รสอมฤต บทที่ 33 : เดินสู่กับดัก

รสอมฤต บทที่ 33 : เดินสู่กับดัก

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

“ส่งมือถือมา” คนเดิมเจรจาเสียงเกรียม…ฟังดูเหี้ยมทั้งถ้อยคำและสีหน้า แม้ทีท่าจะคล้ายเรื่อยเรียบ แต่ยามส่งเสียงก็เฉียบขาด

เขาคงเป็นใครสักคนที่มิสเตอร์พีมอบอำนาจให้มาเดินเรื่อง

โจมไม่มีทางทำอย่างไรได้ นอกจากดึงเครื่องมือสื่อสารจากกระเป๋าแขวนไหล่ใบแบนส่งให้อีกฝ่ายด้วยใจระทึก เพราะนี่คือที่รวมความนอกความในเกือบทั้งหมดที่ทุกคนมี เสมือนตู้เซฟใบหนึ่งก็ว่าได้

อีกฝ่ายยังคงออกทีท่าว่ามั่นใจ

“ผมก็บอกคุณแล้วไงว่าผมไม่รู้” ผู้ถูกชกเมื่อกี้เริ่มปวดกระบอกตา ความชาเมื่อครู่ก่อนค่อยๆจางลง หากก็ทวีความเจ็บตรงกกหู ร้าวลงมาถึงปลายคาง แล่นขึ้นไปถึงขมับ

“จะบอกใช่ไหมว่าแม่คุณรู้คนเดียว”

“แม่เองก็คงไม่รู้” ชายหนุ่มตอบเสมือนมั่นใจ

แน่นอน…ถึงอย่างไร เขาก็จะไม่ยอมแถลงไขเรื่องนี้

“แต่รู้” ยิ้มมีเลศเล่ห์ผุดขึ้นบนแนวปาก

รถของพวกมันยังไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนที่ ประตูยังคงเปิดกว้าง มีรถเขาที่เพิ่งเสียบเข้าไปข้างรถแม่เมื่อสักครู่จอดนิ่ง รถตู้สีดำคันยาวของพวกมันขวางอยู่ ดูเหมือนมันกำลังลังเลบางอย่าง เพราะเจ้าคนที่ริบมือถือของเขาไป กำลังไล่เปิดหน้าจอค้นหาชื่อผู้ที่ติดต่อเข้ามาภายในวันสองวันนี้

จนกระทั่งมาถึงชื่อร้อยรัด แต่เป็นสัญญาณโทรศัพท์เพียงสั้นๆ

“ร้อยรัดนี่ใคร” นายนั่นลองชิมลาง

“เพื่อน” โจมเริ่มอ้าปากแทบไม่ขึ้น ความร้าวระบมแล่นปลาบจนขมับเจ็บ แก้มปวด กกหูก็ดูราวจะบวมขึ้นมา น้ำตาซึมโดยไม่ทันรู้ตัว

“ลูกสาวเจ้าของร้านบุราณรมย์ เพิ่งกลับจากศรีสัชนาลัยด้วยกันใช่ไหม”

โจมตกใจทีเดียว

เพิ่งรู้ว่า คนกลุ่มนี้หรือมิฉะนั้นก็ ‘สาย’ ของพวกมันคอยสะกดรอยตามเขา ทั้งๆที่น่าจะทำร้ายแม่ตั้งแต่ตอนเขาไม่อยู่นั่นแล้ว

“แล้วนายปูนปั้นนี่มันใคร”

“ลูกชายเจ้าของโรงหล่อที่นั่น”

“ไม่รู้ละมังว่ามันเป็นนักสืบ” อีกฝ่ายยิ้มหัวอย่างเย้ยเยาะ “เคยรู้จักบริษัทดำดินมั่งไหม”

เขาก็เลยสั่นหน้า

บริษัทดำดิน…ก็…ก็อาจนะ…อาจได้ยินแว่วๆ เพียงแต่ไม่ทันสนใจ เนื่องด้วยทั้งแม่และเขามักจะดึงเอาแต่งานสำคัญที่ได้ประโยชน์ตอบแทนทันใจมากกว่า นั่นย่อมได้แก่ สินค้าที่เป็นของแท้ มิว่าเล็กหรือใหญ่ หากหาไม่ยาก ก็จะรีบซื้อรีบปล่อย

แต่ถ้าหายาก ก็มักจะเก็บไว้ก่อน ด้วยว่าแม่เองก็เป็นคนรักของโบราณเช่นกัน จึงมิใช่เอาแต่กำไร

