รสอมฤต บทที่ 21 : ของจริงปลอมได้

รสอมฤต บทที่ 21 : ของจริงปลอมได้

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

แต่ขณะขับรถอยู่นั้น เสียงพันตำรวจตรีพลก็ดังขึ้น

“นั่นแกอยู่ไหน ถ้ายังไม่มีอะไรสำคัญก็กลับมาก่อน มีเรื่องด่วนแทรกเข้ามาอีกตามเคย ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องทำหรอก เพียงแต่ ‘ผู้ใหญ่’ ขอแรงนิดหน่อย”

“ให้ผมกลับไปเดี๋ยวนี้เลยหรือพี่”

“ใช่…ด่วนเลย…ว่าแต่ว่า แกทำท่าเหมือนมีนัด” พลค่อนข้างดักคอ “สาวสวยเจ้าของร้านวัตถุโบราณละมัง”

“อ้าว…พี่ลืมไปหรือไงว่าเรากำลังตามนายโจม…พูดกันแล้วเมื่อคืน ตื่นขึ้นมาลืมแหล็ว”

“ไอ้บ้า…เออน่ะ…ไงๆมาช่วยกันหาทางไปให้เรื่องใหม่สักหน่อยก่อน”

ดังนั้น ปูนปั้นจึงจำเป็นจำใจบอกเลิกตามหล่อนไปพบปะมารดาและน้องชายที่ร้านบนศูนย์การค้าอย่างแสนเสียดาย

“ขอโทษคุณร้อยสักพันครั้งเลยนะฮะทั้งๆกำลังจะได้งานอยู่แล้วเชียว…แต่พอดีนายจ้างเรียกตัวเดี๋ยวนี้เลยน่ะครับ…คิดว่าคงเกี่ยวกับ…เอ้อ…คุณก็คงพอจะทราบแล้วละมังว่า มักจะเกี่ยวกับอะไร”

เขาทิ้งท้ายไว้เพียงนั้น

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เสียงของหล่อนดูเหมือนจะสลดความระรื่นลงนิดหนึ่ง…นิดเดียว…เช่นกันกับเขา

“แล้วผมจะเล่าทีหลังว่ามันเรื่องอะไร”

“รอฟังเลยนะคะ…” คราวนี้ เสียงใสๆของหล่อนกลับคืนมาอีกครั้ง

ชายหนุ่มมาถึงสำนักงานที่พลกำลังคอยพร้อมอรัญ ผู้เคยรับราชการตำรวจเป็นสิบตำรวจตรี แล้วลาออกตามนายเก่ามาเข้าค่ายนักสืบเอกชนนานพอๆกับปูนปั้น มารับหน้าที่ทำเอกสารต่างๆที่รวบรวมเหตุการณ์ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ เก็บข้อมูลรายละเอียดที่จำเป็นต้องมีในการสืบสวนสอบสวน

นั่นก็คือ ลักษณะภูมิประเทศ สถานที่ ประวัติบุคคล ที่พักแรม หมายจับ ร้านค้า และอื่นๆที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันปราบปราม

แม้แต่สถิติอาชญากรรม

รวมทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต แต่สามารถนำมาเป็นต้นแบบการทำคดีในปัจจุบันได้

“เพิ่งฟังข่าวเมื่อกี้ว่านายไร่งามเซียนพระคนดังถูกฆ่าตาย…มีคนพบศพเมื่อเช้าที่คูข้างทางแถวถนนไปดอนเมือง”

“หรือฮะ” ปูนปั้นพึมพำ “แล้วมาเกี่ยวอะไรกับเรา”

“ผู้ใหญ่ให้ช่วยสืบเพราะมีเรื่องลึกลับกว่าแอบอยู่ข้างหลัง”

“อือ…ตกลง…โลกนี้มีแต่เรื่องต้องสืบ”

อรัญผู้นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนก็เลยหัวเราะ

“มันอาจจะเกี่ยวกับแหวนวิเชียรจินดากับรัตนวราวุธก็ได้ เพราะของที่นัยว่าคนฆ่าชิงเอาไปคือ เทวรูปขอมเก่าแก่กว่าพันปี”

