รสอมฤต บทที่ 26 : รอยฟกช้ำ?

รสอมฤต บทที่ 26 : รอยฟกช้ำ?

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

เจียมจิตกำลังดิ้นทุรนทุราย พลิกกายกลับไปมาบนเตียงใหญ่ที่มีฟูกสูงใกล้ศอก หมอนสามสี่ใบวางเกลื่อนบนผ้านวมผืนฟูสีขาวนวล หญิงวัยห้าสิบกว่าในชุดนอนแพรยาวถึงข้อเท้าผู้ทุกวันเคยดำรงความสดสวยทันสมัยราวสาวใหญ่วัยแค่สามสิบต้นๆ ผมทรงสลวยหยิกฟูเป็นชั้นๆรับใบหน้าอยู่เสมอ บัดนี้ราวเปลี่ยนจากขาวเป็นดำ

ด้วยว่า กล้ามเนื้อบนดวงหน้ากลับคล้ำเครียด ราวไม่เคยเฉียดเครื่องสำอางมาก่อน ไม่ว่าครีมชั้นดีหรือชั้นเลว โหนกแก้มดูเหลวเละเกิดริ้วรอยหมองไหม้ ประหนึ่งลูกสักสิบคนตายอยู่ต่อหน้า แขนขาเกร็งค้าง หากก็ขวักไขว่ โบกโบยไปมา เสมือนใครสักคนกำลังพ่ายแพ้แก่ศัตรู พลันฮึดสู้ความเจ็บปวดจนเนื้อตัวราวลวดที่บิดได้

“แม่ครับแม่” โดยพลัน โจมก็โผเข้าไปพลางร่ำไห้ ช้อนร่างมารดาขึ้นแนบไว้กับอก น้ำตามาจากไหนไม่ปรากฏอาบดวงหน้าเปียกโชกจนคล้ายเพิ่งล้างหน้า “แม่เป็นอะไร ไปโรงบาลดีกว่าไหม…ยิ้ม…โทร.เรียกรถพยาบาล…”

โจมนึกอันใดไม่ออกนอกจากโรงพยาบาลใกล้บ้านที่เคยตรวจสุขภาพเป็นประจำ

แม่บ้านกับเด็กผู้ช่วยยืนรออยู่แล้วตรงปากประตู ยิ้มรู้เบอร์โรงพยาบาลเป็นอย่างดี จึงรีบขมีขมันกดมือถือ บอกความไปถึงผู้รับสาย

“ขอรถพยาบาลด่วนนะคะ คุณเจียมจิต สันติศรีน่ะค่ะ…ท่านดูเหมือน…เอ้อ…อาการหนักค่ะ…”

แต่น้ำตาชายหนุ่มยังคงชุ่มดวงหน้าเมื่อเขากับแม่บ้านช่วยกันช้อนร่างสตรีกลางคนออกไปจนพ้นประตูห้องนอน พาไปวางไว้บนโซฟาในห้องรับแขกทั้งๆกายของหญิงสูงวัยก็ยังเร่าๆราวกับเนื้อหนังถูกอังด้วยฟอนไฟ

เธอเรียก ‘คุณพี’ เสียงโหยหวนชวนประหวั่นจนโจมต้องจับมือทั้งสองข้างอันกางอยู่ขวักไขว่มาไว้ในอุ้งมือเขา

“แม่ครับแม่…นี่โจมนะแม่นะ”

ชายหนุ่มประเปรียว ชอบทำท่าเสียวไส้เป็นครั้งคราวให้สาวๆตื่นเต้นเล่น เร้น เรื่องราวลับลี้ไว้ในหน้า ณ บัดนี้ ไม่มีเค้าว่า คือหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเนื่องจากการหายไปอย่างลึกลับของทรัพย์อมตะอีกต่อไป

หากกลับกลายเป็นชายหนุ่มเปราะบาง น้ำตาไหลไม่สร่างพรายพร่างดวงหน้า

“คุณ พี…พี…พี” แต่แม่ของเขายังคงหลับตาโหยหวน

โจมนึกขึ้นมาได้ก็เลยกวักมือเรียกยิ้มเข้ามานั่งใกล้ๆ พร้อมกระซิบ

“ตอนฉันไม่อยู่ มีใครมาหรือเปล่ายิ้ม”

