เร้นในรอยจำ บทที่ 10 : หนึ่งในความทรงจำ

เร้นในรอยจำ บทที่ 10 : หนึ่งในความทรงจำ

โดย : นาคเหรา

เร้นในรอยจำ โดย นาคเหรา เรื่องราวความรักของคนสองคนและหนึ่งดวงวิญญาณ กับความผูกพันเมื่อครั้งยังเยาว์ก่อเกิดเป็นความรัก เขาตั้งใจจะบอกรักเธอ แต่ทว่าความตายก็มาพรากเวลาทั้งหมดไป ณ วันนี้เขากลับมา เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำที่หายไปของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

– 10 –

เสียงโหวดทำนองเพลงเศร้าดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท จันทร์เจ้าหรี่ตามองร่างของใครคนหนึ่งในไอหมอกจางๆ หอมกลิ่นดอกแก้วหอมอบอวลในอยู่อก หญิงสาวก้มลงมองตัวเอง

อะไรกัน แต่ทำไมเธอถึงตัวเล็กลงราวกับเป็นเด็กม.ต้นแบบนี้ ท่ามกลางความงุนงงทั้งหลาย เด็กหนุ่มที่โตกว่าเธอไม่เท่าไหร่ หันมามองเธอพลางยิ้มเย็นๆ  เสียงนั้นดังขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ยามค่ำคืน

“จันทร์”

“อ้ายเด่น”

ริมฝีปากบางสั่นระริก ใช่แล้ว…เธอจำเขาได้แล้ว คนที่ซุกซ่อนอยู่ในความทรงจำที่หายไป มือขาวซีดดึงมือน้อยนั้นมากุมไว้ ความเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งทำให้เธอตกใจ ดวงตาของเขาเศร้าเหลือเกิน จนทุกครั้งที่เธอมองเขา เธอก็อยากจะร้องไห้อย่างไม่ทราบสาเหตุ รอยยิ้มแสนเศร้านั้นทอดมายังเธอ นั่นทำให้น้ำตาของเธอไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“ไปกับอ้ายเนาะ อ้ายถ่าจันทร์มานานแล้ว”

เด่นเหนือหล้าเอ่ย สำหรับจันทร์แล้วแม้จะดีใจที่ได้เจอคนที่ซุกซ่อนในความทรงจำมานาน แต่ในแววตานั้นกลับมีแววมุ่งร้ายอย่างเห็นได้ชัด เธอในตอนนั้นไม่ได้ให้คำตอบกับเขา มือของเด่นเหนือหล้าจับที่ต้นแขนของเธอไว้พลางบีบแน่น

“จันทร์ บอกว่าฮักอ้าย จันทร์ต้องเป็นของอ้าย ทุกชาติไป”

“อ้ายเด่น แต่ว่า..”เสียงนั้นหายไปในลำคอ เมื่อเธอสบตากับเขา กลับเหมือนมีมนตร์สะกด ใบหน้าของคนที่อยู่ตรงหน้าในเวลานี้แสยะยิ้ม กลิ่นหอมเย็นทวีความรุนแรงขึ้น แต่ทว่ากลับมีร่างของชายคนหนึ่งมาจับมืออีกข้างของจันทร์ไว้มั่น

“มึงสิเอาไผไปอยู่นำ บ่ได้ดอก”

“บ่แม่นเรื่องของเจ้า ปู่ตาอยู่ส่วนปู่ตา เรื่องของผีธรรมดา เจ้าอย่ามายุ่ง!

“แต่อีหล่าคนนี้สิเป็นคนของตระกูลกู เขาเกี่ยวกรรมกันมา มึงกับเขาสิ้นบุญต่อกันแล้ว”

“บ่แม่น จันทร์เป็นของผม …ของผมท่อนั้น”

“ออกไป!!

