Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 10 : ป้าคิดถึง

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 10 : ป้าคิดถึง

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 10 –

 

มันเกือบจะเหมือนเดิม… อาศิรารู้สึกได้เลย ขนาดไม่ได้เจอกันนานแต่ทุกคนก็ยังสนิทสนมกันเหมือนเดิม มีบางจังหวะที่อาศิรารู้สึกว่าเขากับเพื่อนๆ ไม่ได้โตขึ้นเลย ทุกคนต่างยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ตอนนี้มาเที่ยวด้วยกันหลังสอบเสร็จ เขาก็เหมือนเดิม แทบไม่ได้พูดอะไร ได้แต่นั่งขำนั่งยิ้มฟังเพื่อนคุยกัน ด่ากัน แซวกันไปมา สิ่งที่ต่างไปคืออบายมุขทั้งหลายที่พากันลดลงไม่แน่ใจว่าด้วยวัย ด้วยภาระหน้าที่ ด้วยครอบครัว แต่เพื่อนเขาดื่มกินแอลกอฮอล์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คนที่เคยสูบบุหรี่ก็ไม่สูบอีกต่อไปแล้ว อาศิราเลยสบายใจที่จะให้ลูกนอนหลับอยู่ในห้องนี้รวมกับลูกๆ ของคนอื่นๆ เป็นภาพที่น่ารักอย่างที่เขาเองยังอดถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้กับเด็กๆ ต่างวัยที่นอนเรียงกันเป็นทิวแถว บางคนกอดก่ายกันไปมา ขาพาดหน้า หน้าหนุนก้น เป็นภาพที่เรียกรอยยิ้มได้จริงๆ

และ… ที่ไม่เหมือนเดิมอีกอย่างคือนิธาน

เพื่อนไม่ได้มานั่งใกล้เขา คอยชงคอยทำให้เขามีส่วนร่วมมากกว่าการยิ้มขำอีกแล้ว แต่นั่งห่างไปอีกมุมและเงียบเช่นเดียวกับเขา จากปกตินิธานมักเป็นหนึ่งในผู้นำการสนทนา ตอนนี้กลายเป็นคนที่มีส่วนร่วมน้อยที่สุด อาจน้อยกว่าเขาอีก เพราะใบหน้านิธานนิ่งสนิท จะมียิ้มเป็นบางทีเท่านั้น อินทราก็คงเห็นความผิดปกติ จึงเอ่ยถามในที่สุด

“เฮ้ย ไอ้นาย มีไรเปล่าวะ เงียบเป็นเป่าสากเลย”

นิธานทำหน้าเหมือนเพิ่งรู้ว่าตนเป็นแบบนั้น ก่อนบอก “กูโหมงานหนัก ไม่ได้นอนมาสองคืนแล้วโว้ย ยังนั่งถ่างตาอยู่ตรงนี้ได้ก็บุญแล้ว”

“โห อย่างมึงเนี่ยนะโหมงาน ให้บอกว่ากินเหล้าหนักมาตั้งแต่สองวันก่อนยังน่าเชื่อกว่า”

เพื่อนอีกคนแซวมา พลันเกิดเสียงหัวเราะร่วนเพราะนิธานหาของใกล้มือปาใส่คนแซวแม้ว่าฟังแล้วดูน่าจะเป็นความจริงก็ตาม นิธานเกิดในครอบครัวมีอันจะกิน ปู่กับพ่อเป็นนักการเมืองในจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน ได้รับการเลือกเข้าสภาหลายสมัยติดต่อกันมาตั้งแต่ก่อนนิธานจะเกิด แม่เป็นแพทย์ซึ่งเปิดคลินิกความงามขยายสาขาไปทั่วประเทศ ฐานะทางบ้านร่ำรวยมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย มาถึงรุ่นพ่อแม่ก็หาเพิ่มจนยิ่งรวยขึ้นไปอีก เรียกว่าตัวนิธานเองไม่ต้องทำงานก็มีกินมีใช้ไปได้สบายยันรุ่นลูกรุ่นหลาน

พอเพื่อนเลิกสนใจนิธาน ก็มีบางคนหันมาทางอาศิรา

“แล้วมึงอะศิรา เป็นไง ชีวิตพ่อลูกอ่อน”

อาศิราหัวเราะ หันไปมองลูกที่นอนหลับอุตุอยู่อีกทางแล้วค่อยตอบ “ก็ดี มีเป้าหมายในชีวิตเพิ่มดี”

เท่านั้นบรรดาเพื่อนๆ ที่มีลูกแล้วก็ส่งเสียงเห็นด้วยเซ็งแซ่ ก่อนอินทราจะถามอีก

“แล้วกับฉัตรนี่ยังไงวะ เลิกแล้วเหรอ แล้วเขาก็ให้แกเป็นคนเลี้ยงลูกเหรอ”

อาศิรานิ่งไป ไม่รู้จะตอบอย่างไร ที่สุดก็บอกเพียง “แยกกันอยู่เฉยๆ ยังไม่รู้ว่าเลิกหรือไม่เลิก”

“มึงควรเลิก” นั่นเรียกว่าเป็นประโยคแรกของนิธานที่มีส่วนร่วมในการสนทนา เป็นประโยคที่ทำให้เพื่อนๆ หันไปทักท้วงเป็นทิวแถว หากนิธานก็หาได้สนใจไม่ พูดต่อแบบไม่เกรงใจใคร “ตั้งแต่คลอดฉัตรอยู่กับลูกบ้างหรือเปล่า มึงไม่ต้องตอบเพราะกูกับมึงก็รู้คำตอบ ลูกเล็กขนาดนี้ยังทิ้งไปแรดลง เป็นกู กูไม่เอาหรอก”

