Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 13 : หายตัวไป

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 13 : หายตัวไป

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 13 –

เอ… ดารัณมองไปรอบๆ ตัวอย่างงุนงง เมื่อออกมาจากบ้านปานพร้อมพวงกบในมือแล้วไม่เห็นมิรันตา รถนั่งไฟฟ้าคันที่พามาที่นี่ก็ไม่เห็น ดารัณยืนรออยู่อีกพักเพราะคิดว่ามิรันตาอาจไปขับรถเล่นแถวๆ นี้เดี๋ยวคงกลับมา ผ่านไปห้านาทีดารัณยังนิ่งได้ พอเป็นสิบนาทีก็เริ่มนิ่งไม่อยู่ ในนาทีที่สิบห้ามีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งผ่านมา รถคันนั้นผ่านเธอไปแล้วแต่กลับชะลอลงแล้วย้อนกลับมา

“หนูที่อยู่บ้านพี่ศีลใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ” ดารัณตอบแล้วส่งยิ้มให้อย่างคนอัธยาศัยดี

“ขับรถกอล์ฟมาใช่ไหม”

ดารัณตอบรับไปอีกครั้ง รอยยิ้มเลือนหายทันทีที่อีกฝ่ายบอก

“แล้วทำไมไปจอดทิ้งอย่างนั้น ไม่กลัวหายเรอะ”

จอดทิ้ง? “มันจอดอยู่ตรงไหนคะ”

พออีกฝ่ายชี้ย้อนหลังไปดารัณก็ยกมือไหว้ขอบคุณ รีบเดินย้อนกลับไปหาปานเพื่อออกปากขอให้ไปส่ง ซ้อนมอเตอร์ไซค์ปานออกมาได้สักสองถึงสามร้อยเมตรดารัณก็เห็นรถจอดข้างหน้า จึงชี้ไปแล้วบอกปาน “จอดตรงรถเลยค่ะ”

พอลงจากรถแล้วได้ฟังปานพูดยิ่งใจหาย

“เออ สงสัยไอ้เด็กแถวนี้มันคงอยากขับเล่นน่ะหนู เดี๋ยวไว้ลุงถามให้ว่าใครทำ เจอตัวแล้วจะให้ไปขอโทษนะ”

ไม่มี… มันไม่มีเด็กที่ไหนอยากขับเล่นแน่ แต่ด้วยสติที่เหลืออยู่น้อยนิดของดารัณเลยทำได้แค่ส่งยิ้มเจื่อน ยืนนิ่งจนปานขับมอเตอร์ไซค์กลับไปแล้วจึงหันมองไปรอบๆ เพื่อดูว่ามันมีจุดไหนในบริเวณนี้ที่ทำให้มิรันตานึกสนุกจนอยากจอดรถเพื่อเข้าไปวิ่งเล่นหรือเปล่า มองไปมองมาอยู่สามรอบก็ไม่พบ ข้างทางล้วนเป็นป่าหญ้าไม่น่าเดินเล่นสักนิด ดารัณรีบขึ้นรถแล้วลองขับด้วยใจที่หวังว่ามันจะเสีย ทำให้มิรันตาต้องเดินกลับบ้านเพื่อไปเอารถคันใหม่มาใช้ แต่กลับพบว่ามันใช้งานได้ปกติ ตอนนั้นมันอาจจะเสียก็ได้ มิรันตาอาจอยู่ที่บ้าน ดีไม่ดีตอนที่เธอกำลังขับกลับไปนี่อาจขับสวนกันด้วยซ้ำ ดารัณเหยียบคันเร่งจนมิด แม้รถนั่งไฟฟ้ารุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่ทำความเร็วได้ดีแต่ก็ยังช้าเหลือเกินในความรู้สึกของดารัณ

เมื่อถึงบ้าน ดารัณแทบไม่รอให้รถจอดสนิทก็กระโดดลงจากรถ วิ่งเข้าบ้านไปสำรวจในครัวก่อนอันดับแรก มิรันตาอาจหิวจนรีบกลับมาหุงข้าว… แต่ก็ไม่มี ดารัณโยนกบที่ถลกหนังแล้วลงอ่างล้างจาน หมุนตัววิ่งขึ้นชั้นสองพร้อมส่งเสียงเรียกมิรันตา เปิดประตูห้องทุกห้องออกดูแต่ก็ยังไม่พบ หญิงสาวยืนหมุนไปมามองไปรอบๆ บ้านราวกับจะดูว่ายังมีห้องไหนที่ตนหลงลืมไม่ได้เปิดดูอีกหรือไม่ ความตกใจ ความหวาดกลัวเริ่มเพิ่มสูงจนดารัณต้องยกมือกอดอกด้วยจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนอากาศเย็นลง แต่กระนั้นเหงื่อเธอกลับซึมไหล

“รัน ไม่เล่นแบบนี้นะ ถ้าซ่อนอยู่ออกมาเดี๋ยวนี้เลย” พูดไปแล้วก็ยืนนิ่ง รออย่างคาดหวังว่าจะมีเสียงหัวเราะของมิรันตาดังให้ได้ยิน… แต่ทุกอย่างก็เงียบงัน “รัน ออกมาตอนนี้จะไม่โกรธมาก แต่ถ้าไม่รีบออกมาอดกินขากบทอดแน่”

เงียบอยู่ดี… ในที่สุดดารัณก็ต้องยอมรับ นี่สถานการณ์ไม่ปกติ มันไม่มีทางปกติตั้งแต่รถนั่งไฟฟ้าไปจอดกลางทางโดยมิรันตาไม่อยู่ นอกจากที่บ้านแล้วมิรันตาไม่น่าไปไหนได้… ทะเล!

