รสอมฤต บทที่ 40 : หลักฐานยังไม่เพียงพอ

รสอมฤต บทที่ 40 : หลักฐานยังไม่เพียงพอ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

แผนใหม่ของเขาก็คือ จะต้องเก็บเรื่องที่เพิ่งค้นพบห้องลับในบ้านเจียมจิตไว้ชั่วคราว แม้แต่พล ก็ยังไม่ควรจะล่วงรู้

นั่นก็เนื่องด้วย เขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ติดตามสามสมบัติของพลัง

นี่ก็ยังขาดหลักฐานสำคัญอีกสามเรื่อง

เรื่องแรกก็คือ ใครเป็นผู้หยิบของมีค่าจากห้องพระนำมาขาย

สอง ขายในราคาเท่าไร

สาม ขายให้ใครกันแน่ ให้เจียมจิตหรือให้มิสเตอร์พี

ถ้าให้เจียมจิต เหตุไฉนจึงมีคนของมิสเตอร์พีตามรังควาน

มันต้องมีสายสนกลในที่เขายังสืบไปไม่พบจนกว่าจะถึงวันที่เจียมจิตอาการดี พร้อมกันนั้น ก็ต้องมีลูกชายเธอมาเป็นพยานบุคคลร่วมด้วย เพื่อช่วยให้คำถามจากคำว่า ‘ใคร’ เป็นคนดำเนินการ ได้ฉายฉานเต็มที่

นั่นก็คือ แท้จริงแล้ว ใครคือผู้ต้องสงสัยคนแรก…คนที่โจรกรรมของมีค่าจากที่พระในวันใดวันหนึ่งหรือคืนใดคืนหนึ่ง จากห้องชั้นสามของคฤหาสน์

ต่อจากนั้น ยังมีตามมาอีกหลายคำถาม นั่นก็คือ

ใครเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด

ใครคือพยานรู้เห็น

นี่คือสิ่งที่ผู้รับผิดชอบคดี เลยไปถึงรับผิดชอบวัตถุพยาน จำเป็นต้องสืบหามาให้ได้

ในฐานะนักสืบผู้ได้รับมอบหมายทั้งจากเจ้าของทรัพย์และหัวหน้าโดยตรง ชายหนุ่มมีสิทธิ์เต็มเปี่ยมที่จะรั้งรอเพื่อรวบรวมทุกหลักฐานให้ครบถ้วน ไม่ทำให้มันกระจัดกระจายย้ายไปสู่ทิศทางอื่นใดที่อาจพาให้บิดเบี้ยวในภายหลัง

ดังนั้น เขาก็เลยแค่ส่งข่าวบอกพลว่า

“พี่ฮะ…ถึงยังไง ผมก็ต้องหาตัวคนฉกของให้ได้ก่อนดีกว่า พี่สงสัยดุรงค์ไหมครับ…ถึงคุณพลังไม่สงสัย แต่ผมสงสัยนะ”

“สงสัยหมดนั่นแหละวะ” พลตอบกลับมา “ว่าแต่ว่า ตอนนี้พระอิศวรกำลังเดินทางใกล้ชายแดนแล้วนะ…ผู้การบอกมาเมื่อกี้…เลยสั่งตรวจรถทุกคันที่จะข้ามชายแดน”

“กลัวมันจะไม่ข้ามน่ะซี” ปูนปั้นจึงขัดจังหวะ

ครั้นแล้ว เสียงพลก็ตอบกลับมา

“จริงของแก” แต่สักอึดใจ อีกฝ่ายก็ถาม “แล้วนี่แกอยู่ไหน”

“พี่ล่ะฮะ”

“อยู่สำนักงาน บ่ายนัดเจอกับพี่นู หารือกันเรื่องใหม่ๆ ก็แกไม่รู้สึกเลยหรือว่า เสียงด่าชักจะดังขึ้นตามโซเชียลถี่ๆโดยเฉพาะเรื่องคนใหญ่คนโตของเราถูกย้ายเงียบทั้งๆกำลังเป็นพลุอยู่ไง”

“ถ้างั้น ค่ำๆค่อยพบกันดีกว่านะฮะ” เขาก็เลยตัดบทไว้เพียงนั้น “เดี๋ยวผมไปแวะคุยกับคุณป้าที่ร้านเจนไนหน่อยนะพี่”

ด้วยว่าสมาธิขณะนี้กำลังจดจ่ออยู่กับของสูงสามชิ้นที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเชิ้ตสีดำที่เขากลัดกระดุมปิดคอไว้มิดชิดจนคนมองมาไม่สามารถจะแลเห็นแม้เพียงส่วนเสี้ยวของสร้อยทองคำ

