใกล้ ๆ เท่านั้น

อีกที่หนึ่งที่เป็นที่นอนที่โปรดปรานที่สุดของรักจังก็คือพรมหนานุ่มที่ปูอยู่หน้าเตียงอันนี้แหละ เพราะมันเป็นจุดที่ลมเย็นจากบานประตูหลังพัดผ่านประตูออกไปยังช่องระบายอากาศอีกด้าน

ส่วนอีกที่ที่รักจังโปรดปรานและเป็นที่นอนประจำทุกค่ำคืนก็คือบนเตียงกว้างปลายเท้าคุณฐปนา ทุกคืนนางสุนัขน้อยจะหมุนตัวจนผ้านวมปลายเตียงเป็นแอ่งก่อนทิ้งตัวลงไปแล้วพลิกคว่ำพลิกหงายอย่างสบาย บางครั้งก็ยืดตัวขึ้นมาใช้ขาอีกฝ่ายเป็นหมอนหนุน

คุณฐปนาออกจากห้องนอนไปแล้ว เธอเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น รอเวลาจะออกไปข้างนอกตามที่นัดหมายไว้กับกลุ่มเพื่อนสนิทที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกัน

เพื่อนคนหนึ่งรับเป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับการมาถึงของเธอ โดยกะเกณฑ์ให้ทุกคนไปที่บ้าน  เริ่มด้วยการไปรับประทานน้ำชายามบ่าย แล้วก็ต่อด้วยอาหารค่ำแบบง่าย ๆ เบา ๆ แต่เจ้าภาพก็เตรียมไวน์ไว้เป็นโหล ทำให้เชื่อได้ว่าคืนวันนี้กว่าจะได้กลับบ้านก็ดึกดื่นค่อนคืนแน่นอน

รักจังไม่มีนิสัยติดเจ้าของ ไม่ว่าจะรักสักแค่ไหนก็ไม่ค่อยตามคลอเคลียกับใครมากมายนัก มันมีความเป็นตัวของตัวเองสูงจึงไม่ตามคุณฐปนาออกไปที่ห้องนั่งเล่น กลับเลือกที่จะนอนอย่างเกียจคร้านอยู่หน้าเตียงเช่นเดิม ใช้เพียงจมูกสูดดมกลิ่นว่าคนที่มันรักที่สุดอยู่ไม่ไกล

เมื่อนอนตะแคง ขาที่สั้นและอกที่ผายกว้างทำให้ขาหน้าของรักจังมักลอยอยู่กลางอากาศเสมอ ท่านอนแบบนี้ทำให้มันเมื่อยจนไม่อาจนอนได้นาน ๆ ดังนั้นแค่ไม่กี่นาทีรักจังก็พลิกตัวนอนหงายขาทั้งสี่ข้างชี้ฟ้าตามถนัด

มันกำลังหลับสบายเมื่อมีเสียงร้องลั่นดังมากจากหน้าประตู “คุณนาขา คุณนาขา…หมาตายแล้ว” คนร้องร้องแล้วไม่รอดูผล วิ่งแจ้นออกไปยังห้องด้านหน้าที่คุณฐปนานั่งรอให้รถมารับ รักจังลุกขึ้นนั่งงง ๆ เมื่อมีเสียงพูดกึ่งร้องไห้พร่ำซ้ำ ๆ อย่างตกอกตกใจ “หมาตายแล้ว หมาตายแล้ว”

“อะไรนะ สมพิด รักจังเป็นอะไร” คุณฐปนาร้องลั่น ตกใจจนแทบสิ้นสติ…แม้จะมาถึงเมืองไทยได้เดือนเศษแล้ว และรักจังก็แข็งแรงเป็นปกติดี หากเธอก็ไม่วายห่วง…ที่นี่อาจจะร้อนเกินไป หรือระหว่างเดินทางอาจมีความเครียด อาจมีความอ่อนแอที่มนุษย์มองไม่เห็นสะสมอยู่ในตัวนางหมาน้อยขนดำขลับยอดรักยอดขวัญของเธอตัวนี้

