รสอมฤต บทที่ 35 : ค้นหา…รวบรวมวัตถุพยาน

รสอมฤต บทที่ 35 : ค้นหา…รวบรวมวัตถุพยาน

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

พันตำรวจตรีพลมาถึงบ้านโจมเกือบพร้อมกับพลตำรวจตรีธนูอย่างที่เรียกว่าด่วน ด้วยว่าทั้งสองฝ่ายเคยเป็นนายและลูกน้องผู้ร่วมงานกันมา จึงมักจะสะดวกต่อการขอข้อมูล หรือมิฉะนั้นก็ความช่วยเหลือทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนซึ่งยังเปิดเผยมิได้

ส่วนใหญ่ วัตถุโบราณชิ้นสำคัญที่หายไป ผู้เป็นเจ้าของมิว่าราชการหรือเอกชน มักจะไม่ได้คืน เนื่องด้วยของที่หายมักจะถูก ‘ตลาดมืด’ กลืนเข้าไปอย่างเร็วอย่างด่วนเกือบทุกชิ้น

แม้ว่าคดีเหล่านี้คือคดีอาญา

แต่แก็งลักลอบซื้อขายสมบัติต้องห้าม ก็หาได้ยี่หระแต่อย่างใด ยังคงสืบทอดกิจกรรมอำพรางทันสมัยตลอดมา

จากตลาดมืดในประเทศ ก็ส่งออกในใบแจ้งชนิดของสินค้าเป็นอีกอย่างที่ไกลจากความสงสัย เพียงเพื่อให้รอดฉลุยไปถึงต่างประเทศ โดยผ่านเขตแดน ‘ใต้โต๊ะ’ ซึ่งต้องประสานกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพื่อสอบถามเอาความเป็นไปต่างๆ หากก็ไม่สามารถตอบได้เต็มปากว่าจะได้ข้อมูลที่แท้จริงหรือไม่ เพราะแม้บางโอกาสอาจจะถามเพื่อเป็นความรู้ แต่ผู้ทำหน้าที่นี้ก็อาจเข้าใจว่ากำลังจ้องจับผิดเขาก็เป็นได้

“อื้อฮือ…” หัวหน้าทั้งคู่แลเห็นสภาพของห้องชั้นบนแล้วต่างก็อุทานออกมาเกือบพร้อมกัน

“นี่แสดงว่าพวกมันเชื่อเอามากๆเลยนะว่าของจะต้องอยู่ในบ้านนี้” พันตำรวจตรีพลเอ่ยกับพลตำรวจตรีธนู “แล้วพี่ล่ะ…เห็นแบบนี้แล้วคิดยังไง”

“ก็คิดเหมือนกัน” อีกฝ่ายเอ่ยอย่างไตร่ตรอง “แล้วก็ต้องตั้งคำถามต่อไปว่า เพราะอะไรมันถึงเชื่อแบบนี้”

“มันต้องรู้อะไรดีๆบางอย่างละมังฮะ” ปูนปั้นก็เลยนำเสนอความเห็นของเขา ในฐานะได้รับมอบหมายให้ทำคดี

“ก็ต้องใช่อยู่แล้ว” ผู้การธนูพยักหน้า “แต่ก็ต้องถามต่ออีกนั่นแหละว่า…รู้อะไร…ที่ว่า ดี…เช่น…รู้ตัวคนที่รับของมา…”

“ถูกเผ็งเลยพี่” พลลงเสียงแจ่มใส

ณ บัดนี้ ทุกคนมารวมหมู่กันอยู่ท่ามกลางสถานที่เกิดเหตุแล้ว

ดังนั้น ต่างก็เดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนการสืบสวนอย่างเป็นระบบ

ที่ผ่านไปแล้วสองขั้นตอนคือ วางแผนปฏิบัติงานในสถานที่เกิดเหตุ กับบันทึกสภาพสถานที่ทั้งหมดไว้

