Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 14 : พ่อที่เป็นลูกพ่อ

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 14 : พ่อที่เป็นลูกพ่อ

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 14 –

อาศิราตั้งใจว่าจะอาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปนอนรวมกับพ่อและลูกตน ทว่าพออาบเสร็จกำลังจะเดินออกโทรศัพท์ของตนกลับดังขึ้น พอเห็นว่าน้องชายวิดีโอคอลล์มาจึงรีบรับ “ว่าไงวิน”

“วินเพิ่งวางสายจากรัณ รู้เรื่องเมียใหม่คุณพี่หายไปแล้ว”

อาศิราถอนใจยาว ตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง “ไม่ใช่เมียพี่หรอก…”

หลังได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว ศราวินก็บอกทันที “นี่ถ้าแม่อยู่นะ เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นแน่ๆ ทำไมพ่อถึงไว้ใจลุงมีขนาดนั้น เขาไม่ได้อยู่กับเรานานแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ได้อยู่นานแล้ว แต่ก็อยู่มานานพอ แล้วตอนอยู่ลุงมีก็เป็นคนที่พ่อไว้ใจที่สุดด้วย”

“ก็เข้าใจ… นี่ดีนะว่ารันนั้นไม่ใช่คนไม่ดี นี่ถ้าช่วยให้เขาได้อยู่บ้านเราแล้วเกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นคนที่เสียใจที่สุดจะเป็นพี่ศิรานั่นแหละ”

ก็จริง เขาคงรู้สึกแย่มากที่ปกป้องพ่อไม่ได้ “โทรมาคุยเรื่องนี้เหรอ”

“ก็ด้วย แล้วก็อยากให้ดูรัณด้วย… รัณเราเนี่ย ตอนคุยกับวินหน้าไม่ค่อยดี ร้องไห้ตลอด วินว่าคืนนี้รัณคงนอนไม่หลับ”

อาศิราพยักหน้า บอกให้น้องรู้ “สองคนนั้นเขาสนิทกันอยู่… แล้ววันนี้ดันเป็นวันที่เขาอยู่ด้วยกันสองคน รัณคงรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบของตัวเอง”

ศราวินพยักหน้า สีหน้ายังกังวลจนอาศิราต้องบอก “เดี๋ยวพี่ดูให้ ไม่ต้องห่วงมาก เดี๋ยวจอร์จิโอจะพลอยเป็นห่วงวินไปด้วย”

นั่นทำให้ศราวินยิ้มได้ ก่อนลองเลียบเคียง “ถามอีกเรื่องสิ”

“ว่า…”

“คุณฉัตรน่ะ… เป็นไง”

อาศิราถอนใจยืดยาว “ก็… เงียบไป ไม่ติดต่อเลย”

“ถือว่าจบกันได้หรือยัง”

อาศิรานิ่งเงียบไปเป็นพัก ก่อนตอบกลางๆ “เดือนหน้าพี่ว่าจะโทรไปคุยให้เคลียร์เหมือนกัน พี่อยากให้ฉัตรเซ็นมอบสิทธิเลี้ยงดูสิงห์ให้พี่ก่อน”

“แล้วถ้าเดือนหน้าคุณเขากลับมาล่ะ”

“ก็… กลับมาก็กลับมา”

“พี่ศิรา!” ศราวินถึงกับเรียกพี่ชายตัวเองด้วยท่าทางหงุดหงิด “วินไม่เข้าใจเลย ทำไมพี่ศิราถึงรักเขามากมายขนาดนั้น”

อาศิราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่า… “มันหายากนะ คนที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตได้แบบพ่อกับแม่ ถ้าพี่มีโอกาสก็อยากทำให้ได้แบบนั้น”

