เร้นในรอยจำ บทที่ 16 : งานสงกรานต์กับสาวบ้านแต้

เร้นในรอยจำ บทที่ 16 : งานสงกรานต์กับสาวบ้านแต้

โดย : นาคเหรา

เร้นในรอยจำ โดย นาคเหรา เรื่องราวความรักของคนสองคนและหนึ่งดวงวิญญาณ กับความผูกพันเมื่อครั้งยังเยาว์ก่อเกิดเป็นความรัก เขาตั้งใจจะบอกรักเธอ แต่ทว่าความตายก็มาพรากเวลาทั้งหมดไป ณ วันนี้เขากลับมา เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำที่หายไปของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

– 16 –

 

จ้อนมองเด็กสาวอายุสิบห้าที่เจ๊ลั่นทมไปหามาเพื่อเป็นตัวแทนตำบลไปแข่งในงานประกวดสาวบ้านแต้ กำนันหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าไปมา ที่จริงมันก็ใช่เหมือนกับคำกำนันตำบลหนองโพนงามพูดเย้ยหยันเขาว่า หนองส่องแมวบ้านนี้มีแต่คนแก่กับเด็ก ประกวดงานระดับอำเภอปีไหนไม่เคยได้เข้ารอบ ว่าเท่านั้นไม่พอยังสำทับอีกว่าหนองส่องแมวมีแต่คนผู้ฮ้าย ถ้าแค่ประกวดสาวบ้านแต่ไม่เคยได้เข้ารอบลึกๆ ก็อย่าหวังตำแหน่งในมิสแกรนด์ชัยภูมิที่เป็นนางงามระดับจังหวัดเลย

ยิ่งคิดยิ่งแค้น กำนันบ้านหนองโพนงามพูดที่ไหนไม่พูด พูดในงานกินเลี้ยงต้อนรับปลัดคนใหม่ ถึงอย่างไรการแข่งขันการละเล่นพื้นบ้าน การเตะตะกร้อ การประกวดสาวบ้านแต้ หนองส่องแมวต้องได้รางวัลทั้งหมด แต่พอให้หาเด็กน้อยนักเรียนในโรงเรียนมัธยมแทนที่จะได้เด็กน่ารักแต่กลับได้เด็กสาวที่รูปร่างผอมเกินไป ใส่ชุดก็ไม่สวยเลย มาคิดถึงคำที่กำนันชัยพูดจ้อนก็อยากจะเอาหัวมุดดินแห้งหนีนัก

จ่อยโพด บ่มีส่วนเว้นส่วนโค้ง เด็กน้อยจบ ม.6 ไปก็ไปหาเรียนไปทำงานโรงงานหมด บ่ค่อยมีตัวเลือกเลย’ จ้อนคิดพลางส่ายหน้าไปมา

ใจหนึ่งเขาก็นึกอยากให้แพรไหมโตไวๆ แต่พอมองไปแล้วก็ได้แต่ถอนใจ เพราะเธอยังเป็นเด็กน้อยวัยเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น หรือปีนี้หนองส่องแมวจะแพ้จริงๆ ช่วงที่จ้อนกังวลกับนางงามที่เจ๊ลั่นทมส่งมา วาริสาก็เดินมาพอดี

“ใช้ได้นะจ้อน ริสาว่าเด็กคนนี้ถ้าแต่งตัวดีๆ ต้องสวยมากแน่ๆ”

วาริสาพูดพลางอุ้มลูกชายคนเล็กแนบอก ส่วนจอมกับเจตกำลังเอากระบองลมรุมตีหัวลายแคนอยู่ในบ้าน จ้อนรู้สึกสะใจเล็กๆ ที่เห็นนทีทำท่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก นั่นก็หลานคนที่ถูกตีหัว นั่นก็ลูกในไส้

“สมน้ำหน้าเด้…บักพี่เมีย”

ส่วนตาสมานกับแม่ยายของเขากำลังช่วยกันกวนขนมข้าวปาดอยู่ และแน่นอนหลังจากจบงานวันนี้ เบาหวานในตัวพ่อเขาต้องขึ้นอีกแน่ๆ

“อีพ่อ เจ้าอย่าชิมดุ (1) หลาย มักหลายเนาะแนวหวานๆ น่ะ”

จ้อนทำตาเขียวใส่บิดา พอได้ยินเช่นนั้นอดีตกำนันก็รู้สึกไม่พอใจที่ถูกลูกห้ามเช่นนั้น ทุกวันนี้มีเงินก็ซื้ออะไรที่อยากกินตามใจปากไม่ได้ เพราะลูกคอยแต่ห้ามเรื่องของผิดสำแดง แม้จะรู้ดีว่าลูกปรารถนาดีกับเขา แต่คนเรายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งห้ามยิ่งอยากกิน ทุกครั้งต้องไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาลเขาต้องจ้างบักโหนดหรือไม่บักนกเล็กพาไป เพราะถ้าจ้อนเป็นคนพาไปหาหมอรับยา เขาต้องถูกงดอาหารผิดสำแดงอีกหลายวัน ยิ่งครั้งนี้เจ้าลูกชายตัวดีก็ไม่ได้ไว้หน้าเขาเลย นี่ขนาดว่าอยู่ต่อหน้าแม่ดอง (2) ช่างไม่ไว้หน้ากันเลย

“มึงเป็นพ่อกูติ บักจ้อน ให้กูเฮ็ดกูชิมเบิ่งสั้นดั๋ว คันมันบ่แซ่บมึงกะสิว่ากูอีก บักอันนี่!”

