รสอมฤต บทที่ 14 : ทนสิทธิ์?

รสอมฤต บทที่ 14 : ทนสิทธิ์?

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“ไม่นึกเลยว่าตะวันตกดินที่อุทยานประวัติศาสตร์จะสวยขนาดนี้” ร้อยรัดเอ่ยดังๆขณะนั่งไปในรถกอล์ฟไฟฟ้ารับจ้างที่มีสำนักงานอยู่ถัดเข้าไป ดังนั้น ปูนปั้นจึงจอดรถภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ชวนอีกสามคนไปขึ้นรถคันเล็กโดยเขานั่งคู่คนขับ ส่วนโจมนั่งบนเบาะเดี่ยวด้านหลัง หันหน้าออก ให้หญิงสาวอีกสองนั่งคู่กันสบายๆบนที่นั่งตรงกลาง ปล่อยให้รถพาไปตามเส้นทางอันเรียบรื่นท่ามกลางสนธยาที่พระอาทิตย์เริ่มเย็นขณะเร้นดวงลงสู่ขอบฟ้า “สวยแล้วก็สบายมากจนไม่อยากให้ถึงค่ำเลยละค่ะ”

“เดี๋ยวให้พี่คนนี้แกพาไป…ช่วยพาไปหน่อยนะพี่นะ ยังเพิ่งเดินได้นิดเดียวเอง” ปูนปั้นบอกกล่าวคนขับหญิงวัยสาวใหญ่

“มันกว้างไงคะ…ลำพังในอุทยานก็เดินกันขาลากแล้วคุณ ยิ่งมาตอนบ่ายยิ่งต้องรีบ…แต่ถึงรีบยังไงก็เดินไม่ทั่ว”

ภายในบริเวณอุทยานที่รถพาเลียบเข้าไปแวะนี้…มีทั้งวัดศรีสวาย วัดตระพังเงิน วัดสระศรี วัดมหาธาตุ แลเห็นวัดตระพังทองกับพิพิธภัณฑ์รามคำแหงอยู่ไม่ไกล

“วันนี้ เราคงไม่ทันเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ซะแล้วมังนะฮะ” ปูนปั้นเป็นผู้เอี้ยวตัวมาเอ่ยกับสองสาวซึ่งขณะนี้แค่ที่เพ่งพินิจไปตามสถานที่สำคัญก็แทบจะมองไม่ทัน

“โชคดีที่เราเข้าไปไหว้พระอจนะกันก่อน” ร้อยรัดพึมพำ ขณะที่โจมยังคงนั่งเงียบ

ก็ต้องเงียบน่ะสิเล่า…ในเมื่อเขากำลังคิดถึงคำว่า ‘อุโมงค์’ ที่เมื่อครู่คนทั้งสองโต้ตอบกัน

ชวนให้สยิวสยองขึ้นมากะทันหันโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวอย่างไรเล่า

ครั้นแล้ว ความรู้สึกแรกยังไม่ทันจาง อีกฝ่ายก็อุตริเท้าความไปถึงเรื่องดึกดำบรรพ์เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วโน่นเข้าให้ โดยเอ่ยขึ้นดังๆขณะหันมาทางคนนั่งกลาง ถามข้ามมาที่เขา

“แล้วคุณโจมพอจะจำได้ถึงทับหลัง 2 ชิ้นของไทยที่ถูกขโมยไปจากไทยเมื่อราวๆเกือบห้าสิบปีที่แล้วได้ไหมครับ…ผมเองก็ยังไม่เกิด คุณก็ยังไม่เกิด แต่เราก็สามารถรู้ได้จากบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้…”

โจมก็เลยแกล้งทำไม่ได้ยิน

แต่ร้อยรัดกลับตอบแทนเขา

“จำได้ค่ะ…ฉันเคยอ่านจากเอกสารหรือไม่ก็วารสารอะไรสักอย่าง ไม่ทราบว่า ’เมืองโบราณ’ หรือเปล่า” หญิงสาวขยายความ “หรืออาจจะ ‘ศิลปวัฒนธรรม’ ก็ได้ เพราะอ่านหลายเล่ม”

“ท่าทางคุณร้อยชอบโบราณคดี แต่ทำไมไม่เรียนวิชาโบราณฯไปเสียเลยล่ะฮะ” ชายหนุ่มผู้นำทางก็เลยถามแกมยิ้ม “ทำไมถึงเรียนมัณฑนศิลป์”

“ฉันชอบงานออกแบบเหมือนกันไงคะ ก็เลยเรียนอย่างที่ชอบ…แต่ก็ไม่ทิ้งโบราณคดี…เพราะเห็นว่าของโบราณนี่…ถ้าใจรัก…ใจเราจะคลานไปเอง…ไปหาความรู้เอาเอง”

“คลานไป” ปูนปั้นก็เลยหัวเราะเต็มที่ ช่วยให้ดวงหน้าเมื่อครู่ที่ดูจริงจังคลี่คลาย “อือ…เห็นภาพเลยละนะครับ”