ศราวินมีท่าทีอ่อนลง… เพราะนั่นก็เป็นความตั้งใจของเขาเช่นกัน ถ้าทำได้เขาก็อยากประคับประคองความรักที่มีกับจอร์จิโอให้มั่นคงยืนยาวไปชั่วชีวิต แต่ก็จะไม่ฝืนไม่รั้งจนสุดแรงแบบพี่แน่ สุดท้ายก็ทำได้แค่บอกสิ่งหนึ่งเพื่อเตือนสติพี่ “พี่ศิรา พ่อกับแม่เราอยู่ด้วยกันแล้วท่านมีความสุขนะ ถ้าท่านไม่มีความสุขก็คงแยกย้ายกันไปนานแล้ว… ตอนอยู่กับฉัตรพี่ศิรามีความสุขเหรอ”

อาศิราตอบไม่ได้… เขาไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความรู้สึกตัวเองคืออะไร แรกๆ ที่คบกันมันใช่ ปริยฉัตรทำให้เขามีความสุข แต่หลังๆ มานี้มันไม่ใช่ความสุขอีกแล้ว แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้ทุกข์จนถึงขนาดทนไม่ได้

“ทบทวนความรู้สึกตัวเองนะพี่ศิรา น้องอยากให้พี่ศิรามีความสุขที่สุด”

อาศิรายิ้มรับ สายตาฉายแววเอื้อเอ็นดูซึ่งเป็นทุกครั้งที่ศราวินแทนตัวเองว่าน้องกับเขา เวลาจะขอให้เขาทำอะไรให้หรืออยากได้อะไรจากเขาไม่ว่าเรื่องจริงจังหรือล้อเล่นศราวินก็จะประจบเขาแบบนั้น

“วินไปกินข้าวก่อนนะ จอร์จิโอรอ”

“รีบเลย” อาศิราตอบแล้วกดตัดสาย เดินออกจากห้องตนไปเคาะประตูห้องพ่อ พักเดียวประตูก็เปิดออก เห็นหน้าพ่อแล้วอาศิรารู้เลย “นอนไม่หลับเหรอพ่อ”

ศีลพยักหน้า ตอบไปตามตรง “ห่วงรันเหมือนกัน ผู้หญิงตัวคนเดียวจำอะไรไม่ได้ ไม่รู้จะเป็นยังไง แล้วพ่อก็ไม่รู้จะบอกไอ้มียังไงด้วยถ้ามันมา”

อาศิราจับบ่าพ่อให้หันหลังเพื่อเดินเข้าห้องพลางบีบนวดไปให้ด้วยในตัว กระทั่งพาท่านไปนั่งบนเตียง “ใจเย็นๆ นะพ่อ ลูกก็ยังคิดว่ารันอาจจะจำอะไรได้ขึ้นมา เลยอยากกลับบ้าน”

“เขาน่าจะมาบอกให้เราส่งเขากลับบ้าน”

“คงกลัวเราไม่ยอม ที่ผ่านมาเราก็หลอกเขาหลายเรื่อง ถ้าจำอะไรได้จริงก็คงไม่ไว้ใจเรา”

ศีลนิ่งไปครู่ ก่อนถอนใจยาว “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแหละนะ… พ่อหิว แต่ไม่อยากกวนลูกเลย”

อาศิรายิ้ม เข้าไปโอบตัวพ่อพาลุกยืน “ไม่กวน พ่ออยากกินอะไร”

“แซนด์วิชก็ได้ ง่ายๆ”

“เกือบไปแล้ว เพิ่งทำแซนด์วิชให้รัณกินไปเหมือนกัน มีขนมปังอยู่อีกสองแผ่นพอดี”

สองพ่อลูกเดินเคียงกันลงไปในครัว อาศิราทำแซนด์วิชให้พ่อพลางเล่าให้พ่อฟัง “เมื่อกี้น้องโทรมาบอกว่ารู้เรื่องรันหายตัวไปแล้ว”

“อ้อ คงรู้จากเจ้ารัณ”

“ลูกเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องฟัง น้องว่าถ้าแม่อยู่รันคงไม่ได้อยู่กับเรา”