ดารัณออกวิ่งพรวดเดียวถึงรถนั่งไฟฟ้า ขับออกไปตามทางจนถึงรีสอร์ต วิ่งไปดูที่ชายหาดก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อไม่เห็นจึงเข้าส่วนห้องอาหาร ไม่มีร่องรอยของมิรันตา ดารัณค่อยๆ ขับรถสำรวจไปรอบๆ พื้นที่ ตั้งแต่รีสอร์ตไปจนถึงส่วนสำนักงานด้านหน้า เดินเข้าไปในทุกจุดที่เดินได้

มิรันตาหายตัวไป ดารัณตระหนักถึงคำนั้นในที่สุด หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมาตั้งใจจะโทรหาศีลหรือไม่ก็อาศิรา ทว่านิ้วที่กำลังจะกดโทรออกกลับชะงักค้าง ทั้งคู่กำลังทำงาน โดยเฉพาะศีลที่… เพิ่งกลับมาร้องเพลงได้ มันต้องมีอะไรที่เธอทำได้ก่อนทั้งคู่จะกลับมา

ที่สุดดารัณก็ตัดสินใจขับรถนั่งไฟฟ้ากลับบ้านเพื่อไปเปลี่ยนเป็นรถที่สามารถขับออกถนนใหญ่ได้ ดารัณขับวนไปมาในหมู่บ้านก่อน พยายามสอดส่องหาร่องรอยของมิรันตา ขับไปคิวรถสองแถวที่ใกล้ที่สุดเพื่อพูดคุยสอบถามว่ามีใครเห็นผู้หญิงที่ลักษณะเหมือนมิรันตาบ้าง ความเป็นคนต่างถิ่นของมิรันตาต้องทำให้มีคนสะดุดตาบ้างถ้าเจ้าหล่อนปรากฏตัวแถวนี้จริงๆ เมื่อคิวนี้ไม่มีใครเห็น ดารัณก็ขับไกลออกไปเรื่อยๆ แวะปั๊มทุกปั๊มที่ผ่านเพื่อสำรวจทุกซอกมุม เลยเถิดไปจนถึงท่ารถทั้งรถตู้รถทัวร์ในบริเวณใกล้เคียง สถานีขนส่งในตัวเมือง เมื่อไม่เจอดารัณก็เปิดตัวช่วยนำทางในรถเพื่อค้นหาโรงพยาบาลในละแวกนี้ แวะทุกโรงพยาบาลเพื่อถามหามิรันตา

เสียงโทรศัพท์มือถือเธอกรีดเสียงดัง พอยกมาดูเห็นว่าเป็นอาศิรา ดารัณก็รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก แต่ก็กดรับสายโดยไม่อาจพูดคำใด ได้แต่ฟังอีกฝ่ายถาม

“อยู่ไหน”

ดารัณทำใจอยู่พักจึงค่อยตอบ “กำลังกลับบ้าน”

“งั้นกลับมาคุยกันที่บ้าน”

ดารัณส่งเสียงในลำคอตอบรับ ยังพยายามคิดในแง่ดีว่ากลับไปตอนนี้มิรันตาอาจอยู่ที่บ้านแล้ว เธอจะไม่โกรธเลยจริงๆ ไม่ว่ามิรันตาจะตั้งใจแกล้งหลบซ่อนจากเธอหรือเปล่า ขอแค่ให้เจอมิรันตาเท่านั้นเอง…

ศีลกับอาศิรายืนรอส่งจนทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้วจึงพูดความสงสัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่รถตู้เลี้ยวเข้ามาจนเห็นบริเวณบ้าน แน่ใจว่าลูกเองก็สงสัยแบบเดียวกัน “ทำไมบ้านมืดขนาดนี้ ลืมเปิดไฟระเบียงกันเหรอ”

ใช่ เพราะปกติต่อให้เข้านอนแล้วบ้านเขาก็จะเปิดไฟบริเวณโดยรอบไว้เพื่อให้มีแสงสว่าง แต่ตอนนี้บ้านมืดสนิทราวกับไม่มีคนอยู่ อาศิรามองไปรอบๆ แล้วรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี อาจเพราะไม่เคยเห็นบ้านตัวเองมืดมิดขนาดนี้มาก่อน พอพ่อเปิดไฟจนสว่างค่อยรู้สึกดีขึ้น

“พ่อหิวใช่ไหม” อาศิราเอ่ยถามเพราะตอนใกล้จะถึงบ้านไม่นานได้ยินพ่อบ่น พอถามไปแล้วก็เห็นท่านโบกมือไปมา ก่อนบอก

“ลูกกับสิงห์ไปพักเถอะ เดี๋ยวพ่อทำอะไรง่ายๆ กินเอง”

“เดี๋ยวลูกพาสิงห์ไปนอน แล้วจะลงมาทำให้” รอจนพ่อพยักหน้ารับแล้วอาศิราจึงเดินขึ้นห้อง ไม่แปลกใจที่ไม่เห็นมิรันตาในห้องเพราะระยะหลังๆ ถ้ามีโอกาสมิรันตาจะไปนอนกับดารัณเสมอ หลังวางลูกที่หลับสนิทลงที่นอนได้แล้ว อาศิราก็เดินไปห้องของดารัณ สี่ทุ่มครึ่ง ดารัณน่าจะยังไม่นอน แต่หลังจากเคาะห้องอยู่สองสามรอบพบว่าทุกอย่างนิ่งสนิท อาศิราก็คิดว่าคงหลับกันแล้วทั้งคู่จึงรีบเดินลงมาเพื่อทำอาหารให้พ่อ

แต่พอลงมา กลับเห็นว่าพ่อยืนกอดอกหน้าเครียดขึ้งอยู่ตรงตีนบันได “อะไรเหรอพ่อ”