เสียงนั้นดังก้อง แสงอบอุ่นที่ออกมาจากชายร่างสูงในชุดทหารโบราณนั้นลอยวนอยู่รอบตัวเธอ จันทร์รู้สึกว่ามือที่เย็นเฉียบของเด่นเหนือหล้าหลุดออกไปจากมือของเธอแล้ว แต่ดวงตาหดหู่ปนเศร้านั้นกลับยังติดแน่นในความทรงจำ ท่านผู้นั้นจับมือเธอไว้มุ่น พลางส่งรอยยิ้มมาให้เธอจางๆ

“อ้ายเด่น อ้ายเด่น”

“ตัดใจกะหมดเวร ตัดอาลัยกะหมดเวร ตัดใจซะหล่า…”

แม้เสียงของท่านผู้นั้นจะพูดให้เธอคิด แต่ว่าจันทร์เจ้าไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น ในตอนนี้เธออยากเจอพี่เด่น อยากให้เขามาอยู่ใกล้ๆ เหมือนครั้งหนึ่งที่เธอและเขาได้อยู่ใกล้ๆกัน ภาพเด็กชายตัวผอมสูง นัยน์ตาไร้ความสุข ที่กำลังเป่าโหวดเพลงเศร้าสร้อยกลับบาดลึกในใจเธอ

ทางที่กำลังจะเดินกลับสว่าง เพราะมีเทียนเล่มหนึ่งท่ามกลางพายุ ราวกับเชื้อเชิญให้เธอเดินตาม แต่แทนที่เธอจะเดินไปตามทางสายนั้น หญิงสาวกลับนั่งลงที่เดิมและร้องไห้คร่ำครวญถึงคนที่แอบซ่อนอยู่ในความทรงจำ ใจที่ห่วงหากลับทำให้ร่างเงาของเด่นเหนือหล้ามีพลังอำนาจมากขึ้น จนสามารถไขว่คว้าจับมือของเธอไว้ได้อีกครั้ง

“อ้ายเด่น…อ้ายเด่น”

“จันทร์ จันทร์ได้ยินอ้ายบ่” เสียงของวงศ์โมกข์ดังขึ้นใกล้ๆหู จันทร์มองหาที่มาของเสียงของเขา ดวงตาคมของวงศ์โมกข์ในความเลือนรางทำให้เธอกลับมีความกังวลใจขึ้น

“อ้ายโมกข์”

“อย่าไปฟังมัน ไปกับอ้าย จันทร์เป็นผู้สาวอ้าย เฮาต้องอยู่นำกันตลอดไป” เสียงนั้นดังก้องแล้วดวงตาเด่นเหนือหล้าก็เปลี่ยนไป ยิ่งจ้องมองเธอก็ยิ่งกลัว ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวและซีดขาวราวกระดาษ มือที่จับมือเธออยู่ก็บีบแน่นและพยายามกระชากให้เธอเดินตามเขาไป ในตอนนั้นเธอรู้สึกหวาดกลัวเหลือเกิน

“อ้ายสิอยู่ข้างๆ จันทร์เอง บ่ต้องย้าน บ่ว่าจันทร์สิเคยพ้อเรื่องบ่ดีปานใดมากะซ่าง อ้ายสิอยู่กับจันทร์เอง” เสียงนั้นของวงศ์โมกข์ ทำให้เธอปัดมือของเด่นเหนือหล้าออกทันที…

ดวงตากลมโตกะพริบ ถี่ๆ เมื่อตื่นจากห้วงฝัน กลิ่นดอกแก้วหายไปแล้ว เหลือแต่กลิ่นยาฉุนจนแสบจมูก หญิงสาวรู้สึกขมขื่นในลำคอ  เธอรู้สึกเจ็บแปลบที่หัว ราวกับว่ามันกระแทกอะไรสักอย่าง แต่เมื่อภาพค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เธอก็เห็นสายตาหลายคู่จ้องมองมาที่เธอด้วยความเป็นห่วง

“จันทร์…แม่ครับน้องฟื้นแล้ว”

วงศ์โมกข์พูดเสียงดังเพราะเก็บความดีใจเอาไว้ไม่อยู่ มณีมัยปราดเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะรั้งร่างนั้นมาไว้ในอ้อมกอด น้ำตาไหลลงมาราวก็จะปลดปล่อยความไม่สบายใจออกไปด้วย หวานละไม วาริสา จ้อน ต่างมีสีหน้าไม่ต่างกัน ภาพฝันที่เหมือนจริงได้หายไปแล้ว แต่ความเจ็บปวดและดวงตาตัดพ้อของเด่นเหนือหล้าเธอยังจดจำได้ในทุกรายละเอียด