ขณะนี้ กำลังเดินหน้าไปสู่การ ‘ค้นหาวัตถุพยาน’ กับ ‘การเก็บรวบรวมวัตถุพยาน’

นับว่าเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างยาก นั่นก็เนื่องด้วยหมดโอกาสเค้นเอาความจริงจากคนสองคน

“มือถือคุณโจมปิดไปแล้วนะคะ” ร้อยรัดบอกกล่าวหลังจากเรียกไปหาเขาไม่สำเร็จ จึงถามยิ้มถึงเบอร์ร้านเจนไน

เมื่อได้พูดกับป้าของเขา อีกฝ่ายก็เลยบอกเรื่องที่เขากลับบ้านมาเอาเสื้อผ้า

“ฉันก็กำลังรอเขาอยู่นี่แหละค่ะ มีอะไรหรือคะ”

ร้อยรัดไม่อยากให้ผู้สูงอายุตกใจจนเกินไป จึงได้แต่บอกเรียบๆ

“แล้วค่อยคุยกันนะคะคุณป้า อาจจะภายในค่ำนี้ก็ได้ค่ะ คุณป้าจะปิดร้านกี่ทุ่มคะ ถ้าไม่ทัน พรุ่งนี้ก็ได้ ดีไหมคะ”

“เดี๋ยวฉันก็จะปิดแล้วค่ะ…ไม่มีแรงพูดจากับใครแล้ว”

ปูนปั้นกำลังช่วยสิบตำรวจตรีแสนสุขจดรายการเครื่องประดับภายในกล่องที่ต้องลำเลียงออกมาทั้งหมดแล้วจดทีละชิ้นเพื่อให้ตรงกับภาพที่ถ่ายไว้

แม้จะไม่สำคัญเท่าของที่หายไป…แต่ก็สำคัญสำหรับขั้นตอนที่ต้องมีชื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดีและผู้ชำนาญการที่ร่วมในการตรวจ

รวมทั้งผู้ถ่ายภาพ ผู้ทำแผนที่ ผู้เก็บวัตถุพยาน

แม่บ้านรู้หน้าที่จึงหาอาหารเย็นง่ายๆ ได้แก่ข้าวโปะหน้าไข่เจียวหมูสับคนละจาน พร้อมไอศกรีมในถ้วยกระดาษจากช่องแข็งมาบริการคนละถ้วย น้ำขวดเล็กอีกคนละขวด

กินเสร็จแล้ว ร้อยรัดจึงเลี่ยงออกไปนอกห้อง กดมือถือรายงานบิดา

“พ่อแม่ไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ หนูอยู่กับผู้การผู้กองกับ…เอ้อ…ผู้เกี่ยวข้องบางคน…เต็มห้องเลยค่ะ” พลางก็ส่งเสียงถอนใจไปถึง “แต่เรื่องมันดูยากกว่าที่คิดมากเหมือนกัน พ่อคะ…”

ครั้นระวีรู้ว่าโจมถูกอุ้มหายไป…ก็ตกใจอย่างยิ่ง

แม้จะเคยนึกกริ่งเกรงชายผู้นี้ว่าเขาคือผู้หนึ่งในมือดีที่เชี่ยวชาญการค้าวัตถุโบราณผิดกฎหมาย หากเมื่อถึงวันคืนอันร้ายกาจของเขาเข้าจริงๆ ก็ถึงแก่นิ่งงันไปพร้อมใจหาย

คงเพราะได้คุยกับเขาเมื่อคืนนั่นเองที่ช่วยลดทอนความเชื่อที่ว่า เขาคือชายใจบาป

“หวังว่า…” เสียงพ่อขาดเป็นห้วง “หวังนะ…หวังว่า…โจมคงไม่ลงเอยเหมือนนายไร่งาม…”

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ…นอกจาก…”

“อะไรหรือลูก”