เพียงแต่สิ้นเสียงพูดจากับพล ชายหนุ่มก็ถามไปยังหญิงสาวผู้ที่เขาจดจ่อรอพบหล่อนในวันนี้

“ไม่ทราบว่าคุณร้อยพอจะว่างไหมถ้าชวนไปหาคุณป้าที่ร้านเจนไนด้วยกัน”

“ฉันรออยู่แล้วไงคะ…มาได้ทันทีเลยแหละค่ะ เพราะก็อยากทราบเหมือนกันว่า เรื่องราวจะไปถึงไหน คุณพลังมีหวังได้ของคืนไหมเท่านั้นละค่ะ”

“ผมว่าคงได้นะ” ปูนปั้นแค่หยอดไว้นิดหนึ่ง

“ฟังเสียงคุณดู รู้สึกเหมือนมีอะไรดีๆ”

“ก็มีความหวังขึ้นมาทีละนิดทีละหน่อยจากการสืบไงครับ”

“ฝีมือใครเอ่ย” หญิงสาวลากเสียง

ครู่ต่อมา หล่อนกับเขาก็พบกันที่ร้านเจนไน

พิศวาทกับทนงนั่งอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ท่าทางมีแต่ความกังวลปนเกรงกลัว เพียงแต่พบหน้าปูนปั้นผู้มาถึงก่อนเพียงแต่หย่อนตัวลงบนเก้าอี้รับแขก ทนงก็เอ่ยขึ้น

“เมื่อคืน ไม่มีใครนอนหลับเลยละฮะ” ชายวัยหกสิบสองปี ทีท่าเรียบๆคล้ายคนอยุ่สบายมานานเริ่มอาการกระวนกระวาย “ก็คุณคิดดู…ทั้งคู่เลย…แม่กับลูกมีอันเป็นไปในพริบตา”

เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ ภรรยาเขาจึงหันมาทำตาเขม็งพร้อมต่อว่า

“แหม…พ่อก็…พูดออกมาได้…มีอันเป็น…”

แต่ชายหนุ่มเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอีกฝ่ายใช้คำถูกต้อง สอดคล้องกับความคิดของเขาก่อนหน้านี้

ไม่มีคำใดจะเหมาะเท่ากับคำว่า ‘มีอันเป็น’

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงแลเห็นพฤติกรรมของสองแม่ลูกมาช้านาน…ปูนปั้นคิดเลยไปถึงเช่นนั้น…ไดยไม่รู้สึกหวั่นไหวว่า ช่างเป็นความคิดงมงายล้าหลัง

ทั้งๆอยู่ในฐานะนักสืบซึ่งจะต้องทันสมัยใหม่เสมอทั้งไหวพริบปฏิภาณ รวมทั้งวิชาการอันครอบคลุมถึงข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์

แต่ก็เอาเถอะน่ะ

เขามั่นใจในตนเองว่าสามารถนำความเชื่อบางอย่างที่ต่างจากความเชื่ออีกอย่างมาผสมผสานกันเพื่อสืบค้นจนพบต้นตอการโจรกรรมทั้งใหญ่และย่อยจนได้คำตอบที่แน่นอนก็แล้วกัน

 

เมื่อพิศวาทยืนยันว่า เจียมจิตและโจมต่างก็ไม่เก็บของสำคัญไว้ในเซฟธนาคาร

เขาก็แทบจะดีดนิ้วเปาะเอาทีเดียว

“เขาว่ามันลำบากไงคุณ…จะใช้อะไรทีก็ต้องไปเบิกธนาคาร ถึงเบิกได้ไม่มีอะไรยุ่งยากก็ลำบากกะเขาค่ะ ก็เลย…อือ ก็น่าจะเก็บไว้ในเซฟที่บ้านนะคะ…อันนี้ก็ไม่เคยถาม แต่ก็รู้ๆกันอยู่ว่าเขามีเซฟที่บ้าน…ส่วนของเก่า…ก็เท่าที่คุณเห็นในร้านนี่แหละค่ะ ก็มีของเล็กๆสารพัด ของใหญ่ก็มีพวกโอ่งเขียวไข่กา โต๊ะเก้าอี้ของฝรั่ง ตู้ไม้รุ่นเก่า ก็ไม่ถึงกะนานมาก แค่รัชกาลที่หกที่เจ็ด ชุดรับแขกมุกก็มีทั้งของจีนของเวียดนาม ของพวกนี้ถ้าได้มา เขาก็เอาไว้นี่ค่ะ บอกบ้านไม่มีที่เก็บ”

“คุณป้าเคยไปบ้านคุณแม่คุณโจมไหมฮะ”