“ดูเหมือนคุณไม่ค่อยจะรู้อะไรเลยนะ…ตกลงก็เลยเป็นอันว่า แม่ไปทำอะไรที่ไหนกับใคร ก็ไม่รู้อีกใช่ไหม” คนถามทำเสียงมีเลศนัยชอบกล

พอดีมือถือของเขาที่หมอนั่นยังถือไว้ พลางใช้นิ้วเลื่อนบ้างกดบ้าง…ดังขึ้น

เจ้าตัวก็เลยรับสาย

“นี่ฉันนะคะ ร้อยรัดค่ะ…เมื่อกี้ฉันก็เลยโทร.ไปโรงพยาบาล ถามอาการคุณแม่คุณแล้วละค่ะ…พยาบาลเขาบอกว่ายังไม่ดีขึ้น คงต้องใช้เวลา”

หมอนั่นยิ้มมุมปาก ตอบว่า

“ขอบคุณครับ” คนรับสายเลียนเสียงของเขา “ขอบคุณที่คุณช่วยตามข่าวแม่…แล้วนี่คุณอยู่ไหนฮะ…”

“อยู่ร้านค่ะ…”

“ผมมีอะไรจะให้คุณดู…ไม่รู้ว่าคุณมาบ้านผมจะได้ไหม”

เพียงแต่ได้ยินมันพูดแค่นั้น โจมก็ตะเบ็งเสียงลั่นคับรถเลยทีเดียว แม้จะเจ็บร้าวทั้งดวงหน้า

“คุณร้อยอย่ามา…อย่ามา…”

อีกฝ่ายก็เลยใช้มือถือฟาดหน้าผากเขาอย่างแรงจนคอของโจมหงายขึ้นไป แน่นิ่งอยู่กับพนัก

“อย่ามาเล่นกะกู”

ร้อยรัดอยู่ปลายสายได้ยินเต็มหู…พลันก็รู้แล้วว่ามีเหตุร้ายแน่ๆเกิดแก่คู่สนทนา หล่อนจึงยังไม่ปิดเครื่องสี่เหลี่ยม หากแต่หันไปทำปากปะงาบๆกับมารดา ทั้งๆสะท้านไปทั้งกาย

ปิ่นทิพย์อยากจะขำ แต่หน้าตาท่าทางลูกสาวไม่มีเค้าว่ากำลังสนุก

ตรงกันข้าม ดูราวจะตกใจสุดขีดมากกว่า

“อะไร…ใครโทร.มา” ฝ่ายแม่ก็เลยถามโดยไม่เปล่งเสียง

แต่ร้อยรัดก็เสี่ยงดวง จึงเอ่ยออกไปอย่างปกติ

“คุณโจมเป็นอะไรไปหรือเปล่าคะนั่น ยังกะไม่ค่อยสบาย”

“ใช่ฮะ…ผมไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ เลยกลับบ้าน ตั้งใจจะกินยา…” คนปลายสายเจรจาสืบไป

“ถ้างั้น…” ร้อยรัดนิ่งคิด หากก็หยอดไว้ “นี่ถ้าฉันรู้จักบ้านคุณก็คงจะมาเยี่ยมหรอกค่ะ…แต่ก็จนใจ…”

“บ้านผมหาไม่ยาก” อีกฝ่ายบอกกล่าว “อยู่ซอย…บ้านเลขที่ 73”

“รถคงติดมากเหมือนกัน” หญิงสาวพึมพำขณะครุ่นคิด “ถ้างั้นก็ต้องรีบแล้วละมังคะ เดี๋ยวรถติดมากจะมาไม่ได้”

“จ้างมอไซค์มาเลยดีกว่าฮะ…ผมมีอะไรจะอวดคุณด้วยนา” หมอนั่นทอดเสียง

“อะไรหรือคะ” ข้างนี้ก็เลยทำท่าอยากรู้

“เถอะน่า…มาแล้วรู้เอง ว่าแต่ว่า อย่าพ่วงใครมาด้วยคงดีที่สุด”

“ฉันจะพยายามมานะคะ ถ้ามาได้ เดี๋ยวคงเจอกัน”

ครั้นแล้ว หล่อนก็ปิดเพื่อเปิดแล้วส่งเสียงไปถึงปูนปั้น ถ่ายทอดสิ่งที่เกิดขึ้นในโทรศัพท์ให้เขาฟัง