“พ่อกำลังจะขึ้นไป สองสาวอยู่ข้างบนหรือเปล่า”

“น่าจะอยู่ในห้องรัณ แต่เคาะเรียกแล้วเงียบ”

ประโยคนั้นทำให้ศีลยิ่งเครียด พยักหน้าเป็นการเรียกลูกแล้วออกเดินไปในครัว หยิบพวงกบในอ่างล้างจานขึ้นมาให้อาศิราดูก่อนบอก “ทุกอย่างอยู่ในที่มันเหมือนเมื่อเช้าตอนเราออกไป มื้อกลางวันลูกว่าสั่งข้าวที่รีสอร์ตให้ใช่ไหม”

อาศิราพยักหน้า เริ่มเครียดตามเมื่อคิดถึงเรื่องร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น

“พ่อโทรถามปาน ปานมันว่ารัณไปซื้อกบตอนเย็น”

เพื่อจะทำมื้อเย็น แต่ก็ไม่ได้ทำ… อาศิราเริ่มหายใจไม่สะดวก เดินตามพ่อที่พยักหน้าแล้วเดินนำไปทางหน้าบ้าน ชี้ไปยังลานจอด

“รถเราหายไปคันหนึ่ง”

“ลูกจะไปดูที่ห้องอีกที” อาศิราบอกแล้วรีบวิ่งขึ้นชั้นสอง ตบประตูดังๆ สองทีพอไม่ได้ยินเสียงใดตอบรับก็ลองเปิดประตูพบว่ามันไม่ได้ล็อก เปิดไฟสว่างแล้วจึงเห็นว่าในห้องว่างเปล่า อาศิราไล่เปิดดูทุกห้องก่อนโดยเฉพาะห้องสมุด เพราะอาจเป็นไปได้ว่าทั้งสองคนอยู่ในนั้นแล้วหลับไป ทว่าทุกห้องว่างเปล่า อาศิรากดโทรศัพท์หาดารัณขณะวิ่งมารวมกับพ่อ แปลกใจอยู่บ้างที่อีกฝ่ายรับสายด้วยความเงียบ แต่ก็รีบถามสิ่งที่อยากรู้ “อยู่ไหน”

“กำลังกลับบ้าน”

อาศิราถอนใจยืดยาว คงหนีเที่ยวกันเพลินสินะ แม้หงุดหงิดที่ทำให้ทั้งพ่อและเขาเป็นห่วงแต่ความโล่งใจมีมากกว่า อาศิราจึงบอกเสียงเรียบ “งั้นกลับมาคุยกันที่บ้าน”

พอกดวางสายก็หันมาบอกพ่อ “กำลังกลับมาแล้ว”

ศีลเองก็มีสีหน้าโล่งใจ อดบอกอย่างขำๆ ไม่ได้ “ตกใจจนลืมหิวเลย”

อาศิราไม่ขำด้วย ถามทันที “พ่อจะดุหรือจะให้ลูกดุ”

ศีลรู้… สองคนนั้นจะไปไหนก็ไม่บอก จะกลับดึกก็ไม่บอก แล้วยังเที่ยวทิ้งขว้างของกินไม่เก็บให้เรียบร้อยในบ้านเชฟใหญ่ ศีลหัวเราะอย่างขำๆ บอกเพียง “ลูกจัดการไปแล้วกัน พ่อนอนดีกว่า”

“ยังหิวอยู่หรือเปล่า”

ศีลโบกมือเพื่อบอกปฏิเสธแล้วเดินผิวปากขึ้นห้องไป อาศิรายิ้มได้ที่เห็นว่าพ่ออารมณ์ดี เดินเข้าครัวเพื่อไปสำรวจกบ ถอนใจยาวเมื่อเห็นว่าเนื้อไม่เหมาะกับการปรุงอาหารแล้ว สีเริ่มเปลี่ยนและมีกลิ่น ถ้าเพียงแต่เอาเข้าตู้เย็นไว้สักนิดก่อนออกไปร่าเริงกันก็ไม่ต้องเสียของแบบนี้ อาศิราหยิบกล่องโฟมมาเทน้ำแข็งลงไป นำกบแช่ไว้ก่อนเพื่อรอพรุ่งนี้เช้าตอนเอาขยะสดไปทิ้ง เดินขึ้นห้องตั้งใจไปหยิบแล็ปท็อปของตนมานั่งทำงานรอด้านล่าง พอไม่เจอในห้องก็พอเดาได้ว่าคงอยู่ในห้องดารัณ เขาอนุญาตให้มิรันตาใช้แล็ปท็อปได้ตอนไม่อยู่ พอเปิดห้องดารัณเข้าไปก็เห็นมันวางอยู่บนเตียงจึงเดินไปหยิบ

ทำงานนั่งรออยู่ราวสี่สิบนาทีแสงไฟที่วาบเข้ามาก็ทำให้รู้ว่าดารัณกลับมาแล้ว อาศิราเพียงเหลือบไปมองที่ประตูแล้วนั่งทำงานของตนต่อ จนได้ยินเสียงประตูเปิดจึงหันไปมองอีกครั้ง คิ้วขมวดอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นลักษณะท่าทางของดารัณ หญิงสาวยืนนิ่ง มองมาที่เขาด้วยสีหน้าและแววตาที่ทำให้อาศิราใจหายจนต้องรีบลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปใกล้ เอ่ยถาม “มีอะไรหรือเปล่า”

ดารัณยังยืนมองเขานิ่งอยู่อย่างนั้น จนอาศิราเอะใจบางอย่าง มองไปทางนอกบ้านแล้วเห็นว่าว่างเปล่าจึงเอ่ยถาม “รันล่ะ… รันอีกคน”