“ไม่เห็นเลยนี่คะ…ยิ้มอยู่หลังบ้านอาบน้ำ…สั่งให้ผงล้างครัว คุณผู้หญิงก็เข้าห้องไปแล้ว…เห็นมาถึงก็บอกว่าปวดหัวเลยกลับเร็ว…จะนอนพัก…แต่สัก…เอ้…นานค่ะ…ยิ้มถึงได้ยินเสียงร้อง…ก็เลยวิ่งขึ้นไป…” อีกฝ่ายเล่ากระท่อนกระแท่นแผ่วเบา บางครั้งก็ถึงกับทำปากปะงาบๆ

ขณะที่เจียมจิตยังคงส่งเสียงวี๊ดๆดิ้นรน

“แม่ปวดหัวมากใช่ไหม แม่กินยาแก้ปวดไหมฮะ เดี๋ยวรถมา…พอไปถึงหมอ แม่ก็จะสบายแล้วละ…นะแม่นะ…” ลูกชายคนเดียวยังคงปลอบประโลมพร้อมกับใช้หลังมือปาดน้ำตาตนเอง

เห็นสภาพแม่ขณะนี้แล้วนึกไม่ออกว่าโรคภัยอันใดกระโจนพรวดเดียวก็สามารถเปลี่ยนมารดาผู้เมื่อเช้ายังคงนั่งรถไปเปิดร้านกับเขาเหมือนทุกวันด้วยผิวหน้ามีน้ำนวล

ครั้นแล้ว เหตุไฉน เพียงแต่ผ่านไปไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง แม่จึงเกิดอาการเหมือนถูกปีศาจเข้าสิง กลิ้งไปกลิ้งมาพลางร้องกรี๊ดๆ

เสียงรถพยาบาลมาถึงหน้าบ้านพร้อมพนักงานกดกริ่ง

ครู่ต่อมา…รถก็พาไปถึงห้องฉุกเฉินโดยเขาเดินตามบุรุษพยาบาลเข็นเปลพามารดาเข้าไปยังห้องที่มีแพทย์ชายรออยู่

“เป็นอะไรไปหรือครับ” หมอถามอาการกับเขาผู้ก้าวไปยืนอยู่ห่างจากโคมดวงใหญ่ที่ส่องลงมายังดวงหน้าเรือนกายของเจียมจิต จึงช่วยให้แลเห็นปื้นใหญ่ที่ใบหน้าซึ่งเมื่อครู่โจมไม่ทันดูว่าคืออะไร แต่บัดนี้ไฟดวงจ้าช่วยให้ปื้นนั้นปรากฏชัด ลามเลยมาถึงลำคออันแดงจัด

นายแพทย์ก็เลยสอบปากคำจากเขาจนชัดเจน ครั้นแล้วโจมก็ต้องออกมานั่งรอนอกห้อง

พักใหญ่ทีเดียว นายแพทย์จึงเดินออกมา นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ

“มีรอยฟกช้ำทั่วตัวนะครับ…เป็นร่องรอยถูกทำร้ายอย่างรุนแรงมาก…เลยอยากจะมาถามจากเจ้าของไข้ว่ามีใครอยู่กับคุณแม่คุณก่อนหน้านี้ไหมฮะ”

โจมอึ้งอั้นไปอึดใจ จึงจำใจตอบ

“ไม่มีเลยครับ คุณแม่อยู่ในห้องข้างบนคนเดียว แม่บ้านอีกสองคนทำงานอยู่ที่ครัวชั้นล่าง”

“แต่คนไข้ถูกทำร้ายนี่แน่นอนเลยนะครับ” นายแพทย์หนุ่มลงเสียงมั่นใจ

 

ครั้นแล้ว บัดนี้ ทุกความเคลื่อนไหวของโจมก็ถูกรายงานไปยังคนอีกผู้หนึ่งซึ่งรอฟังข่าวอยู่อย่าง ‘กัดไม่ปล่อย’ แม้ใจเขาอาจจะกร่อยไปบ้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่า พฤติกรรมที่กำลังทำอยู่นี้คล้ายใช้หล่อนเป็นเครื่องมือเพื่อเอาประโยชน์ของตนเองมากกว่า…หากเมื่อตรึกตราแล้วเพียงครู่ ก็รู้ว่าเนื้อแท้มิใช่เช่นนั้น