“นอกจาก…พรุ่งนี้เราจะเจอหน้าเขา”

 

ยิ้มกับผงช่วยกันดึงโซฟาเบดที่ห้องรับแขกออกจากกัน แล้วขึงด้วยผ้าสะอาดสะอ้านใหม่เอี่ยมสีเทาเงิน วางหมอนสองใบลงบนนั้น ส่วนบนพื้นถัดออกไปปูฟูกนอนคนเดียวสำหรับสิบตำรวจตรีแสนสุข ด้วยว่าทั้งสามยังไม่เสร็จงานสำคัญ นั่นก็คือต้องอยู่เฝ้าทรัพย์สินของผู้ต้องสงสัยว่าคือใครกันแน่

ปูนปั้นผู้เป็นเจ้าของคดี มีหน้าที่ตามที่ลูกค้ามอบหมายมาแต่แรก จึงมิอาจทิ้งไปได้

เมื่อกี้เขาแค่ออกไปส่งร้อยรัดที่บ้าน แวะเอาเสื้อผ้า แล้วรีบบึ่งกลับมา

เพียงแต่ทรัพย์สินในบ้านนี้หายไปอีก ก็จะพลอย ‘เข้าปิ้ง’ ไปด้วยกัน

ดังนั้น คืนนี้ หลังจากกินข้าว อาบน้ำที่ห้องน้ำข้างล่างจนสบายเนื้อตัวไปตามกัน ก็ออกมานั่งรวมกันที่โต๊ะกินข้าว จดรายการทรัพย์สินยาวเหยียดต่อไป

แม้ในสมองของชายหนุ่มจะยังคงระงมไปด้วย ‘คชสีห์ วิเชียรจินดา รัตนวราวุธ’ ก็ตาม

“สองแม่ลูกนี่เอาเข้าจริงก็ยิ่งกว่าเจ้าสัวพลังอีกนะ พี่ว่าไหม” ร้อยตำรวจเอกอนุรัตน์เอ่ย หลังจากนั่งหลังขดหลังแข็งลงรายการทรัพย์สินที่อัดแน่นในตู้เซฟทั้งชิ้นใหญ่ชิ้นเล็กยาวนานนับชั่วโมงภายหลังถ่ายรูปไว้ครบครัน

กว่าจะจบทุกรายการก็ถึงสองทุ่มที่ยิ้มเข้ามาเปิดโทรทัศน์ไว้ให้ พลางบอก

“เดี๋ยวฉันก็จะนอนละนะคะ เหนื่อยใจเต็มทน…ว่าแต่ว่า เรื่องคุณผู้หญิงกับคุณโจมนี่จะเป็นยังไงต่อไปอีกคะ”

“ไม่มีใครตอบได้เลยยิ้ม…ก็คิดดู” ปูนปั้นชี้แจง “แม้แต่ตำรวจเองก็ยังมืดแปดด้าน เห็นไหม ทำได้อย่างเดียวก็คือมาทำแผนที่เกิดเหตุ แล้วก็นอนเฝ้าของ…แต่พรุ่งนี้ก็ได้เวลาเก็บเข้าที่แล้วจ้ะ…แต่เราจะปิดประตูทั้งสองห้องไว้ก่อนแล้วให้ตำรวจมาเฝ้า”

“ดีจังเลยค่ะ” แม่บ้านผู้อยู่มายาวนานพร้อมคล่องแคล่วงานบริการของครอบครัวทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยถัดออกไปตรงปากประตู มีผงตามมานั่งลง ด้วยอยากรู้ เพราะตั้งแต่มาอยู่บ้านนี้ก็ไม่เคยมีตำรวจนายใดมาปรากฏกายค้างแรม แถมยังมีกระดาษเป็นปึกมานั่งจดบันทึกยามค่ำ เป็นอันว่าคืนนี้ทั้งคืน คณะนี้คงมายึดที่มั่นทั้งกิน นอน ทำงาน