ดารัณเม้มปาก ลักษณะเหมือนกำลังจะร้องไห้แต่ห้ามตัวเองไว้ บอกมาเสียงสั่น

“รัน… หายไป”

อาศิรานิ่วหน้า เหมือนยังไม่เข้าใจความหมายของคำนั้น… หายไป “หาย… คือยังไง”

“รัณไม่รู้ เมื่อเย็นรัณพาออกไปซื้อกบที่บ้านลุงปาน รัณเข้าไปข้างในคนเดียวเพราะรันไม่อยากเห็นกบ พอลุงปานทำกบให้เสร็จทั้งรถทั้งรันก็ไม่อยู่แล้ว”

อาศิรายกมือบีบกึ่งปากกึ่งคางตัวเองด้วยสีหน้าตระหนก เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าหายในตอนนั้น ทวนสิ่งที่ดารัณเล่าให้ฟังแล้วถามย้ำอีกครั้ง “เมื่อเย็นเหรอ รันหายไปตั้งแต่เมื่อเย็นใช่ไหม”

ดารัณพยักหน้า ก่อนนิ่งขึงไปเมื่ออีกฝ่ายถามมาอีก ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ตะคอก แทบไม่มีอารมณ์ไม่พอใจในน้ำเสียงด้วยซ้ำ ทว่ามันทำให้คนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่แล้วอย่างดารัณยิ่งใจเสีย

“ทำไมไม่รีบโทรบอกพี่กับพ่อ”

“ก็… พ่อกับพี่ศิราทำงาน”

“เราต้องลำดับความสำคัญให้ดีกว่านี้นะ” พูดไปแล้วก็เห็นดารัณก้าวถอย ยกสองมือปิดปากและเริ่มร้องไห้… พอเห็นน้ำตาอาศิราก็สงบจิตใจตัวเอง ระงับอารมณ์ทุกอารมณ์ให้จมหายลงไป เพราะขนาดเขาไม่ได้แสดงอาการโมโหมาก ที่พูดก็เพียงเป็นการบอกด้วยน้ำเสียงปกติแต่ดารัณยังรู้สึกแย่ขนาดนี้ อาศิราพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ไม่เป็นไร ไม่ต้องร้องไห้”

แต่เหมือนดารัณหยุดตัวเองไม่ได้แล้ว แทนที่จะหยุดดารัณกลับร้องไห้มากขึ้น จากที่เคยน้ำตาไหลเงียบๆ ก็เริ่มส่งเสียงสะอื้น อาศิรามองแล้วความสงสารพุ่งขึ้นจับหัวใจ ทุกความรู้สึกของดารัณราวกับจะสื่อกับเขาโดยตรง ชัดเจน ดารัณเป็นห่วง กังวล และหวาดกลัวเกี่ยวกับชะตากรรมของมิรันตาตอนนี้ และการที่เจ้าหล่อนเพิ่งกลับเข้าบ้านมาตอนนี้ยิ่งทำให้อาศิราเดาได้ ราวสี่ถึงห้าชั่วโมงที่ผ่านมาดารัณต้องรับมือเรื่องนี้คนเดียวมาตลอด ที่ไม่โทรหาก็เพราะความหวังดีโดยแท้ ชายหนุ่มเอื้อมมือไปวางบนบ่าดารัณ บีบเบาๆ “ไม่เป็นไร ไปนั่งพักดีไหม”

ดารัณยิ่งแย่ลงไปอีก กลายเป็นสะอื้นจนตัวโยน อาศิราถอนใจยืดยาวก่อนก้าวเข้าไปโอบดารัณเอาไว้ มือหนึ่งจับศีรษะให้ซบลงกับบ่าเขา อีกมือลูบหลังให้เบาๆ เอ่ยถามเพื่อชวนคุยหวังให้ดารัณได้ระบายออกมาบ้าง “เราทำอะไรไปบ้างแล้ว เล่าให้ฟังหน่อย”

ดารัณพอจะระงับสะอื้นได้แล้วจึงบอกไป “รัณขับรถตามหาแถวนี้ แล้วก็ขับออกไปดูตามท่ารถ รถสองแถว รถตู้ รถทัวร์ ไปสถานีขนส่งในเมือง แวะดูปั๊มทุกปั๊มระหว่างทาง แล้วขากลับก็แวะหาตามโรงพยาบาล ไม่เจอเลย”

อาศิรากอดดารัณแน่นขึ้นอีก รู้เลยว่าการทำทั้งหมดนั่นด้วยจิตใจรุ่มร้อนมันทำให้ดารัณยิ่งรู้สึกแย่อย่างไร “ดีแล้ว เราทำดีแล้ว… กินข้าวเย็นหรือยัง”

พอเอะใจว่าดารัณอาจยังไม่ได้กินอะไรอาศิราก็ถามไป คำตอบที่ได้ไม่ต่างจากที่คิดไว้ ดารัณส่ายหน้าเป็นการบอกว่ายังไม่ได้กิน อาศิรารออีกพักกระทั่งดารัณคล้ายจะหยุดร้องไห้ได้แล้วจึงคลายอ้อมกอด จับจูงไปนั่งบนโซฟา บีบบ่าบางเบาๆ ก่อนบอก “เดี๋ยวทำอะไรให้กิน”

อาศิราบอกแล้วผละไปทางครัว คิดถึงสิ่งที่เร็วที่สุดที่จะทำได้ตอนนี้จนมาจบที่เมนูแซน์วิชทูน่า เลือกได้แล้วจึงทำทุกอย่างด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ไม่ลืมหั่นแซนด์วิชเป็นชิ้นจิ๋วอย่างที่ดารัณชอบ เรียบร้อยแล้วเอาใส่จานเดินถือออกไป นั่งลงข้างดารัณแล้วจึงยื่นไปให้ “เอ้า กินซะ”