วันทาก็ได้แต่ใช้มุมไหล่เอียงเข้าไปชนไหล่เพื่อนเบาๆเนื่องด้วยเข้าใจอาการนั้น

พร้อมกับคันปากอยากบอกสองหนุ่มให้รู้แล้วรู้รอดว่า เพื่อนผู้นี้ก็มีร้านขายวัตถุโบราณ

“แล้วคุณรับออกแบบอะไรมั่งไหมฮะ” อีกฝ่ายถามเรื่อยไป

“เอาไว้ค่อยคุยกันอีกทีดีกว่าค่ะ” หญิงสาวตัดบทเพราะยังนึกขำแกมแปลกใจตนเองมิวายว่าจับพลัดจับผลูอย่างไร จึงมานอนค้างอ้างแรมกับหนุ่มแปลกหน้าซึ่งบัดนี้คัดออกจากความสงสัยได้หนึ่งคน หากก็รายงานให้พ่อแม่รับรู้เรียบร้อยแล้วว่า ชายผู้นี้มิใช่พวกโจรกรรมวัตถุโบราณส่งต่างประเทศ

ยังเหลืออีกหนึ่งซึ่งกำลังจับสังเกตอย่างถี่ถ้วน แม้ว่าเขาจะเอ่ยถึงร้านค้าของเก่าของเขาที่ล้วนแล้วเปิดเผย

“ทับหลังนี่ขโมยมาจากไหนล่ะคะ” หญิงสาวสนใจจึงถามต่อ

หากก็พอดีรถแล่นมาถึงวัดมหาธาตุซึ่งหญิงคนขับถามไถ่

“คุณจะลงดูที่วัดนี้กันไหมคะ เพราะก็เป็นวัดสำคัญ” ผู้นำทางรู้ดี

ปูนปั้นเห็นด้วย คนขับจึงจอดให้ทุกคนลงเดิน

“สักราว 20 ปีมาแล้วเหมือนกัน จักรพรรดิอากิฮิโตะกับจักรพรรดินีมิชิโกะเคยเสด็จมาวัดนี้ ผมยังเดินตามดูท่านเลยฮะ” เจ้าของสถานที่ย้อนอดีตให้ฟังอย่างอิ่มใจ “ก็คุณดูซิครับ…คุณโจมด้วย…คุณเป็นเจ้าของร้านวัตถุโบราณ…เห็นภาพวัดที่เคยยิ่งใหญ่วัดนี้…ถึงตอนนี้จะปรักพังไปแล้ว เหลือแต่โครงสร้างกับเสาเป็นแท่งๆ…แต่ครั้งหนึ่งคงเคยงดงามมากเลยนะครับ…เพราะตรงนี้คือกึ่งกลางเมืองสุโขทัย…เปรียบประดุจเขาพระสุเมรุ…ศูนย์กลางจักรวาล”

ชายหนุ่มพูดพลางกดปลายนิ้วชี้ลงล่าง

แต่สีหน้าโจมก็ดูไม่ซาบซึ้งสักเท่าไร…

ท่าทางประหนึ่งกำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง เพราะบางวินาทีนัยน์ตายังลอยคว้างนิดๆ

หากก็ต้องพยักหน้า แต่ก็เดินตามกันเข้าไปชมเจดีย์ประธานทรงดอกบัวตูมที่เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ กับเจดีย์ทรงปราสาท 5 ยอดที่เชื่อกันอีกว่าคือที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระมหาธรรมราชาลิไท แลเห็น ‘พระอัฏฐารศ’ 2 องค์ สูง 18 ศอก ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัยภายในกรอบผนังที่หลังคาหลุดหาย ยืนขนาบสองข้างองค์เจดีย์เช่นเดียวกับองค์ที่วัดสะพานหิน

ขณะที่ตะวันเริ่มรอนแสงอ่อนสี

ทันใดนั้น ผู้เป็นตัวแทนมัคคุเทศก์ก็ยกมือถือขึ้นแนบหู แล้วขอตัวเดินห่างออกไป

 

“มีอะไรหรือฮะพี่” เขาจึงถามเมื่อปลายสายฮัลโหล

“มีนิดหน่อย…คือ…” เสียงพันตำรวจตรีพลผ่านมา “เราก็ไปหาความรู้เกี่ยวกับ ‘คชสีห์’ มาเติมไง…คืองี้…พอแกมาแล้ว…เราก็เลยตั้งใจจะทำเรื่องให้มันเร็วขึ้นเพราะพอดีมีคนมาจ้างให้สืบเรื่องใหม่…อือ…ดูจะยากกว่าเรื่องเก่าอีกแล้ว แถมยังมาพร้อมกันสองเรื่อง”

“ทำไมของเราได้แต่เรื่องยาก”

“คนจ้างบอกว่า…เพื่อนแนะนำมา…เพราะเพื่อนเคยจ้างแล้วได้ผล…ก็เรื่องอุบะเพชรเก่าหาย แล้วเราตามจนเอากลับมาได้ไง…ว่าแต่ว่า…พรุ่งนี้แกจะถึงกรุงเทพฯตอนไหน เราจะได้รอ…”