นั่นยิ่งทำให้เพื่อนส่งเสียงทักท้วงหนักหนาขึ้นอีก จนนิธานหันไปพูด “มึงจะเฮ้ยไฮ้อะไรกันนักหนา กูรู้พวกมึงก็คิดแต่ไม่กล้าพูดเพราะกลัวหมา กูน่ะหมาอยู่แล้ว กูไม่กลัวหรอก”

น่าแปลกที่อาศิรานิ่งสนิท ไม่มีกระทั่งความไม่พอใจและที่จริงแล้วเขาเห็นความหวังดีของเพื่อน นิธานเคยคัดค้านเรื่องเขาจะคบหากับปริยฉัตรแล้ว รอบแรกก่อนเขาไปฝรั่งเศส รอบสองหลังเขาไปแล้วปีหนึ่ง หลังจากรอบนั้นนิธานก็ไม่พูดกับเขาอีก ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเขากับปริยฉัตร แต่แทบไม่พูดเลยในทุกๆ เรื่อง ถ้าเขาไม่เป็นคนเริ่มต้นบทสนทนาโดยเจาะจงนิธานก็จะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ หรือต่อให้พูดก็จะเป็นแบบถามคำตอบคำ อาศิราเห็นนิธานหันมามองหน้าอย่างท้าทาย เหมือนยั่วยุให้เขาด่ากลับด้วยซ้ำ ทว่าอาศิรายิ้มส่งให้ ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “เออ กูรู้อยู่แล้วว่ามีเพื่อนหมาๆ”

นั่นเรียกเสียงหัวเราะครืนจากเพื่อนๆ ได้ นิธานเองก็หัวเราะหึๆ กระดกไวน์ที่เหลือติดก้นแก้วอยู่นิดหน่อยลงปาก ตัดสินใจไปให้สุด ไหนๆ จะ ‘หมา’ แล้ว ก็ต้องหมาให้สุด

“มึงน่ะหัดเล่นเฟซบุ๊กบ้างศิรา ถึงไม่โพสต์ก็เอาไว้คอยส่องเมียมึงก็ได้ ถ้ามึงอยากส่องเมื่อไรก็มาถาม เมียมึงมีไม่ต่ำกว่าสามแอกเคาต์ กูจะบอกให้”

อินทราได้โอกาสทันที “ไอ้นาย ไอ้ขี้เสือก”

นิธานแคร์หรือก็ไม่ “เออ ช่วยไม่ได้ ฉัตรเสือกเข้ามาอยู่ในแวดวงฉันก่อนนี่หว่า”

อีกคนสวนทันที “โห ไอ้นาย ก็มึงเพื่อนเยอะชิบ หลบไปทางไหนจะพ้นวะ”

นิธานยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่งพร้อมหัวเราะหึ เขาไม่ได้เพื่อนเยอะ เพราะคนที่นับเป็นเพื่อนจริงๆ นอกจากพวกที่นั่งด้วยกันตรงนี้แล้วก็มีอีกไม่กี่คน ที่เหลือเขาเรียกว่าคนรู้จัก ซึ่งมันช่วยไม่ได้ ตระกูลเขาเป็นที่สนใจมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า คนรู้จักเยอะ อยากเข้ามารู้จักก็เยอะและคนแบบปริยฉัตรเขาเห็นมาตั้งแต่เล็กจนโตซึ่งเขาก็ไม่ได้รังเกียจ แต่เกลียดที่มายุ่งกับเพื่อนที่เขารักที่สุดอย่างอาศิราแถมจัดการเสียอยู่หมัด

นิธานลุกขึ้นยืน “กูไม่ไหวแล้ว พรุ่งนี้กินข้าวเช้ากี่โมงปลุกด้วย ปลุกตอนจะกินเลยไม่ต้องเผื่อเวลากูไม่ล้างหน้าแปรงฟันก่อนกินข้าว”

อาศิรามองเพื่อนเดินกลับแยกเข้าห้องไปแล้วดูนาฬิกาข้อมือตัวเอง เห็นเป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้วก็ลุกบ้าง “กลับด้วย พรุ่งนี้กินข้าวกี่โมงโทรบอกล่วงหน้านะ จะได้เตรียมทัน”

อินทราส่ายหน้า “ไม่ต้องเตรียมหรอก เดี๋ยวไปทำกันเองเหมือนเดิม ไม่ได้มานานทำเป็นลืมไปได้”

อาศิราหัวเราะ เขาลืมไปจริงๆ ปกติแล้วเวลาเพื่อนมาบ้านก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแขกที่เจ้าของบ้านต้องคอยดูแลมากนัก ออกแนวดูแลตัวเองให้กวนเจ้าของบ้านน้อยที่สุดมากกว่า ชายหนุ่มเอ่ยลาเพื่อนที่เหลือ เดินไปอุ้มลูกชายตัวเองแล้วเดินเลาะหาดทรายเพื่อกลับบ้านตน แต่แรกตั้งใจว่าจะเดินขึ้นบันไดที่ตรงสู่ระเบียงชั้นสองเลยทว่าต้องชะงัก เมื่อเห็นว่าไฟชั้นล่างยังเปิดอยู่ จึงเปลี่ยนใจเดินเข้าบ้านชั้นล่างแทน ตรงไปยังครัวจึงเห็นว่ามิรันตากับดารัณอยู่ด้วยกันในครัว “ทำอะไรกัน”

แล้วอาศิราก็ต้องยิ้มขำเมื่อมิรันตาสะดุ้งโหยง ขณะดารัณหันขวับมามองท่าทางตกใจ ตามมาด้วย

“มาพอดีเลยคุณเชฟ”

งานเข้า… แค่ประโยคนั้นของดารัณอาศิราก็รู้ชะตาตัวเองทันที เอ่ยถาม “หิวเหรอ”

ดารัณพยักหน้า แต่ไม่ยอมรับกรรมคนเดียว บุ้ยปากไปทางมิรันตาด้วย “นี่ก็หิว”

มิรันตายิ้มกว้างให้อาศิราเป็นการยอมรับ พลางบอก “รัณเขาว่าจะผัดข้าวให้กินค่ะ”

