Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 11 : ลูกแกะ?

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 11 : ลูกแกะ?

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 11 –

ดารัณต้องห้ามตัวเองไม่ให้ขำพอเห็นหน้าของอาศิราที่มองมา… หญิงสาวตีหน้าเซื่อง ให้เข้ากับชุดกระโปรงยาวกรอมเท้า แขนยาวปิดถึงข้อมือ ลวดลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มสีหวาน ผมที่เคยมวยไว้ลวกๆ ก็แกะลงมาถักเปียเบี่ยงไปพาดหน้าอกด้านซ้าย ไม่ลืมแต้มปากด้วยลิปสติกสีชมพูหวานๆ เดินอย่างเชื่องช้าลงมานั่งข้างศีล กระพุ่มมือสวัสดีจงจินต์กับจริยาอย่างชดช้อย “สวัสดีค่ะ ป้าจินต์ พี่เชอรี่”

ทั้งสองคนรับไหว้ดารัณ ก่อนลอบสบตากันด้วยดวงตาหมายมาด ดารัณหันไปสบตากับศีลแล้วเหลือบไปทางอาศิราเป็นเชิงบอกให้ศีลเรียกสติให้ลูกชายหน่อย ศีลหันไปมองลูกแล้วเผลอยิ้มขำ ก่อนต้องรีบกลบเกลื่อนใบหน้าแล้วออกปาก

“ศิรา สั่งน้ำมะพร้าวปั่นเผื่อพ่อด้วยนะ บอกทางนั้นว่าทำเสร็จแล้วให้โทรมา เรามูฟไปกินที่ห้องอาหารริมทะเลกันดีกว่า”

นั่นทำให้อาศิรานึกได้ว่าตนต้องทำอะไร รีบตอบรับพ่อแล้วแยกไป หลังโทรสั่งอาหารกับส่วนรีสอร์ตแล้วอาศิราก็เตรียมอุปกรณ์ทำค็อกเทล ปกติเขาไม่ได้ทำค็อกเทลบ่อยนัก มักทำให้แต่คนที่สนิทๆ กันมากกว่าเพราะปกติก็ไม่ค่อยมีคนที่ไม่สนิทเรียกร้องให้ทำ

หลังจากหยิบว้อดก้าออกมาวางพ่อก็ตามมาสมทบ อาศิราหันไปทางที่ดารัณนั่งคุยกับญาติของตัวเองอยู่ สีหน้าไม่แน่ใจ เอ่ยถามพ่อขณะตวงว้อดก้าลงค็อกเทลเชกเกอร์ “ทิ้งให้อยู่คนเดียว รัณโอเคเหรอพ่อ”

ศีลหัวเราะเบาๆ “ก็พ่ออยู่ไม่ไหว กลัวหลุดหัวเราะทำแผนเจ้ารัณแตก”

อาศิรามองพ่อ ส่งสายตาเป็นเชิงถาม ก่อนหัวเราะไปด้วยเมื่อได้ยินพ่อบอก

“กำลังสวมบทหมาป่าในคราบลูกแกะอยู่”

“ได้เหรอ จริงๆ ถ้าเคยอ่านสัมภาษณ์รัณสักครั้งก็รู้แล้วว่ารัณเปลี่ยนไปมาก”

“รัณหลอกถามแล้ว เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรัณเลย ที่รู้ว่ารัณมานี่เห็นจากเฟซบุ๊กใครสักคนที่มางานแม่แล้วถ่ายรูปติดรัณ พ่อเดาว่าคงเป็นเพื่อนลูก แล้วฉัตรคงเห็นเลยส่งข่าวบอกเชอรี่ สองแม่ลูกคงรีบมาแบบไม่รู้อะไรเลย”

“รัณก็เลยได้หลอกคน”

ศีลหัวเราะร่วนกับประโยคนั้นของลูก เห็นลูกเขย่าเครื่องดื่มแล้วอดบอกไม่ได้ “เหนื่อยหน่อยนะ พ่อก็นึกว่าจะจบแค่สั่งอาหารจากรีสอร์ต”

อาศิราหันมายิ้มให้พ่อแทนการบอกว่าไม่เดือดร้อนอะไรนัก “พ่อเอาด้วยไหม”

“กินตอนนี้เนี่ยนะ ไม่ไหวหรอก มะพร้าวปั่นแหละดีแล้ว… ถ้าป้าจินต์เขาถามเรื่องแต่งงาน ลูกจะทำยังไง”

อาศิราเทเครื่องดื่มใส่แก้วแล้วยืนนิ่งเพื่อครุ่นคิด ครู่หนึ่งก็ย้อนถามพ่อแทน “แล้วพ่อว่าไง”

“พ่อก็ตามใจลูกอยู่แล้ว”

คนลูกเลยถอนใจยาว บอกความคิดตนออกไป “ก็คงแล้วแต่รัณ แต่ยังไงลูกก็อยากคุยกับฉัตรก่อน”

“ลูกอยากจบกับฉัตรก่อนใช่ไหม”

“ถ้าต้องแต่งงานกับรัณก็ต้องจบกับฉัตรก่อน แต่ลูกไม่ได้อยากจบ” อาศิรามองหน้าพ่อ ส่งยิ้มให้แล้วบอกเหมือนที่เขาเคยบอกไปเกือบทุกครั้งที่คุยกันเรื่องนี้ “ลูกยังคิดเหมือนเดิม อยากเป็นเหมือนพ่อกับแม่”

ศีลถอนใจยืดยาว มองลูกตกแต่งแก้วค็อกเทลด้วยส้มฝานแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรอาศิราก็ยังตั้งใจทำทุกอย่างที่ตนลงมือทำให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเต็มใจทำหรือไม่ก็ตาม และสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้นมันทำให้เขาภูมิใจในตัวลูก มากพอๆ กับที่ภูมิใจในความรักเดียวใจเดียวของลูก ทว่า… สำหรับเขา ลูกยังไม่รู้จักความรักด้วยซ้ำ “ไม่ลองชวนฉัตรกลับมาล่ะ”

“อยากให้กลับมาเองมากกว่า”

