รสอมฤต บทที่ 27 : ผู้ ‘เข้านอกออกใน’

รสอมฤต บทที่ 27 : ผู้ ‘เข้านอกออกใน’

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

ร้อยรัดเพิ่งจะล่วงรู้ถึงความรู้สึกที่ชื่อความแข็งขืนฝืนใจหรือเรียกง่ายๆว่า ความไม่เต็มใจ

หากแต่ต้อง ‘ทำใจ’

อันได้แก่สายวันนี้ หล่อนจะต้องมาพบโจมที่โรงพยาบาลเพื่อเข้าเยี่ยมเจียมจิตพร้อมกัน ในฐานะที่เธอเป็นแม่ของเขา ในฐานะที่เขาเป็นเพื่อนชายคนใหม่ ที่นัยว่าหล่อนกำลังต้อนรับเขาเข้ามาคบหาเพื่อ ‘ดูใจ’ กันสืบไปว่าจะเข้ากันได้แค่ไหนเพียงไร

แต่เมื่อเธอยังอยู่ในห้องไอซียู หล่อนจึงต้องเปลี่ยนรองเท้า เดินตามพยาบาลและเขาเข้าไปสู่ห้องที่ต้องปลอดเชื้อ ยืนห่างออกไปจากตัวเขาผู้เป็นลูกชาย โดยโจมเข้าไปยืนราวๆปลายเตียง เพื่อให้มารดาแลเห็นดวงหน้าเขาถนัด

เพียงแต่เจียมจิตกำลังหลับตา หลับสนิท ผมเผ้าที่เคยเป็นลอนใหญ่เหนือหน้าผาก บัดนี้พองฟูมีขาวแซมประปราย คล้ายกลุ่มด้ายยับยุ่งอันล้อมอยู่โดยรอบผิวเนื้อขาวซีดอมเขียวจาง

ร้อยรัดไม่เคยรู้จักแม่ของชายหนุ่มมาก่อน เมื่อภาพแรกที่ได้เห็นคือหญิงวัยกลางคนนอนนิ่งไร้สมประดีอยู่ตรงสายตา ก็อดนึกถึงถ้อยคำของปูนปั้นผู้เรียบเรียงเหตุการณ์ราวเหตุนั้นเกิดขึ้นสดๆร้อนๆตรงหน้าเขาเสียมิได้

‘คุณรู้สึกไหมฮะว่า…ระหว่างนั้น ถ้าใครจะเข้ามาหรือใครจะลงไปแอบเปิดประตูบ้านให้ใครเข้ามา ก็สามารถทำได้โดยไม่มีใครรู้เห็น’

เพียงแค่จบคำ หล่อนก็รู้ว่าสิ่งที่เขาวาดภาพขึ้นโดยพลการ ไม่เกินความเป็นไปได้

คงมีใครคนหนึ่งเข้ามาพบแม่ของโจมระหว่างที่สาวใช้ชวนกันทำธุระอยู่ด้านหลัง

แม้หล่อนจะไม่เคยไปบ้านเขา ก็พอจะวาดภาพได้

แต่ในยามนี้ ไม่มีผู้ใดปริปากถามไถ่พยาบาล ร้อยรัดมองไม่เห็นหน้าตาท่าทางโจมผู้ยืนหันหลัง แต่คิดว่าเขาคงอดหลั่งน้ำตามิได้ ด้วยมือขวาเขายกขึ้นเร็วๆผ่านดวงหน้า

“ดีขึ้นหรือยังครับ”

ร้อยรัดได้ยินเสียงแหบแห้งแผ่วเบาของเขาที่หันไปงึมงำกับพยาบาล แต่อีกฝ่ายจะกระซิบกลับมาว่าอย่างไร หล่อนไม่ทันได้ยิน หากก็คิดว่า อาการทั้งสิ้นทั้งปวงที่อยู่ในสายยางโยงไปมายังไม่ดี

ยืนมองสภาพของมารดาผู้ทอดกายอยู่ภายใต้ผ้าห่มราวหมดลมหายใจไปแล้วสักครู่ โจมก็ขอตัวกลับออกมาพบแพทย์เพื่อฟังคำอธิบายถึงอาการ

“คนไข้ถูกทำร้ายจนบอบช้ำมากนะฮะ…คุณไม่ทราบเลยหรือว่าเกิดอะไรขึ้น” แพทย์หนุ่มใหญ่ประจำหอผู้ป่วยวิกฤติตั้งคำถามเมื่อโจมลงนั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าอย่างมึนงงสงสัย เพราะแม้เวลาจะข้ามคืนมาจนถึงวันนี้ เขาก็ยังหาตัวผู้ที่ทำร้ายแม่ของเขาไม่ได้ “คุณเจียมจิตบาดเจ็บรุนแรงมาก ต้องให้เครื่องช่วยหายใจ ต้องให้อาหารทางสายยาง โชคดีที่ระบบหลอดเลือดหัวใจยังใช้การได้…แต่ก็ไม่เป็นไรนะครับ อย่าใจเสีย อาจจะอยู่ไอซียูนานหน่อยจนกว่าจะมั่นใจว่าไม่มีอะไรแทรกซ้อน”