“ดีนะ ที่อ้ายโมกข์ไปดึงไว้ก่อน รถขนอ้อยก็หลายยุ ดีแล้วที่จันทร์บ่เป็นหยังหลาย โล่งอกเนาะแม่”

หวานละไมเอ่ยพลางยิ้ม ในขณะที่ลายแคนหลับอยู่ในอ้อมกอดพ่อ นทีส่งยิ้มให้เธอเช่นกัน จันทร์พยายามลำดับเหตุการณ์ เท่าที่เธอจำได้ เกิดอะไรขึ้นเธอจำได้ว่าตัวเองกำลังจะก้าวข้ามถนนไปหาพี่เด่นนี่ ใช่แล้ว…พี่เด่น เขาอยู่ไหน จู่ๆ เธอก็จำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตได้เกือบหมด ยังไม่สายใช่ไหมที่เธอจะไปหาพี่เด่น ตามสัญญาที่เคยให้ไว้แก่กัน เธอเงยหน้าขึ้นมองทุกคน ในขณะที่วงศ์โมกข์ ก็มองเธออย่างเป็นห่วง

“จันทร์บ่เป็นหยัง จันทร์สิไปหาอ้ายเด่น อ้ายเด่นกวักมือเอิ้นจันทร์อยู่หน้าวัด”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้อนก็หน้าถอดสี เขาเป็นคนที่รู้เรื่องราวทุกอย่าง แต่วงศ์โมกข์กลับขมวดคิ้วอย่างสงสัย ด้านจันทร์เองมือข้างหนึ่งก็พยายามดึงสายน้ำเกลือออกจากแขน วงศ์โมกข์เมื่อเห็นภาพนั้นก็ได้แต่คว้ามือของหญิงสาวไว้ด้วยความตกใจ ส่วนวาริสาเห็นสามีดูแปลกๆ เลยถามขึ้นมาว่า

“จ้อน พี่สีหน้าไม่ดีเลย ป่วยไปอีกคนงั้นเหรอ หรือโดนใครเอาบั้งข้าวหลามฟาดหัวเหมือนเดวิดล่ะ” วาริสาสันนิษฐานไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่จ้อนส่ายหน้าไปมาก่อนเอ่ย

“บ่แม่นดอกหล่า แต่อ้ายคิดว่า เอ่อ…”

“แล้วมีเรื่องอะไรล่ะ บอกริสามาเร็วๆสิ”

วาริสาคาดคั้น เพราะอยากรู้แต่จันทร์ก็พยายามดิ้น ดวงตาของเธอจึงสับสนและเลื่อนลอยนัก หวานละไมมองหน้าพี่ชายราวกับจะบอกให้ทำอะไรสักอย่าง จนมณีมัยต้องเข้ามากอดและบอกให้หญิงสาวนอนลง อย่างน้อยก็ต้องรอให้น้ำเกลือหมดก่อน ที่ผ่านมาจันทร์ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง แถมอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้จันทร์เสียเลือดมาก ขืนลุกไปตอนนี้มีหวังหน้ามืดกันพอดี

“หนูจะไปหาพี่เด่นค่ะ ป้ามณี หนูเคยสัญญากับพี่เด่นว่าจะไปหาเขา แต่หนูก็ไม่ได้ เขามาหาหนูตั้งหลายครั้งแต่ตอนนั้นหนูจำเขาไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรนะคะ..ตอนนี้หนูจำทุกอย่างได้แล้ว หนูจะไปหาเขาตามที่เคยสัญญากันไว้ค่ะ”

พอจันทร์ได้ฟังอย่างนั้นวงศ์โมกข์ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที อย่างแรกเลยตอนนี้จันทร์ยังเจ็บอยู่ไม่แน่ว่าตัวต้นเหตุนั้นอาจจะทำให้จันทร์เป็นอย่างนี้ก็ได้ ชายหนุ่มส่งสายตาดุๆ พลางเอ่ย

“อ้ายบ่ให้ไป”