แล้วลูกจะรู้ตัวไหมว่าหากรักปริยฉัตรสักนิด ลูกอาจไม่เย็นเป็นน้ำได้แบบนี้ถ้าปริยฉัตรไปอยู่ที่อื่น ถึงโดยเนื้อแท้แล้วจะเป็นคนใจเย็นสักแค่ไหนก็เถอะ พอเห็นลูกเอาเครื่องดื่มใส่ถาด ศีลก็เตรียมเดินเคียงกับลูกออกไปรวมกับดารัณอีกครั้ง ก่อนจะถึงกลุ่มก็อดกระซิบบอกลูกไม่ได้ “นิ่งๆ ให้น้องหน่อยแล้วกัน”

อาศิราเพียงหันมองหน้าพ่อ ไม่ทันได้ตอบอะไร นำเครื่องดื่มไปวางตรงหน้าจงจินต์กับจริยา แล้วนั่งลงข้างพ่อตนที่เอ่ยถาม

“เป็นไง คุยกันถึงไหนแล้ว”

ดารัณยิ้มนิดๆ ตอบเสียงเบา “ป้าจินต์ถามถึงตอนรัณอยู่เมืองนอกน่ะค่ะ”

นี่ถ้าพ่อไม่เตือนไว้ก่อนอาศิราคงเลิกคิ้วมองดารัณแทนคำถามว่าเจ้าหล่อนไม่สบายหรือเปล่า แต่พอรู้และเริ่มเข้าใจว่าดารัณต้องการทำอะไร อาศิราเลยทำเพียงนั่งกอดอกนิ่งหลุบตาต่ำมองตักตน พยายามทำสมาธิ

จงจินต์หันไปบอกศีล “พอรู้ว่ารัณจะมาอยู่ไทยพักใหญ่ๆ จินต์เลยว่าจะชวนรัณไปอยู่ด้วยกันน่ะค่ะ ไปอยู่กันประสาป้าหลาน จะได้ไม่กวนคุณศีลด้วย”

ประสาป้าหลาน… ศีลมองหน้าดารัณที่ยังส่งยิ้มอ่อนหวานมาให้ รู้อยู่ว่าตลอดระยะเวลาสิบปีจงจินต์ไม่เคยติดต่อดารัณ ไม่เคยแม้แต่จะหาทางติดต่อด้วยซ้ำ อยู่ๆ จะมา ‘ประสาป้าหลาน’ เนี่ยนะ

“ว่าแต่ รีสอร์ตคุณศีลว่างไหมคะ จินต์จองตอนนี้ทันไหม ตอนแรกก็ว่าจะไปค้างที่อื่นแต่คิดไปคิดมาอุดหนุนคนกันเองดีกว่า”

อุดหนุน… ศีลระงับความขำของตน ส่งยิ้มให้จงจินต์ หันไปมองอาศิราซึ่งรีบเปิดโปรแกรมเช็กตารางห้องพักขึ้นมาดูทันที เอ่ยถามจงจินต์

“ป้าจินต์พักกี่คืนครับ”

“คืนเดียวแหละจ้ะ… รัณเก็บของคืนเดียวทันใช่ไหมจ๊ะ หรือถ้าไม่ทันพรุ่งนี้เรากลับกันเย็นๆ ก็ได้”

ดารัณทำสีหน้าไม่แน่ใจ บอกเสียงเบาแบบที่อาศิราต้องเงี่ยหูฟัง “รัณ… ไม่แน่ใจค่ะ”

“แหม ถ้าเก็บไม่ทันยังไงเดี๋ยวพี่มาช่วยเก็บก็ได้” จริยาเสริมทันที ซึ่งดารัณก็ยังพูดด้วยสำเนียง ‘ลูกแกะ’ อยู่ “เปล่าค่ะ รัณหมายถึงไม่แน่ใจว่าจะไปกับป้าจินต์ไหม”

“ก็ต้องไปสิ” เสียงจริยาแข็งขึ้นจนจงจินต์ต้องจับแขนลูก สบตาแทนการปรามให้ลูกสงบแล้วจึงหันไปทางดารัณ “ไม่เป็นไร ค่อยๆ คิด ไว้เราคุยกันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวรัณก็ตัดสินใจได้ ยังไงไปอยู่กับญาติๆ กันก็ดีกว่ารบกวนคนอื่นนะลูก”

ดารัณนิ่งเงียบ ส่วนอาศิราก็ถือโอกาสที่คล้ายกับการสนทนาจะจบลงแล้วจึงบอก

“วิลล่าที่ว่างเป็นวิวสวนนะครับ ที่ติดทะเลเต็มหมดแล้ว”

จริยาหันขวับ ทำหน้าออดใส่อาศิรา “แหม เสียใจเลย มาทะเลทั้งทีรี่ก็อยากนอนติดทะเล พอจะสลับห้องกับใครได้บ้างไหม”

อาศิรามีสีหน้าลำบากใจ แต่ดีที่ศีลเป็นคนบอกให้ด้วยรู้นิสัยลูกดีว่าไม่เก่งเรื่องการปฏิเสธคนเอาเสียเลย

“วิวสวนก็สวยนะเชอรี่ ถึงจะไม่ติดทะเลก็ใกล้ เดินไม่กี่ก้าว ที่สำคัญถูกกว่าหลังติดทะเลหลายพัน”

สองแม่ลูกชะงักไป ค่อยๆ หันมองหน้ากัน สื่อสารความในใจได้อย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่าศีลจะคิดเงินค่าที่พัก ไม่ได้ให้พักฟรีอย่างที่หวัง แล้วเท่าที่รู้ราคาห้องที่นี่ไม่ถูกเลย จงจินต์รีบกล่อมลูก “สวนก็สวนเนอะ”

พอได้ข้อสรุป อาศิราก็บอกอีกเรื่อง “อาหารพร้อมแล้วครับ”

ศีลเอ่ยถามสองแม่ลูกอีกทีเพื่อถามความสะดวกใจ “หรือคุณจินต์กับเชอรี่จะทานให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมาคุยกันดีไหมครับ”

จงจินต์รีบโบกไม้โบกมือทันที ตอนนี้สิ่งที่คิดคืออยากให้ดารัณอยู่ในสายตาให้มากที่สุด กลัวว่าศีลจะเกลี้ยกล่อมดารัณจนแผนการของเธอยากขึ้น “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ กินไปคุยไปได้ เพลินๆ ดีค่ะ นานๆ ได้เจอกันทีเราน่าจะมีเรื่องสนุกๆ คุยกันเยอะเลย”