อดีตกำนันตะโกนสวนกลับอย่างเหลืออด จ้อนได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างระอา นี่แหละหนาไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่อย่างพ่อเขาช่างดัดยาก เป็นความจริงที่เขากลัวว่าเมื่อแก่ตัวไปตัวเองจะเป็นเบาหวานเหมือนพ่อเหมือนปู่ เลยระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ พ่อเขาพูดบ่นอีกหลายคำทำให้เขาต้องเลิกสนใจ เพราะถ้าบ่นมากไปพ่อต้องขัดพาข้าวหรืออดข้าวเย็นอีกเป็นแน่

ช่วงนี้เขายุ่งมากจริงๆ ทั้งงานราษฎร์งานหลวง กลับบ้านมาก็ต้องมาช่วยเมียเลี้ยงลูกอีก พอจะได้นอนเมียก็ลุกมาปั๊มนมทำสต๊อกนมแม่ไว้ แถมวันไหนหิวก็เป็นเขานั่นแหละที่ต้องลุกไปทำอะไรให้เมียกิน นี่แหละที่เขาว่าแม่ลูกอ่อนหิวบ่อย วาริสาเลยกินเยอะมากกว่าปกติช่วงนี้ น้ำหนักเขาก็เลยลดฮวบๆ จนกางเกงหลวม วงศ์โมกข์เห็นจ้อนผอมลงก็จับไปตรวจเลือดเพราะคิดว่าเป็นเบาหวานเหมือนอย่างพ่อ

จ้อนบอกว่าเขาไม่ชอบกินแนวหวานๆ เท่าไร เพราะถ้าหวานจะหวานกับเมียคนเดียว แต่วงศ์โมกข์ก็บังคับเขาไปตรวจจนได้ผลตรวจออกมาว่าจ้อนน่าจะเหนื่อยเกินไป เขาจึงจ่ายวิตามินและยาคลายเครียดให้กำนันหนุ่มแทน พร้อมกันนั้นจันทร์เจ้าก็ได้วิตามินบำรุงเลือดกับยาถ่ายพยาธิมาเหมือนกัน

วงศ์โมกข์บอกว่าจันทร์เจ้าผอมเกินไป ต้องกินโฟเลตกับยาเสริมธาตุเหล็กไว้ วงศ์โมกข์เอาถุงยามาอธิบายสรรพคุณให้จันทร์เจ้ารู้และบอกว่าห้ามลืมกินเด็ดขาด

“จันทร์ฟังอ้ายนะ นี่โฟเลต 5 mg. วันละเม็ดหลังอาหารเช้ากับตอนก่อนนอน ยาตัวนี้ถ้าต้องการให้ได้ผล ต้องกินเป็นเวลา และที่สำคัญห้ามกินพร้อมนม พวกโยเกิร์ตไอติมเด็ดขาด!”

“กินหลังอาหารเช้า จันทร์สิกินโอวัลตินได้บ่นี่”

“งดก่อนนะ อย่ากินนำกัน ช่วงสิบโมงก่อนกินข้าวเที่ยงค่อยกินโอวัลตินนะ แล้วก่อนนอนกินอีกเม็ดจำไว้นะ”

“แล้วต้องกินนานปานใดอ้ายโมกข์”

จันทร์เจ้าถามเพราะคิดว่าเป็นการจ่ายยาให้เธอที่เป็นโรคขาดสารอาหารปกติ แต่จ้อนกับวาริสารู้ว่าเหตุใดวงศ์โมกข์ถึงจ่ายโฟเลตกับธาตุเหล็กให้กับหญิงสาว ก็เพราะว่าวิตามินตัวนี้เขาก็ได้ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ แต่วงศ์โมกข์จ่ายยาให้ก่อนหมั้นเลยทีเดียว แสดงว่าเขาจริงจังกับการแต่งงานและมีลูกมาก จ้อนขำเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของคุณหมอตอนจ่ายยา แต่ขำเพราะเห็นจันทร์เจ้าตัวเล็กๆ คนที่ใส่กางเกงกีฬาจู่ๆ ให้จินตนาการว่ามาใส่ชุดคลุมท้องนี่มันน่าขำนัก

“หึๆ”

“หัวเราะเรื่องหยัง จ้อน” วงศ์โมกข์ถาม

“เพราะผมและเมียรู้ทันความคิดคุณน่ะสิ  คิดว่ายาอีหยังน่ะจ่อย”

