รสอมฤต บทที่ 31 : แจ้งความจะดีไหม

รสอมฤต บทที่ 31 : แจ้งความจะดีไหม

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

เจ้าของบ้านต่างก็พลอยตกตะลึงเมื่อเขาบอกกล่าวถึงคนที่ตามมา หากท่าทางของปูนปั้นหลังจากนั้นก็พลันสงบลงขณะที่บอกระวีเรียบๆ

“มันคงเข้าใจผิดน่ะครับคุณอา” ชายหนุ่มเอ่ยกล่าวอย่างผู้ผ่านเรื่องราวในแวดวงที่แอบแฝงความซับซ้อนซ่อนเงื่อนไว้เต็มอัตรา ไม่แพ้อาชญากรรมใดๆ เพียงแต่น้อยกว่ามากในด้านเอาชีวิต นานปีทีหนจึงจะมีใครบางคนถูกคิดบัญชี ซึ่งแท้จริงลึกลงไปก็คือมีหนี้สินติดพันกันจนเกินกว่าเจ้าหนี้จะทนได้ จึงตามสังหารจนวายชีวา

แค้นต้องชำระสำหรับนักเลงกับนักเลงนั้นมีหลากหลาย

ระวีพยักหน้าอย่างคนตามเรื่องได้

“ถึงไง คุณก็ควรดีใจนะคะ” ร้อยรัดเองก็ลับสมองอยู่เสมอจนล่วงรู้ท่วงทำนองของหัวหน้าแก๊งใหญ่ “เอาเป็นอันว่า ของก็ไม่ได้อยู่ที่เขาเหมือนกัน ไม่ได้อยู่ทั้งที่เขาที่เรา”

“ถ้างั้น เราก็ไม่ต้องกลัว” ระวีจึงลงเสียงอย่างปลอบใจ

“ไม่เลยครับ ไม่กลัวเลย”

“ถ้าเกินความสามารถของเรา คุณจะต้องไปช่วยคุณพลังเขาหาทำไม อันตรายเปล่าๆ คนของเขาก็ออกเยอะแยะ ตำรวจก็มาก เขารู้จักหมดนั่นแหละ” บิดาของหญิงสาวบอกกล่าวอย่างล่วงรู้เส้นทางของนักธุรกิจเป็นอย่างดี “เราเองยังรู้จักเลย แล้วใหญ่ขนาดเขาจะไม่รู้ได้ไง”

“แต่ผมก็อยากทราบด้วยกันแหละครับคุณอา…เพราะแค่เห็นรูปถ่ายของสามชิ้นนี่ก็นึกรักนะฮะ…อยากให้กลับคืนมาให้คุณพลังได้บูชาอีกครั้ง” ปูนปั้นเอ่ยจากใจจริง “คือผมเองก็เป็นคนรักของโบราณ โดยเฉพาะของหายากที่ว่ามีชิ้นเดียวในโลกอะไรทำนองนั้น ยิ่งอยากได้มาเก็บไว้…เก็บนะครับ ไม่ใช่ขาย…เก็บไว้บูชา ไว้ภูมิใจ ไว้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ชีวิต…เป็นรสอมฤตประจำวงศ์ตระกูลมากกว่า”

“ถ้าขายให้ต่างชาติได้ราคาสักห้าสิบล้านนี่ คุณจะยังใจแข็งอยู่อีกไหม” บิดาของหญิงสาวถามยิ้มๆเชิงสัพยอก

ขณะที่ไม่มีเสียงจากมือถืออีกต่อไป

“พวกมันคงไปแล้ว” ร้อยรัดพึมพำ พลางลุกจากที่นั่ง ไปยืนแอบบังข้างม่าน มองออกไปยังประตูใหญ่ หากก็แลไม่เห็นสิ่งใดแถวนั้น ขณะที่แม่บ้านกับลูกมือลำเลียงอาหารเข้ามาวางอย่างครบครัน

“พวกมิสเตอร์พีนี่ดีอย่าง คิดเร็วทำเร็ว” ชายหนุ่มบอกกล่าว “ขึ้นต้นเร็ว จบเร็ว”

“ใช่” ระวีพยักหน้าเห็นด้วย

ไม่เฉพาะแต่ในบัญชีของนักสืบว่าใครเป็นใคร มีอุปนิสัยเอนเอียงไปข้างไหน ในบัญชีของระวีก็มีอยู่…ว่า…