ทั้งหมดจึงเคลื่อนย้ายกันไปที่ห้องอาหารของรีสอร์ตโดยใช้รถนั่งไฟฟ้าจำนวนสองคัน แน่นอนว่าอาศิรา ดารัณแทบจะเรียกได้ว่าเงียบสนิท การสนทนาตกเป็นของจงจินต์กับจริยา โดยมีศีลคอยตอบรับไม่ให้กลายเป็นว่าสองแม่ลูกคุยกันเองเป็นระยะๆ

พอสองแม่ลูกกินเสร็จ จริยาก็หันไปถามดารัณ “รัณ นอนกับพี่ไหมคืนนี้ เราจะได้นอนคุยกันยาวๆ ทั้งคืนไง”

ดารัณนิ่งไป ก่อนต้องยิ้มด้วยท่าทางราวกับเกรงใจจริยาเหลือเกิน บอกปัด “รัณต้องทำงานน่ะค่ะ ถ้าชิ้นนี้ทำส่งไม่ทันรัณต้องโดนไล่ออกแน่ๆ”

จริยายิ้ม ทว่าดวงตาไม่ยิ้มด้วย จงจินต์ไม่ยอมปล่อยให้เกิดช่องว่างในบทสนทนา เอ่ยถามถึงอีกเรื่องที่อยากรู้ “เออ… แล้วตกลงศิรากับรัณนี่ ยังจดทะเบียนสมรสกันอยู่ไหมจ๊ะ”

จริยาพูดทันที “แหม ยังจดอยู่สิแม่ ไม่งั้นฉัตรก็ไม่งอนศิราจนหนีไปอยู่ที่อื่นหรอก”

“อ้าว เหรอ… หรือว่าจะแต่งงานกัน ถ้าจะแต่งก็ดีนะ ไหนๆ ป้าก็อยู่นี่แล้วเป็นผู้ใหญ่ฝั่งรัณพอดี เรามาคุยกันเรื่องนี้เลยก็ได้”

ทุกคนพากันนิ่งเงียบไปหมด ที่สุดก็เป็นดารัณที่บอก

“เปล่าหรอกค่ะป้าจินต์ เราไม่ได้คิดจะแต่งงานกัน แต่แค่ไม่หย่าเพราะไม่อยากยุ่งยากเรื่องเอกสารน่ะค่ะ ไว้ถ้ารัณจะย้ายกลับมาไทยถาวร คงได้จัดการเรื่องนี้”

“นั่นน่ะสินะ พี่ก็ว่ารัณคงไม่ใช่คนประเภทชอบแย่งสามีคนอื่น”

ดารัณจิกมือตัวเองแรงๆ ไม่ให้ตอบโต้ ได้แต่บอกว่ายังไม่ถึงเวลา… ยังไม่ถึงเวลา ดารัณแน่ใจว่าที่สองแม่ลูกมาคราวนี้นั้นมีเรื่องอื่น เธอจะรอจนกว่าจะรู้ก่อนว่าเรื่องนั้นคืออะไรซึ่งมันต้องโผล่ออกมาก่อนทั้งคู่กลับไปแน่ เธอแค่ต้องอดทนแสดงบทลูกแกะไปเรื่อยๆ ก่อน แต่ข้อดีคือความอัดอั้นที่เกิดจากความโกรธทำให้เธอน้ำตาคลอ ยิ่งเสริมภาพลูกแกะให้น่าเชื่อถือไปอีก

จริยาเห็นดารัณน้ำตาคลอแบบนั้นก็รีบพูด “ตายแล้ว ไม่ต้องร้องไห้นะรัณ พี่นี่ปากไม่ดีพูดให้รัณเสียใจเหรอจ๊ะ ขอโทษทีนะ ไม่ได้ตั้งใจเลย”

ดารัณส่งยิ้มให้จริยา หันไปมองศีลกับอาศิราก็เห็นว่าทั้งคู่มองมาเหมือนอยากรู้ว่าเธอร้องจริงไหม ดารัณก้มหน้าใช้ปลายนิ้วปัดน้ำที่เอ่อคลอตาตัวเองออก ส่งยิ้มให้ศีลที่โอบไหล่เธอเบาๆ หันไปมองจงจินต์ที่บอกมา

“รัณ ถ้างั้นพรุ่งนี้เช้ารัณมากินข้าวกับป้านะ เราจะได้มาคุยกัน ป้าน่ะตอนนี้มีธุรกิจเยอะแยะอยากได้คนมาช่วยดู เผื่อรัณยอมกลับไปกับป้าจะได้ไม่ต้องไปหาคนอื่น”

แน่นอนว่าดารัณตอบรับทันที “ได้ค่ะ”

จงจินต์จำเป็นต้องหันไปทางศีลเพื่อให้แน่ใจว่าตนจะได้คุยกับดารัณตามลำพัง “ยังไงจินต์ขอคุยกับรัณตามประสาป้าหลานนะคะ จะได้ไม่รบกวนเวลาคุณศีลกับศิราด้วย”

ศีลกับอาศิราเพียงยิ้มรับ ไม่ตอบคำใด และยังคงนิ่งเงียบแม้แต่ตอนมาส่งสองแม่ลูกเข้าที่พัก หลังขับรถนั่งไฟฟ้าห่างออกมาจากบ้านหลังที่แขกเข้าพักแล้ว ศีลจึงหันไปทางดารัณ

“รัณ ร้องไห้ทำไมลูก คิดมากที่เชอรี่พูดเหรอ”

ดารัณยิ้ม ขยับไปเอาหน้าซบหลังศีลที่นั่งอยู่ข้างหน้าตน บอกไป “เปล่า รัณแค่โกรธที่ตอบโต้ไม่ได้”

อาศิราบอกทันที “นี่เรียกว่าเวรกรรม ถ้าไม่แสดงละครหลอกคนอื่นก็ไม่เจอแบบนี้”

ดารัณส่งค้อนวงโตให้อาศิรา บอกจุดมุ่งหมายของตน “รัณแค่อยากรู้ว่าป้าจินต์ต้องการอะไร ให้คิดว่ารัณเป็นรัณแบบเดิมจะง่ายกว่า”