“อ้ายโมกข์ ห้ามจันทร์บ่ได้ดอก จันทร์สิไป”

เธอบอกด้วยแววตามั่นคงนัก ในขณะมณีมณีก็ได้แต่พูดจาหว่านล้อมอยู่นานหญิงสาวถึงนอนลงได้ ด้านจ้อนที่มองเหตุการณ์ต่างๆ อยู่ก็รู้สึกไม่สบายใจนัก ที่จันทร์พูดมาคนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรอาจเห็นเป็นเรื่องปกติ แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น จันทร์จะไปหาเด่นเหนือหล้าได้ยังไง ในเมื่อเด่นเหนือหล้าตายไปหลายปีแล้ว

แน่นอนข่าวลือว่าผีดุ จนคนจะไปหาปลาที่นาโคกบริเวณใกล้ป่าช้าย่อมเป็นเรื่องจริง เด่นเหนือหล้ายังวนเวียนอยู่ที่นี่ เพื่อจะมาเอาจันทร์เจ้าไปอยู่ด้วยอีกคน กำนันหนุ่มนิ่งอั้นก่อนจะสะกิดให้วงศ์โมกข์ออกมาจากห้อง

“โมกข์ มานี่ก่อน เฮามีเรื่องเว้านำ”

“มันบ่แม่นยามมาเว้าเรื่องอื่นตอนนี้นะ”

วงศ์โมกข์พูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว  แต่มณีมัยก็พูดปลอบอยู่นาน ว่าขอให้จันทร์อาการดีขึ้นก่อน เรื่องจะไปหาใครนั้นจะไม่ห้ามเลย หญิงสาวได้ฟังเช่นนั้น ก็มีท่าทีที่สงบลง เธอเอนกายนอนลงที่เตียง แต่ตาก็จ้องมองกระปุกน้ำเกลือราวกับจะเร่งให้มันหมดเร็วๆ

จ้อนสะกิดวงศ์โมกข์รอบสอง เมื่อไม่ทันใจกำนันหนุ่มก็ลากคุณหมอออกมาด้วยสีหน้าร้อนรน วงศ์โมกข์ดูจะงงๆเมื่อโดนลากออกมาทั้งๆ ที่หาคำตอบไม่ได้

“มีหยังจ้อน ว่าสิถามยุ บักเด่นหมู่แปดมันเป็นภูนกแซวรุ่นใด เฮาเคยฮู้จักมันบ่”

เขาถามเสียงเครียด จ้อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเอ่ยตอบสหาย

“คุณบ่ฮู่จักมันดอก เพราะมันเป็นคนที่ย้ายมาจากบ้านอื่น อีกอย่างมันตายได้ถ้านับก็สิบกว่าปีแล้ว”

“ตายแล้ว แล้วที่จันทร์เห็นล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงสั่นๆ เขาแทบไม่อยากจะเชื่อจ้อน แต่จ้อนกลับพูดต่อไปว่า

“ต้องเป็นผี…ผีบักเด่น มันน่ะติดยาบ้า อาจารย์สุนทรบ่อยากให้มันมายุ่งกับจันทร์ เพราะว่าเบิ่งทรงมันสิมักอีจ่อย บักที่มักเป่าโหวดใต้กอไผ่ข้างป่าช้าเด้ จำได้บ่”

“บ่”

วงศ์โมกข์ปฏิเสธทันทีเขาจำใครไม่ได้หรอก ยิ่งต่างหมู่บ้านด้วยแล้ว ยิ่งจำไม่ได้ใหญ่เพราะไปเรียนอยู่ที่กรุงเทพตั้งหลายปี เพื่อนที่เคยคบส่วนมากเป็นคนเมืองหลวง ถ้าเป็นเพื่อนแถวบ้านก็มีเพียงจ้อนเพียงคนเดียว ฝ่ายก็จ้อนมองเพื่อนด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก

“บักเด่นมันตายแล้วอีหลี แต่มันบ่ยอมไปไส ตั้งแต่อีจ่อยมันสอบบรรจุครูได้หม่องนี่ โรงเรียนกะแปลกๆ คนเริ่มย่างผ่านยามมื้อคืนบ่ได้ มีมื้อหนึ่งเฮาขี่รถไปทางบ้านโนนชาด ไปเบิ่งผูกแขนหลานชายผู้ใหญ่อ้วน ตอนกลับมาเห็นอีจ่อยมันเว้าอยู่ผู้เดียวจับได้เลาๆ ว่าเด่นๆ อีหยังประมาณนี้ล่ะ”

วงศ์โมกข์ใจหายวาบมันน่าเหลือเชื่อ แต่ก็โลกที่หมุนไปเร็วขนาดนี้ เรื่องผีเรื่องวิญญาณน่าจะมีจริงน้อยมาก คนที่ตายไปแล้วก็น่าจะจบสิ้น จะมารอคอยหรือห่วงหวงอะไรกันอีก แต่จะใช่ดวงตาคู่นั้นที่เขาเห็นรางๆหรือเปล่านะ วงศ์โมกข์คิดพลางเอามือลูบคางไปมา

“มันสิเป็นไปได้บ่ บ่แน่ว่าจันทร์อาจจะสิหลอนไปเอง”

“เพราะพิสูจน์บ่ได้ว่ามีหรือบ่มี แต่เรื่องแปลกๆ มันมาพร้อมกับที่อีจ่อยมาอยู่บ้านพักครู” จ้อนพูดพลางเอามือลูบขนแขนที่สามัคคีกันลุกขึ้นท้าทายบรรยากาศที่น่าวังเวง บางทีเขาก็คิดว่ามันถูกต้องแล้วหรือ ที่มาพูดอะไรๆแบบนี้ในโรงพยาบาลตอนกลางคืน โดยพื้นแล้วเขาออกจะปอดแหกนิดๆ แต่ไม่แสดงออกให้เมียเห็นก็เท่านั้น

“แล้วฮู้ได้จังใด๋ว่าเป็นคนเดียวกัน” วงศ์โมกข์พูดสีหน้าไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไร่

“กะสมัยเรียนเขาว่ากันหมดล่ะ ว่าบักเด่นกับอีจันทร์จ่อยโจ้มันมักกัน มื้อมันสิตาย มันไปลัดทางรถอาจารย์สุนทรอยู่กลางถนน อาจารย์บ่ยอมจอดรถมันกะไล่กวดมา จนรถอีกคันหนึ่งสวนมาตำเอารถอาจารย์ตกคูห้วยทิก บักเด่นมันกะถืกรถขนอ้อนคันนั้นเสยตายกับหม่อง (1)

“แต่เฮาบ่เชื่อ ว่าสิเป็นผี”

วงศ์โมกข์เอ่ยพลางส่ายหน้าไปมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้กับดวงตาคู่หนึ่งที่เขาเห็นเมื่อหัวค่ำที่ผ่านมา เมื่อเขามองไปยังร่างที่อยู่บนเตียง จู่ๆ เธอร้องไห้ออกมา แล้ว ร้องทำไม หรือเธอเจ็บปวดอะไรตรงไหน จากผลการตรวจก็ไม่มีอะไรผิดปกตินี่ บาดแผลที่หัวก็เย็บและตรวจดูหลายรอบแล้ว แผลฟกช้ำกินยาดูแลตัวเองดีๆก็น่าจะหายได้ในเร็ววันแล้วทำไมเธอถึงมีอาการเช่นนี้

“อ้ายเด่น!

เสียงนั้นแหบพร่า มือกำเอาเสื้อด้านซ้ายของหน้าอก น้ำตาไหลออกมาพรั่งพรู ทุกๆ คนล้วนตกใจเฝ้า แต่ถามถึงสาเหตุที่เธอร้องไห้ พลันเธอก็เห็นร่างของเด่นเหนือหล้าที่นอกหน้าต่าง

ไม่ใช่ภาพในฝันอีกต่อไป ความทรงจำที่หายไปทำให้เขาไม่มีตัว แต่เมื่อใดที่จันทร์ คิดถึงเขาพลังอำนาจนั้นก็จะสามารถทำให้แตะต้องสัมผัสเธอได้ ดวงตาของเด่นเหนือหล้าเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดและเมื่อหญิงสาวได้สบตากับเขา เธอก็พยายามจะเดินไปหาเขาที่หน้าต่างๆ ทั้งๆที่นี่คือห้องที่อยู่ชั้นบนสุดของโรงพยาบาล