ใครเป็นใจพาลตัวจริง รู้แต่ชนะไม่รู้แพ้

หรือใครคือ นักเลงแท้บนหลังเสือ

ด้วยว่า มิสเตอร์พี เอ และเอ็มแตกต่างกัน

หากคนหน้าบ้านเป็นคนของมิสเตอร์พี เพียงแต่ปูนปั้นพูดแค่นี้ เขาจะกลับไป

แต่ถ้าเป็นคนของมิสเตอร์เอ ที่เกเรวันยังค่ำ มักจะย้ำคิดย้ำทำ ย้ำเข่นเขี้ยว แม้รู้ว่าไม่มี ก็ไม่ฟัง

นายไร่งามถูกฆ่า ชิงเอาพระอิศวรอายุพันกว่าปีไปในคราวนี้ ชายหนุ่มจึงคิดว่า น่าจะเป็นฝีมือมิสเตอร์เอ

นักสืบเอกชนหรือตำรวจสากลต่างก็รู้เส้นสายในวิธีการเล่นลายและออกลายของเหล่าอสุรกายแก๊งสเตอร์เหล่านี้ ชนิดหลับตาก็แลเห็น

“ป่านนี้ เขาก็คงรู้แล้วมังคะว่าจะตามต่อได้ที่ไหนที่ใคร” ร้อยรัดก็เลยตักข้าวให้ปูนปั้นกับพ่อแม่ กินไปคุยไป

ผู้ร้ายในเงามืดกลับไปแล้วก็สบายใจแล้ว

“ว่าแต่ว่า…เมื่อไหร่คุณโจมเขาถึงจะโทร.มาบอก ผมว่าคุณแม่เขาอยู่ไอซียูก็ไม่ทราบ” ชายหนุ่มเปรยๆ “ผมอยากไปเยี่ยมเขาเหมือนกัน แต่จะทำรู้ก็ไม่ได้ เดี๋ยวแผนล่ม”

 

โจมจอดรถส่งหญิงสาวแล้วจึงขับกลับไปยังร้านเจนไน พบป้าพิศวาทนั่งเฝ้าตามลำพัง ลุงทนงอยู่ชั้นบน เพิ่งเกษียณอายุราชการได้สองปี ครั้นแล้วจึงผันตนเองมาเป็นพนักงานในร้าน มีจักรยานยนต์คันหนึ่งไว้ใช้งาน เป็นต้นว่า ส่งของบางชิ้นให้ลูกค้าที่คุ้นเคย ซื้อขายกันมายาวนาน

“แม่อาการเป็นไงมั่งล่ะโจม” ป้าถาม มีวี่แววกังวลใจมากมายในสายวันนี้ แม้จะยังไม่รู้รายละเอียดสักเท่าไร

ครั้นแลเห็นสีหน้าอีกฝ่ายหม่นหมองไป แววนัยน์ตาก็ราวไร้ชีวิต ไม่เหมือนหลานคนเดิมผู้มักสะกิดสะเกาเย้าหยอกชอบล้อเธอกับแอมหรือพิทยา ลูกชายคนเดียวของเธอเล่นเป็นงานอดิเรก หากแต่บ่ายวันนี้ ราวกับเขาไร้สิ้นเรี่ยวแรงที่เคยมี เพียงแต่จอดรถเสียบในโรงรถติดกับร้าน ก็เดินโผเผเซซัดเข้ามานั่งแปะที่เก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ คออ่อนคอพับ

“ไม่ดีเลยป้า”

“ไม่ดีน่ะแค่ไหน” อีกฝ่ายถามอย่างเริ่มตกใจ

“ไม่ดีมากเลย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเครือ น้ำเริ่มซึมออกมาจนคลอเต็มดวงตาที่เคยเป็นประกายเริงร่า “ตอนนี้ยังอยู่ไอซียู ยังไม่รู้ว่าจะได้ออกมาอยู่ห้องธรรมดาเมื่อไหร่”

“มันเป็นยังไงหรือ ป้ายังงงอยู่เลย…ว่าแต่ว่า…เมื่อกี้…มีคนมาถามหาโจมนะ” ท่าทางป้าคล้ายไม่ค่อยกล้าปริปาก หากเหลือบแลไปมาบนถนนหลวงตรงหน้า

“ใครหรือฮะ” โจมถามขณะเบิกตาอันมีน้ำหล่อกว้างขึ้น

“มามอ’ไซค์” พิศวาทบอกกล่าว “แต่ป้าก็ไม่ได้บอกหรอกนะว่าแม่เจียมไม่สบาย…คือมัน…มันทำท่ายังไงไม่รู้…เหมือนมาเอาเรื่องมากกว่า…”