“เคยค่ะ…แต่นานๆที…เวลาฉันทะเลาะกับตานี่มีน้ำหูน้ำตา อารมณ์ไม่ดี เขาก็จะชวนไปซื้อของ ไปแวะบ้านเขา แล้วกลับมาส่ง”

‘ตานี่’ ของคุณป้าก็ได้แต่ยิ้มนิดๆ สองหนุ่มสาวก็เลยพลอยเอ็นดูผู้สูงวัยอย่างเอ็นดูลิ้นกับฟัน

“คุณป้ารู้จักคนชื่อคุณพีไหมครับ”

“รู้จักซีฮะ…ไม่รู้จักได้ไง…” คุณลุงแซงขึ้นมา

“เคยมาที่นี่หรือฮะ”

“เมื่อก่อนมาบ่อย แต่ตอนหลังไม่เห็น”

“เขาเป็นไงมั่งครับ…เป็นคนค้าวัตถุโบราณรายใหญ่…ร้านเขาอยู่ไหนหรือฮะ”

“เอ…ไม่เคยได้ยินเลยนะคะว่าคุณพีมีร้าน” พิศวาทตอบทันใด

“คุณพีกับคุณเจียมจิตนี่คบกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับคุณป้า” ปูนปั้นค่อยๆป้อนทีละประโยค “ครั้งแรกที่เขามานี่ นานหรือยัง”

“นานนะคะ” คุณป้าตอบได้ทันทีขณะนิ่งนึกถึงอดีตที่ผ่านเลยนิดหนึ่ง “นานสักยี่สิบสามสิบปีได้มั้ง ฉันเองก็ไม่ได้จำว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ว่านานมาก คือคุณนั่นเขาก็เคยหาของเก่ามาขายให้ในราคาถูกน่ะค่ะ”

“แล้วตอนหลังทำไมไม่มาครับ”

“เอ…” อีกฝ่ายลากเสียงเมื่อนึกขึ้นได้ “ก็…คง…ไม่มีของมาขายมั้งคะ เพราะของดีๆแปลกๆมันก็ค่อยๆหมดไปก่อนหน้านี้ ราวๆห้าปีสิบปียังพอมีนะคะ แต่หลังๆไม่ค่อยเห็น”

“อย่างเช่นอะไรบ้างครับ” ชายหนุ่มตั้งคำถามสืบไป “ที่ผมต้องมาอาศัยความรู้จากคุณป้าก็เพราะเวลานี้เราก็อยากช่วยตามหาคุณโจมไงฮะ ถึงผมจะเพิ่งรู้จักคุณโจมตอนเจอกันที่ฝรั่งเศสนี่เอง แต่กลับมาก็ยังชวนกันไปดูงานโรงหล่อพระที่บ้านผมอีก ค่ำนั้นก็ได้รู้จักคุณป้ากับคุณแม่คุณโจม…แล้วจู่ๆคุณน้าถูกทำร้าย คุณโจมถูกใครก็ไม่ทราบพาตัวไป ผมกับคุณร้อยจะนั่งอยู่เฉยๆไหวหรือฮะ”

“ขอบคุณคุณปั้นมากจริงๆค่ะ” พิศวาทเอ่ยคำด้วยสีหน้าจริงใจแกมเศร้าหมอง “นี่เราก็ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่กับความกลัวไปอีกกี่วัน…ว่าแต่ว่า…คุณปั้นจะพาฉันกับคุณลุงเขาไปเยี่ยมแม่เจียมที่โรงบาลได้ไหมคะ”

“ได้ซีฮะ…” ชายหนุ่มรับคำทันที “ก็ดีเหมือนกันครับ…เพราะคุณป้าจะได้เป็นเจ้าของไข้แทนคุณโจมไปพลางๆ”

“ไปวันนี้หรือพรุ่งนี้คะ”

“พรุ่งนี้ก็ดีครับ”

“ถ้างั้นพรุ่งนี้ คุณมาถึงนี่กี่โมงคะ จะได้ให้คุณลุงขับรถพาไป…ที่จริงฉันเองก็ขับได้…แต่ตอนนี้มันหมดแรงเอาดื้อๆเลยค่ะ”

จึงเป็นอันว่า เขาหาเจ้าของไข้คนใหม่ให้เจียมจิตได้ทันทีที่ต้องการ

“ขอถามคุณป้าอีกสักนิดนะฮะว่า มิสเตอร์พีเคยไปหาคุณแม่คุณโจมที่บ้านไหมครับ…ถ้าไป…บ่อยหรือนานๆไปที”

คราวนี้ พิศวาทนิ่งนึก หากก็ส่ายหน้า

“ไม่ทราบจริงๆค่ะเรื่องนี้ เขาไม่เคยพูดถึง”



Don`t copy text!