“ถ้าพี่อยากด่วน ผมก็จะรีบฮะ”

“ถ้างั้น…แค่นั้นก่อนละกัน…อ้อ…ถ้าไง แกก็ช่วยถามพ่อเกี่ยวกับความหมายของคำว่า ‘ทนสิทธิ์’ ให้พี่ด้วย…พ่อน่าจะรู้นะ…ว่า…จริงๆแล้วคืออะไร เพราะก็ได้ยินจากคนที่เขาคร่ำหวอดอยู่ในวงการพระเครื่องซึ่งเขาก็อธิบายให้ฟังแล้ว…แต่เราเอง…ไม่พยายามเข้าใจ…ไปเปิดพจนานุกรมก็ไม่เจอคำนี้…ทนสิทธิ์…อะไรกัน…”

“ได้ฮะ…เดี๋ยวคืนนี้ ผมโทร.ถามพ่อ”

ขณะนั้นโจมก็กำลังงึมงำกับคนปลายสายเช่นกัน เหมือนรอปูนปั้นเสร็จธุระ

แต่ร้อยรัดและวันทาไม่สนใจ ยังคงเดินเลาะดูหมู่แท่งอิฐเปลือยที่ครั้งหนึ่งเคยค้ำยันสถาปัตยกรรมอันล้ำเลิศโอฬารของสุโขทัยอย่างประทับใจในพระพุทธรูปตรงหน้า สระน้ำใหญ่ตรงข้ามกับทางเดินภายในอุทยาน…ช่วยให้สบอารมณ์ชมเพลินเมื่อสิ่งที่ผสมกันในสมองยามนี้ มิพ้นวัตถุโบราณของเศรษฐีพลัง

“เออ…วัน…” ท้ายที่สุด หล่อนก็เลยตัดสินใจหารือเบาๆกับเพื่อน ขณะเดินกลับลงจากบันไดอิฐไปขึ้นรถ ปล่อยให้ทั้งคู่เดินตามมา หลังจากหล่อนแลเห็นเขาต่างก็หย่อนมือถือลงกระเป๋า “มีอะไรอยากจะถามอย่าง…เธอเคยได้ยินคำว่า ‘ทนสิทธิ์’ ไหม”

“ทนสิทธิ์…คืออะไรเหรอ…ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ยินคำนี้เลย”

“ไม่มีในพจนานุกรม”

“อ้าว…จริงง่ะ”

“จริง…พ่อไปเปิดดูแล้ว” บอกเพียงเท่านั้นก็ต้องก้าวขึ้นนั่งเรียงกันบนพาหนะ มีสองหนุ่มก้าวยาวๆตามมาขึ้นนั่งยังที่ของเขา โดยปูนปั้นขอโทษ

“พอดีมีงานทางกรุงเทพฯให้รีบกลับน่ะฮะ” เขาก็เลยบอกกล่าวให้รู้ทั่วกัน

“งานอะไรน้อ-อ-อ” โจมแกล้งลากเสียง หลังจากขึ้นนั่งด้านหลัง หากคราวนี้ หันมาสมทบคุย

อาจเป็นเพราะเมื่อครู่ แม่ของเขาส่งข่าวมาว่า กำไลทองรัดต้นแขนฝังพลอยนพรัตน์อายุยืนนานที่แม่ได้มาจากพ่อค้าผู้คุ้นเคยกันในราคาย่อมเยาว์ บัดนี้ขายได้แล้วในราคาที่น่าดีใจคือล้านกว่าบาท ลดจากที่ตั้งไว้ล้านสองแสน แม้จะยอมลดให้ เหลือแค่ล้านหนึ่งแสนสองหมื่นบาท ก็ยังได้กำไรครึ่งต่อครึ่ง

ช่วยให้ดวงหน้าของเขาซึ่งเมื่อสักครู่ประหนึ่งกำลังคิดหนัก…ค่อยๆแช่มชื่นขึ้นจนมีแก่ใจหันมาพูดจากับทั้งสามเหมือนวิญญาณถูกถอดไปแล้วนำกลับมาใส่ที่เดิมอีกครั้ง

“ก็งานในบริษัทที่ผมเป็นลูกน้องเขานั่นแหละครับ”

“ส่งออกของคุณพอจะมีพวกเพชรพลอยนาคเงินอัญมณีอะไรที่เก่าๆแปลกๆมั่งไหมล่ะฮะ…ถ้ามี…เอามาให้ผมชมมั่งละกัน เผื่อถูกตา จะได้ขอแบ่ง” อีกฝ่ายก็ไต่ถามไปอย่างนั้น เพราะประโยคท้ายที่แม่ทิ้งไว้ ไกลจากเรื่องกำไลที่ได้กำไรออกไปมาก

‘คุณพลังโทร.มาเมื่อกี้…ไงๆลูกรีบกลับหน่อยละกัน…” น้ำเสียงประโยคนี้ของแม่กลับพลิกจากสดใสกลายเป็นมีกังวล ‘แต่อย่าลืมสังเกตหมอนั่นด้วยล่ะ’

Don`t copy text!