เมื่อถึงตรงนี้ อีกฝ่ายจึงแลเห็นชายหนุ่มแย้มริมฝีปากออกยิ้ม

“กว่าพันปีอีกแล้วจนได้”

พลเองก็ขำ

“นั่นน่ะซี…ทำมั้ย มันถึงได้พิสวาทเทวรูปพันปี แหวนพันปีกันจั๊ง…นี่เราก็เลยจะต้องลำบากช่วยเขาสืบหาต้นตอคนฆ่าอีกมั้งว่า มันใครกันที่มาบ้าคลั่งของพวกนี้” หัวหน้านักสืบบ่นพึมอย่างกลุ้มใจ “โอ๊ย…อย่าว่าแต่จะให้มีไว้โชว์เลย เอาแค่มีไว้ขายก็ยังไม่อยากเข้าใกล้ให้เดือดร้อน”

“มันคิดอย่าง เราคิดอีกอย่างไงพี่” ชายหนุ่มตอบอย่างเข้าใจกลุ่มคนที่เสพติดของโบราณเป็นอย่างดี “เราเองก็ประทับใจของพวกนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ เพียงแต่เราแยกได้…ระหว่างความประทับใจกับผิดกฏหมาย แต่พวกมันถึงแยกได้ก็ไม่สมัครใจจะแยก”

“ใคร้จะปีนข้ามกำแพงผลประโยชน์ไปได้” พลส่ายหน้าอย่างรู้แจ้งเห็นจริง พลางยื่นมือถือมาตรงหน้ารุ่นน้อง

ปูนปั้นก็เลยต้องตื่นเต้นกับภาพประติมากรรมศิลปะไทยที่เลียนแบบศิลปะขอม

“อะไรกันเนี่ย” ชายหนุ่มได้แต่อุทานขณะพิจารณาลวดลายอันวิจิตรประดิษฐ์เด่นที่ปรากฏรอบฐานด้านบน เป็นอักษรจารึกภาษาไทยที่ชวนให้กำซาบอาบอิ่ม ปริ่มเปรมในคุณค่าแสนวิเศษของเนื้อศิลา “ทำไมถึงคล้ายพระอิศวรที่พิพิธภัณฑ์กำแพงเพชรจังล่ะฮะ”

“ก็สามารถคล้ายกันได้ทั้งนั้น แกก็รู้…ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูแต่เทวรูปก็ได้ ทั้งพระอิศวร พระอุมา เจ้าแม่กาลี เคยผ่านตาพวกหัวขโมย พวกพ่อค้าแม่ค้าจนมาถึงเราตั้งกี่ชิ้นต่อกี่ชิ้นมาแล้ว” พลไม่เคยแปลกใจ

เนื่องด้วยผ่านคดีใหญ่น้อยเกี่ยวกับวัตถุโบราณ ไม่จำเพาะของไทย แต่ของชาติเพื่อนบ้านทั้งใกล้และไกลมานับไม่ถ้วน แท้บ้างเทียมบ้าง

“ขนาดศิลาจารึกมันยังขโมยมาได้” สิบตำรวจตรีอรัญแซงขึ้น

“ก็นั่นน่าซี” พันตำรวจตรีพลพยักหน้า

โบราณวัตถุที่สำคัญของหลายชาติทุกชิ้นอยู่ในม่านตา

“ว่าแต่ว่า ก็แล้วชิ้นนี้ พี่จะให้ผมสืบที่ไหน”

“ก็สืบจากทุกร้านขายวัตถุโบราณที่แกรู้จักก่อน ลองคุยดู เผื่อจะรู้เบาะแสอะไรมั่ง”

ครั้นแล้ว เขาก็เอ่ยชื่อร้านใหญ่มีชื่อเสียงที่อยู่ในบัญชีอันเป็นหน้าที่ของอรัญ

“ผมว่า ก็คุยกับพี่ชื่นที่บริษัทพลีส จิเวลรี่ ก่อนแล้วค่อยไปคุยกับพี่ที่กรมศิลป์”