อาศิราหันไปทางดารัณ “ก็ผัดสิ”

“เดี๋ยวไม่อร่อย”

เท่ากับจะมีคนรับกรรมสองคน นั่นทำให้อาศิราพยักหน้า แต่ต้องบอก “พาสิงห์ไปนอนก่อน”

มิรันตาเสนอตัวทันที “รันอุ้มให้ก่อนค่ะ”

ดูหน้าก็รู้ว่ามิรันตาอาสาอุ้มไม่ได้เพื่อจะพาไปนอนแน่ ลักษณะเหมือนแค่อยากกอดรัดร่างนุ่มนิ่มของศตายุมากกว่า อาศิราส่งลูกให้มิรันตา เอ่ยถาม “ข้าวผัดปูไหม มีเนื้อปูอยู่”

แน่นอนว่าสองสาวตอบรับทันที อาศิราจึงเตรียมของลงมือผัด ไม่นานก็ได้ข้าวผัดร้อนๆ หอมกรุ่นสองจาน รับศตายุมาจากมิรันตาแล้วนั่งอยู่กับทั้งคู่ด้วย ครู่หนึ่งมิรันตาก็เอ่ยถาม

“พี่ศิรารู้จักโดเมสติกไวโอเลนซ์กับวิกทิมเบลมมิ่งไหมคะ” พอเห็นอาศิราพยักหน้ามิรันตาก็หน้าจ๋อย หันไปมองดารัณที่ยิ้มขำให้เห็นแล้วยิ่งจ๋อย ก่อนบอก “รันเพิ่งรู้จักค่ะ รัณสอน”

อาจเป็นเพราะดึกแล้ว อาศิราจึงใช้เวลาอยู่หลายวินาทีกว่าจะรู้ว่ามิรันตาเพิ่งรู้จักคำนั้นโดยดารัณเป็นคนสอน ไม่ได้พูดอะไรเพราะต้องฟังดารัณพูดต่อ

“ดูละครด้วยกัน มีแต่ไวโอเลนซ์กับวิกทิมเบลมมิ่งเต็มไปหมด ละครเรื่องนี้ไม่ค่อยเอ็ดจูเคตคนดูเลย”

อาศิราหน้านิ่ว พาออกนอกเรื่องชั่วคราว “จะพูดไทยก็พูดไทย อังกฤษก็อังกฤษ สลับไปมาทำไม”

ดารัณกลอกตา ประชดกลับไป “อิตาลีได้ไหมล่ะ”

“อยากพูดคนเดียวก็ตามใจ”

ดารัณถอนใจเฮือกอย่างหงุดหงิด ตัดสินใจพูดใหม่อีกรอบ “ละครเรื่องที่ดูมีแต่ความรุนแรงในครอบครัว พ่อแม่ตบตีลูกแล้วยังมีป้าข้างบ้านมาบอกให้ยอมไปเถอะจะได้เป็นเด็กกตัญญู มันโอเคเหรอ แล้วเรื่องติดหนี้เลยบังคับใช้หนี้ด้วยเซ็กส์นี่คืออะไร นี่มันละเมิดความเป็นมนุษย์สุดๆ แล้วก็ผิดกฎหมายด้วย ทำไมมันถึงกลายเป็นความรักไปได้ แล้วก็มีการกล่าวโทษเหยื่อ แบบตัวร้ายโดนข่มขืนแล้วตัวละครอื่นๆ ก็พากันบอกว่าสมควรโดนแล้ว ละครแบบนี้มันไม่ให้ความรู้ไม่ให้อะไรกับคนดูเลย”

อาศิราบอกไปเสียงเรียบ “เขาคงคิดว่ามันไม่ใช่หน้าที่เขาที่ต้องให้อะไรกับคนดู ละครมันถูกสร้างมาเพื่อความบันเทิง”

“มันบันเทิงแบบสร้างสรรค์ได้นะ บันเทิงอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ทำให้คนดูมีความเชื่อแบบผิดๆ ทำไมนางเอกโดนข่มขืนแล้วคนดูโกรธ แล้วทำไมพอกับนางร้ายคนดูถึงสมน้ำหน้า มันไม่โอเค ความผิดแบบเดียวกันมันควรจะมีมาตรฐานเดียวกัน”

“ตามกฎหมายมันก็มาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว”

“ไม่จริง กฎหมายเดียวกันก็จริงแต่การทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่เหมือนกันแน่ กระแสสังคมมันมีส่วน เราก็เห็นๆ กันอยู่ นี่ไม่ได้พูดถึงว่าถ้าเหยื่อกลัวจะโดนซ้ำเติมมากๆ เลยเงียบไว้ไม่ทำให้มันเป็นคดีอีกนะ มันไม่โอเค”

“หลังๆ ก็ได้ข่าวว่าดีขึ้นแล้วนี่ ผู้จัดหลายคนก็ออกมาแอนตี้เรื่องข่มขืนอยู่”

“เรื่องบูลลี่ด้วย มุกตลกแบบที่ล้อรูปร่างหน้าตาการแต่งตัวของคนอื่น หรือมุกตลกแบบคุกคามทางเพศก็ไม่ควรมีแล้ว ไม่เห็นจะขำ ยิ่งมีมันยิ่งทำให้คนดูที่แยกแยะไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ คนแอนตี้กลายเป็นพวกไม่มีอารมณ์ขันไปเฉย มันแย่”

“ละครดีๆ ก็มี เจอเรื่องเดียวก็อย่าเพิ่งเหมารวม คนทำละครดีๆ เขาเสียกำลังใจ”

“ละครดีก็มีน่ะรัณรู้ แต่มันก็ไม่ควรมีละครที่นำเสนอเรื่องผิดๆ ออกอากาศได้แล้วไง”