ดารัณรับไปแล้วแต่ยังไม่กิน เอ่ยถาม “แถวนี้มีคนที่รู้จักรันหรือเปล่า”

อาศิรายังไม่ตอบ บุ้ยหน้าไปทางแซนด์วิชเป็นการบอกให้ดารัณกินเสีย

“มีบ้านใครแถวนี้ที่รันสนิทพอจะไปนอนด้วยไหม”

“กินก่อน”

อาศิราบอกเสียงเบาก็จริง แต่ตาเขาที่จ้องมองมาแน่วแน่ทำให้ดารัณยอมหยิบแซนด์วิชเข้าปากแม้จะไม่รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อย เอาเข้าปากไปได้สองชิ้นดารัณก็บอกเขา “ไม่ต้องหั่นชิ้นเล็กแล้วก็ได้”

“ทำไม ชอบชิ้นใหญ่แล้วเหรอ”

“เปล่า… เมื่อก่อนชอบชิ้นเล็กเพราะไม่กล้าอ้าปากกว้าง”

อาศิราหัวเราะหึ ข้อนั้นเขารู้ ทั้งบุหลันทั้งดารัณเวลากินจะอ้าปากนิดเดียว ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องอ้ากว้างก็จะยกมือหนึ่งขึ้นมาบัง “แล้วตอนนี้ล่ะ”

ดารัณอ้าปากจนแทบเห็นลิ้นไก่ให้ดูซึ่งๆ หน้าจนอาศิราอดหัวเราะไม่ได้ รู้สึกว่าความตึงเครียดลดลงเล็กน้อย บอกกลั้วหัวเราะ “น่าเกลียด”

ดารัณหุบปากแทบจะทันที รู้อยู่หรอกว่ามันคงน่าเกลียดจริงๆ กับการอ้าปากกว้างขนาดนี้แต่ก็อดค้อนเขาไม่ได้ แหม ไม่เห็นต้องพูดตรงขนาดนี้เลย ส่วนอาศิราก็รอจนเห็นดารัณหยิบชิ้นที่สามกินแล้วจึงลุกยืน

“กินให้หมด พี่จะไปตามพ่อ”

เรื่องนี้ยิ่งจัดการเร็วก็ยิ่งดี ดารัณรู้ จึงพยักหน้ารับ นั่งกินแซนด์วิชรอจนอาศิราเดินลงมาพร้อมศีล ยิ่งเห็นศีลหน้าเครียดดารัณก็ยิ่งรู้สึกผิด ผู้อาวุโสคงพอรู้เพราะพอสบตากันก็รีบมานั่งข้างๆ โอบไหล่เธอไว้ คำพูดปลอบใจยิ่งยืนยันชัดว่าท่านเข้าใจความคิดเธอจริงๆ

“ไม่เอา ไม่ต้องโทษตัวเอง”

ดารัณยังพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เอนหน้าไปซบไหล่ศีล ฟังอาศิราเล่าแทน

“รัณว่าหาแถวๆ นี้ แล้วก็ไปตามท่ารถ ปั๊ม โรงพยาบาลแล้ว แจ้งตำรวจดีไหมพ่อ… หรือไม่ก็ลองติดต่อลุงมี เผื่อเขาเกิดจำอะไรได้แล้วอาจจะอยากกลับบ้าน”

ศีลพยักหน้ารับ ยกโทรศัพท์ต่อสายหาบารมี ทว่าครู่เดียวก็นิ่วหน้า วางสายลง “ฝากข้อความ อาจจะนอนแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพ่อโทรอีกที เรามีรูปรันเก็บไว้บ้างไหม”

อาศิราส่ายหน้า หันมองดารัณซึ่งก็ส่ายหน้าเช่นกัน ทว่าชายหนุ่มคิดได้ “ลูกวาดได้”

แล้วรีบวิ่งขึ้นชั้นสองมุ่งตรงไปยังห้องทำงาน ดึงลิ้นชักเก็บกระดาษร้อยปอนด์หยิบมาหนึ่งแผ่นแล้วรีบไปนั่งโต๊ะ คว้าดินสอได้ก็ลงมือวาดรูปมิรันตาคร่าวๆ หากเป็นเมื่อก่อนอาศิราใช้เวลาวาดราวห้านาทีก็เสร็จกับภาพที่ไม่ต้องมีรายละเอียดมาก แต่เพราะร้างงานด้านภาพเหมือนคนไปนานทำให้ช้าลงกว่าเดิม ดีที่เขายังวาดรูปอยู่ยามต้องออกแบบชิ้นงานทั้งตัวอาหารและของประดับตกแต่ง ไม่อย่างนั้นคงยากกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ใช้เวลาวาดไม่ถึงสิบนาทีดี พิจารณาดูว่าภาพพอใช้ได้แล้วจึงถือมันติดมือแล้ววิ่งลงมาข้างล่าง เอาภาพมาวางกลางวง

“ช่วยกันดูว่าต้องแก้อะไรไหม”

ศีลกับดารัณช่วยกันพิจารณา ครู่หนึ่งศีลก็ส่ายหน้าแทนการบอกว่าไม่มีอะไรแก้ ส่วนดารัณจิ้มลงบนภาพตรงตำแหน่งปลายคาง

“รันมีปานแดงเล็กๆ ตรงปลายคาง”

ใช่ อาศิราก็เพิ่งนึกได้ จึงรีบเติมรอยลงไปบนนั้นแล้วเขียนกำกับไว้ว่าปานแดง พอแน่ใจว่ารูปไม่มีอะไรต้องแก้ไขแล้วศีลจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูป อธิบายให้อาศิราฟัง