เมื่อถึงบั้นปลายท้ายสุด ทุกอย่างจะพิสูจน์ตัวของมันเอง

ดังนั้น ปูนปั้นจึงนิ่งฟังร้อยรัด ร่ายบรรเลงเพลงทวนที่เขาอดนึกในใจมิได้ว่า

สตรีสาวผู้โชคชะตาส่งมาให้พบกัน ณ ตลาดขายของเก่า คือหญิงคนที่สามที่เข้ามาปรากฏกายให้เขารู้ว่า คู่ชีวิตที่เขาเองเคยควานหานั้น ณ บัดนี้  ลอยเลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว

“ฉันก็เลยโทร.ถามเขาไปตลอดทางจนถึงโรงพยาบาล…ตอนนี้ แม่เขาเข้าห้องไอซียูไปแล้ว เห็นบอกว่าอาการหนัก เขาเองก็ยังคงงงว่าแม่โดนใครซ้อมหรือไงจนน่วมไปทั้งตัวขนาดนั้น” หญิงสาวเล่าพลางทอดถอนใจ ด้วยนึกสงสารแม่ของโจมมากเหมือนกัน ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

แต่ปูนปั้นกำลังพัลวันอยู่กับภาพต่างๆที่หญิงสาวเล่าขาน อันนับเป็นพยานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งจะพาเรื่องราวไปข้างหน้า โดยมีเขาตามไปติดๆ เพื่อพิชิตความซับซ้อนอันคือที่ซ่อนของมีค่าซึ่งบัดนี้เขาสุดแสนจะแน่ใจว่า ของศักดิ์สิทธิ์สูงส่งยังคงอยู่ในกรุงเทพฯอย่างแน่นอน

“หรือว่า…” ชายหนุ่มคาดเดาราวผู้มีดวงไฟนำทาง นั่นก็เนื่องด้วยในยามนี้ ร้อยรัดคือ ‘พยาน’ คนสำคัญ

ด้วยว่า คือผู้รู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง

ได้ยินเสียงด้วยหูตนเอง

จึงไม่มีใครจะน่าเชื่อเท่าหล่อน

“หรือว่าอะไรคะ” อีกฝ่ายย้อนถาม

พ่อแม่ขึ้นข้างบนไปแล้ว ทิ้งหล่อนไว้กับความสงัดเงียบเฉียบพลันที่ประตูหน้าต่างปิดหมด ความเย็นอ่อนๆจากเครื่องปรับอากาศยังคงแผ่ซ่าน ครั้นแล้วจึงค่อยๆทวีความหนาวเย็นจากเรื่องราวที่โจมส่งข่าวมาถึง

อย่างน้อย ณ บัดนี้ หล่อนก็สามารถดึงคนน่าสงสัยซึ่งอาจเรียกว่าผู้รู้เห็น ผู้ร่วมโจรกรรมหรือผู้สามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงการลักลอบปล้นวัตถุโบราณชิ้นเลิศเข้ามาติดกับเรียบร้อยแล้ว

“หรือว่า…มีใครอีกคนอยู่ในบ้าน” ชายหนุ่มหลุดปากออกมา

คงเกิดจากความชำนาญตลอดสิบปีนั่นเองที่คอยบงการความเชื่อของเขา

ร้อยรัดชะงักไปอึดใจเต็ม

“อยู่ที่บ้านเขางั้นหรือคะ” หล่อนเอ่ยถามพร้อมเบิกตากว้างท่ามกลางความสงัด

น่าแปลกที่ขนลุกซู่จนต้องเดินไปปิดแอร์ปิดไฟ ก้าวขึ้นบันไดเร็วๆจนถึงห้องส่วนตัวพร้อมล็อคประตู

รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจจนเนื้อสั่น

แต่ก็ยังคงกุมมือถือไว้มั่น…โต้ตอบกระชั้นถี่กับเขา

“คุณลองต่อเลโก้ดูก็ได้…ว่า…คนใช้สองคนนั่นเขาอยู่ข้างล่างกัน…คนหนึ่งกำลังอาบน้ำ อีกคนล้างครัว” ปูนปั้นหมุนซ้ำเสียงรายงานของหล่อนเมื่อสักครู่ “คุณรู้สึกไหมว่า…ระหว่างนั้น…ถ้าใครจะเข้ามา หรือใครจะลงไปแอบเปิดประตูบ้านให้ใครเข้ามาก็สามารถทำได้โดยไม่มีใครรู้เห็น”

ร้อยรัดฟังแล้วได้แต่กำมือแน่น ตัวเย็นชืด



Don`t copy text!