สีหน้านายแพทย์บ่งบอกสภาพคนไข้ตามความเป็นจริง

“เพียงแต่คุณยังไม่ได้บอกหมอเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนไข้…”

“ผมเล่ารายละเอียดไม่ได้จริงๆครับคุณหมอ…ทั้งๆอยากเล่ามาก คือก็ได้เรียนตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่า ผมอยู่บ้านกับคุณแม่กับคนงานรวมทั้งหมดแค่สี่คน บ้านสองชั้นไม่เล็กไม่ใหญ่ เช้าขึ้นผมก็ขับรถพาแม่ไปเปิดร้าน กลับกันค่ำหน่อยน่ะฮะ…แต่เมื่อวานผมมีธุระต้องไปบ้านเพื่อน ก็เลยดึกหน่อย” ชายหนุ่มค่อยๆทบทวนเรื่องราวให้นายแพทย์เข้าใจซ้ำอีกครั้ง “รับรองว่า ถึงจะเล่ายังไงก็คงได้ความอย่างเดิม…คือ…ผมมืดแปดด้านจริงๆครับ”

ผู้ฟังจึงตอบกลับ

“แต่จากรอยฟกช้ำทั้งภายนอกและภายใน ผมขอเรียนให้ทราบเลยนะครับว่า…ระหว่างคุณไม่อยู่บ้าน คุณแม่คุณโดนทำร้ายจากใครก็ไม่ทราบ…อย่างทารุณ…ก็ต้องพูดแบบนี้ละครับ…พยานยืนยันคือเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ เอ็ม อาร์ ไอ”

 

ร้อยรัดในฐานะผู้ติดตามนั่งอยู่บนเก้าอี้ถัดไปในห้องแพทย์เฉพาะทาง มีแผงคอมพิวเตอร์ที่แสดงให้เห็นตัวเลขติดอยู่บนผนัง โดยแพทย์ใช้วัตถุปลายแหลมชี้ไปตามจุดต่างๆซึ่งทั้งเขาและหล่อนดูไม่รู้เรื่อง หากก็ต้องพยายามเข้าใจตามคำอธิบาย แม้ไม่เข้าใจก็มิเป็นไร เพราะรอไว้อ่านเอกสารที่หมอต้องทำส่งมาให้เจ้าของไข้เก็บไว้เป็นหลักฐานในภายหลังก็ได้

“อือ…ผมเองก็ยังงงจนเดี๋ยวนี้” โจมเพียงแต่พึมพำ

“แล้วคุณจะไม่ทำอะไรสักอย่างละหรือฮะ” อีกฝ่ายถามอย่างผู้ที่สัมผัสกับคนไข้ถูกทำร้ายหรือประสบอุบัติเหตุแทบทุกวัน ส่วนใหญ่จะไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจ คอยการสืบสวนสอบสวน “เหตุการณ์ดำมืดแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นในบ้านใครเลย ไม่ว่าจะชั่วดีมีจนขนาดไหนนะครับ…ผมว่าคุณน่าจะทำอะไรสักอย่าง”

แพทย์หนุ่มใหญ่เอ่ยความตามที่ควรจะเป็น หากก็เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็มีกังวลแทนคนไข้และเจ้าของไข้ในฐานะแพทย์ที่ดี

“แจ้งความตำรวจหรือไงครับ” โจมย้อนถาม

คราวนี้ร้อยรัดได้ยินอย่างชัดเจน…ชัดจนหล่อนเองก็เผลอยิ้มนิดๆอย่างรอฟังว่า หมอจะตอบอย่างไร

ครั้นแล้ว แพทย์ก็บอกเขาว่า

“ลองคิดดูก่อนก็ได้นะฮะว่า ควรต่อเรื่องแบบไหน”

“ก็คงต้องปรึกษาทนายความละมังครับ”

แพทย์หนุ่มก็เพียงแต่พยักหน้า ตอบเป็นกลางๆ

“ดีครับ หารือผู้รู้กฎหมายก่อนก็ดี”

 

เมื่อเดินตามกันออกมาจนขึ้นนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงเริ่ม ‘เดินเรื่อง’ สืบไป มิให้คลาดเป้าหมายที่ใคร่ช่วยปูนปั้น โดยถามคนที่กำลังสตาร์ทรถว่า