“ดีแล้วที่ป้าไม่บอก” เขาถึงกับเสียงสั่นเอาทีเดียว ขณะที่นึกภาพออกทันทีทันใด “มันมากันกี่คนป้า”

“สองคน” ท่าทางเธอคงกริ่งเกรงอยู่เหมือนกัน เนื่องด้วยรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับร้านขายวัตถุโบราณของลูกผู้น้องมาหลายหนแล้ว แต่ละหนก็ประมาณนี้…ประมาณว่า วัตถุโบราณของใครสักคนหายจน ‘สาย’ ของตำรวจต้องตระเวนสอบถาม แต่ลูกผู้น้องมักจะทำเสียง เฮอะตามหลัง พลางเปรยๆ ‘อย่าหวังเลยว่าจะได้คืน “แต่มันว่ามันจะมาใหม่”

โจมฟังแล้วแทบจะหยุดหายใจเอาทีเดียว

สารรูปฟกช้ำดำเขียวชวนเสียวไส้ตลอดกายของมารดายังคงติดอยู่ตรงนัยน์ตาเขาจนบัดนี้

โจมได้แต่ยกหลังมือปาดความชื้นออกไป

ลืมไปเลยว่ายังไม่ได้กินข้าว ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงกระเพาะแม้สักหยด

แค่เสียงมือถือดังก็เล่นเอาหมดอารมณ์ เกรงจะเป็นคนที่ป้าว่า

หากก็กลายเป็นร้อยรัด

“ฉันถึงร้านแล้วก็เป็นห่วงอาการคุณแม่คุณจังค่ะ”

“อือ…คุณร้อย” โจมพลอยหลุดจากภวังค์อันสะเทือนถึงรากโคน “ขอบคุณมากนะฮะที่โทร.มา…ผมเพิ่งนึกออกเดี๋ยวนี้เองว่าอาการหนักจนนึกไม่ออกว่าต้องทานกลางวัน…คุณล่ะฮะ…หิวไหม”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ…เลยโทร.มาถามอาการคุณแม่” หล่อนบอกกล่าวอย่างจริงใจ

มีทั้งไมตรีต่อเพื่อนมนุษย์ ควบคู่ไปกับจุดหมายอื่น

“ขอบคุณคุณร้อยมากถึงมากที่สุด”

“แล้วนี่ ทำยังไงถึงจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณแม่ระหว่างที่คุณไม่อยู่บ้านล่ะคะ” หญิงสาวก้าวคืบคลานสืบไป “คุณโจมไม่คิดจะแจ้งความไว้บ้างหรอกหรือคะ”

“ป่วยการครับ…ป่วยการจริงๆ” อีกฝ่ายยังคงยืนกราน

เขาน่ะหรือจะแจ้งความ

เท่าที่มีเหตุร้ายเกิดกับแม่ของเขา ก็เร่าร้อนพิลึกแล้ว

“แต่ฉันคิดว่าก็ยังดีกว่าปล่อยให้มืดมนจนเราคลำทางไม่ถูกนะคะ” หญิงสาวย้อนตอบ…เพิ่งรอบรู้เพิ่มขึ้นอีกไม่มากก็น้อยในคราวนี้เองว่า…

การที่กรมศิลปากรหรือตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจทั่วไปหรือตำรวจสากล จะส่งหมายค้นหรือหมายจับผู้ใดนั้น มักทำได้ยาก เนื่องจากไม่ค่อยล่วงรู้ว่า แท้จริงแล้วผู้ใดเป็นคนทำ เท่าที่ทำได้ ก็มักจะเป็นเพียงการส่งข้อมูลรายงานไปแจ้งว่า ของชิ้นนี้…หนึ่ง สอง สามชิ้น…หายไป ด้วยการระบุรูปพรรณสัณฐาน ลักษณะและรายละเอียดอื่นๆ ครั้นแล้ว เรื่องราวที่มักจะได้รับกลับมาก็คือ ‘ไม่มี ไม่พบ’ แล้วก็เงียบไป

ไม่มีการส่งคนตามล่าหรือตามหาแบบพลิกโลก

นอกจากมือมืดต่อมือมืดตามกันเอง

“ปล่อยไปก่อนดีกว่าฮะคุณร้อย” ในที่สุดหล่อนก็ได้ยินเสียงอ่อยๆของเขาครางผ่านมา “ไงๆก็ขอผมตั้งสติอีกสักนิดแล้วค่อยว่ากัน”



Don`t copy text!