อาศิรานิ่งไปเป็นพัก ก่อนบอก “แต่เราบังคับใครให้คิดเหมือนเราไม่ได้ ถ้าอยากเปลี่ยนอะไรก็เริ่มจากตัวเองนี่แหละ ต่อต้านบูลลี่ก็อย่าไปบูลลี่คนอื่น มีพื้นที่สื่อเมื่อไรก็ค่อยแสดงทัศนะของตัวเองไป”

ดารัณบอกทันที “ปกติรัณกับเพื่อนๆ ดีไซเนอร์ทำโพรเจกต์เรื่องพวกนี้กันทุกปี ปีนี้จัดแฟชั่นโชว์รณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ปีหน้าทำเรื่องบูลลี่ดีกว่า”

อาศิราพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก พอเดาได้ว่าทำไมดารัณถึงจริงจังเรื่องนี้ อาจเพราะเจ้าหล่อนพบเจอมาแล้วทุกรูปแบบ การกลั่นแกล้ง ความรุนแรง… การคุกคามทางเพศ ซึ่งถึงแม้อย่างหลังนี้จะเกิดจากความไม่ตั้งใจก็ตามที

หลังสองสาวกินข้าวผัดหมดและช่วยกันล้างจานเรียบร้อย ทั้งหมดจึงพากันเดินขึ้นบ้าน อาศิราที่เดินนำชะงักไปเมื่อขึ้นถึงชั้นสองแล้วเห็นว่าพ่อตนนั่งอยู่หน้าเปียโน… ดารัณกับมิรันตาก็พลอยชะงักไปด้วย แตกต่างกันที่ดารัณมีแววตาที่อ่อนแสงลงเต็มไปด้วยความสงสาร ส่วนมิรันตานั้นเพียงประหลาดใจ

“อ้าว พ่อยังไม่นอน”

อาจเพราะเสียงนั้นของมิรันตาที่ทำให้ศีลหันมองจนรู้ว่าบรรดาลูกหลานของตนอยู่ตรงนั้น รีบลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มแล้วเดินเข้าไปหา ส่วนอาศิราก็เดินเข้าไปหาพ่อตนด้วย เอ่ยถาม

“ทำไมยังไม่นอนล่ะพ่อ”

ศีลส่งยิ้มให้ลูก “สงสัยจะกินชามากไป ตาค้างเลย… นี่ไปไหนกันมา”

“ลูกเพิ่งแยกกับเพื่อน กลับมาเจอสองคนนี้หาอะไรกินกันอยู่ในครัว”

ศีลหัวเราะ “เออ ถึงว่า ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กอยู่ อิ่มหนำกันเรียบร้อยแล้วนะ”

มิรันตากับดารัณส่งเสียงตอบรับ ดารัณถามถึงใครอีกคน “พี่วินล่ะพ่อ”

“หลับปุ๋ยไปแล้ว อยู่ในห้องพ่อแน่ะ”

อาศิราหันมองดารัณกับมิรันตา ซึ่งดารัณก็พอรู้ว่าเขาคงอยากนอนกับพ่อและน้องอีกคืน จึงควงแขนมิรันตาไว้ เอ่ยชวน “ไหนๆ ก็แพลนจะนอนด้วยกันแต่แรกแล้ว ก็นอนด้วยกันต่อนะ”

แน่นอนว่ามิรันตาพยักหน้าทันทีอย่างเต็มอกเต็มใจ อาศิราจึงเอ่ยชวนพ่อตน

“ไปพ่อ ไปนอนกัน”

ศีลส่งเสียงตอบรับ หัวเราะได้อีกเมื่อดารัณทำเหมือนเดิม คือเข้ามากอดพร้อมบอก

“มากอดที”

ศีลตบหลังดารัณที่สวมกอดตนเบาๆ ก่อนผละไปพร้อมลูกชายกับหลานตน  ทิ้งให้ดารัณมองตามอย่างมีความหวัง…

เธอรู้สึกว่าศีลกำลังจะกลับมาร้องเพลงได้ในไม่ช้า เธอรู้สึกว่าเขากำลังจะคิดถึงอรจิราแล้วมีรอยยิ้ม เต็มไปด้วยความรู้สึกอิ่มใจ ความทรงจำดีๆ ระหว่างศีลกับอรจิราจะทำร้ายศีลไม่ได้อีกแล้ว แต่มันกำลังจะทำให้เขามีความสุขกับมัน… เธอรู้สึกได้จริงๆ

วันนี้ดารัณยุ่งๆ มาตั้งแต่หลังมื้อเช้าจบลง หญิงสาวนั่งรวมอยู่กับศีล มิรันตา ศตายุที่ระเบียงชั้นสองก็จริงแต่ก็ไม่ได้พูดจากับใคร วุ่นวายอยู่กับคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ไม่ก็โทรศัพท์มือถือของตัวเอง มีการโทรศัพท์พูดคุยส่งภาษาอิตาลีสลับอังกฤษเป็นระยะๆ มาพูดไทยก็ตอนคุยกับศราวิน

“สรุปของถึงที่โน่นกี่กล่องนะพี่วิน”

“ทางนั้นบอกว่าส่งสี่ แต่ตอนนี้มีสาม เดี๋ยวพอได้เวลางานพี่จะดีลกับขนส่งอีกที”

“แล้วสรุปทางนั้นส่งลิสต์รายการมาให้ด้วยไหม”

“หน้ากล่องไม่มี พี่รอของครบสี่กล่องก่อนแล้วว่าจะแกะดูข้างในว่าใส่ลิสต์มาให้ไหม”

“โอเค เดี๋ยวรันโทรถามให้เลยดีกว่า ไหนๆ ก็อยู่ไทย เผื่อมีปัญหาอะไรจะได้บุกไปออฟฟิศเลย… แล้วของเราที่จะส่งไปจัดโชว์หน้าร้านเรียบร้อยไหมพี่วิน”

“จัดเรียบร้อย รอขนส่งมารับเหมือนกัน พี่ฝากให้จัสมินกับแอนดี้ตามของไปแล้ว”