“ก็วิตามินรวมไง เรียกง่ายๆ ว่ายากินข้าวแซ่บ” จันทร์เจ้าพูดตามที่วงศ์โมกข์บอก

“ครูอีหยังมาปึก (3) แท้ ยาโฟเลตเด้นี่ นี่ก็ธาตุเหล็ก เขาเอาไว้ให้ผู้หญิงเตรียมตัวตั้งครรภ์ สูสิแต่งกันเดือนใดคือเตรียมตัวกันไว้แท้” จ้อนพูดจบก็หันไปมองวงศ์โมกข์ เขาได้แต่ตีสีหน้าเรียบเฉย ในขณะที่จันทร์เจ้าอ้าปากค้าง วาริสาจึงยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า

“ยานี่ดีนะ จันทร์กินไว้น่ะดีแล้ว ถ้าเผื่อท้องขึ้นมากรดโฟเลตจะจำเป็นในการสร้างอวัยวะของลูกในสามเดือนแรก แต่ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ด้วยนะ”

วาริสาพูดไม่ทันจบจันทร์เจ้าก็ลุกขึ้น เธอไม่กล้าสบตาวงศ์โมกข์ด้วยซ้ำเมื่อรู้ว่าเขาจ่ายให้เธอเพราะอะไร หญิงสาวบอกว่าจะรีบกลับบ้านไปเขียนสมุดพกให้เสร็จ โดยมีวงศ์โมกข์เดินตามไปไม่ไกลนัก กำนันหนุ่มได้แต่หัวเราะ แต่พอมาคิดได้เรื่องประกวดสาวบ้านแต้เขาก็หุบยิ้มลงทันที

“ว่าแต่นางงามบ้านเฮามาคือขี้เกี้ยม (4) แห้งแท้ว่ะ จ่อยขั้นสุดอีหลี”

เมื่อมองดูตัวแทนตำบลก็ได้แต่ทอดถอนใจ แต่จะไม่ให้เขาคิดมากได้อย่างไร งานสงกรานต์ของตำบลก็ต้องจัด ส่งสาวงามกับตะกร้อก็ต้องส่ง แถมนายก อบต.กับครูใหญ่บอกว่าจะรื้ออาคารในช่วงปิดเทอมใหญ่อีก บางทีเขาก็อยากแยกร่างจะได้ทำงานเสร็จๆ ไปสักที…

 

ช่วงเย็นวันนั้น

เสียงแพรไหมกับบักหมึกเชียร์ตะกร้ออยู่ในสวนข้างบ้าน จ้อนเห็นจันทร์เจ้ากำลังสอนพิทักษ์ลูกศิษย์คนโปรดเสิร์ฟหลังเท้าอยู่ ถ้างานไม่ยุ่งนักเขาก็อยากแข่งเอง เมื่อวันก่อนเขาไปถามกรรมการว่าให้ผู้หญิงเตะแทนได้ไหม กรรมการตะกร้อก็บอกว่าเอามาโลดคันบ่ย่านแพ้ จ้อนได้แต่กัดฟันกรอดๆ เพราะโกรธ ได้แต่คิดคนเดียวในใจว่า

กำนันบ้านใดไปเลี้ยงหมูกระทะกรรมการวะ’

แต่เขาจะเก็บจันทร์เจ้าเป็นทีเด็ด เด็กน้อยวิทยาลัยพละหรือจะมาสู้สาวจันทร์จ่อยโจ้คู่ปรับเขาได้ จ้อนมองพลางยิ้มอย่างร้ายกาจ คิดถึงวันงานอย่างใจจดใจจ่อ

 

แล้ววันมหาสงกรานต์ก็มาถึง…

ที่หนองส่องแมวก็จะจัดงาน ดีหน่อยที่วงศ์โมกข์ขออาสาไปดูงานที่เกษตรให้ เพราะว่าเขาเข้าเวรดึกออกเช้า คงช่วยดูแลเรื่องทั่วๆ ไปได้ จ้อนกับนายก อบต.ก็เลยแบ่งหน้าที่กันดูแลคนละส่วน เขาจะรับผิดชอบงานสงกรานต์ของตำบลเอง ส่วนนายกอู๊ตก็ไปช่วยจัดขบวนแห่ของหนองส่องแมวที่อำเภอ แต่เขาจะขอให้หวานละไมไปดูนางงามให้ ส่วนตะกร้อเขาแทบไม่ห่วง เพราะตั้งแต่มีจันทร์เจ้าเข้ามา ทีมของหนองส่องแมวก็เล่นได้เป็นระบบดีกว่าแต่ก่อน พอเด็กหญิงชมพู่ที่เป็นนางงามมาถึงเขาก็สั่งบักโหนดไปขับรถให้ ได้แต่รอคอยเวลาเท่านั้นว่าจะชนะหรือแพ้ ตอนค่ำการรอคอยทุกอย่างจะจบสิ้นลง