“ก็จริงของวินมัน” ศีลตอบพลางหัวเราะ ก่อนนึกขึ้นได้… เขาไม่ได้เศร้าไม่ได้หดหู่อย่างที่เคยเป็นอีกแล้วเมื่อนึกถึงอรจิรา แต่กลับเต็มไปด้วยความสุข เหมือนที่เขามีความสุขเหลือเกินตอนได้จับไมค์ร้องเพลง ได้มองลงไปจากเวทีแล้วเห็นคนฟังมีความสุขกับเพลงของเขา

“แล้วน้องก็ถามเรื่องฉัตร” พอพ่อส่งเสียงในลำคอตอบรับแล้ว อาศิราก็บอกต่อ “ลูกว่าเดือนหน้าจะโทรไปถามว่าฉัตรจะเอายังไง ถ้าเขาจะจบจริงๆ ลูกจะขอให้เขาให้สิทธิเลี้ยงดูสิงห์กับลูกก่อน”

“ก็ดีนะ จะได้ไม่คาราคาซัง ลูกเองก็จะได้เริ่มใหม่ด้วย… แล้วถ้าฉัตรกลับมา”

อาศิราถึงกับหัวเราะ “ถามเหมือนวินเลย… ลูกตอบวินไปว่าถ้ากลับมาก็กลับมา”

ศีลถอนใจยาว นั่นทำให้อาศิรายิ้ม นำไส้แซนด์วิชที่ปรุงเรียบร้อยแล้วปาดลงบนขนมปัง วางผักที่พ่อชอบลงไปแล้วทับด้วยไส้อีกครั้ง นำขนมปังอีกแผ่นประกบหน้าแล้วหั่นครึ่ง ใส่จานแล้วนำไปวางหน้าพ่อ หันไปเตรียมของนวดแป้งทำขนมปังเพิ่มพลางคุยกับพ่อเรื่อยๆ

“ยังดีที่พ่อไม่ดุลูกเหมือนวิน”

ศีลหัวเราะ “อะไร โดนน้องดุเหรอ”

“เรียกลูกซะดัง อยู่ต่อหน้าคงเข้ามากระชากคอเสื้อ… พ่อ ลูกบอกน้องไปว่าถ้าทำได้ก็อยากมีคนที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต”

ซึ่งศีลต่อได้ทันที “เหมือนพ่อกับแม่ใช่ไหม”

“อื้อ”

ศีลเคี้ยวอาหารในปากแล้วกลืนลงจนหมด เรียกลูก “ศิรา…” รอจนลูกหันมามองแล้วจึงค่อยบอก “พ่อกับแม่รักกัน”

อาศิรายิ้มให้พ่ออย่างอ่อนโยน เขารู้เรื่องนั้นมาตั้งแต่รู้จักคำว่ารัก “น้องว่าพ่อกับแม่อยู่ด้วยกันเพราะมีความสุข”

“ใช่” ศีลบอก เรียกอาศิราอีกครั้ง รอจนกระทั่งลูกหันมองจึงจ้องลึกลงในตาลูกแน่วแน่ “และพ่อกับแม่รักกัน”

อาศิรานิ่งไป เริ่มรู้แล้วว่าพ่อต้องการสื่อสารกับเขาโดยตรง ไม่ใช่แค่บอกความรู้สึกตัวเอง

“ลูกรักฉัตรเหรอ”

ประโยคคำถามนั้นทำอาศิรานิ่งไปนาน แต่แล้วกลับต้องหัวเราะอีกครั้งเมื่อพ่อพูดต่อ

“ลองทบทวนอะไรๆ ดูหน่อยก็ดีนะลูก” แล้วพอศีลเห็นลูกขำก็อดเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจไม่ได้ แล้วพลอยขำไปด้วยเมื่ออาศิราบอก

“น้องก็บอกให้ลูกทบทวนความรู้สึกตัวเอง… พ่อลูกนี่ก็พ่อลูกจริงๆ”