ทั้งสองชื่อที่ว่าเป็นคนที่ทำงานมาด้วยกัน จัสมินทำงานมานานกว่าแอนดี้ซึ่งเพิ่งเข้ามา ดังนั้นแค่มีชื่อจัสมินดารัณก็ค่อนข้างหายห่วง ค่อนข้างมั่นใจว่าศราวินตั้งใจให้แอนดี้ตามไปเรียนรู้งานจากจัสมินมากกว่า เพราะการตามไปตรวจสอบของตอนถึงหน้าร้านนั้นปกติคนเดียวก็เหลือแหล่ “โอเค แอนดี้พอไหวไหมพี่วิน”

“ดีนะ เงียบๆ แต่ก็ตั้งใจทำงาน แล้วพี่ว่าเขามีเซนส์ทางแฟชั่นเยอะอยู่ จากการแต่งตัว… นี่รัณนั่งอยู่กับพ่อหรือเปล่า”

ดารัณหันไปทางศีล ซึ่งเมียงๆ มองๆ มาอยู่แล้วตั้งแต่ได้ยินดารัณเอ่ยชื่อลูกตน ยืดตัวไปส่งโทรศัพท์ให้ศีลที่นอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ตัวนุ่มซึ่งปรับพนักพิงได้ พอศีลรับโทรศัพท์ไปดารัณก็หันมาทำงานของตน

คนที่จัดส่งของสี่กล่องที่ศราวินกำลังตาม คือเจ้าของแบรนด์แฟชั่นซึ่งต้องการนำสินค้าตนไปวางในห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางมิลาน ทีมงานเธอเป็นตัวกลางจัดการเรื่องนี้ให้ ทุกอย่างควรจะเรียบร้อยภายในสัปดาห์นี้เพราะทางนั้นต้องการให้วางสินค้าทันรอบงานเซลล์ครั้งใหญ่ของห้าง แต่การประสานงานค่อนข้างขลุกขลักมาตลอดจนเหลือเวลาทำงานน้อยลงทุกที เท่าที่รู้คือคนที่คุยงานกับทีมเธอเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน

ดารัณส่งอีเมลไปสอบถามเกี่ยวกับรายการของที่ทางแบรนด์นั้นส่งมาให้ หันไปรับโทรศัพท์คืนจากศีลที่วางสายจากศราวินเรียบร้อยแล้ว ผละไปเล่นกับศตายุที่คืบมาเกาะขาอยู่พักใหญ่ก็กลับมาทำงานของตนต่อ ขณะกำลังทำงานเพลินๆ ใครคนหนึ่งก็สะกิดเธอ พอหันไปมองนิ้วที่กำลังรัวพิมพ์งานอยู่ก็ชะงัก ปกติแล้วดารัณพิมพ์สัมผัสได้ แม้ไม่ต้องมองแป้นพิมพ์ก็ยังพิมพ์ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่หยุดพิมพ์เพราะคนที่มาสะกิดคืออาศิรา

“กินข้าว”

กินข้าว… ดารัณดูนาฬิกาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เห็นว่าเที่ยงกว่าแล้ว จึงพับหน้าจอปิดแล้วลุกยืนพร้อมคว้าโทรศัพท์มือถือเตรียมลงไปข้างล่าง รู้เลยว่าทำงานเพลินขนาดไม่ได้ยินเสียงอะไร ทั้งศีลทั้งมิรันตาเดินลงไปตอนไหนก็ไม่รู้เรื่อง อาศิรากลับบ้านมาตอนไหนยังไม่รู้เลย

แต่ขณะที่ดารัณกำลังจะถึงโต๊ะกินข้าว โทรศัพท์มือถือเธอกลับดังขึ้นก่อน พอเห็นว่าหมายเลขที่ขึ้นหน้าจอเป็นหมายเลขของคนที่ติดต่อกันอยู่เรื่องการส่งของ จึงรีบกดรับ หยุดเดิน ยังไม่ยอมเข้าไปที่โต๊ะเพราะกลัวรบกวนคนอื่น นึกอยู่ครู่ก็จำได้ว่าคนที่คุยงานกันอยู่ชื่อเล่นว่าดิว

“ค่ะน้องดิว เห็นเมลพี่แล้วใช่ไหม”

“ค่ะ ก็เลยโทรมาค่ะ พี่รัณหมายถึงลิสต์ของแต่ละรายการที่ส่งไปใช่ไหมคะ”

ดารัณพยายามใจเย็น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอคุยกับน้องเรื่องรายการส่งของ ถามย้อนไปก่อน “น้องดิวเช็กเมลย้อนหลังได้ไหมคะ พี่ส่งรายละเอียดเรื่องลิสต์ของไว้ในเมล ตั้งแต่ที่ดิวถามพี่ครั้งแรก”

“เอ่อ…”

พอปลายสายส่งเสียงแบบนั้นดารัณก็ชักหวั่นใจ กัดปากตัวเองตอนอีกฝ่ายบอกมา

“ดิวลบอีเมลเก่าๆ ไปหมดแล้วค่ะ”

“น้องดิว พี่แนะนำว่าถ้างานไหนยังไม่จบ น้องดิวอย่าลบอีเมล อย่าทิ้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานจะดีกว่านะคะ” อีกฝ่ายส่งเสียงตอบรับแผ่วๆ มาแล้ว ดารัณจึงบอก “เดี๋ยวพี่ค้นอีเมลเก่าของพี่ส่งไปให้อีกรอบค่ะ คร่าวๆ คือลิสต์ที่พี่ต้องการคือลิสต์ของทั้งหมดที่ส่งให้ออฟฟิศพี่ที่มิลาน เป็นลิสต์พร้อมรูปชิ้นงานนะคะ เสื้อ กางเกง กระโปรง เครื่องประดับ ของตกแต่ง ส่งมาอย่างละกี่ชิ้นใส่จำนวนไว้ด้วย ทุกอย่างที่ส่งมาต้องลิสต์มาให้หมดค่ะ”