“หมาตาย หมาตาย…มันนอนขาชี้ฟ้า ตัวบวม ๆ เหมือน…เหมือนหมาที่นอนตายลอยน้ำมาตามคลองที่บ้านสมพิดเลยค่ะ”

สีหน้าและคำพูดของเด็กรับใช้ชาวประเทศเพื่อนบ้านทำให้คุณฐปนาฉุกคิด ประกอบกับนางรักจังเดินนวยนาดมาถึงหน้าประตูห้องนอนแล้วลงนั่งมองมนุษย์สองคนอย่างแปลกใจ มันกางหูเอียงคอไปทางโน้นทีทางนี้ทีเพื่อฟังเสียง

“นั่นไง รักจัง ลอยน้ำมาแล้ว…เธอนี่บ้าแท้ ๆ สมพิด” คุณฐปนาว่าอย่างอ่อนใจ

เสียงเอะอะโวยวายทำให้ฐิติพลอยวิ่งแจ้นออกมาจากห้องทำงานของเขาไปด้วย วันนี้เป็นวันศุกร์เขามีประชุมช่วงเช้า เมื่อประชุมเสร็จและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับทีมแล้วจึงตัดสินใจหอบงานกลับมาทำต่อที่บ้าน

ชายหนุ่มผลักประตูห้องนั่งเล่นของคุณฐปนาเข้าไปพบคุณป้าของเขานั่งมองสมพิดอย่างปลง ๆ เมื่อเด็กสาวผู้ช่วยแม่บ้านทรุดตัวลงนั่งกับพื้นกอดรักจังไว้ด้วยความดีใจที่มันไม่ได้‘ตายลอยน้ำมา’อย่างที่ตัวเข้าใจ

รักจังซึ่งไม่ได้สนใจความเข้าใจผิดของใครทั้งสิ้น มันเห็นอะไรบางอย่างไหว ๆ อยู่บนมวยผมกลางศีรษะของเด็กหญิง น่าจะเป็นกิ๊บทำด้วยผ้าเป็นรูปดอกไม้ กลิ่นที่โชยมาบอกว่าเหมาะกับการเอามาขบเคี้ยวฉีกทึ้งให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จึงปีนขึ้นไปบนตัก ยืดตัวใช้ขาหน้าเกาะบ่า แล้วพยายายงับเอาสิ่งที่หมายตาลงมาให้ได้

ก่อนที่มันจะทำได้สำเร็จ บรรจงคนสวนและคนขับรถประจำบ้านก็มาโผล่หน้าอยู่ที่ช่องประตูตรงแนวกำแพงใบไม้เป็นความหมายว่าถึงเวลาที่คุณฐปนาจะต้องออกจากบ้านไปตามนัดแล้ว เธอฉวยกระเป๋าลุกขึ้นยืน พร้อม ๆ กับที่รักจังก็ผละจากสมพิด วิ่งเข้ามากระโดดกอดเธอไว้ มันส่ายก้นที่ไม่มีหางสุดแรงด้วยความหวังว่าจะได้ตามออกไปเที่ยวด้วย

ผู้สูงวัยโน้มตัวลงกอดสุนัขน้อยที่แม้จะเหยียดตัวจนสุดตัวก็ยังได้แค่เหนือเข่าของเธอขึ้นมานิดหน่อยเมื่อบอก

“รักจังอยู่บ้านนะลูก…ดึก ๆ แม่ถึงจะกลับมา หนูไปเล่นกับสมพิด หรือจะขึ้นไปช่วยพี่ฐิติทำงานก็ได้” เธอสั่งราวกับมันเป็นเด็กเล็ก ๆ นับญาติรักจังกับทุกคนเสร็จสรรพ ไม่สนใจว่าแรก ๆ น้องสาวของเธอจะนิ่วหน้าแม้ว่าฐิติกับคุณประวุฒิพ่อของเขาจะยอมรับความเป็นพี่และน้าของรักจังโดยดุษณี

เมื่อคุณฐปนาลับตัวไป ฐิติก็หันไปพูดกับหน้าดำ ๆ หูกางตั้ง และดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วว่า