หลังสองพ่อลูกร่วมหัวเราะกันอีกพัก ศีลกินแซนด์วิชจนหมดชิ้น อาศิราก็บอกพ่อ

“พ่อขึ้นไปพักบนห้องเลยก็ได้ ลูกทำแป้งเสร็จแล้วจะตามขึ้นไป”

“โอเค… ศิรา” แน่นอน ศีลรอจนลูกหันมามองหน้าแล้วค่อยพูด “รักเดียวน่ะมันดี มันล้ำค่า แต่คีย์เวิร์ดมันคือคำว่ารักนะ เดียวมันเป็นแค่คำขยาย ไม่มีคำว่ารัก ก็ไม่มีรักเดียว”

แม้ใจยังสับสน ทว่าอาศิราก็ส่งยิ้มให้พ่อพลางพยักหน้ารับ รอจนท่านเดินแยกไปจึงหันมานวดแป้งต่อ จนทำเสร็จเรียบร้อยเก็บแป้งเข้าตู้เย็นแล้วจึงล้างไม้ล้างมือ เดินขึ้นห้อง ทว่าก่อนจะเข้าห้องพ่อ อาศิราก็อยากคุยกับดารัณก่อน เขาอยากแน่ใจจริงๆ ว่าดารัณจะไม่ร้องไห้แล้ว ชายหนุ่มเดินเลยไปยังห้องดารัณ เคาะประตูอยู่สักพักทุกอย่างก็ยังเงียบสนิท แวบแรกอาศิราคิดว่าดารัณคงหลับแล้ว แต่แวบต่อมาก็กลับแคลงใจ ทั้งเขาทั้งศราวินคิดเหมือนกันว่าคืนนี้ดารัณไม่น่าหลับลง หรือไม่ได้ยิน… ดังนั้นอาศิราจึงเคาะประตูดังขึ้น ทว่ายังมีเพียงความเงียบตอบรับ

ยืนนิ่งอยู่ครู่อาศิราก็ตัดสินใจยื่นมือไปจับลูกบิดแล้วลองบิดดูเบาๆ ปรากฏว่ามันไม่ได้ล็อก

“จะเข้าไปนะ” อาศิราส่งเสียงบอกก่อนเปิดประตูออกกว้าง พบว่าในห้องไม่มีเงาของดารัณ บนเตียง โต๊ะทำงาน แต่บนโต๊ะนั้นมีโทรศัพท์มือถือของดารัณ อาศิราเข้าห้องเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานเพื่อดูให้แน่ใจว่าเป็นมือถือของดารัณจริงๆ หรือไม่ พอแน่ใจแล้วค่อยตรงไปยังประตูห้องน้ำซึ่งเปิดอยู่ ในนั้นไม่มีใครเช่นกัน… ดารัณไปตามหามิรันตาแน่ๆ อาศิราเผลอสบถเป็นครั้งแรกในรอบห้าปี หมุนตัวเดินรี่ตรงไปยังระเบียง จ้องมองไปยังโรงรถ แม้ค่อนข้างแน่ใจว่ารถหายไปหนึ่งคัน แต่เพื่อความแน่ใจอาศิราจึงเดินลงบันไดไปดูให้ชัดเจน รถหายไปคันหนึ่งจริงๆ ดารัณแอบออกไปโดยไม่บอกใคร ใช่สิ เพราะถ้าบอกก็ต้องโดนห้ามแน่ๆ คงออกไปเกือบจะทันทีที่คุยกับศราวินจบเพราะไม่อย่างนั้นก็ต้องเจอเขาแล้ว เขาคุยกับน้องแค่ราวๆ สิบห้านาทีเท่านั้นเอง