“ตกลงคุณโจมจะแจ้งความไหมคะ”

ทั้งๆหล่อนเองก็มีคำตอบของเขาอยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว

จึงเพียงแต่อีกฝ่ายพึมพำ

“ยังไม่ทราบเลยคุณร้อย…มาคิดๆดูแล้วมันคงเรื่องใหญ่ บานปลายไปถึงไหนต่อไหนแน่นอน…ผมเองจะมีแรงไปขึ้นศาลไหมก็ยังไม่รู้” ชายผู้กำลังพารถไปในถนนที่อัดแน่นไปด้วยพาหนะระบายความอย่างที่ผู้ฟังรู้ว่าทุกข์ใจ “ชีวิตผมก็มีแต่แม่คนเดียว มีน้องสาวก็เหมือนไม่มี เพราะอยู่ไกลกันลิบโลก…เกิดอะไรขึ้นก็ไม่อยากโทร.ไปบอกเขาให้ตกใจ…เอาเป็นว่า…ผมอยากรักษาแม่ให้หายก่อนแค่นั้น อาการเพียบขนาดนี้ก็ไม่มีกะใจจะฟ้องร้องใครหรอกคุณร้อย”

ที่จริง หล่อนก็เห็นใจเขามิใช่น้อยเลยทีเดียว ทันทีที่แลเห็นแม่ของเขาบนเตียงอันเต็มไปด้วยสายระโยงระยางเมื่อสักครู่

“แล้วคุณร้อยคิดว่าจะให้ผมฟ้องใครล่ะฮะ…ใครคือจำเลย เราเองก็ยังมืดแปดด้าน” ชายผู้ที่ปูนปั้นเลยไปถึงพลังยังเชื่อมั่นจนถึงบัดนี้ว่า เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังบานประตูแห่งการโจรกรรมสมบัติโบราณ เอ่ยคำราวมิเคยล่วงรู้ความล้ำลึกใดๆ

หญิงสาวก็เลยนิ่งไปอึดใจเต็มกว่าจะเอ่ย

“ก็คนที่เคยมาติดต่อกับคุณแม่น่ะซีคะ…มีใครมั่ง” หล่อนชี้ทางเสียงเย็น “ก็อย่างคุณพ่อฉันเหมือนกัน เป็นคนรวบรวมรายชื่อลูกค้า เลยไปถึงใครต่อใครที่ถึงจะไม่เคยซื้ออะไรเรา แต่ถ้าเข้ามาเกี่ยวพันไม่ว่าทำนองไหน พ่อก็เก็บชื่อ สถานที่ติดต่อไว้จนครบเลยนะคะ…เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เลย…ถึงเวลาใช้งาน มันก็ขึ้นมาเป็นตับเลย ไม่มีอะไรลำบาก”

“ผมเองก็ไม่เคยถามแม่เลยนะว่าแม่เก็บรายชื่อใครไว้” อีกฝ่ายบ่ายเบี่ยง

เสียงอ่อยๆของเขาคราวนี้ก็เลยช่วยให้ผู้ฟังตระหนักแน่แท้จริงเลยทีเดียวว่า เขาเองก็มีรายชื่อผู้ใกล้ชิด ผู้สนิทสนม ผู้ ‘เข้านอกออกใน’ ได้แม้ในยามวิกาลไว้ในเครื่องมือสื่อสารส่วนตนอย่างครบครัน

ขณะนี้ เขาจึงพยายามปิดบังมิให้ความลับเลื่อนไหลไปเข้าตู้นิรภัยแห่งการโจรกรรมของกลุ่มพยัคฆ์ร้ายที่หล่อนเองก็รู้ว่ามีอยู่หลายกลุ่ม

ดังนั้น ร้อยรัดก็เลยคล้อยตามไปพลางๆ

“กลับถึงบ้านแล้ว คุณก็ลองค้นดูละกัน ฉันคิดว่าคงไม่ยาก…ถ้าคุณเห็นรายชื่อ อาจจะนึกออก…เพราะการค้าวัตถุโบราณนี่ เรารู้กันอยู่แล้วว่า ถ้าเราไว้ใจมาก อาจถูกย้อนศรเมื่อไหร่ก็ได้ไงคะ”

เขาก็เลยพยักพเยิดไปอย่างนั้น

แต่หญิงสาวก็เหลือบมอง แลเห็นความครุ่นคิดเคร่งขรึมระบายเต็มบนผิวขาวและหนวดขริบเรียบ

หากมิอาจล่วงรู้ไปถึงแววตาภายในวงแว่นสีน้ำเงินคู่นั้น



Don`t copy text!