ดารัณหยุดพูดครู่หนึ่งเมื่ออาศิรามายืนกดดันตรงหน้า หญิงสาวชูนิ้วชี้ขึ้นเหมือนจะบอกว่าขออีกนาทีเดียว แล้วพูดต่อ “นอกจากลิสต์รวมแล้ว พี่ขอลิสต์ในของแต่ละกล่องด้วยค่ะ”

“โห ต้องลิสต์ขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“ค่ะ ต้องขนาดนั้นแหละ พี่ส่งฟอร์มเช็กลิสต์ไปให้แล้วนี่คะ ที่เป็นตารางรายการของ ตามด้วยเลขที่กล่อง ของชิ้นไหนใส่กล่องไหนก็แค่เช็ก จำได้ไหม” แค่ปลายสายเงียบไปดารัณก็สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ พอเดาได้เลย “แสดงว่าของที่ส่งไปแล้วไม่มีเช็กลิสต์เลยใช่ไหมคะ ว่ากล่องไหนมีของชิ้นไหนบ้าง”

“เอ่อ… เดี๋ยวดิวถามพี่วดีให้นะคะ ตอนดิวทำพี่วดีมาคุมอยู่ค่ะ”

นั่นชื่อเจ้าของแบรนด์ซึ่งพอทำให้ดารัณใจชื้นขึ้นนิดหน่อยว่าน่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด มองหน้าอาศิราที่ยังยืนกดดันอยู่นิ่งๆ แล้วตัดสินใจได้ กรอกเสียงบอกปลายสาย “โอเคค่ะ เดี๋ยวช่วงบ่ายพี่โทรไปคุยกับพี่วดีเอง”

แล้ววางสายทันที บอกอาศิรา “จ้า กินข้าวจ้า”

“ทำไมคุยงานตอนเที่ยง”

“รัณเปล่า ทางนั้นโทรมา ปกติรัณคุยแต่ในเวลางานอยู่แล้ว”

“โทรมาเราก็ไม่ต้องรับสิ เวลาพักเรานี่ ทำงานด้วยกันควรเคารพเวลากัน”

“ส่วนใหญ่คนที่รัณทำงานด้วยก็เป็นงั้นแหละ แต่น้องคนนี้เพิ่งทำงานใหม่ คงไม่ค่อยรู้ รัณเห็นว่างานมันเร่งเลยรับ”

อาศิราไม่พูดอะไรอีก เดินไปนั่งประจำที่ตนบนโต๊ะกินข้าว ส่วนดารัณที่เดินตามมาเห็นของกินบนโต๊ะก็ร้องว้าว เป็นแซลมอนฟิเลต์สีสวย ชนิดที่ดูด้วยตาก็รู้แล้วว่าสุกกำลังดี หนังกรอบ ส่วนเนื้อชุ่มฉ่ำไม่แห้งแข็ง ข้างๆ มีถ้วยข้าวสวยโรยงาขาวและงาดำ อีกถ้วยเป็นมันบดเนื้อเนียนโรยพริกไทยและออริกาโน มีซอสทั้งหมดสามซอสด้วยกัน ดารัณส่องดูแล้วรู้จักสองซอส คือทาร์ทาร์กับซีฟู้ดแบบไทยๆ แต่อีกซอสมีสีแดงอมส้มครีมๆ ไม่แน่ใจว่าซอสอะไรจึงถาม

“ส้มๆ แดงๆ นี่ซอสอะไร”

“พะแนง”

ดารัณเลิกคิ้ว ตักซอสพะแนงมาชิมทันที ความเผ็ดไม่มาก หวานนิดๆ ได้กลิ่นและรสกะทิหอมมันอวลในปาก “อร่อยยย”

“ใช่ไหมล่ะ รันชอบมากกก ชอบทั้งสามซอสเลย กินกับแซลมอนนุ่มๆ แล้วดีมากกก พี่ศิราเคยทำให้กินครั้งหนึ่ง ติดใจมาก อยากกินมาตลอดเลย” มิรันตาสนับสนุนและร่ายยาวมาแบบนั้นทันที ส่วนอาศิราฟังแล้วก็ได้แต่บอก “ทีหลังอยากกินอะไรบอกพี่เลย”

มิรันตากลับยิ้มกว้างแล้วตอบกลับ “แต่รันก็อยากกินของใหม่ๆ ด้วยเหมือนกันค่ะ… ไว้ถ้ารันอยากกินมากๆ รันจะขอให้พี่ศิราทำให้กินนะคะ”

อาศิราพยักหน้ารับ หันไปป้อนข้าวตุ๋นปลาแซลมอนให้ลูก แล้วหันไปถามพ่อ “เอาผักเพิ่มไหมพ่อ”

นอกจากผักประดับตกแต่งจานแล้วมื้อนี้ก็ไม่มีผักอีก อาศิรารู้ใจว่าเขากินผักเก่งมาแต่ไหนแต่ไร ศีลยิ้มได้ ตัดสินใจลุกยืนก่อนตอบ “พ่อทำเอง ลูกป้อนข้าวสิงห์ไปเถอะ”

ศีลขยับไปทางตู้เย็น หยิบผักที่อยากกินออกมา ไม่ลืมถามคนอื่นว่าเอาด้วยไหมเพื่อจะได้กะปริมาณถูก ล้างจนผักสะอาดดีแล้วก็เอาใส่จานใหญ่หน่อยมาวางตรงกลางเพื่อให้หยิบกินกันง่ายๆ

ในตอนมื้อกลางวันใกล้จะจบลงนี่เอง โทรศัพท์มือถือของศีลก็ดังกังวานขึ้น เหลือบมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วศีลให้ประหลาดใจ หันขวับมองหน้ากับลูกแล้วเลยไปมองดารัณ นั่นทำให้อาศิราสะกิดใจ