“มันก็คือการหลอกลวงอยู่ดี”

ดารัณเม้มปากแน่นอยู่ครู่ อยู่ๆ ก็น้อยใจเขา อดคิดไม่ได้ว่าเธอทำอะไรก็ไม่ดีในสายตาเขา ความคิดนั้นทำให้ขอบตาร้อนผ่าวจนรู้สึกถึงน้ำที่ออกมาคลอตา ทว่าครู่เดียวก็บังคับให้น้ำนั้นเหือดหายไป ตอบกลับ “นึกว่ารู้อยู่แล้วว่ารัณไม่ใช่คนดี”

อาศิราเหลือบมองหน้าดารัณแวบหนึ่งก่อนหันกลับไปมองทาง ถอนใจก่อนถามกลับ “ทำไมต้องประชด”

“แล้วทำไมต้องสงสัยด้วย รัณอยากประชดก็ประชด ไม่เห็นต้องมีเหตุผลเลย”

“ก็คือใช้อารมณ์ใช่ไหม” อาศิราย้อนเสียงเรียบ ไม่มีอารมณ์ใดเจือปน ผิดกับคนที่ตอบกลับมาที่กระแทกเสียงแรงจัด “ใช่! รัณน่ะใช้อารมณ์ เห็นชัดแบบนี้ยังต้องถามอีกเหรอ”

ถึงตรงนี้ศีลก็รีบยกมือขึ้น หันฝ่ามือเข้าหน้าดารัณเพื่อรั้งศีรษะเจ้าหล่อนเข้ามาซบตน รีบพูด “ไม่เอาๆ ไม่ทะเลาะกัน”

อาศิราบอกทันที “ลูกไม่ทะเลาะด้วยหรอก”

ดารัณทนไม่ไหวอีกต่อไป ยกมือผลักต้นแขนเขาแรงๆ จนอีกฝ่ายตัวโยนไป ตาขวางใส่อาศิราที่เหลือบมามอง

“ไหน ต่อต้านเรื่องความรุนแรงไม่ใช่เหรอ ที่ทำนี่อะไร”

แค่ดารัณสะอึกตัวแรงๆ ศีลก็รีบรั้งดารัณไว้ พยายามเก็บมือเก็บไม้ดารัณให้มิดชิด “ไม่เอาๆ พอแล้ว ศิรา ลูกก็อย่ายั่วน้อง”

อาศิรากลับส่ายหน้า “ลูกไม่ได้ยั่ว”

“ยั่ว!” ดารัณแหวกลับ “พี่ศิราน่ะยั่วโมโหรัณ ทำไม ต้องให้รัณเป็นรัณคนเดิม เป็นพวกหงอคนอื่น ต้องให้รัณโดนรังแกเหมือนเดิมถึงจะพอใจเหรอ”

อาศิราถึงกับเงียบไปเป็นครู่ กว่าจะตอบได้ “นั่นไม่เกี่ยวกับการโกหก รัณเป็นรัณแบบที่เป็นอยู่ได้ ไม่ต้องยอมให้ใครรังแก และไม่ต้องโกหก”

ดารัณไม่พูดอะไรอีก ซบหน้าลงกับบ่าของศีล เสียงสูดน้ำมูกนั่นทำให้รู้ว่าดารัณร้องไห้ ศีลวางมือตนลงบนบ่าลูกเบาๆ พอลูกหันมองก็ส่ายหน้าแทนการบอกว่าไม่ต้องพูดแล้ว ต่อให้อบรมดารัณตอนนี้ในเรื่องที่มีเหตุผลมากแค่ไหนแต่คนที่ปิดการใช้เหตุผลไปแล้วอย่างไรก็ไม่ฟัง แล้วยกมือขึ้นลูบผมดารัณ เอ่ยปลอบ

“ไม่เอา ร้องไห้ทำไมล่ะรัณ ไม่เห็นต้องร้องเลย”

“รัณเกลียดลูกชายพ่อ”

ขณะที่ศีลหัวเราะ อาศิราก็พูด “ถ้าพี่บอกว่าพี่ก็เกลียดเราเหมือนกันจะเป็นยังไง”

ดารัณนิ่งสนิท ไม่พูดคำใด ศีลก็หันไปนิ่วหน้าใส่ลูกชายเป็นเชิงปรามแต่ไม่จริงจังนัก มือยังตบๆ ที่หัวทุยๆ ของดารัณไม่หยุด กระทั่งอาศิราจอดรถนั่งไฟฟ้าในโรงจอด ดารัณก็ลงจากรถเดินหนีห่างไปทันที ศีลที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมหันไปพูดกับลูกที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมเช่นกัน

“ไม่ชอบที่รัณแกล้งทำตัวเรียบร้อยใช่ไหม”

อาศิราพยักหน้า บอกความคิดตนกับพ่อ “ตอนนี้รัณรับมือกับทุกอย่างแบบขาวสะอาดได้ ถ้าจะทำ ไม่เห็นต้องทำแบบนี้”

“รัณแค่นึกสนุก”

อาศิราหัวเราะหึ บอกพ่อด้วยน้ำเสียงกึ่งอ่อนใจกึ่งขบขัน “อยากสะใจมากกว่า หลอกให้สองคนนั้นเอาเปรียบตัวเองเยอะๆ แล้วตอกกลับ” ว่าแล้วอาศิราก็ส่ายหน้า “ทำเป็นเด็กๆ ไปได้”

“พ่ออยากให้ลูกเข้าใจน้องหน่อย สองคนนั้นเป็นคนทำให้รัณต้องระหกระเหินไปไกลบ้าน นี่ยังไม่รวมถึงเป็นผู้ต้องสงสัยที่ทำให้เกิดเรื่องแย่ๆ ระหว่างลูกกับรัณด้วยนะ”

ดวงตาของอาศิราอ่อนแสงลงตอนพ่อพูดถึงเหตุการณ์นั้น เป็นเหตุการณ์ที่อาศิราเลี่ยงไม่พูดถึงอยู่เสมอเพราะแค่คิดถึงเขาก็รู้สึกแย่จนเกือบทนไม่ไหว เขารู้สึกแย่ที่ดารัณต้องเจอเรื่องเลวร้ายแบบนั้น โดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจโดยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย

เขารู้สึกแย่ที่ในตอนนั้นความสับสนและผลกระทบที่ได้รับทำให้เขาโกรธดารัณ…

“พ่อไม่ได้ห้ามรัณเพราะเห็นว่ามันไม่ได้ทำให้สองคนนั้นเดือดร้อน ให้รัณได้ปล่อยความแค้นออกมาเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ดีกว่าให้เก็บกดไปเรื่อยๆ ถ้าสองคนนั้นยังยุ่งกับรัณเรื่อยๆ พ่อกลัวว่าวิธีแก้แค้นมันจะแรงตามไปด้วย”

อาศิรานิ่งไป พิจารณาตามที่พ่อว่าแล้วสุดท้ายก็พยักหน้ารับ

“แต่พ่อก็ไม่ได้บอกว่ารัณทำถูกนะ ถ้าพูดถึงความถูกต้อง พ่อก็ว่าแบบลูกถูกกว่า”

อาศิราหัวเราะ “แต่บางครั้งความถูกต้องก็ไม่ถูกใจใช่ไหม”

ศีลหัวเราะร่วน ก้าวลงจากรถแล้วเอ่ยถามลูก “กลับไปทำงานใช่ไหม”

อาศิราพยักหน้า ยิ้มขำเมื่อพ่อเอ่ยเตือน

“อย่าลืมลอดช่องล่ะ”

“ไม่ลืม เดี๋ยวจะนวดแป้งไปฟังเด็กคุยงานไป”

ศีลยืนรอส่งจนลูกชายลับสายตาไปแล้วจึงเดินกลับเข้าบ้าน ไม่เห็นมีใครอยู่ชั้นล่างจึงเดินไปชั้นบน เห็นประตูห้องลูกชายเปิดจึงเดินตรงไป ภาพที่เห็นคือมิรันตานั่งอยู่มุมหนึ่ง ส่วนดารัณนอนกลิ้งอยู่กับพื้น บนตัวมีศตายุนั่งทับดูท่าจะมีความสุขเพราะกำลังยิ้มปากบาน พอดารัณหันมาเห็นเขายืนมองอยู่ก็ส่งเสียง

“โกรธพ่อจะมาลงกับลูกแล้ว”

ศีลหัวเราะ รู้ว่าดารัณพูดเล่นแต่ก็อดบอกไม่ได้ “ลงกับสิงห์นี่เท่ากับประกาศศึกกับปู่สิงห์ด้วยนะ”

มิรันตาหันไปถามดารัณ “ทะเลาะกับพี่ศิราเหรอ”

ดารัณเบ้ปาก “เปล๊า ทางนั้นเขาว่าเขาไม่ทะเลาะด้วย”

แปลว่าทะเลาะ มิรันตายิ้มขำ บอกดารัณ “ถ้าทะเลาะกับพี่ศิราแล้วลงกับสิงห์ ก็ประกาศศึกกับแม่สิงห์เหมือนกัน”

ดารัณชะงัก มองหน้ามิรันตาแล้วเลยไปมองหน้าศีล เห็นความลำบากใจบนหน้าผู้สูงวัยแล้วจึงช่วยพาออกนอกเรื่องไป “โอ๊ย งั้นไม่ไหวหรอก สู้ศึกรอบด้านน่าจะไม่ดี ใช่ไหมล่าาาา”

ประโยคคำถามนั้นพูดไปดึงศตายุมากอดรัดฟัดเหวี่ยงไป จนเด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะแล้วจึงลุกขึ้นพาเดินไปส่งคืนมิรันตา “อะ ลงเสร็จแล้ว รัณจะกลับไปทำงานต่อ”

มิรันตารับศตายุมาแล้วเอ่ยถาม “เดี๋ยวถ้าสิงห์หลับแล้วรันไปอยู่ด้วยได้ไหม”

ดารัณพยักหน้า เดินออกจากห้องแล้วปิดประตู หันไปทางศีลที่เอ่ยถาม

“หายโกรธพี่เขาหรือยัง”

ดารัณดันปากจนแทบติดจมูก บอกเสียงเบา “รัณไม่ได้โกรธ แค่หงุดหงิดที่พี่ศิราทำเหมือนรัณนิสัยแย่ซะเหลือเกิน”

“พี่เขาไม่อยากให้รัณโกหก”

“รัณก็ไม่ได้อยาก ไม่ได้คิดจะโกหกไปตลอดด้วย ถ้ารัณไม่ทำแบบนี้ทางนั้นไม่แบหมดไต๋แน่ว่าอยากได้อะไรจากรัณบ้าง รัณอยากรู้”

“แล้วที่พรุ่งนี้จะไปกินข้าวเช้ากับเขานี่โอเคไหม ต้องให้พ่อสแตนด์บายไหม”

“ไม่ต้องหรอกพ่อ รัณน่าจะจัดการได้ พอรู้ว่าเขาอยากได้อะไรบ้างรัณก็จะหนีแล้ว” ดารัณบอกอย่างมั่นใจเพราะเธอมั่นใจ

ถ้าจงจินต์กับจริยายังละโมบและแสดงความละโมบนั้นออกมาอย่างตื้นๆ เหมือนที่เคย ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว และดารัณมั่นใจจากที่ได้คุยกัน สองคนนั้นไม่เปลี่ยน… ไม่เปลี่ยนเลย

อาศิรารู้สึกเหมือนมีคนมายืนข้างหลังจึงหันไปมอง พอเห็นว่าเป็นดารัณ มองปราดเดียวเห็นการแต่งตัวทำผมก็รู้ว่าเจ้าหล่อนยังสวมชุดลูกแกะอยู่ก็เมินกลับมาทำออมเล็ตต่อ ไม่พูดอะไร

“รัณไม่ขอโทษหรอกนะ”

เสียงนั่นเกือบทำให้อาศิราส่ายหน้า แต่เท่าที่ทำก็เป็นเพียงบอก “ไม่ได้อยากให้ขอโทษ”

“งั้นขอโทษ”

อาศิราหันมองหน้าดารัณ มือขยับกระทะไปเทออมเล็ตทรงลูกรักบี้สีเหลืองสวยใส่จาน มือหยิบขวดน้ำมันมะกอกเทลงกระทะ เอาไปวางบนเตาโดยไม่ละสายตาจากดารัณ เอ่ยถามหน้าตาจริงจัง “โอเคไหม”