“เมื่อกี้พ่อโทรไปคุยกับสารวัตร เล่าเรื่องคร่าวๆ ให้ฟังแล้ว เดี๋ยวพ่อส่งรูปรันตามไปเขาจะได้ช่วยดูให้”

อาศิราไม่ห่วง เขารู้ว่าพ่อค่อนข้างมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่นี้ ไล่ตั้งแต่สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง โรงพยาบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

“โอเค เรียบร้อย… พ่อรู้ว่าคงทำยาก แต่ไปนอนกันเถอะ” ศีลพูดไปแล้ว มองอาศิราแล้วค่อนข้างเบาใจเพราะลูกยังเยือกเย็นเหมือนเคย แม้มีเรื่องน่าเป็นห่วงทว่าอาศิรายังมีสติ รู้ว่าสิ่งที่ทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว ที่เหลือคือต้องรอฟังข่าว ดังนั้นการกังวลใจกับเรื่องที่ควบคุมไม่ได้มักเกิดขึ้นได้ยากกับอาศิรา แต่พอหันไปมองดารัณก็พบความตรงข้าม ศีลลูบผมดารัณเบาๆ “ทำใจให้สบายๆ รัณ นอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อ”

ดารัณรู้ว่านั่นคือสิ่งที่ควรทำ ทว่าเธอก็มีสิ่งที่อยากทำเหมือนกัน “รัณขอขับรถวนดูแถวๆ นี้อีกสักรอบได้ไหมพ่อ”

ศีลนิ่วหน้าอย่างไม่เห็นด้วย พยายามเกลี้ยกล่อม “ดึกแล้วนะลูก”

“รัณอยากแน่ใจว่ารันอีกคนไม่ได้หลงทางอยู่แถวนี้ วันนี้เขาค่อนข้างคึกมากพ่อ ทั้งชวนออกไปกินข้าวที่รีสอร์ต แล้วพอชวนไปบ้านลุงปานเขาก็ดีใจมาก รัณว่าบางทีเขาอาจไปเดินเล่นแล้วก็… หลงทาง”

ศีลลูบผมดารัณอย่างสงสาร รู้ว่าดารัณเต็มไปด้วยความหวังว่าจะไม่มีอะไรร้ายๆ เกิดกับมิรันตา แต่จำต้องบอกความจริงไปเสียงเบา “คนแถวนี้รู้จักพ่อหมด ถ้ารันหลงจริงแค่บอกใครสักคนเขาก็พามาส่งแล้ว”

“แต่รันอาจไม่กล้าบอกใครก็ได้นะพ่อ รันอาจกลัวแล้วก็หลบอยู่ที่ไหนสักที่รอเราไปรับ”

ดารัณบอกไปแล้วน้ำตาก็เอ่อคลอเสียอีกรอบ นี่เป็นชะตากรรมของมิรันตาแง่ดีสุดเท่าที่คิดออก นั่นทำให้ศีลลำบากใจทว่ายังไม่ทันคิดว่าควรจะให้ไปหรือไม่อย่างไร ลูกชายก็พูดขึ้นเสียก่อน

“ฝากพ่อดูสิงห์ได้ไหม” อาศิรารอจนพ่อหันมามองแล้วจึงบอกไป “เดี๋ยวลูกขับรถไปกับรัณ”

ถ้าอาศิราไปด้วยศีลก็พอวางใจ “ได้ ได้เลย เดี๋ยวพ่อไปเอาสิงห์มานอนด้วย รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะดึกไปกว่านี้”

นั่นทำให้อาศิราลุกยืนทันที ศีลเองก็ลุกด้วย แต่คนที่อยากออกไปที่สุดกลับยังนั่งนิ่ง สีหน้าไม่แน่ใจนัก

“พี่ศิรา… ไม่เหนื่อยเหรอ” เขาเพิ่งกลับมาจากทำงาน แทบยังไม่ได้พักเลยด้วยซ้ำ

“หรือจะไม่ไป”

ดารัณเลยเด้งตัวขึ้นยืน เดินตามเขาออกไปโดยมีศีลเดินตามมาส่งถึงรถ กำกับอาศิรา

“วนสักครึ่งชั่วโมงก็พอนะลูก… นะรัณ” เห็นหน้าดารัณก็รู้ว่าอยากวนนานกว่านั้น จึงต้องบอกอีกเรื่อง “พี่เขาจะได้รีบกลับมาพัก”

แล้วเธอจะทำอะไรได้ ดังนั้นดารัณจึงตอบรับ ขึ้นรถ พยายามสอดส่องสายตาออกไปให้ได้มากที่สุดตอนรถวิ่งไปตามทางช้าๆ

“เราวิ่งไปทางไหนบ้างแล้ว”

ดารัณตอบได้ทันที “วนหมดแล้ว ทุกซอกทุกซอย”

ถ้าจะเจอก็คงเจอไปแล้ว… อาศิราได้แต่คิดในใจ ไม่อยากพูดเพื่อทำลายความรู้สึกของดารัณ ขับรถไปเรื่อยๆ มั่นใจว่าดารัณขับวนหมดแล้วจริงๆ เมื่อหญิงสาวชี้ซอยข้างหน้า

“ซอยนี้ตัน แต่เข้าไปหน่อยก็ดี”

อาศิราทำตามนั้น ขับเข้าและถอยออกเมื่อไม่มีวี่แววของมิรันตา จนได้เวลาอันสมควรก็จำต้องบอก “เราต้องกลับบ้านแล้ว”