“อ้ายเด่น…”

“จันทร์มาทางพี้ ….มาหาอ้าย”

วิญญาณร้ายกวักมือช้าๆเพื่อเรียกเธอ มือก็ยื่นมาหวังจะจับจูงเธอไปยังดินแดนแห่งความตาย

“ให้จันทร์ไปนำ อ้ายเด่น”

เธอพูดคล้ายคนเพ้อ จู่ๆ ลายแคนก็ร้องไห้จ้าอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ทำให้นทีกับหวานละไมรีบเข้ามาปลอบลูก วงศ์โมกข์สั่งพยาบาลเอายาระงับประสาทมาให้เขา ขณะที่กำลังเดินเข้าไปในห้องดวงตาของเขาก็เบิกโพลงเพราะเห็นว่าจันทร์เจ้าพยายามลุกขึ้นเดินแล้วมองไปที่นอกหน้าต่าง

“จันทร์ลูก อย่าเพิ่งลุก หนูยังไม่แข็งแรง”

“ป้ามณีเห็นเหมือนหนูใช่ไหม มีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น พี่เด่นค่ะ”

“ลุงบ่เห็นไผเลย ไผสิปีนกกเสาไฟฟ้าอยู่นี่”

วงศ์อินพูดอย่างงงๆ พลางมองออกไปที่นอกหน้าต่าง ความมืดขมุกขมัวโรยตัวปกคลุมบริเวณโดยรอบ เสียงนกกลางคืนกรีดร้อง เสียงหมาเห่าหอนดังจนจ้อนไม่กล้ามองไปที่หน้าต่างในขณะความหนาวเย็นพัดเอาไอหมอกประหลาดและกลิ่นดอกแก้วเข้ามาในห้อง หญิงสาวเธอมองไปที่นอกหน้าต่างอีกครั้ง ราวกับมีเสียงดงขึ้นมาในหูของเธอ

จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง

ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า

ขอให้จำอ้ายได้ ขอให้กลับมาหาอ้าย

ยื่นมือมาถ้าบ่อยากเดียวดาย

จับมืออ้ายไว้ เฮาทั้งสองสิเดินไปพร้อมกัน”

“อ้ายเด่นถ่าจันทร์ ให้จันทร์ไปนำ”

“เหลวไหลแล้ว จันทร์ตาฝาดแล้ว ไผสิขึ้นมาให้จันทร์เห็นสูงออกปานนี้”วงศ์โมกข์เอ่ย

“จันทร์เห็นอีหลี อ้ายเด่นอยู่หม่องนี่”พูดอย่างเลื่อนลอย วงศ์โมกข์เดินมาขวางหน้าต่างไว้ เพราะห้องพิเศษของโรงพยาบาลอยู่บนชั้นที่สูงที่สุด เขากลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่หญิงสาวมีสภาพจิตใจไม่ปกติเช่นนี้ จันทร์เจ้าพูดยังไม่ทันจบดีก็ลุกขึ้นแล้วเดินโขยกเขยกลงไปจากเตียง ดวงตากลมโตมีแววโกรธเมื่อถูกขัดใจ

“หลีกทางจันทร์ อ้ายโมกข์”

“บ่หลีก”

ชายหนุ่มมองเข้าไปในดวงตาของเธออย่างมั่นคง แต่เธอก็ปัดมือเขาออกอย่างไม่ไยดี วงศ์โมกข์รู้สึกราวกับว่าหญิงสาวไม่เหลือความเป็นตัวเองอีกแล้ว เพราะในดวงตาที่จ้องมองมาที่เขามีทั้งแววโกรธและไม่พอใจ เมื่อไม่ได้ดังหวัง ชายหนุ่มเหมือนกับจะคิดอะไรขึ้นได้ เขาถอดสร้อยพระออกมาจากคอ บางทีถ้าหากเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ถ้านี่สิ่งที่คุ้มครองเขาก็น่าที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างง่ายขึ้น วงศ์โมกข์ยกมือขึ้นเหนือหัวก่อนจะสวมพระให้กับหญิงสาว

ภาพของใครอีกคนหายไปแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกหนักอึ้งที่อยู่บนหัวร่างนั้นล้มพับลงในอ้อมกอดชายหนุ่ม เขาอุ้มเธอไปที่เตียงพลางหันไปบอกพยาบาลว่ายาระงับประสาทไม่ต้องใช้แล้ว เสียงร้องของลายแคนเงียบลง ทุกๆคนในห้องต่างหันมามองที่เขาเป็นจุดเดียว

“มันเรื่องอะไรกันโมกข์ ใครกัน เด่นไหนที่หนูจันทร์พูดถึง” มณีมัยมองบุตรชายอย่างเป็นห่วง ส่วนวงศ์อินดูเหมือนจะเดาทุกๆ อย่างได้ ดวงตาคมของวงศ์โมกข์ใต้แว่นสั่นระริกเขาจับจ้องไปยังร่างที่หลับใหลไม่ได้สติ ก่อนจะหันมาหาแม่ที่กำลังรอคอยคำตอบจากเขา

“ผมจะไม่ยอมให้คนป่วยคนนี้เป็นอะไร ตราบเท่าที่ผมยังเป็นหมอ”

จ้อนรู้สึกเข่าอ่อนราวไก่ชนอ่อนซ้อม เพราะเขารู้ดีว่าคู่ต่อสู้ของสหายรักหาใช่คนที่มีเลือดเนื้อเหมือนกันไม่ มือของวงศ์โมกข์ลูบไปที่ศีรษะได้รูปนั้นเบาๆเขาไม่รู้หรอกว่าชั่วชีวิตที่ผ่านมาจันทร์เจอกับอะไรมาบ้าง หรือมีอะไรซุกซ่อนอยู่ในห้วงลึกของความทรงจำที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ถ้ามันเป็นความรักจริงๆ สมควรแล้วหรือที่จะทำลายชีวิตคนที่เรารัก ให้หมดเวลาที่จะหายใจบนโลก

“โมกข์…”

ผู้พ่อแตะบ่าบุตรชายเพียงแต่เบามือ เหมือนจะรับรู้และเดาจิตใจลูกได้

“บ่ว่าลูกสิสู้กับอีหยัง พ่อเอาใจช่วยลูกเสมอ มันอาจจะเป็นแนวเชื่อยากยุจักหน่อย แต่พ่อกะสิช่วยลูกทุกทาง”

เสียงกรีดร้องแหลมๆ ลอยมาตามสายลมเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน แต่ความแค้นนั้นกลับฝังลึกที่บุรุษร่างสูงผู้ที่ดูแล้วน่าจะใส่ใจจันทร์เจ้า มากกว่าหมอทั่วไป ความรักเอ่อล้นในดวงตาคู่นั้น สายตาที่จ้องมองไปที่หญิงสาวมันทำให้เด่นเหนือหล้าเจ็บปวด ทั้งที่ไม่ได้รับรู้ความรู้สึกในรสสัมผัส  มือคู่นั้นก็ยังบังอาจแตะต้องผู้หญิงที่เขารักอีก แต่ที่แน่ๆ สร้อยพระเส้นนั้น ทำให้เขาไม่สามารถเข้าใกล้จันทร์เจ้าได้ตลอดกาล

เงาจางๆกำลังจะขยับเข้าไปในห้องผู้ป่วย แต่พลันแสงนวลของเทวดาเจ้าที่มากางกั้น มือใหญ่สีขาวนวลปัดวิญญาณนั้นกระเด็นออกไปทันที

“มึงเข้าบ่ได้ บ่แม่นที่ของมึง”

เสียงนั้นน่าเกรงขาม เด่นเหนือหล้ามองร่างสูงใหญ่นั้นอย่างหวาดกลัว เหลือเพียงแต่ความเคียดแค้นที่ยังคงทำให้จิตใจเขาดำดิ่งสู่ด้านที่มืดที่สุด

“มึงท้ากูแล้ว บักวงศ์โมกข์!

 

เชิงอรรถ : 

(1) ตายกับหม่อง ตายคาที

 

Don`t copy text!