“จริงๆ คืออยากถามว่าสติยังดีอยู่ไหมใช่ไหม”

อาศิรามุมปากกระตุกเหมือนจะยิ้ม “จะคิดแบบนั้นก็ได้… เอาออมเล็ตไหม”

ดารัณส่ายหน้า “ต้องไปกินกับป้าจินต์”

คนฟังปล่อยลมหายใจยืดยาว เอ่ยถามด้วยหน้าตาจริงจังแบบเดิม ทว่าสัมผัสได้ถึงความจริงใจมากขึ้น “โอเคไหม”

ดังนั้นดารัณจึงไม่รวนอีก พยักหน้าแล้วบอกไป “โอเค… ไปแล้ว”

แค่นั้นแล้วหญิงสาวก็หมุนตัวเดินออกไป อาศิรามองตามเห็นเจ้าหล่อนแวะกอดพ่อที่นั่งเล่นกับศตายุอยู่บนโซฟา เห็นโบกมือให้มิรันตาที่นั่งอยู่ใกล้ๆ แล้วลับหายไปทางประตูหน้าบ้าน รีบหันมาทำออมเล็ตอีกที่ให้เสร็จเรียบร้อย ทำข้าวให้ลูกแล้วนำไปวางบนโต๊ะอาหาร เดินไปบอกพ่อ “พ่อ รัน เสร็จแล้ว กินได้เลย ลูกไม่ได้กินด้วยนะ เดี๋ยวไปกินที่ทำงาน”

โดยไม่รอให้ใครตอบรับหรือถามไถ่สิ่งใด อาศิราก็เดินไปยังรถนั่งไฟฟ้า ขับรถออกไปทันที

 

ดารัณนั่งกินข้าวต้มหมูทรงเครื่องที่พนักงานเอามาบริการให้ถึงห้องของจงจินต์กับจริยา รอเวลาที่เธอจะได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้เสียที ซึ่งก็ไม่นานเลย หลังข้าวต้มยุบไปราวครึ่งถ้วยจงจินต์ก็เปิดบทสนทนา

“รัณ คนบ้านนี้เขายุ่งกับเงินกับทรัพย์สินของรัณบ้างหรือเปล่า”

ดารัณตีหน้าซื่อ ส่ายหน้าไปมา “ไม่นี่คะ”

“แล้ว… ช่วงที่อยู่เมืองนอกรัณคงใช้เงินเยอะสินะ มรดกที่แม่ทิ้งไว้ให้ใกล้หมดหรือยัง”

ดารัณยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้าไปมาแล้วตอบไปตามความจริง “ไม่หรอกค่ะ แม่รัณลงทุนพวกกองทุน พวกหุ้นไว้เยอะ รัณใช้เงินไม่เกินกำไรที่ได้ด้วยซ้ำค่ะ หลังๆ พอได้ทำงานก็ยิ่งไม่ได้ใช้”

จงจินต์นิ่งไป สบตากับจริยา ก่อนถามเพื่อความแน่ใจ “รัณจะบอกว่าเงินเหลือเยอะกว่าเดิมเหรอ”

ดารัณพยักหน้า “ค่ะ”

“งั้นรัณสนใจลงทุนกับพี่ไหมล่ะ”

ดารัณหันไปทำหน้า ‘แบ๊ว’ ใส่จริยา แบบที่แน่ใจว่าอาศิรามาเห็นเขาคงไม่ชอบ แต่ใครสนเขากันล่ะ “ลงทุนอะไรเหรอคะ”

“พี่ว่าจะทำเครื่องสำอางแบรนด์ตัวเอง พวกครีมบำรุงผิว หรืออาจจะทำอาหารเสริม”

ดารัณยิ้มด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจ “รัณไม่มีความรู้ด้านนี้เลยค่ะ”

“โอ๊ยยย ไม่ต้องมีความรู้หรอกจ้ะ ใครๆ เขาก็ทำขายกันทั้งนั้น ของพวกนี้ขายดีสุดๆ เลยรัณ คนรอบตัวพี่ซื้อใช้กันหมด แล้วพี่ก็มีคนติดตามเยอะมากกกก รัณคงไม่รู้ว่าพี่น่ะดังจะตาย”

ก็พอรู้มาบ้าง เธอมีโอกาสได้เห็นการไลฟ์สดของจริยาอยู่ ด้วยการใช้ชีวิตหรูหรา มักมีรูปถ่ายใกล้ชิดกับคนดังในสังคม แต่งตัวค่อนข้างเปิดเผยเนื้อตัว ลีลาท่าเต้นยั่วยวนใจ บางทีจริยาก็ไลฟ์ขายของแบรนด์เนมของตัวเองและบางทีก็แจกฟรี ทั้งหมดนั้นพลอยทำให้จริยากลายเป็นคนดังทางสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผู้ติดตามมากมาย

“พี่แน่ใจว่าถ้าพี่ทำต้องขายได้แล้วก็ได้กำไรดีด้วย พี่มีเพื่อนดังๆ ตั้งหลายคน เดี๋ยวจ้างให้เขาถ่ายรูปคู่สินค้าโพสต์ลงเน็ต แค่นี้ก็เรียบร้อย รับรองผลิตขายไม่ทัน กำไรเดือนละหลายแสน”

ดารัณพยักหน้าช้าๆ เอ่ยถามเสียงซื่อ “ดีแบบนั้นเลยเหรอคะ”

“แน่นอน รัณลงแค่สักห้าล้านก็ได้ เดี๋ยวพี่ลงสิบห้าล้าน แค่ลงเงินไม่ต้องทำอะไรเลย รอปันผลอย่างเดียว”

“ขอรัณคิดก่อนนะคะ” ดารัณบอกดังนั้นแล้วตักข้าวต้มเข้าปากต่อ ไม่นานเลยจงจินต์ก็เอ่ยถาม

“แล้วรัณจะกลับไปเมืองนอกอีกใช่ไหม”

“ค่ะ รัณมีงานที่นั่น”

“แล้วตอนนี้ใครดูแลมรดกให้รัณอยู่ล่ะ ยังเป็นทนายคนเดิมหรือเปล่า”