หากชายหนุ่มก็ทิ้งท้าย

“แต่ก็หวังว่าคงไม่ถึงกับต้องคุยกะอธิบดีกรมศิลป์หรอกนะฮะ”

 

การสืบสวนสอบสวนสมัยใหม่นี้ สิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าสมัยก่อนเป็นอันมากก็คือ การดักฟังทางโทรศัพท์ การขโมยหรือถอดรหัสข้อมูลสำคัญด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีสารสนเทศและวิธีแยบยลทางอิเลคทรอนิคส์ซึ่งมักนำมาใช้ในการก่อการร้ายหรือทำความผิดระดับโลกจากทุกแห่งหน เพียงแต่ผู้เป็นเจ้าของเผลอไผลไม่ทันรู้ตัวหรือไม่มีความรู้เพียงพอ

ฉะนั้น บุคคลทั้งสาม สี่ ห้าคน ณ ห้องเล็กๆค่อนข้างลับ แต่มิอาจลับสำหรับผู้ร้ายที่มักจะตามสืบค้นจนถึงต้นตอของตำรวจหรือนักสืบนี้ ก็ต้องระวังตนให้พ้นจากภัยมืดเช่นกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่หายไปของใครคนใดคนหนึ่งซึ่งเกิดจากการโจรกรรม มิว่า คนหาย ของมีค่าหาย สมบัติอมตะหาย เอกสารลับอันคือความเป็นความตายของกลุ่มบุคคลหาย แม้จะได้รับการยืนยันจากหลักฐานสำคัญ คือ พยาน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่านั่นคือ ‘ของจริง’

เพราะพยานทุกชนิด ‘ปลอมได้’

นอกจาก ‘พยานผู้เชี่ยวชาญ’ ผู้ชำนาญการด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ การฝีมือ การค้า งานเฉพาะทาง เช่นการแพทย์ รวมทั้งกฎหมายต่างประเทศที่ผู้นั้นช่ำชอง จึงจับจองมาเป็นพยาน เมื่อศาลเรียกร้องเท่านั้นที่ปลอมยาก

“เดี๋ยวผมนัดพี่ชื่นกับพี่คมเลยดีกว่า ไม่รู้พี่คมว่างไหม แต่พี่ชื่นน่ะแกติดอยู่กับร้านจนถึงหกโมงเย็นอยู่แล้ว”

พลก็เลยพยักหน้า

“รีบไปละกัน เดี๋ยวพี่ก็ไปเหมือนกัน” รถของพลที่ใช้กันสองคนยังคงจอดนิ่ง รุ่นพี่ใช้วิธีขับไปส่งเมียทำงานเช้าแล้วจึงกลับมาสำนักงาน เพื่อว่าจะได้มาต่อสานเกี่ยวกับคดีที่ต้องดำเนินไปทุกชั่วโมงทุกวันให้ลุล่วง “ว่าแต่ว่า…อย่าลืมคนชื่อโจม”

“ผม ‘แจกงาน’ ไปมั่งแล้วฮะ ไม่ต้องห่วง” ลูกน้องก็เลยยืนยันให้มั่นใจ

“ตีราคาสมบัติทั้งสองคดีคราวนี้เรียกได้ว่า แพงที่สุดแห่งปี” พลพึมพำขณะตามกันออกมาขึ้นรถ ขับออกไป

ปูนปั้นถึงร้านพลีส จิเวลรี่ ภายในครึ่งชั่วโมง แลเห็นชื่นชูนั่งอยู่เบื้องหลังเคาน์เตอร์เหมือนทุกครั้ง แวดล้อมด้วยตู้กระจกทั้งสามด้าน ละลานไปด้วยแหวน กำไล สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ทั้งเพชร พลอย ไข่มุก ที่ทำสำเร็จแล้วทุกชิ้น มีตั้งแต่หลายพัน หลายหมื่นจนถึงหลายล้าน

จึงไม่แปลกอันใดที่ประตูด้านหน้ามิอาจเปิดเข้ามาเองได้ นอกจากกดกริ่งแล้วคนข้างในเปิดให้เข้า