อาศิรารู้สึกว่าตัวเองมือสั่น ตัวสั่น ความโกรธรุมเร้าจนเขาร้อนรุ่มไปหมด เขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้กี่โมงแล้วแต่เลยตีหนึ่งแน่ๆ และที่รู้แน่อีกก็คือวันนี้ดารัณขับรถไม่ต่ำว่าสี่ชั่วโมงแล้ว อาศิรากำมือแน่น เขย่ามันไม่หยุดรู้สึกเหมือนอยากทุบอะไรสักอย่างและนั่นทำให้รู้ตัวว่าตัวเองโกรธมากเกินไปแล้ว ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดจนสุดลม เดินกลับเข้าบ้าน เปิดประตูเข้าห้องพ่อก็เห็นว่าท่านนั่งยิ้มดูรูปแม่อยู่ ความเป็นห่วงดารัณหายไปชั่วแวบ เอ่ยถามทันที

“พ่อ โอเคไหม”

ศีลยิ้มกว้างให้ลูก “โอเคมาก ไม่ต้องห่วง… พอพ่อเข้ามาสิงห์ตื่น เลยได้อุ้มกล่อมเดินไปเดินมา ย่อยพอดี พ่อว่าจะนอนแล้ว”

อาศิราพยักหน้า ตัดสินใจไม่บอกเรื่องดารัณ วันนี้พ่อตื่นแต่เช้าและยังไม่ได้พักผ่อน ตอนอยู่ในงานนอกจากร้องเพลงแล้วพ่อก็เดินไปเดินมากับเพื่อนทักทายแขกตลอด บางจังหวะก็ไปแย่งศตายุจากผิวพาเดินอวดคนอื่น เขาอยากให้พ่อพักก่อน “พ่อ ลูกคิดงานได้ เลยว่าจะทำงานต่อ ลูกอยู่ที่ห้องทำงานนะ”

ศีลดูกังวล “ดึกแล้วนะลูก พรุ่งนี้ค่อยทำดีไหม”

“ขอทำเลยดีกว่า เดี๋ยวลืม พรุ่งนี้ลูกจะเข้างานบ่าย คงตื่นสายๆ หน่อย”

พอพ่อพยักหน้าอาศิราก็ปิดประตูให้พ่อแล้วเดินไปห้องทำงาน ไม่ลืมเปิดประตูทิ้งไว้เพื่อรอฟังเสียงรถเพราะทุกห้องในบ้านเขาถ้าปิดประตูแล้วไม่ค่อยมีเสียงใดเล็ดลอดเข้าไปได้ถ้าไม่ดังมากจริงๆ ถึงจะมาอยู่ห้องนี้เพื่อรอดารัณแต่อาศิราก็ถือโอกาสทำงานไปด้วย ไม่อยากให้ตัวเองหมกมุ่นกับความกรุ่นโกรธ