ดารัณพยักหน้า เพราะทนายของแม่มีทีมงานที่ดูแลทรัพย์สินให้เธอได้ดีและครบวงจรอยู่แล้ว มีการทำรายงานส่งทุกเดือน ตรวจสอบได้ตลอดเวลา สิบปีที่ผ่านมาทั้งเธอและศีลที่ช่วยเธอดูไม่พบการทุจริตเกิดขึ้นเลย “ค่ะ คนเดิม”

“ก็ต้องเสียค่าจ้างค่าออนให้เขาใช่ไหมล่ะ”

“ค่ะ”

“ให้ป้าดูแลให้ดีไหมล่ะรัณ จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินแพงๆ”

ดารัณเอียงหน้า เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “ป้าจินต์อยากดูแลตัวไหนคะ”

จงจินต์ส่ายหน้า ทำท่าทีเหมือนดารัณถามอะไรไม่เข้าท่าเอาเสียเลย “ก็ทุกตัวนั่นแหละ ป้าดูให้ได้หมด”

ดารัณทำตาโต เอ่ยถาม “ทุกตัวเลยเหรอคะ ลำบากป้าจินต์แย่”

“ไม่ลำบากหรอก ป้าทำให้ได้ เดี๋ยวรัณกลับไปกับป้าแล้วเราก็ไปเซ็นเอกสารกันเลยดีไหม รัณติดต่อทนายไว้เลยสิจ๊ะ ให้เขาทำเอกสารไว้รอ”

ดารัณนิ่วหน้า ตักข้าวต้มเข้าปากก่อนหนึ่งคำแล้วค่อยบอก “น่าจะไม่ได้หรอกค่ะ รัณไม่ได้จะกลับไปกับป้าจินต์”

“อ้าว…” สองแม่ลูกร้องอย่างพร้อมเพรียง หันมองหน้ากัน ก่อนจริยาจะหันมาพูดกับดารัณ “ทำไมล่ะรัณ ไปเถอะ กลับไปอยู่ด้วยกัน เราจะได้ไปคุยเรื่องแผนธุรกิจ เผื่อรัณจะเอาไปเปิดตลาดที่เมืองนอกด้วยไง ถ้ารัณทำได้พี่ว่าเดือนละล้านยังน้อยไป”

ฝันไปก่อนเถอะ ทำเครื่องสำอางหรืออาหารเสริมสุ่มสี่สุ่มห้าที่โน่นเรื่องคงไม่สวยงามนักหรอก กฎหมายและการบังคับใช้ของที่โน่นมีประสิทธิภาพมากพอจะทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะคิด ดารัณมองจริยา ส่งยิ้มให้แล้วยืนยัน “คงไม่ได้ค่ะ รัณจะอยู่ที่นี่ต่อ”

สองแม่ลูกมองหน้าราวกับจะปรึกษาหารือผ่านความเงียบงัน ครู่หนึ่งจงจินต์ก็พูด

“ถ้าแบบนั้นรัณก็เซ็นมอบอำนาจให้ป้าดีไหม… ถ้าไม่อยากยุ่งยากก็เซ็นลอยๆ ไว้ก็ได้ เดี๋ยวป้าจัดการให้เอง”

ถ้าจงจินต์ไม่พัฒนาเล่ห์กลของตัวเอง อย่างน้อยก็ควรคิดได้ว่าดารัณไม่ใช่เด็กสิบหกแล้ว

“นั่นสิ ส่วนของพี่รัณก็เซ็นเช็คมาอย่างเดียวก็ได้ ถ้าอยากลงมากกว่าห้าล้านก็ได้นะ จะได้ได้กำไรเยอะขึ้น”

พอกันทั้งแม่ทั้งลูก ดารัณกินข้าวต้มหมดถ้วย เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มทีแล้ว วางช้อน หยิบแก้วน้ำมาจิบ ซับปากเรียบร้อยก็ส่งยิ้มให้สองแม่ลูก บอกชัดเจน “รัณจะไม่ไปไหน จะไม่เซ็นทั้งใบมอบอำนาจและเช็คค่ะ ขอโทษด้วยนะคะถ้าทำให้ป้าจินต์กับพี่เชอรี่เสียเที่ยว”

มองหน้าเหลอหลาของสองแม่ลูกจนพอใจแล้ว ดารัณก็ส่งยิ้มให้อีกทีแล้วลุกขึ้นยืน เดินออกจากบ้าน แล้วต้องชะงักเมื่อจริยาลุกตามมารั้งแขนไว้

“นี่ ศิรากับพ่อเขากล่อมอะไรรัณไว้ คงบอกไม่ให้รัณเชื่อใจพวกเราสินะ รัณลืมไปหรือเปล่าว่าเราเป็นญาติกัน สองพ่อลูกนั่นไม่ได้เป็นอะไรกับรัณเลย เราหวังดีกับรัณจริงๆ”

ดารัณมองหน้าจริยานิ่ง เหมือนอยากถามว่าจริยาเชื่อสิ่งที่ตัวเองพูดจริงหรือเปล่า เริ่มหงุดหงิดเมื่อจริยาเบ้ปากแล้วถามด้วยท่าทางเหยียดเยาะ

“อ้อ นอกจากว่าจะหลงสามีคนอื่นจนไม่มีสติแล้ว”

“ไม่มีใครกล่อมอะไรรัณค่ะ จริงๆ แล้วพ่อศีลกับพี่ศิราไม่เคยยุ่งกับเงินทองของรัณเลย มีแต่ให้ด้วยซ้ำ ป้าจินต์รู้ไหมคะว่าพ่อศีลกับแม่อรส่งของขวัญให้รัณตลอด ปีใหม่ วันเกิด คริสต์มาส ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรกันเลยนั่นแหละค่ะ”

เป็นอีกครั้งที่สองแม่ลูกต้องหันมองหน้ากัน คราวนี้จงจินต์เป็นคนพูด “ถ้าป้ารู้ว่าจะติดต่อรัณได้ยังไงป้าก็คงส่งของขวัญให้ได้เหมือนกัน… คิดดีๆ อีกครั้งดีไหมรัณ กลับไปอยู่กับป้าเถอะ”