“นี่ผมกำลังจะไปพบผู้การตำรวจสากลนะครับ…เพราะสายเพิ่งส่งข่าวมาบอกว่า พระอิศวรน่าจะกำลังเดินทางออกไปทางชายแดนกัมพูชาเวลานี้”

“เป็นอันว่า คุณปั้นปลีกตัวมาไม่ได้เลยหรือคะ”

ชายหนุ่มจึงตอบกลับมาหลังจากนิ่งไปอึดใจ

“ผมคงต้องเอาตำรวจไปด้วย”

“ดีเลยค่ะ…ดีเลย”

“ถ้างั้น เดี๋ยวผมไปมอไซค์ไปรับคุณที่ร้าน” ชายหนุ่มลงเสียง

เพียงไม่ถึงยี่สิบนาที เขาก็โทรเข้ามาให้หล่อนออกไปพบเขาที่หน้าศูนย์การค้า เกาะท้ายไปด้วยกันเหมือนวันวาน

ครั้นเหลียวไปข้างหลังก็แลเห็นชายสองคนบนจักรยานยนต์เช่นกัน กำลังจอดรอ

“คุณแน่ใจนะฮะว่าจะเจอหมอนั่นกับพรรคพวก”

“แน่ใจค่ะ”

ปูนปั้นได้แต่ยิ้มๆขณะมองดูหล่อนสวมหมวกนิรภัยอันเป็นใบของหล่อนที่ต้องใช้ยามเมื่อเกาะท้ายรถของน้องชาย”

“แต่ผมไม่แน่ใจ…” ชายหนุ่มลงเสียง “แต่ก็เอาเถอะ…ทุกอย่างที่เกี่ยวกับผู้ร้าย มันก็ต้องยอมทั้งได้และเสีย…ใช่และไม่ใช่…เพราะถึงไง คุณก็เห็นกับตาวันก่อนแล้วใช่ไหมว่าเราอยู่ในวงจรของพวกมันเรียบร้อยแล้ว มันรู้ตั้งนานแล้วว่าใครเป็นใคร เราเองยังรู้ มันจะไม่รู้ได้ไง”

“แล้วนี่ก็แสดงว่ามันเองก็สงสัยคนเดียวกับที่เราสงสัย”

“มันสนุกตรงนั้นไงฮะ” ชายหนุ่มหันมาหัวเราะ พลางบอก “เอ้า…คุณกอดเอวผมได้แล้ว กอดแน่นๆ”

ร้อยรัดก็เลยทุบเบาๆที่ต้นแขนเขา

รู้สึกเบาสบายสุขในใจอย่างไรชอบกล ปล่อยให้ชายหนุ่มพาดั้นด้นไปตามเส้นทางที่มุ่งไปบ้านโจมซึ่งมีอยู่ในจีพีเอสครบครัน พร้อมจักรยานยนต์ตำรวจนอกเครื่องแบบอีกคันตามหลัง ถึงบ้านโจมภายในครึ่งชั่วโมง

ประตูไม้สีน้ำตาลปิดสนิท แลเห็นบ้านเลขที่ 73 ตัวอักษรสีทองชัดเจน ภายใต้กล้องวงจรปิดที่ติดเยื้องขึ้นไปเหนือประตูบ้าน ครั้นร้อยรัดเอื้อมไปกดกริ่งหลายครั้ง ก็ไม่มีผู้ใดปรากฏตัวออกมา

ตำรวจนายหนึ่งจึงปีนข้ามไปพลางเปิดกลอนประตูเล็กที่อยู่ริมซ้าย ทุกคนจึงจอดพาหนะไว้ข้างนอก เดินเลยเข้าไป

ภายในบริเวณตึกสองชั้นขนาดกลาง วางอยู่ระหว่างสนามและหมู่ไม้ค่อนข้างครึ้ม

ประตูหน้าตึกเปิดออกได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ยังแลไม่เห็นใครแม้แต่หนึ่งเดียว จนเมื่อตำรวจสองนายส่งเสียง

“มีใครอยู่ไหมครับ”

“ฉันอยู่นี่ ยิ้มอยู่นี่”

เสียงนั้นดังมาจากครัวด้านหลัง

ครั้นต่างก็ก้าวเข้าไป จึงแลเห็นผู้ใหญ่คนหนึ่งเด็กกว่าอีกคน ถูกมัดมือมัดเท้าอยู่ในครัวทั้งสองคน

เมื่อแก้มัดให้นั้น พลันทั้งคู่ก็เอนตัวลงนอนหมดแรง เพราะไม่ได้กินทั้งข้าวและน้ำตลอดครึ่งวัน



Don`t copy text!