แม้กระนั้น แม่บ้านก็ยังไม่มั่นใจว่า ตนเองจะหลับสนิทหรือไม่ แม้จะแน่ใจจากหมายราชการขอค้นบ้าน อีกทั้งเมื่อเย็นใกล้ค่ำ จ่าที่โรงพักใกล้ๆนี่ รู้จักยิ้มเป็นอย่างดีก็แวะมา บอกกล่าวว่าวันนี้ทั้งผู้การและผู้กองมาทำคดีที่บ้านนี้ ยังถามยิ้มเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณสองคน

ยิ้มก็ยังตอบไม่ได้จนเดี๋ยวนี้

“แล้วนี่คุณโจมจะเป็นยังไงมั่งคะคุณ คุณผู้หญิงอยู่โรงบาลก็ยังพอจะโล่งอกว่าอยู่นั่น แต่คุณโจมยังไม่ได้ข่าวเลยหรือคะ ยิ้มก็รอโทรศัพท์อยู่นี่แหละ” แม่บ้านดูทุกข์ร้อนจริงใจ

ปูนปั้นก็เลยไต่ถาม

“เออ…ยิ้ม…ในบ้านนี้ไม่มีห้องเก็บของเลยหรือ”

อีกฝ่ายฟังแล้วนิ่งคิด พร้อมทวนคำ

“ห้องเก็บของ…มีซีคะ…มี…อยู่หลังบ้าน ติดครัวไงคะ…ที่คุณๆก็เข้าไปดูแล้วเมื่อเย็น”

“มีห้องเดียวเอง”ชายหนุ่มพึมพำ “น่าจะมีอีกนะ…บางบ้านมีห้องเก็บของตั้งสองสามห้อง”

“ห้องเดียวก็กว้างนี่คะ คุณจะหาของอะไรล่ะบอกยิ้ม เดี๋ยวหาให้ค่ะ”

“ที่ห้องนั่นก็มีทั้งโต๊ะเก้าชี้ชุดมุก ภาพเขียน ขันเงิน ขันทองแดง ก็แค่นั้นเองยิ้ม” ชายหนุ่มสอบถามสืบค้นเผื่อจะพบหนทางที่พาไปสู่สิ่งที่แม่และลูกซ่อนไว้ “เออ…เพิ่งนึกออกอีกอย่าง บ้านนี้ไม่ยักมีห้องพระนะ มิเสียแรงขายวัตถุโบราณ น่าจะมีพระพุทธรูปเยี่ยมๆไว้บูชา”

แม่บ้านได้แต่นิ่งคิดเพราะคิดไม่ออกรวมทั้งคิดไม่ถึง

“ยิ้มก็มีแค่พระห้อยคอองค์เดียวเอง” อีกฝ่ายพึมพำพลางลูบคลำแผ่นอก

“ฉันหมายถึงห้องพระที่น่าจะมีที่นี่น่ะจ้ะ” ปูนปั้นบอกกล่าว พลางหันไปทางผู้กองอนุรัตน์

“บ้านผู้กองมีห้องพระไหมครับ”

“ไม่มีได้ไง…ผมต้องบูชาพระทุกคืน แม่บ้านผมก็เหมือนกัน เขาน่ะท่องคาถาได้ไม่รู้กี่บท” ผู้กองยิ้มๆ พลางมองนาฬิกาข้อมือ ก็เห็นว่าสามทุ่มสี่สิบห้าแล้ว

แต่ทุกคนก็ยังไม่ง่วง

ห่วงแต่เจ้าของบ้านชายผู้หายไป

ตราบใดที่ยังตามไม่พบ เรื่องนี้ก็ยังจบไม่ได้

พอๆกับของมีค่าสามชิ้นที่อันตรธานไป

หรือมิฉะนั้นก็รอสอบปากคำแม่ของเขาหลังจากอาการดีขึ้น



Don`t copy text!