“ไม่ค่ะ” ดารัณปฏิเสธทันที ไม่ลืมย้ำไปอีก “แล้วก็ไม่เซ็นใบมอบอำนาจ ไม่เซ็นเช็คด้วยค่ะ ถ้าป้าจินต์กับพี่เชอรี่มาที่นี่เพราะหวังเรื่องนั้น รัณว่ากลับเลยก็ได้ค่ะ จะได้ไม่เสียเวลา”

จบประโยคนั้นจริยาก็คว้าแขนดารัณมาบีบแน่น หน้าตาข่มขู่ ทว่ายังไม่ทันได้ทำอะไรก็ต้องตกใจ เพราะดารัณก็คว้าหมับเข้าที่แขนเธอและบีบแรงเช่นกัน… เหมือนจะแรงกว่า เพราะจริยาเจ็บจนหน้านิ่ว ขณะดารัณมองมานิ่งๆ เหมือนไม่รู้สึกรู้สาสิ่งใด พอรู้สึกว่าเจ็บเกินไปจริยาก็พยายามดึงตัวเองออก นั่นทำให้จงจินต์เห็นความผิดปกติจึงรีบช่วยดึงลูกออกมาแล้วเอาตัวคั่นกลางระหว่างจริยากับดารัณ

“รัณ ไม่เห็นต้องรุนแรงเลย”

ดารัณหัวเราะหึ “บอกพี่เชอรี่ด้วยดีไหมคะ”

บอกไปแล้วดารัณก็เตรียมตัวตั้งรับเพราะเห็นจริยาสะอึกตัวคิดว่าต้องเข้ามา ‘รุนแรง’ กับเธอแน่ ทว่า…

“รัณ”

เสียงอาศิรา ดารัณหันไปมองต้นเสียง เห็นเขาเดินออกมาจากมุมหนึ่งแล้วหน้านิ่วอย่างสงสัยว่าเขาเพิ่งเดินมาหรือหลบอยู่ตรงนั้นมาตลอด ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันทำให้จริยาชะงัก ดารัณเองก็ค่อนข้างโล่งใจเพราะไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องรุนแรงเลย แต่ถ้าจะให้ยืนเฉยๆ หวังว่าจริยาจะทำร้ายเธอจนพอใจแล้วหยุดไปเองดารัณก็คิดว่ามันเป็นเรื่องยาก

อาศิราหันไปถามจริยากับจงจินต์ “อาหารเช้าเรียบร้อยดีไหมครับ”

จริยาเมินไปอีกทางอย่างคนไม่สบอารมณ์ จงจินต์จึงต้องเป็นฝ่ายตอบ “ดีจ้ะ ขอป้าคุยกับรัณต่ออีกนิดนะศิรา”

ดารัณบอกทันที “ไม่มีอะไรต้องคุยแล้วค่ะ นอกจากป้าจินต์จะอยากบอกว่าทำยังไงคนเช่าตึกสามตึกของรัณถึงยอมจ่ายค่าเช่าเป็นเงินสดกับป้าจินต์ได้”

พอเห็นหน้าตกตะลึงของจงจินต์ดารัณก็อยากหัวเราะ แต่หัวเราะไม่ออกเพราะเป็นเรื่องที่เธอเซ็งมาหลายปี คนดูแลทรัพย์สินให้เธอส่งข่าวมาตั้งแต่เดือนแรกที่จงจินต์ทำซึ่งก็แทบจะเป็นปีแรกกับที่เธอย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แน่นอนว่าตอนนั้นดารัณบอกว่าไม่เป็นไรแล้วปล่อยไป สามปีต่อมาทนายถามเธอมาอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้คงเพราะเห็นว่าเธอโตขึ้นแล้ว แต่ดารัณเห็นว่านอกจากสร้างความรำคาญใจแล้วก็ไม่ได้ทำให้เธอเดือดร้อน รวมถึงเห็นแก่ความเป็นญาติจึงยอมปล่อยไปเหมือนเดิม ป้าคงคิดว่าเธอตกหล่นไม่รู้เรื่องสินะ “รัณจะส่งคนไปทำความเข้าใจกับคนเช่าให้เขาโอนเข้าบัญชีเหมือนเดิม ถ้าป้าจินต์ไปเก็บค่าเช่าจากเขา ทนายของรัณคงแนะนำคนเช่าให้แจ้งตำรวจค่ะ”

จงจินต์ฟังแล้วตกใจในหลายๆ สิ่งผสมปนเป เริ่มแน่ใจว่าดารัณไม่ใช่เด็กโง่แหยแฝ่นที่จะโดนเธอหลอกหรือชักจูงง่ายๆ แต่ที่สำคัญกว่าคือนั่นเท่ากับรายได้ที่เธอได้มาฟรีๆ หลักแสนต่อเดือนหายวับไปกับตา สิ่งที่หวังไม่ได้อย่างที่หวังแล้วยังเสียสิ่งที่เคยได้ แล้วดารัณยังมีหน้ามาพูดถึงตำรวจซึ่งเป็นการตอกย้ำชัดเจนว่าที่เธอทำนั้นผิดกฎหมาย เหมือนถูกตอกหน้าว่ามันเป็นคนขี้โกง ทั้งหมดทั้งมวลนั้นทำให้จงจินต์โมโหจัด ชี้หน้าดารัณ “เชอรี่พูดถูกสินะ นี่เธอคงหลงผัวคนอื่นจนลืมญาติลืมเชื้อไปหมด เตือนตัวเองด้วยล่ะว่าเป็นแค่เมียน้อย”

อาศิราอยากพูดอะไรสักอย่างเหมือนกัน แต่คิดไม่ทันดารัณที่สวนทันที

“ก็แล้วแต่ว่ามองมุมไหนนะคะ อย่าลืมนะว่ารัณมีทะเบียนสมรส… คงต้องขอบคุณคนที่พารัณไปอยู่ในห้องพี่ศิราคืนนั้น”

สองแม่ลูกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจริยาจะกระแทกเสียง “ใครจะพาไป เธอเดินไปเองน่ะสิไม่ว่า”

ดารัณยักไหล่ บอกเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “อ้อ เงินล้านหนึ่งที่แม่อรให้รับขวัญรัณตอนนั้น ถ้าป้าจินต์พร้อมก็คืนรัณได้เลยนะคะ เงินสดหรือเช็คก็ได้ค่ะ”

เธอรับได้หมดแหละ ถ้าจงจินต์คิดจะคืน!

Don`t copy text!