วงศ์โมกข์ออกเวรมาตอนเช้า เขานอนที่ห้องพักในโรงพยาบาลและตื่นตอนสายๆ เพราะเสียงปลุกของน้องสาว ชายหนุ่มยิ้มทันทีที่เห็นจันทร์เจ้ามาด้วย เขารีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วจึงรีบออกไปดูงานที่จ้อนขอร้องให้ช่วยดูแล  ผู้คนจากต่างตำบลหลั่งไหลมามากมาย ทำให้บริเวณที่ว่าการอำเภอเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ถ้าเป็นเวลาปกติที่ว่าการอำเภอเกษตรสมบูรณ์มักจะเงียบเหงา พอมาวันนี้ลูกหลานก็กลับมาเยี่ยมบ้าน ชาวบ้านต่างตำบลพอรู้ว่าจะมีนักข่าวมาก็รีบมาจับจองสองข้างถนนเพื่อจะได้ออกทีวีกับเขาบ้าง มีข่าวมาว่าปีนี้มีนักข่าวช่องเจ็ดมารายงานข่าวด้วย ส่วนบักโหนดพาทีมไปอุ่นเครื่องก่อนเตะรอบแรก จันทร์เจ้ากับวงศ์โมกข์ก็เลยไปที่สนามกีฬากลางเลย

“บักต้อมบ้านโนนกอก มันเหลียวเบิ่งเฮาอีกแล้ว”

“ย้านอีหยังคนคือกัน กูสิเตะตะกร้อจูบตามัน ถ่าเบิ่ง”

บักนกเล็กเอ่ย แต่เด็กชายพิทักษ์ออกจะสั่นๆ เพราะเขาเพิ่งจะมาเตะตะกร้อแข่งครั้งนี้เป็นครั้งแรก จะว่าเก่งมากก็ไม่ได้ จันทร์เจ้าบอกว่าฝีมือเขาดีทุกอย่าง แต่ขาดความมั่นใจก็เท่านั้น ก่อนลงสนามนัดแรก จ้อนโทรศัพท์มาถามและให้กำลังใจลูกน้อง ดูเขาห่วงๆ งานทางนี้อยู่แต่สงกรานต์ที่บ้านก็ต้องจัด เลยตั้งใจว่าถ้าเสร็จงานแล้วจะรีบขับรถไปอำเภอเกษตรทันที

วงศ์โมกข์พูดกรอกไปตามสายบอกว่าไม่ต้องห่วง ทางนี้ก็จะสู้เต็มที่เช่นกัน เมื่อการแข่งขันเริ่ม เด็กชายพิทักษ์ลงสนามไปด้วยความประหม่า แต่เซตแรกหนองส่องแมวชนะไปก่อน นั่นทำให้เด็กชายพิทักษ์ใจชื้นขึ้น ถ้าชนะสามในห้าก็ถือว่าชนะไม่ต้องแข่งอีก ระหว่างที่เชียร์ตะกร้ออย่างเมามัน เด็กชายคนหนึ่งก็เดินมาหาจันทร์เจ้าที่ข้างสนามทันที

“อ้าว…วายุ พ้อกันอีกแล้ว”

จันทร์เจ้าเอ่ยถามนักเรียน ดวงตาคู่นั้นมองเธออย่างลึกซึ้งเกินกว่านักเรียนจะมองครูแบบนี้ แวบหนึ่ง…วงศ์โมกข์กลับมองเห็นเห็นเด่นเหนือหล้าหันมายิ้มให้เขา รอยยิ้มเย็นชาที่แสนน่าเกลียด ความห่วงทำให้เขาคว้ามือไปจับหญิงสาวไว้แน่น

“อ้ายโมกข์ ปล่อย อายคน!”

จันทร์เจ้าสะบัดมือเขาออกเพราะอยู่ต่อหน้าเด็กและคนมากมาย เธอไม่คิดว่าชายหนุ่มจะทำอะไรเช่นนี้ วงศ์โมกข์มองเด็กชายวายุอีกครั้งก่อนจะปล่อยมือเธอออก หญิงสาวจะเอามือลูบหัวเด็กชายด้วยความเอ็นดู แต่เขาขยับตัวออกห่างเธอเหมือนจะกลัวอะไรบางอย่าง จันทร์เจ้าหดมือลงพลางยิ้มให้ลูกศิษย์

“วายุมากับไผ ขับรถมาเองบ่ อันตรายแท้เด้”

“ผมมาผู้เดียวครับ ขี่มอเตอร์ไซค์มา เพิ่งรู้ว่าอาจารย์ก็มา” วายุเอ่ยพลางมองครูสาวพลางยิ้ม

“มาก็ดีแล้ว เฮามาเชียร์พิทักษ์นำกันเนาะ”

จันทร์เจ้าเอ่ยพลางยิ้มให้ลูกศิษย์ ทันใดนั้น เสียงเฮดังลั่นสนามเมื่อหนองส่องแมวได้คะแนนนำ โคชทีมโนนกอกถึงกับต้องขอเวลานอกเพื่อวางแผนการเล่นใหม่ แต่ที่น่าแปลกก็คือ เด็กชายพิทักษ์เมื่อเห็นวายุ เขาก็ก้มหน้าไม่ยอมสบตาด้วยเหตุผลบางประการ  ความประหม่าที่หาสาเหตุไม่ได้ทำให้เซตต่อมาหนองส่องแมวกลับแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย เสียงกองเชียร์บ้านโนนกอกตะโกนลั่นด้วยความสะใจ จนทำให้ตำรวจบ้านรีบมาระงับเหตุ เพราะกลัวว่าจะเกิดการวิวาทกันขึ้น

“หนองส่องขี้แมว แพ้แท้ๆ”

“โอย กูอยากเอาขี้แมวยัดปากไทบ้านโนนกอกแท้!”