“มา รักจังไปด้วยกัน ให้สมพิดทำงาน”

นางสุนัขน้อยเหลียวมองเด็กหญิงที่มีอุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่ในมือแล้วลังเลเล็กน้อยว่าจะอยู่ช่วยสมพิดทำงานด้วยการวิ่งไล่งับไม้กวาดดีหรือจะตามฐิติไปที่ห้องทำงานของเขาดี และแล้วรายการหลังก็เป็นฝ่ายชนะ มันรู้ว่าฐิติใจดีและเขามีขนมสำหรับมันใส่ขวดแอบอยู่ที่ใดที่หนึ่งบนโต๊ะทำงานของเขา

หากถึงจะไม่ได้กิน ห้องทำงานของฐิติก็เย็นฉ่ำแสนสบาย มีพรมเช็ดเท้านุ่ม ๆ ให้มันนอนเล่น และมันเองก็ค่อย ๆ ทยอยคาบของเล่นเข้าไปเก็บสะสมไว้ที่ใต้โต๊ะทำงานในห้องนั้นโดยที่เจ้าของห้องไม่เคยห้าม อย่างมากก็แค่บ่น ‘นี่จะมาทำรังหรือไง ค่อย ๆ คาบของเล่นเข้ามาทีละชิ้น ทำยังกับเป็นนกคาบกิ่งไม้’

รักจังเดินตามฐิติออกจากห้องนั่งเล่นของคุณฐปนาไปตามทางเดินเล็ก ๆ ขนาบสองข้างทางด้วยไม้ประดับประเภทไม้ใบอย่างจั๋ง หมากเหลือง แซมด้วยลิ้นมังกร แค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงห้องทำงานของเขาแล้วมันก็มุดเข้าไปในประตูสวิงบานเล็กที่เจาะเอาไว้สำหรับมันโดยเฉพาะก่อนที่เจ้าของห้องจะผลักประตูเข้าไปในห้องตัวเองเสียอีก

เมื่ออยู่ต่างประเทศกับคุณฐปนา รักจังมีอิสระที่จะไปไหน ๆ ก็ได้ตามใจชอบในขอบเขตของรั้วบ้าน แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ฝันร้ายของคุณฐปนาก็เกิดขึ้นสองข้อ หนึ่งก็คืออันตรายจากรถยนต์เนื่องจากเจ้าหมาน้อยไม่คุ้นเคยการกับการหลบหลีกเพราะย่านที่เคยอยู่ที่ต่างประเทศนั้นแม้จะมีรถกันทุกบ้านหากการจราจรก็ไม่จอแจเท่านี้

ฝันร้ายอีกข้อหนึ่งของเธอคือการหายไปของรักจัง!…จะหายไปเองเพราะความซุกซนชอบสำรวจไปทั่วหรือจะเป็นเพราะใครสักคนหลงเชื่อสีหน้าสีตาน่ารักน่าเอ็นดูของมันจนคิดลักพาตัวไปก็ตาม

ผู้สูงวัยวิตกกังวลเรื่องนี้มากที่สุด มิใยที่น้องสาวจะพูดขัน ๆ ‘ใครขโมยมันไป รับรองว่าไม่เกินสามวันต้องเอามาคืน’ก็ไม่สามารถทำให้เธอสบายใจขึ้นได้

คุณฐาปนีย์ไม่ยอมให้พี่สาวไปซื้อบ้านอยู่ตามลำพัง เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือความเป็นห่วง ไม่ต้องการให้ไปอยู่ไกลตา หากเธอก็ยืนยันแค่ว่า ‘บ้านกับที่ดินนี่เป็นมรดกของพ่อแม่ พี่มีส่วนครึ่งหนึ่ง พี่ต้องอยู่ที่นี่ ต้องการอะไรบอกมา นีทำให้ได้ทุกอย่าง’