“ใครโทรมาเหรอพ่อ”

“คุณจินต์โทรมา”

คุณจินต์… จงจินต์ ป้าของดารัณ อาศิราหันมองหน้าดารัณชั่วแวบ แล้วหันไปบอกพ่อ “อย่าเพิ่งรับดีไหม”

ทว่ากลับเป็นดารัณที่ออกปาก “รับเถอะค่ะ จะได้รู้ว่ามีเรื่องอะไร”

นั่นทำให้ศีลกดรับโทรศัพท์ในที่สุด “สวัสดีครับ”

“คุณศีล จินต์เองนะคะ ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้ไปงานอรเลย”

ทั้งงานศพและงานทำบุญครบร้อยวัน ซึ่งศีลไม่ได้หวังให้จงจินต์มาหรอก รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจงจินต์กับอรจิรานั้นจะบอกว่าสนิทกันยังยาก “ไม่เป็นไรครับ มันไกลด้วย ผมก็ไม่อยากรบกวน”

“ค่ะ…”

พอทางนั้นไม่พูดต่อเสียที ศีลจึงเอ่ยถาม “แล้วคุณจินต์โทรมามีอะไรหรือเปล่าครับ”

“เอ่อ ค่ะ… เห็นเชอรี่บอกว่ารัณอยู่ไทย… อยู่บ้านคุณศีล”

“อ้อ อยู่ครับ” ศีลพูดได้แค่นั้น เดาได้ว่าจริยาคงรู้จากสื่อโซเชียลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“แล้วตอนนี้ยังอยู่ไหมคะ แหม ไม่ได้เจอนาน จินต์คิดถึงหลานจังเลยค่ะ ถ้ายังอยู่จินต์ก็อยากไปหานะคะ”

ศีลนิ่งไป มองหน้าดารัณ เอ่ยทวนถามเพื่อเป็นการบอกดารัณไปในตัว “คุณจินต์อยากเจอรัณเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ ตั้งแต่รัณไปอยู่เมืองนอกเมืองนาจินต์ก็ไม่ได้เจอรัณเลยนะคะ อยากรู้ว่าแกเป็นไงบ้าง สุขสบายดีไหม แกคงจะโตขึ้นมากนะคะ ยิ่งพูดยิ่งคิดถึงค่ะ จินต์อยากเจอรัณ”

ศีลเลิกคิ้ว สีหน้าไม่ได้เชื่อตามที่จงจินต์บอกเลย พยักพเยิดกับดารัณเป็นเชิงถามว่าจะเอาอย่างไร พอเห็นดารัณยิ้ม ยกมือทำสัญลักษณ์โอเค ก็ขมวดคิ้วเป็นการถามอีกทีว่าแน่ใจเหรอ ดารัณพยักหน้าอีกครั้งด้วยท่าทางหนักแน่นแล้วจึงตอบกลับ “ได้ครับ มาได้เลย ยังจำบ้านผมได้หรือเปล่า”

“ไม่ได้เลยค่ะ คุณศีลพอจะส่งคนมารับจินต์กับลูกที่สนามบินได้ไหมคะ”

“ได้ครับ รู้เวลาแล้วก็โทรบอกผมได้เลย”

“ค่ะ… เนี่ยค่ะ จินต์อยู่สนามบินค่ะ”

ศีลเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ “สนามบินไหนครับ ที่กรุงเทพฯ หรือว่า…”

จงจินต์ตอบกลับทันที “ไม่ใช่กรุงเทพฯ ค่ะ สนามบินบ้านคุณศีลนั่นแหละ จินต์กับลูกมาเที่ยวจังหวัดนี้พอดีค่ะ ส่งคนมารับหน่อยนะคะ เดี๋ยวจินต์กับลูกรอ”

ศีลระงับสติ หายตกใจแล้วจึงตอบรับแล้ววางสาย หันไปบอกคนที่รอฟัง “คุณจินต์กับเชอรี่อยู่สนามบินแล้ว เดี๋ยวพ่อโทรให้ไอ้หวังไปรับก่อน”

ศีลจัดการทำตามนั้น วางสายลงแล้วเห็นหน้าเหวอๆ ของดารัณแล้วเข้าใจได้ “ไง ช็อกไปเลยเหรอ”

ดารัณพยักหน้า “ช็อกสิ รัณนึกว่าป้าจินต์แค่โทรมาถามก่อน อีกสองสามวันค่อยมา นี่มาแล้วถึงแล้วด้วย ถ้ารัณบอกว่ารัณไม่อยากเจอ หรือสมมติรัณให้โกหกว่ารัณกลับไปแล้วป้าจินต์จะทำยังไง”

อาศิราเอ่ยขัด “เรื่องนั้นไม่เกิดแล้ว ตอนนี้ที่ต้องคิดคือเราน่ะ จะทำยังไง”

ดารัณยักไหล่ หน้าตาท่าทางไม่สนสิ่งใดทิ้งนั้น “ไม่เห็นต้องทำยังไง มาก็มา ป้าจินต์อาจจะแค่คิดถึงรัณเลยอยากมาหาก็ได้”

แม้กระทั่งน้ำเสียงและท่าทางของคนพูดเองก็บอกชัดว่าไม่เชื่อที่ตัวเองพูด ออกจะขำเสียด้วยซ้ำตอนฟังประโยคนั้นจากปากตัวเอง แต่เหมือนดารัณจะนึกอะไรบางอย่างได้ แววตาเจ้าหล่อนทอประกายวาววับขึ้นชั่วแวบ รีบกินแซลมอนที่เหลือจนหมดแล้วบอก “ขอรัณขึ้นไปเตรียมตัวเจอคุณป้าแป๊บนะคะ”

ศีลพยักหน้าแม้แววตาสีหน้าจะงุนงง พอดารัณเดินขึ้นห้องไปแล้วก็หันไปสบตาลูกชายตน เอ่ยขอ “อยู่เป็นเพื่อนพ่อได้ไหม”