งานที่ทำอยู่เป็นงานเลี้ยงของเจ้าของธุรกิจไทยที่ไปเติบโตในต่างประเทศ ต้องการจัดเลี้ยงคู่ค้าในภูมิภาคยุโรปซึ่งถือเป็นงานใหญ่ อยากได้การตกแต่งโต๊ะจัดเลี้ยงของเขา อาศิราเริ่มคิดจากผ้าปูโต๊ะ ตอนนี้ในหัวมีสองแบบคือจะใช้การจัดและผูกผ้าเป็นลวดลายต่างๆ ซึ่งคงต้องออกแบบอีกทีว่าจะใช้เทคนิคใดทำเป็นลวดลายใดบ้าง ซึ่งความยากจะอยู่ที่การหาคนมีความสามารถด้านนี้ไปทำให้หน้างาน กับอีกแบบคืออาจจะใช้การตัดเย็บเป็นลวดลายสำเร็จใช้สวมโต๊ะได้เลยโดยไม่ต้องจัดการใดๆ อีก อาศิราตวัดมือไปมาเป็นลายกระจังใบเทศแล้ววงเล็บไว้ว่าขอบผ้าปูโต๊ะ ร่างลายกนกใบเทศเพราะคิดว่าจะลองทำปลอกสวมปลายอุปกรณ์กินอาหารเป็นลายนั้น ถ้างบทางนั้นมากพออาจได้สั่งผลิตชิ้นงานใหม่ให้เป็นเนื้อเดียวกันไม่ใช่เพียงแค่ปลอก ลองนึกภาพแก้วไวน์มีปีกเป็นลายกนกแล้วรู้สึกสนุกจึงร่างภาพลงไป แต่พอเห็นภาพสองปีกแล้วดูเกะกะ อาศิราก็ลบปีกออกข้างหนึ่ง ปรับองศาลายกนกให้เฉียงขึ้นอีกนิดให้แน่ใจว่าจะจับแก้วได้ถนัดมือ จากนั้นก็นึกต่อไปถึงแหวนรัดผ้าเช็ดปาก อาศิราลังเลระหว่างจะใช้แหวนลายไทยอีกดีหรือไม่ หรือจะใช้เป็นมาลัยอุบะจิ๋ว ซึ่งกว่าจะเลือกได้ก็อาจต้องดูภาพโดยรวมของโต๊ะทั้งหมดก่อนว่าแบบไหนจะกลมกลืนและส่งเสริมซึ่งกันและกันมากกว่า การตกแต่งโต๊ะทางผู้จัดงานอยากให้มีสีสันหน่อยทำให้อาศิรานึกไปถึงพวงมโหตร กระดาษฉลุลายสีสันสดใส ประดิษฐ์เป็นชิ้นงานเพื่อประยุกต์ใช้ใส่แจกันประดับโต๊ะแทนดอกไม้ได้ แต่อาจต้องปรับเปลี่ยนวัสดุเพื่อให้งานดูหรูหราขึ้น ขณะกำลังคิดว่าผ้ารองจานจะมีลูกเล่นอะไรได้บ้างอาศิราก็ชะงัก

มาแล้ว… อาศิราได้ยินเสียงรถ ชายหนุ่มลุกไปดูพ่อก่อนเป็นอันดับแรก เห็นท่านหลับสนิทจึงค่อยๆ ปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบแล้วเดินออกไปเท้าระเบียงมองลงไปด้านล่าง ไฟท้ายรถดับลง ไม่นานดารัณก็เดินออกมาให้เห็น หญิงสาวเหลือบมองเขาชั่วแวบก่อนจะหันขวับมามองอีกครั้งเหมือนเพิ่งได้สติ หลังสบตาได้แค่ไม่กี่วินาทีอาศิราก็รู้สึกว่าความโกรธของตนค่อนข้างระงับได้ยาก ไม่ควรพูดกับดารัณตอนนี้จึงหมุนตัวเดินเข้าบ้าน แต่แล้วกลับต้องหยุดเมื่อมีคนมาคว้าแขนแล้วออกแรงรั้ง อาศิราหันไปมอง เห็นอีกฝ่ายอ้าปากแล้วเดาได้ว่าต้องเสียงดังแน่จึงรีบส่งเสียงชู่ไปห้ามพลางมองไปทางห้องพ่อ เกรงว่าท่านจะตื่นแล้วลุกออกมาตอนนี้จะพาลไม่ได้นอนกันไปหมด ไม่ใช่พ่อจะดุดารัณหรอก แต่พ่อจะอยู่เพื่อห้ามเขาดุดารัณมากกว่า พอแน่ใจว่าดารัณจะไม่เสียงดังแล้วอาศิราจึงหันไปมอง รอว่าหญิงสาวจะพูดอะไร… และในเมื่อเจ้าหล่อนไม่พูด อาศิราจึงเป็นฝ่ายถามเสียเอง ถามด้วยความคับข้องใจทั้งหมดที่สุมแน่นอยู่ในตัวเขามานานนับชั่วโมง

“ทำไมทำแบบนี้”