เมื่อตกลงกันได้ว่าจะอยู่ร่วมกันที่บ้านเก่าหลังนี้ ฐิติก็ยินดียกชั้นล่างของตึกใหม่ที่เขาปลูกชึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ของตัวเองให้คุณป้า ต่อเติมด้านหน้ายื่นออกไปเป็นห้องรับแขกและนั่งเล่นพักผ่อนส่วนตัวของเธอ ส่วนตัวเองก็ไปต่อเติมอาคารใหม่ออกมาอีกส่วนเพื่อเชื่อมตึกทั้งสองตึกเข้าด้วยกัน แล้วใช้ชั้นล่างของตึกที่สร้างขึ้นใหม่นี้เป็นห้องทำงาน ชั้นสองเป็นห้องชุดส่วนตัวของเขา

เพื่อนรักคนหนึ่งของฐิติเป็นสถาปนิก การออกแบบต่อเติมจึงออกมาเรียบร้อยสวยงามและยังรวดเร็วทันใจ เมื่อได้รู้ว่าที่บ้านหลังนี้จะมีสมาชิกใหม่สี่ขาแสนซนที่เจ้าของหวงและห่วงว่าจะหายหรือบาดเจ็บล้มตาย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้มันได้ใช้ชีวิตอิสระ วิ่งเล่นไปได้ทั่วทั้งบริเวณ

ฝ่ายผู้ออกแบบจึงคิดละเอียดถึงขั้นทำประตูบานเล็กสำหรับสุนัขให้มุดเข้ามุดออกได้ทั่วตึกทั้งสามหลังหน้าตึกทำประตูสองชั้นไม่ให้มันอาศัยช่วงชุลมุนเวลามีแขกมาหาเล็ดรอดหนีออกไปซุกซนนอกบ้านได้ง่าย ๆ

เมื่อเข้าไปอยู่ในห้อง ฝ่ายเจ้าของห้องก็ตรงไปยังโต๊ะทำงาน นั่งลงอ่านงานที่ค้างไว้เมื่อครู่ต่อ ขณะที่่รักพุ่งเข้าไปยังตะกร้าใส่ของเล่นของตัวมันเลือกคาบตัวโน้นตัวนี้ แล้วตัดสินใจคาบมาหนึ่ง ตรงเข้าไปนอนขบเล่นอยู่ใต้โต๊ะ

สำหรับสุนัข…ที่ใต้โต๊ะหรือใต้เตียง คือสวรรค์ในบ้านของพวกมัน มันคงให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นส่วนตัว แบบเดียวกับที่พวกหมาป่าต้นตระกูลของหมาบ้านในวันนี้เคยใช้ถ้ำเป็นที่พักอาศัย นี่อาจเป็นหนึ่งในสัญชาตญาณที่ติดค้างมา

รักจังขบของเล่นจนเบื่อแล้วก็นอนหลับอย่างสบายอยู่ใต้โต๊ะได้หนึ่งตื่นใหญ่ ๆ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ผู้เป็นเจ้าของห้องก็ยังคงคร่ำเคร่งอยู่กับงานของเขา มันจึงตัดสินใจออกหาเรื่องสนุกสนานเพลิดเพลินด้วยตัวเอง

หน้าต่างกว้างที่ด้านหลังห้องทำงานของฐิติเป็นบานกระจก ทำให้เมื่อมองออกไปจะเห็นแนวกำแพงกั้นอาณาเขตด้านบนตั้งกระถางพลูด่างเรียงรายเป็นแถว มันออกใบเขียวทิ้งตัวลงมาเป็นม่าน ช่วยลบความแข็งกระด้างของปูนและเหล็ก

ใบไม้ต้นไม้ทำให้อิฐ หิน ดิน ปูน มีชีวิตชีวามากขึ้น แต่สิ่งที่มีชีวิตชีวาแท้จริงในสัมผัสของรักจังก็คือดวงตาคมวาวบนดวงหน้าแป้นสั้น…แมวลายสีเทาที่รักจังคุ้นเคยมาตลอดเวลาหนึ่งเดือน นอนอยู่เหนือกระถางพลูด่าง มันจ้องมองตรงมาอย่างท้าทาย หางยาวทิ้งลงมาราวกับเป็นหนึ่งในกิ่งพลูด่าง มันวาดแกว่งช้า ๆ

รักจังได้กลิ่นความท้าทายและเย่อหยิ่งของมันแผ่ซ่านรุนแรง เหมือนมันส่งสัญญาณมาบอกว่า ‘อย่างแกจะมีน้ำยาอะไร ได้แต่อยู่ในห้องกับพวกมนุษย์! รู้จักความอิสระเสรี รู้จักความเป็นตัวของตัวเองบ้างหรือเปล่า…หรือแค่คิดว่ามี!?’