ดารัณมองนาฬิกา รู้ว่าเขาช่วยด้วยการขับครึ่งชั่วโมงแล้วค่อยกลับบ้าน แทนการใช้เวลาทั้งหมดรวมครึ่งชั่วโมง รวมถึงอยากให้อาศิราได้กลับไปพักผ่อนด้วยจึงไม่ดึงดันอีก ตอนขากลับแม้จะเป็นทางเดิมแต่ดารัณก็ยังพยายามมองหามิรันตา กระทั่งรถเข้าบ้านดารัณจึงหลับตาลง พยายามควบคุมความวิตกกังวลของตัวเองเพราะรู้ว่ามันอาจทำให้เธอไม่อาจข่มตานอนได้ในคืนนี้

“อย่าคิดไปไกล”

เสียงปลอบโยนของอาศิราทำให้ดารัณหันไปมอง เห็นเขาส่งยิ้มมาให้แล้วใบหน้าเธอก็ยิ้มตอบเขาไปเหมือนเป็นระบบอัตโนมัติ เดินลงจากรถแล้วเคียงกันเข้าบ้าน

“พี่รู้ว่าเราห่วงรัน แต่พยายามอย่าคิดไปไกล อย่ากังวลว่าตอนนี้รันจะเป็นยังไง เราไม่รู้”

ดารัณถอนใจ “ไม่รู้น่ะสิถึงห่วง”

“อย่ากังวลกับเรื่องที่เราไม่รู้ ทุกอย่างที่เราทำตั้งแต่รันหายตัวไปมันดีมากแล้ว”

ประโยคของเขา เสียงของเขาทำให้ดารัณเย็นใจ ที่สุดก็พยักหน้ารับ ก่อนถามอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ “ถ้าพี่ฉัตรหายไปบ้างพี่ศิราจะนิ่งได้แบบนี้ไหม”

อาศิรามองหน้าดารัณ ถามย้อน “เราเห็นฉัตรอยู่บ้านนี้เหรอ”

ไม่เห็น… แถมดารัณแน่ใจว่าอาศิราไม่รู้ว่าปริยฉัตรอยู่ไหน เท่ากับปริยฉัตรหายตัวไปอยู่แล้วซึ่งอาศิราก็ยังนิ่งอยู่ แต่ที่สุดก็เป็นอาศิราเองที่พูดต่อ

“แต่พี่รู้ว่าฉัตรเต็มใจไปจากบ้านเอง แต่รันอีกคน… เราไม่รู้ว่าเขาเต็มใจไปหรือเปล่า”

ดารัณนิ่งเงียบ ไม่รู้จะพูดอะไรด้วยจิตใจมันห่อเหี่ยวไปหมด พอแยกกับอาศิราเดินเข้าห้องตัวเอง ก็รีบติดต่อหาศราวินผ่านวิดีโอคอลล์ทันที ซึ่งพออีกฝ่ายเห็นหน้าเธอก็มีสีหน้าตกใจ เอ่ยถาม

“รัณ มีเรื่องอะไร พ่อเป็นอะไรหรือเปล่า”

ดารัณรีบพูด “เปล่าๆ พ่อกับพี่ศิราโอเค… รันหายตัวไป รันอีกคนน่ะ”

ศราวินเลิกคิ้ว “เมียใหม่พี่ศิราน่ะนะ”

“อื้อ”

ศราวินนิ่งไปแล้วอดบอกไม่ได้ “พี่ชายฉันนี่เป็นศิราอาถรรพ์ เป็นสามีต้องสาปหรือไงนะ เมียแต่ละคนมาอยู่แล้วก็ไป… นี่ถ้าเป็นหนังฆาตกรรมพี่เล็งรัณเป็นคนร้ายคนแรกเลย”

แต่พอเห็นดารัณยิ้มแบบคนที่ยิ้มไม่ออกแต่พยายามยิ้ม ศราวินก็ถอนใจยืดยาว “โทษทีนะ พี่ก็พูดเล่นไม่เข้าเรื่องเลย”

คนได้รับคำขอโทษรีบโบกมือ “ไม่ ดีแล้วแหละพี่วิน รัณว่าบางทีรัณก็คิดมากไป ตอนนี้รัณห่วงรันอีกคนมากเลย ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นยังไง จะเจออะไรไม่ดีอยู่หรือเปล่า”

ดารัณพูดแล้วก็ยกมือปิดหน้า คนใกล้ชิดอย่างศราวินทำไมจะดูไม่ออกว่านั่นคือกำลังเสียน้ำตา จึงบอกด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม “นี่ ถ้าเป็นพี่ศิราก็จะบอกว่าอย่ากังวลกับสิ่งที่เราไม่รู้”

และนั่นทำให้ดารัณหัวเราะได้จริงๆ แม้จะเพียงแค่หนึ่งหึ “พี่ศิราก็บอกรัณแบบนั้นเหมือนกัน”

“งั้นรัณก็ควรเลิกกังวลได้แล้ว… หลับลงไหมคืนนี้”

ฟังคำถามแล้วดารัณก็ได้แต่ส่ายหน้า “ไม่แน่ใจ… ช่วงนี้ถ้ามีอะไรพี่วินตัดสินใจแทนรัณไปก่อนเลยนะ รัณขอออฟสักสามสี่วัน”

“ได้เป็นเดือน เราเพิ่งประชุมเรื่องแบบเสื้อคอลเล็กชั่นใหม่กันไป พี่เข้าใจคอนเซ็ปต์ทะลุปรุโปร่ง รัณลิสต์จุดที่ต้องระวังตอนผลิตให้พี่หมดแล้ว ที่เหลือเดี๋ยวพี่ดูให้ ถ้ามีปัญหาอะไรพี่จะพยายามดีลให้ก่อน แต่อาจมีกวนรัณบ้าง”