บักโหนดตะโกนสวนไปพลางกระโดดเหยงๆ ใส่ผู้บ่าวบ้านโนนกอก

“ไผเป็นหลุมกล้วยว่ะ!”

บักนกเล็กตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความโมโห จนจันทร์เจ้าต้องหันมาดุว่าห้ามโทษกัน แพ้แล้วก็ช่างมัน อย่างน้อยถ้าชนะอีกแค่เซตเดียวเราก็ชนะ วายุตักน้ำให้พิทักษ์ เด็กหนุ่มรับมันมาด้วยมือสั่นเทา วงศ์โมกข์สังเกตเห็นแววตาที่ผิดปกตินั้นก็ดึงตัวของเด็กหนุ่มมาถาม

“พิทักษ์คือหน้าซีดแท้ มือกะเย็น บ่ซำบายหม่องใดบอกหมอมา” วงศ์โมกข์เอ่ยด้วยความเป็นห่วง

“ผม…ผม…”

เสียงนั้นสั่นรัวเหมือนมีอะไรมาจุกที่ลำคอทำให้เขาพูดไม่ได้ วายุเดินไปซื้อน้ำกระเจี๊ยบมาให้ครูสาว

“ฮู้ใดจังใดว่าครูมัก โดนแล้วนะบ่ได้กิน”

เธอพูดพลางหันมามองวายุพลางยิ้มกว้าง

“ถ้าสิให้ดีกินกับกล้วยทอดดีบ่ครับ ของไผน้า อ้อ…ขนมแซ่บบ้านเฮาต้องของยายแดง” เด็กชายวายุเอ่ยเสียงเยียบเย็น

”ยายแดงเฒ่าหลายแล้ว ทอดบ่ไหวหลายปีแล้ว”

คำพูดนั้นทำให้เธอหันมามองหน้าลูกศิษย์ เด็กชายคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าเธอชอบกินอะไร  สายลมพัดวูบเอาความทรงจำครั้งก่อนเข้ามาในห้วงภวังค์ เพียงแต่เธอบอกตัวเองว่าจะเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก เรื่องนี้คนที่รู้ก็มีแต่เด่นเหนือหล้ากับพ่อเท่านั้นที่รู้ หญิงสาวจ้องมองเข้าไปในดวงตาแสนเศร้า เงาจางๆ ของใครคนหนึ่งกลับทำให้ความเจ็บปวดที่เคยหายไปแล้วกลับมาอีกครั้ง เธอจ้องมองลึกลงไปในดวงตาทั้งคู่ของเด็กชายตรงหน้า

อ้ายเด่นของจันทร์เด้ มื้อนี้…อ้ายมาสิมาฮับจันทร์’

เด่นเหนือหล้าในร่างของวายุคิด วงศ์โมกข์เอื้อมไปจับมือจันทร์เจ้ามาไว้ข้างเขาด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจ เด็กชายวายุผู้ไม่ได้มีแววตาเป็นของตนเองมองหน้าชายหนุ่มอย่างท้าทาย

“จันทร์มาทางพี้ดีกว่า แดดมันฮ้อนเดี๋ยวสิบ่ซำบาย” ชายหนุ่มเอามือป้องแดดให้เธอ สนามกลางแจ้งแบบนี้มีต้นไม้ก็นับต้นได้ พิทักษ์เริ่มเล่นรวนจนผู้ร่วมทีมอารมณ์เสีย

จันทร์เจ้าจะพูดให้กำลังใจอย่างไรก็ไม่เป็นผล จนบักนกเล็กเสนอเปลี่ยนตัว วายุเด็กชายผอมเกร็งคนนั้นบอกว่าจะลงแทนเอง พิทักษ์เองก็พูดว่าวายุเตะตะกร้อเก่งมาก จันทร์เจ้าไม่อยากเอาวายุลงเลยเพราะว่าไม่ได้มาซ้อมด้วยกัน มันจะเข้าขากันได้ยังไง เธอบอกว่าเธอจะลงเอง แต่วายุกับส่ายหน้าน้อยๆ พลางยิ้มเยียบเย็น

“ผมสิชนะ ผมสิบ่แพ้ บ่ว่าผมสิต้องแข่งกับไผกะตาม”