“สวัสดี คุณปั้น มีอะไรแน่เลย วันนี้ถึงได้มาถึงนี่ได้” วัยใกล้ห้าสิบผู้เป็นหุ้นส่วนใหญ่ทักทายแจ่มใสอารมณ์ดี

“ก็ต้องมีมั่งละพี่” ชายหนุ่มตอบคำขณะลงนั่งบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ “เพื่อไม่ให้เสียเวลา ก็ขอถามนิดหน่อยเรื่อง…เอ…จะบอกว่าเรื่องอะไรดี”

“พี่ก็มีข่าวจะเม้าธ์เหมือนกัน” อีกฝ่ายหัวเราะๆ “เรื่องที่กระฉ่อนเฟซตั้งแต่เมื่อคืนไง…ที่นายไร่งามถูกฆ่าหมกคูแถวดอนเมือง”

“คือผมจำได้รางๆว่าพี่เคยพูดถึงเขาหนหนึ่งใช่ไหม” ชายหนุ่มก็เลยถามสบายๆเพราะเข้าทางพอดี

“ใช่ค่ะ…แหม…ทำไมจำแม่นจัง ตั้งหลายปีมาแล้ว”

“ก็คือ…”

“เขาเอาเทวรูปพระอิศวรมาให้พี่ใส่กรอบทอง” ชื่นชูชิงตอบทันใด “คือก็แปลกเหมือนกัน…ก็คุณไร่นี่เขาก็เซียนพระเบอร์ต้นๆนะ แต่ก็ชอบของขอม…คือชอบวัตถุโบราณที่ค่อนไปทางเขมรๆน่ะค่ะ”

“ที่จริง” ชายหนุ่มก็เลยเอ่ย “ผมเองก็ชอบของขอมเหมือนกัน”

ชื่นชูฟังแล้วเบิกตาขึ้นนิดๆ

“หมู่นี้ไม่ทราบเป็นไง ของขอมขึ้นหม้อ…คุณพลังก็ของเพิ่งหาย มีของขอมปนอยู่ด้วย…เป็นของสูงจนพี่เองยังกลัว” ว่าพลางชื่นชูก็ทำท่าคล้ายขนลุก “คือเราไม่รู้ว่าจะมีอะไรติดมากับของสูงพวกนี้น่ะค่ะ”

“อะไรติดมา”

คนพูดก็เลยเอาแต่อ้ำอึ้ง ไม่กล้าเปล่งเสียง

ปูนปั้นจึงถาม

“แล้วพี่มีภาพเทวรูปองค์นั้นไหมฮะ”

“มีค่ะ…ของทุกชิ้นที่ผ่านร้านนี้ พี่มีหลักฐานเรียบร้อย”

ครั้นแล้ว ชื่นชูก็หายเข้าไปยังห้องชั้นในที่มีพนักงานนั่งประจำอีกสองคน หญิงหนึ่ง ชายหนึ่ง

สักไม่กี่อึดใจก็กลับออกมาพร้อมสมุดเก็บภาพขนาดกลาง เปิดให้ดูตรงแผ่นที่สอดภาพเทวรูปขยายใหญ่ภายในกรอบทอง เหมือนรูปในมือถือของพลที่ให้เขาชมเมื่อครู่มิผิดไป

“คล้ายหนึ่งในเก้าโบราณวัตถุที่อยู่ในการควบคุมการทำเทียม”

“อ๋อ คุณปั้นคิดว่าน่าจะปลอมหรือไงคะ” อีกฝ่ายถามเสียงสูง “แต่พี่ก็ดูแล้วดูอีกนะ คุณไร่แกขอให้ดูว่าปลอมไหม…พี่ว่าไม่ปลอม…แต่ถ้าถามว่าสมัยไหน อันนี้บอกได้เลยว่าไม่มีความรู้…คุณปั้นน่ะต้องรู้แน่…หนึ่งในเก้านี่ มีอะไรมั่งล่ะคะ พี่ก็อยากรู้เหมือนกัน”

Don`t copy text!