“ไม่กวน ถ้าพี่วินว่ารัณต้องดูแปลว่ารัณต้องดู… กินข้าวเย็นหรือยัง” ถามไปแค่เห็นพี่ยิ้มดารัณก็รู้ คงยังไม่ได้กินแต่ไม่อยากตอบให้เธอไม่สบายใจ ถ้าศราวินยังไม่กินแปลว่าจอร์จิโอก็ยัง ดูจากเวลาแล้วเป็นไปได้ว่าเธออาจโทรไปขัดพอดี ดังนั้นดารัณจึงรีบบอกลาแล้วตัดการติดต่อ หันไปมองบนเตียงตรงจุดที่มิรันตาชอบนั่งๆ นอนๆ ถ้าได้อยู่ในห้องแล้วความกังวลก็ยิ่งสูงขึ้น แม้รู้ดีว่าถ้าทำอย่างที่อาศิราบอกคงหลับตาลงให้ผ่านค่ำคืนนี้ไปไม่ยาก แต่เธอทำไม่ได้ เธอเป็นห่วงมิรันตามากๆ จริงๆ อาจเพราะลักษณะที่เกือบคล้ายเธอในตอนเด็กๆ ท่าทางของมิรันตาดูนุ่มนิ่ม ยอมคน จนอาจเลยเถิดเป็นอ่อนแอถ้าได้เจอคนไม่ดีเข้า ที่ผ่านมามิรันตาไม่มีปัญหาใดเพราะได้อยู่บ้านหลังนี้ ได้แวดล้อมไปด้วยคนดีๆ อย่างศีล อาศิรา ผิวหรือแม้กระทั่งสมหวัง ที่นี่เกือบเป็นยูโทเปียเพราะการคัดคนอันแสนเด็ดขาดของอรจิรา คนงานคนไหนเข้ามาทำงานแล้วพฤติกรรมไม่ดีหรือทัศนคติไปกันไม่ได้อรจิราเชิญออกทันที

ว่าไปก็อาจเป็นเพราะอรจิราที่ทำให้อาศิราเป็นคนมองโลกในแง่ดีพร้อมจะเชื่อคำพูดของทุกคนแบบนั้น เพราะตั้งแต่เติบโตก็แวดล้อมไปด้วยคนดีๆ ตอนห่างไปเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังมีแต่เพื่อนดีๆ แถมเท่าที่รู้มาดูเหมือนเพื่อนๆ จะคอยปกป้องอาศิราด้วยซ้ำ… บทจะพลาดก็พลาดเสียแรงด้วยการเจอปริยฉัตร

ดารัณดึงตัวเองออกจากเรื่องนั้นเมื่อรู้สึกว่าตัวเองฟุ้งซ่านเกินไป คิดเรื่องมิรันตาอยู่ดีๆ ก็ไพล่ไปคิดเรื่องอาศิรา… วันนี้เขากอดเธอ เพื่อปลอบใจ เขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอในแง่ชู้สาวดารัณรู้ เป็นเธอเองนี่แหละที่หวั่นไหวคิดไม่ดีเอาเสียเลย

มิรันตาจะเป็นอย่างไรในตอนนี้ เจอคนรังแกหรือเปล่า มีใครมาทำร้ายหรือเปล่า… ดารัณอยู่นิ่งไม่ได้จริงๆ ที่สุดจึงตัดสินใจเดินออกจากห้อง ย่องลงชั้นล่างแล้วเดินไปยังโรงจอดรถโดยพยายามทำทุกอย่างให้เกิดเสียงเบาที่สุด ขึ้นรถได้ก็จุดติดเครื่องยนต์แล้วออกรถเพื่อวนหามิรันตา

หลังวนอยู่ราวสองชั่วโมง ดารัณก็ตัดสินใจกลับบ้าน รู้ตัวว่าล้าเกินไปเพราะตาเริ่มพร่า เริ่มเหม่อเป็นพักๆ พอจอดรถเรียบร้อยก็รีบหมุนตัวเตรียมเดินขึ้นบ้านให้เร็วที่สุด แต่แล้วกลับก้าวไม่ออกเลยสักก้าวเพราะปลายสายตาเหลือบไปเห็นเงาคนอยู่บนระเบียงชั้นสอง เสี้ยววินาทีต่อจากนั้นดารัณก็เงยหน้าเพื่อมองให้เต็มตา… อาศิรา

หญิงสาวใจหายวับ ยิ่งเห็นว่าเขามองมานิ่งๆ หลังสบตากันอยู่ครู่เขาก็หมุนตัวแล้วหายไปจากสายตาคาดว่าเดินเข้าบ้าน นั่นทำให้ดารัณโจนพรวดขึ้นบันไดแล้ววิ่งถลาไปจับแขนอาศิราที่เดินอยู่เพื่อรั้งให้เขาหยุดเดิน แต่พอจะอ้าปากอธิบายเขาก็กลับส่งเสียงชู่ออกมาก่อนหันไปมองทางห้องศีลให้เธอเข้าใจไปโดยปริยายว่าอย่าเสียงดังเพราะผู้อาวุโสคงหลับไปแล้ว แต่พอโดนขัดจังหวะดารัณเลยกลายเป็นพูดไม่ออก ได้แต่ยืนจ้องหน้าเขานิ่งอยู่แบบนั้น ที่สุดก็เป็นอาศิราที่ถาม

“ทำไมทำแบบนี้”

ดารัณไม่เคยรู้ว่าคนเราจะสามารถใจหายวับในเวลาติดๆ กันได้ แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วเพราะใจเธอหายวับไปเสียอีกรอบ

อาศิราโกรธ… โกรธมาก โกรธที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิต!

Don`t copy text!