วายุถอดกางเกงขายาวออกเหลือแต่กางเกงกีฬาขาสั้น พิทักษ์ยื่นรองเท้าผ้าใบให้พลางหลบสายตา จันทร์เจ้ารู้สึกว่าตัวเองฝันไป เด็กชายคนนั้นช่างเหมือนกับเด่นเหนือหล้าราวกับเป็นคนคนเดียว ลีลาการเล่นแบบนี้มีแต่พี่เด่นเท่านั้นที่เล่นกับเธอ เสียงกรรมการบอกคะแนนสุดท้ายนั่นหมายถึงชัยชนะของหนองส่องแมว

“อ้ายโมกข์ ไมสิเฮ็ดจังใด๋ดี น้องชมพู่อยู่ๆ ก็ท้องเสีย อาการบ่ดีขึ้นเลยเทียว เข้าห้องน้ำจักว่าจักเทื่อ”

หวานละไมพูดกรอกมาตามสายโทรศัพท์ วงศ์โมกข์หันมาทางจันทร์เจ้าที่กำลังพูดเล่นกับนักกีฬาอย่างดีใจ

วายุนั่งห่างออกไป เขามองนกเล็กกินข้าวเหนียวไก่ย่างด้วยความรู้สึกบางอย่าง จะว่าอยากกินก็ไม่ใช่แต่เป็นความว่างเปล่าเสียมากกว่า ชั่วขณะหนึ่งสายตาของเขาตวัดมองมาที่ครูสาวด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง ความกลัวรุกล้ำเข้ามาในห้วงใจวงศ์โมกข์ เมื่อมองจ้องเข้าไปในดวงตาของเด็กชาย เด่นเหนือหล้ากำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน แต่ก็เป็นชั่วขณะเท่านั้นที่เขาเห็น เสียงของจันทร์เจ้าปลุกให้เขาตื่นจากห้วงภวังค์

“มีหยังอ้ายโมกข์ คือเฮ็ดหน้าจังสั้น”

“น้องชมพู่บ่ซำบาย ถ่ายหลายจนไข้ขึ้น จันทร์ช่วงนี้บ่ทันได้แข่งไป เบิ่งนักเรียนนำอ้ายก่อนดีบ่”

เขาพูดพลางจูงมือเธอไป แม้ว่าจะสงสัยแต่เขาก็ไม่วางใจให้หญิงสาวอยู่ห่างสายตาของเขาเป็นเด็ดขาด หวานละไมพาเด็กหญิงที่แต่งหน้ายังไม่ไปถึงครึ่งเข้าโรงพยาบาลด่วน หมอกำลังให้น้ำเกลือกับฉีดยาฆ่าเชื้อให้ วงศ์โมกข์เข้าไปถามหมอวีที่เป็นหมอเจ้าของไข้ ก่อนจะสั่งให้ดูแลเป็นพิเศษ หวานละไมพูดกับพี่ชายว่าจะทำอย่างไรกันดี ใกล้เวลาที่จะแห่แล้ว วงศ์โมกข์เอามือนวดขมับเหมือนจะใช้ความคิด

“แห่จักโมง เฮามีเวลาท่อใด ไม”

“แห่บ่ายสอง เฮามีเวลาอีกสองชั่วโมง แต่ไผล่ะสิแต่งโตแทนน้องชมพู่”

หวานละไมเดินไปเดินมาเหมือนกับจะใช้ความคิด จันทร์เจ้าก็มองหน้าวงศ์โมกข์อย่างกับจะพลิกหาคำตอบกับรอยคิ้วที่ขมวดพันกันอยู่

“ถ้าเฮาสิไปหาเด็กน้อยคนอื่น ยามนี้กะบ่ทันแล้ว หรือเฮาสิสละสิทธิ์” หวานละไมเสนออย่างหมดหนทาง

“เลิกบ่ได้ บักจ้อนได้เหยียบคออ้ายละ เบิ่งดู๊นายกอู๊ดก็จัดขบวนใกล้เสร็จแล้ว ถ้าบ่มีคนประกวดแทน บักจ้อนเอาหัวสักกะเทียม (5) ใส่ดินแห้งตายแท้ๆ มันแฮงคิดหลายจนจ่อยกางเกงหลุดก้นเหมิดแล้ว”

“เฮาแต่สิเอาไผไปแทนล่ะ เด็กน้อยมานำกะมีแต่ผู้ชาย กะเหลือแต่…”

หวานละไมหรี่ตามามองคนตัวเล็กที่กำลังมองเธอเหมือนกัน วงศ์โมกข์ยิ้มบางๆ ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ เขายืนมองน้องสาวพาจันทร์เจ้าไปร้านทำผมที่ใกล้ที่สุด วงศ์โมกข์ได้แต่มองตามร่างที่ถูกจูงไปอย่างงงๆ รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏอีกด้านของสนาม ไม่ว่าเธอจะเดินไปที่ใด เด่นเหนือหล้าก็มีดวงตาที่มองตามแต่เธอผู้เดียวเท่านั้น