นางสุนัขน้อยโดดลุกขึ้นยืนราวกับถูกเข็มตำ มันวิ่งปราดออกทางช่องประตูส่วนตัว วิ่งอ้อมไปด้านหลังห้อง เมื่อถึงตำแหน่งที่นางแมวนอนอยู่ รักจังก็พยายามกระโดดขึ้นหา หากกระโดดสุดตัวก็ยังห่างจากหางแมวหลายศอก

รักจังไม่ได้คิดจะกัดขย้ำ หรือดึงตัวแมวลายลงมาทำอะไรหรอกนอกจากอยากจะดม!

อยากดมให้รู้แจ้งเห็นจริงว่านางแมวที่มักปรากฏตัวลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ตามมุมโน้นมุมนี้ในบ้านคือใครกันแน่….เรื่องชื่อน่ะ รู้จักดีอยู่แล้ว เวลาที่มันถูกเรียกว่า ‘ตาหวาน’

…แต่รักจังไม่อยากรู้จักแค่ชื่อ! การได้ดมอย่างถี่ถ้วนและใกล้ชิดจะบอกได้ว่า นางแมวชื่อตาหวานแต่มีตาดุวาวจ้าตัวนี้ สำคัญแค่ไหนที่นี่ …มันคือมิตรหรือศัตรู  และมันอยากเล่นกับรักจังหรือเปล่า

การที่มันคอยมาเดินกรายอยู่ใกล้ ๆ แถมยังมองอย่างชั่งใจ เชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่งทุกครั้งที่ปะหน้ากันนั้นหมายความว่าอย่างไร

แมวลายมองก้อนกลม ๆ ดำ ๆ ที่เพียรโดดขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างเบื่อหน่าย…หมาโง่!…ไม่รู้ตัวเองเลยหรือว่าโดดให้ตายก็ไม่มีวันได้แตะแม้ปลายหาง

ตาหวานลุกขึ้นยืน ป่านนี้ทาส เอ๊ย! แม่บังอรแม่บ้านคงเอาอาหารมาวางให้บนโต๊ะริมกำแพงตึกโน้นแล้วละมัง

ไปดีกว่า! ปล่อยให้หมาโง่โดดตุ้บ ๆ ตั้บ ๆ ต่อไป…

แมวลายตัวเปรียวโจนลงจากกำแพงกะระยะให้ใกล้ร่างรักจังแบบกึ่งคุกคามกึ่งท้าทายแล้ววิ่งปราดไปทางตึกใหญ่

รักจังตกใจ! คาดไม่ถึงว่าแมวลายจู่ ๆ จะเข้ามาใกล้กันขนาดนี้…ร่างเล็ก ๆ ดำ ๆ ผงะสะดุ้งเกือบหันหลังใส่ตีนหมาโกยอ้าว! หากวินาทีเดียวก็ตั้งหลักได้จึงหมุนตัว แผ่นแน่บไล่กวดหางแมวที่ลากยาวอยู่ในพุ่มไม้…หางที่ลัดเลาะมุ่งหน้าไปยังด้านหลังตึกใหญ่

วันนี้แหละที่รักจังจะจับตัวมันมาดมให้ได้ ดมแล้วก็จะได้ชวนเล่น จะเป็นมิตรหรือศัตรู จะอยากเล่นหรือไม่อยากเล่นกับรักจัง…รักจังก็จะเล่น เล่น เล่น!

นางสุนัขน้อยวิ่งจี๋ หากแค่ครึ่งอึดใจแมวลายก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือแต่รักจังยืนหอบแฮ่ก ๆ อยู่ในครัวหลังตึกใหญ่

Don`t copy text!