อาศิราตอบรับ ยกโทรศัพท์ตนขึ้นเพื่อโทรหาปณิธิ บอกเมื่อปลายทางรับสาย “ปิ๊ง ช่วงบ่ายพี่อาจจะเข้าช้าหน่อยนะ ถ้ามีอะไรด่วนก็โทรมาได้เลย”

ลูกชายวางสายลงแล้วศีลจึงเอ่ยขอบใจ หันไปทางมิรันตา “รัน เดี๋ยวป้าของเจ้ารัณจะมาเยี่ยม ยังไงรันหลบอยู่ในห้องก่อนแล้วกันนะ จะได้ไม่ต้องวุ่นวาย”

มิรันตาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ได้ค่ะ จะได้กล่อมสิงห์นอนด้วย”

อาศิรายิ้ม ดีใจที่มิรันตาเอ็นดูลูกตนแต่ก็ละอายใจไปด้วยเพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเอาเปรียบ หลอกมิรันตาให้มาช่วยเลี้ยงลูกให้ เพราะอยากทดแทนและตอบแทนให้จึงบอกไป “ตอนเย็นอยากกินอะไร พี่ทำให้”

มิรันตาตอบทันทีเพราะมีสิ่งที่อยากกินอยู่ในใจแล้ว “ลอดช่องค่ะ”

อาศิราหัวเราะ ส่งเสียงตอบรับ ผิวเข้ามาพอดีจึงหันไปบอก “ป้าผิว เดี๋ยวมานวดแป้งลอดช่องกัน”

ผิวตอบรับ หน้าตาแช่มชื่นเพราะลอดช่องก็เป็นขนมของโปรดตนเช่นกัน ตรงเข้าไปเก็บจานชามโดยมีอาศิราช่วยรวบรวม มิรันตาตอนนี้ยุ่งอยู่กับการทำความสะอาดเนื้อตัวศตายุที่มีข้าวตุ๋นเลอะเต็มไปหมดแทบจะเรียกว่าหัวจรดเท้าโดยมีศีลคอยช่วย

จังหวะที่ผิวล้างจานเรียบร้อยแล้ว เสียงรถที่คุ้นเคยก็ดังเข้ามาใกล้ ศีลหันไปมองหน้าอาศิรา แล้วหันไปทางมิรันตา

“ป้าเจ้ารัณมาแล้วแหละ รันพาสิงห์ขึ้นห้องเลย”

มิรันตาหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไป ผิวเดินมาคุยกับอาศิรา

“เดี๋ยวป้าคั้นน้ำกะทิอบควันเทียนรอเลยดีไหมคะ”

อาศิราพยักหน้า ไม่ลืมย้ำ “อย่าหวานมากนะป้าผิว เบาน้ำตาลหน่อย ลุงหวังจะได้กินได้เยอะๆ”

ผิวรับคำแล้วเดินออกไป ทันสวนกับจงจินต์ที่เดินเข้าบ้านมาจึงยกมือสวัสดีแล้วค่อยออกไปหาสามีตน ศีลกับอาศิราเดินออกไปรับแขก หลังเชื้อเชิญให้ทั้งจงจินต์และจริยานั่งบนโซฟาแล้ว ศีลจึงถาม

“ทานข้าวกันมาหรือยังครับ”

จงจินต์ตอบทันที “ยังเลยค่ะ ตอนแรกก็ว่าจะไปหาอะไรกินก่อน แต่พอรู้ว่ารัณอยู่บ้านคุณศีลก็รีบมาหาเลย อยากมาหาหลานให้ไวที่สุด”

ศีลหันมองลูกชายซึ่งรู้ทันที อาศิราเอ่ยถามสองแม่ลูก “วันนี้ที่รีสอร์ตมีข้าวอบมันกุ้งเป็นเมนูพิเศษ ทานได้ไหมครับ”

“ได้จ้ะ ป้าขอพวกของกินเล่นอีกสักสองสามอย่างนะ หิวกันมากเลย”

อาศิรายิ้มรับ ถามด้วยความรับผิดชอบของเจ้าบ้านที่ดี “แล้วน้ำล่ะครับ เอาเป็นพวกน้ำผลไม้ปั่นดีไหม”

“ดีเลยจ้ะ” จงจินต์ตอบจบปุ๊บ จริยาก็ถามต่อทันที “มีพวกค็อกเทลไหม”

อาศิราส่ายหน้า “ยังไม่ทำครับ พวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำหลังห้าโมงเย็น”

“แหม สั่งพิเศษให้หน่อยไม่ได้เลยเหรอ”

อาศิราไม่อยากรบกวนระบบการทำงาน จึงตัดสินใจว่าจะทำให้เองถ้าจริยาอยากกิน “เดี๋ยวผมทำให้เอง กินตัวไหนดีครับ”

“ตัวไหนดี ศิรามีแนะนำไหม รี่อยากได้แบบสดชื่นๆ หน่อยเพราะเดินทางมาเหนื่อยมากเลย”

อาศิราประมวลผลความต้องการของจริยากับของที่มีอยู่ในบ้าน นึกออกอยู่เมนูหนึ่ง “ออเรนจ์ครัชน่าจะดีครับ มีน้ำส้ม น้ำมะนาว น่าจะสดชื่น”

จริยาพยักหน้า ส่วนจงจินต์ก็บอกทันที “ถ้าแบบนั้นขอป้าด้วยสิศิรา พอฟังแล้วก็อยากกินขึ้นมาเลย”

อาศิราตอบรับ ลุกขึ้นยืนเพื่อแยกไปสั่งอาหารและทำค็อกเทลให้สองแม่ลูก แต่แล้วกลับชะงัก หยุดนิ่งอยู่กับที่เมื่อเห็นใครคนหนึ่งลงบันไดมา… ดารัณ

เกิดอะไรขึ้นกับดารัณเนี่ย!

Don`t copy text!