ร่างน้อยประดุจสาวแรกรุ่นอยู่ในชุดเสื้อแขนกระบอกสีชมพู มีผ้าขิดผืนสวยที่สุดพาดเฉียงเป็นสไบ ใบหน้านั้นถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง อาจจะดูแปลกตาแต่ก็งดงามไม่น้อย หวานละไมถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อแต่งตัวให้กับสาวงามเสร็จ ผมยาวถูกเกล้าประดับด้วยดอกไม้ไหวสีเงินช่อใหญ่

วงศ์โมกข์อ้าปากค้างจนน้องสาวต้องเตือน แล้วบักเสถียรผู้ที่มีหน้าที่กางร่มให้ผู้ประกวดสาวบ้านแต้ก็ถูกชายหนุ่มบอกไปทำหน้าที่ใหม่ เพราะเขาไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาอยู่ใกล้จันทร์เจ้าเด็ดขาด เมื่ออยู่ตามลำพัง เธอจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก จะร้องไห้ก็ไม่ได้ วงศ์โมกข์ต้องแกล้งทำหน้าดุ

“เป็นหยังจันทร์ต้องได้แต่งตัวแบบนี้นำ”

“แต่งตัวงามๆ ย่างดีๆ แน้ ไปแห่เขาสิให้คนเข้าประกวดขี่จักรยานแห่ อ้ายสิกางฮ่ม (6) ให้ทางหลัง”

วงศ์โมกข์แกล้งทำเสียงดุๆ

“แต่จันทร์บ่อยากอยู่ในสภาพนี้เลย จันทร์อายคน”

เธอพูดพลางเอามือปิดหน้าไว้ด้วยความอาย เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอได้แต่งตัวอะไรแบบนี้

“เอ่อ อ้ายโมกข์พระ เอื้อยไมบอกว่าให้ถอดออกก่อน อ้ายโมกข์ใส่ไว้ให้แหน่”

เธอยื่นพระว่านไปให้วงศ์โมกข์ เขาก้มลงบอกให้เธอสวมให้หน่อย หญิงสาวก็เลยเอาพระสวมที่คอให้เขา ชายหนุ่มพูดเบาๆ ว่าถ้าไม่กลัวเครื่องสำอางจะลบ เขาอยากจะหอมแก้มจันทร์เจ้าสักฟอด ทำเอาหญิงสาวอายหน้าแดงไปทันที

นายกฯ อู๊ดมาบอกว่าใกล้จะแห่แล้ว พอแห่เสร็จตะกร้อรอบชิงก็แข่งอีก วงศ์โมกข์ถามไปว่าตำบลไหนเข้าชิง ตำบลหนองส่องแมวกับตำบลสระโพนทอง พอแห่แล้วจะแข่งกันที่สนามกีฬากลางเลย ประโยคนั้นทำเอาจันทร์เจ้ายิ้มหน้าบาน แต่เมื่อเด็กชายวายุเดินมาใกล้ เขาเอามือเย็นเฉียบจับที่มือครู และมองด้วยสายตาที่วงศ์โมกข์ไม่ชอบเป็นที่สุด หญิงสาวเอามือลูบหัวเด็กชายก่อนเอ่ย

“ครูสิไปแห่ วายุต้องชนะเด้อ ครูแห่แล้วสิฟ้าวมาเบิ่ง”

“ผมสิชนะ…ผมสัญญา”

เด็กชายพูดพลางยิ้มอย่างเยียบเย็น เขาใกล้เธอได้แล้ว ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาเอาเธอไปไม่ได้ วงศ์โมกข์ดึงมือหญิงสาวออก ปลายมือที่สัมผัสมือที่เยียบเย็นนั้นวายุผงะเหมือนโดนของร้อนจัด สำหรับวงศ์โมกข์แล้วเขารู้สึกแปลกใจ แววตาของเด่นเหนือหล้าทอดทอประกายออกจากร่างของเด็กชายคนนี้จนวงศ์โมกข์รู้สึกได้ จันทร์เจ้าเองก็รู้สึกแปลกๆ แต่เธอก็ไม่พูดอะไร เพราะคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้

ว่าแล้ววงศ์โมกข์ก็จูงมือหญิงสาวไปที่ถนนรอขบวนแห่ รอบแรกกรรมการให้สาวงามขี่จักรยานและกางร่มเอง ชายหนุ่มก็เอาแต่เดินตามใกล้ๆ เพราะผ้าซิ่นที่นุ่งค่อนข้างจะแคบ แต่พอมาตอนแห่เข้าที่ว่าการอำเภอ วงศ์โมกข์ต้องมากางร่มให้กับเธอโดยซ้อนด้านหลังของจักรยาน รอบนี้เล่นเอาจันทร์เจ้าเหงื่อตก