ดารัณยืนนิ่ง มองหน้าอาศิราอยู่อย่างนั้น ไม่สามารถตอบอะไรได้เลยเพราะกลัวว่าตอบไปแล้วเขาจะโกรธกว่าเดิมพร้อมๆ กับคิดไปว่าไม่ว่าจะตอบอะไรเขาก็โกรธมากอยู่แล้ว… เป็นลมเลยได้ไหม แต่พอตัวเองไม่ได้เป็นลมไปอย่างที่อยากดารัณก็ทำได้แค่น้ำตาคลอ

“ไม่คุยก็อย่าคุย” อาศิราบอกแล้วเตรียมจะเดินหนี ทว่าก็ต้องหยุดเมื่อดารัณออกแรงรั้งไว้ทันที “คุย… แต่ไม่อยากให้โกรธ”

อาศิราเลยเน้นชัดถ้อยชัดคำ “โกรธอยู่”

ดารัณเบะ… ก่อนหยุดและรีบห้ามตัวเองเมื่อ

“ถ้าร้องไห้ไม่ต้องคุย”

ทำไมโหด… ดารัณพยายามห้ามน้ำตาตัวเอง ยกสองมือขึ้นเช็ดน้ำตา แล้วบอกไป “ก็… รัณเป็นห่วง อยากตามหารันอีกคนให้เจอ”

“เจอไหม”

ก็เห็นอยู่ว่าไม่เจอ… ดารัณส่ายหน้า แล้วเข้าสู่ช่วง ‘อบรมบ่มนิสัย’ อย่างจริงจังเมื่ออาศิราเริ่มร่ายยาว

“แล้วมันจะเป็นยังไงถ้าเราขับรถไปแล้วเกิดอุบัติเหตุ หรือถ้าเราเกิดหายตัวไปอีกคน คิดว่าเรื่องมันจะดีขึ้นหรือแย่ลง คิดไหมว่าถ้าเกิดเรื่องแย่กับเราพ่อกับพี่จะเป็นยังไง ต้องรอให้พ่อกับพี่เป็นบ้าเหรอเราถึงจะยอมหยุด โตแล้วไม่ใช่เด็กๆ หน้าที่การงานก็ดีเรื่องแค่นี้คิดไม่ได้เหรอ”

ด่าโง่เลยยังเจ็บน้อยกว่า แล้วทีตัวเองคิดเรื่องปริยฉัตรไม่ได้ล่ะ… แน่นอนว่าเรื่องนั้นดารัณได้แต่เถียงอยู่ในใจ ที่พูดออกไปก็เพียง “รัณกลับมาแล้ว ไม่ได้เกิดอะไรไม่ดีขึ้นนี่”

“ความรู้สึกพี่ตั้งแต่รู้ว่าเราแอบออกไปจนถึงตอนนี้เรียกว่าดีเหรอ พี่ยังไม่ได้นอนเพราะถ่างตารอเรากลับมานี่เรื่องดีเหรอ ถ้าพี่บอกเรื่องนี้กับพ่อเราคิดว่าพ่อจะรู้สึกดีไหม”

ดารัณเงียบ ไม่ตอบอะไรอีกแล้ว ไม่พยายามห้ามน้ำตาแล้วด้วย ยิ่งร้องหนักขึ้นตอนอาศิราบอกอีก

“พี่ก็อยากร้องเหมือนกันแหละ เผื่อจะดูเป็นผู้ถูกกระทำบ้าง”

หลังจากประโยคนั้นทั้งสองคนก็แลกความเงียบใส่กัน แม้ดารัณจะไม่ได้เงียบจริงๆ เพราะยังสูดจมูกอยู่เป็นระยะๆ ในที่สุดหลังจากผ่านไปนานกว่าห้านาที อาศิราก็ถอนใจยืดยาว ยกมือแตะต้นแขนดารัณเตรียมจะปลอบใจทว่าไม่ทันได้ทำ เพราะดารัณปัดมือเขาออกแล้วบอกเสียงสะบัด