           เดือนสามนกกาเหว่ามันฮ้อง
          ยูงทองมันก็ฮ้องไหว้วอน
          จากไปสะหวีวี่วี จากไปสะหวีวี่วี
          ถ้าบุญเฮามีคงจะได้เจอกัน
          ถ้าบุญเฮามีคงจะได้เจอกัน
          จากไปตั้งแต่วันตี้ห้า
          วันตี้ห้าเดือนกันยายน
         พ.ศ.สองสี่เก้าเก้า พ.ศ.สองสี่เก้าเก้า
         เจ้าหละสิอ่องหลายเด้อ
         เฮ้ดเป่อเซ่อคือกะด้งฝัดข้าว
           เจ้าหละซิอ่องไล่แม
           สาวบ้านแต้ ขี่จักรยาน
           สาวบ้านแต้ ขี่จักรยาน (7)

เพราะวงศ์โมกข์ตัวสูงใหญ่ทำให้หญิงสาวบังคับจักรยานได้ไม่มั่นคงนัก เสียงเพลงสาวบ้านแต้ดังกระหึ่มไปทั่วที่ว่าการอำเภอ ตัวจันทร์เจ้าเองก็รู้สึกโล่งใจที่มันเสร็จสิ้นเสียที เธอหวังให้โฆษกไม่ต้องประกาศชื่อเธอเป็นคนที่เข้ารอบห้าคนสุดท้าย แต่เธอคิดผิด

“ตัวแทนจากเทศบาลตำบลหนอส่องแมว นางสาวจันทร์เจ้า พลธรรม”

เสียงเฮดังดั่งทั่วบริเวณ วงศ์โมกข์ยิ้มแก้มไม่หุบสักที เขามองตาอย่างจะให้กำลังใจ จันทร์เจ้ารู้สึกประหม่า เมื่อมีสายตาหลายๆ คู่จ้องมองมาที่เธอ

ตัวแทนที่เข้ารอบห้าคนสุดท้ายมาจากตำบลหนองโพนงาม สระโพนทอง กุดเลาะ บ้านเป้า และหนองส่องแมว โฆษกซึ่งเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนเกษตรศิลปวิทยาก็ทำการสัมภาษณ์สาวงามแต่ละตำบล จนมาถึงจันทร์เจ้า อาจารย์ทวีก็เอ่ยถาม ปีนี้เป็นปีแรกที่หนองส่องแมวส่งสาวงามเข้าประกวดสาวบ้านแต้ และผ้าที่ใช้ก็ใช้ผ้าขิด ซึ่งแปลกกว่าบ้านอื่น

จันทร์เจ้าก็ยิ้มพลางตอบว่า

“ทางหนองส่องแมวมีผ้าขิดเป็นโอท็อปห้าดาว และผ้าขิดลายนี้ก็มีลายเดียวในเกษตรสมบูรณ์เท่านั้น นอกจากจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชาวหนองส่องแมวภาคภูมิใจแล้ว ยังเป็นผ้าผืนที่สอดใส่ความตั้งใจของคนทอค่ะ”

เธอได้แต่หวังให้มันผ่านพ้นไปเร็วๆ วงศ์โมกข์ยิ้มให้กำลังใจเธอ แต่เขาก็มิได้ชื่นชมกับรางวัลที่เธอได้รับ เพราะมีอุบัติเหตุรถชนคนเจ็บตอนนี้อยู่ที่ห้องไอซียูแล้ว พยาบาลเวรโทรศัพท์มาบอกเขาว่ามีคนเจ็บหลายคน ชายหนุ่มรีบวิ่งไปโรงพยาบาลที่อยู่ไม่ไกลกันนัก เขาไม่ได้เอ่ยปากร่ำลาจันทร์ที่ยืนบนเวทีด้วยความประหม่า กรรมการนับคะแนนประกาศ

“รางวัลสาวบ้านแต้ปีนี้ได้แก่ตัวแทนของหนองส่องแมว”

เสียงเฮดังลั่นทั่วบริเวณ จันทร์เจ้ายิ้มหวานทอดสายตาไปรอบๆ เธอกลับมองหาวงศ์โมกข์ไม่เจอ แต่แล้วความมืดก็โรยตัว ไอเย็นประหลาดๆ ปกคลุมคล้ายหมอกในเช้าของฤดูหนาว จันทร์เจ้าหรี่ตามองข้างหน้า พลันร่างของเด่นเหนือหล้าก็ปรากฏขึ้น กลิ่นดอกแก้วหอมเยียบเย็น พร้อมกับมือขาวซีดที่ยื่นมาคว้าร่างของเธอให้ไปกับเขา ยังมิทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยคำใด

“มื้อนี้เจ้าสาวของอ้ายงามอีหลี มาหล่ามา มาอยู่กับอ้าย”

แล้วสติสัมปชัญญะทุกอย่างของเธอก็ดับวูบลง…

 

เชิงอรรถ : 

(1) ดุ ในที่นี้หมายถึงบ่อยๆ ชิมดุ ชิมบ่อยๆ

(2) แม่ยาย

(3) ปึก หมายถึง โง่

(4) ขี้เกี้ยม หมายถึง จิ้งจก

(5) ล้มหัวคะมำ

(6) กางร่ม

(7) เนื้อเพลงสาวบ้านแต้

Don`t copy text!