“ไม่ต้องปลอบ”

อาศิราเลิกคิ้ว คล้ายจะมีรอยยิ้มบนใบหน้าทว่าก็เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ บอกเพียง “งั้นไปนอน”

“ไม่นอนหรอก”

อาศิราทั้งขำทั้งฉุนกับการต่อต้านนั้น เลยบอกเพียง “อยากทำอะไรก็ทำ”

ดารัณหน้ายับยิ่งขึ้น น้ำตาหยดไหลด้วยความโกรธทั้งโกรธเขาและโกรธตัวเอง น้อยใจด้วยที่เขาว่าเอาๆ ถึงเธอจะทำผิดจริงก็เถอะ เธอเหนื่อยแล้วก็ล้า นอนก็ยังไม่ได้นอนแล้วเขาทำอะไร เขาคงโยนความผิดให้เธอเรื่องมิรันตาหายตัวไปสินะเลยถือโอกาสทำร้ายจิตใจ ดารัณเม้มปากตอนได้ยินอาศิราถอนใจอีกรอบ ใช่สิ เธอมันน่ารำคาญ ก่อนหัวจะว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกไปเลยตอนรู้ว่าอาศิราเช็ดน้ำตาให้

“พอแล้ว ไม่ต้องร้องแล้ว”

“ไหนว่าอยากทำอะไรก็ทำไง”

อาศิราไม่พูดแล้ว พลิกหลังมือใช้นิ้วชี้เช็ดน้ำตาให้ดารัณทั้งสองข้าง พอความชื้นแฉะเริ่มหายไปแล้วจึงเอ่ยถาม “ขอโทษน่ะเป็นไหม”

ดารัณค้อนใส่อาศิรา “ขอโทษที่ดูแลภรรยาคุณไม่ดี”

“ไม่ใช่ เรื่องนั้นมันไม่ใช่ความผิดเรา แต่ที่ออกไปดึกๆ ดื่นๆ ไม่ยอมบอกใครเนี่ย ผิด ทำไม ที่งอแงนี่คือคิดว่าพี่โกรธเรื่องนั้นด้วยใช่ไหม เรานี่มันคนพาล พอโมโหก็ใช้แต่อารมณ์เหตุผลไม่มี งอแงเก่งกว่าสิงห์อีก”

“จะว่างี่เง่าก็พูด”

“งี่เง่า” พอเห็นดารัณทำตาโตใส่ก็รีบบอก “ให้พูดเองนี่”

“รัณแค่ประชด!”

อาศิรายักไหล่เหมือนจะบอกว่าช่วยไม่ได้ พูดไปแล้ว ก่อนส่งยิ้มให้ เช็ดน้ำตาอีกหยดที่ไหลลงมา บอกเสียงอ่อนโยน “พอแล้ว เลิกร้อง เลิกคิดมากแล้วไปนอน พี่ก็จะไปนอนแล้ว”

พอเขาไม่ได้ดุแล้วแถมยังทำดีด้วย ดารัณก็บอกเสียงเบา “รัณขอโทษที่ออกไปไม่บอก”

“ที่ออกไปดึกๆ ไม่บอก” อาศิราย้ำให้เห็นความผิดที่แท้จริง ถ้าเป็นตอนกลางวันดารัณจะออกไปไหนก็ได้ ไม่ต้องบอกเขาก็ได้ เขาคงหงุดหงิดบ้างแต่คงไม่โกรธขนาดนี้

“ก็ได้ ขอโทษที่ออกไปดึกๆ ไม่บอก ขอโทษที่ทำให้ต้องถ่างตารอเพื่อมายืนดุรัณ”

อาศิรามองดารัณอย่างอ่อนใจ ก่อนแก้ให้อีกรอบ “ที่ทำให้เป็นห่วง”

ดารัณนิ่ง มองหน้าอาศิรา เห็นเขามองมานิ่งๆ แล้วจำต้องหลบตา พึมพำบอกไป “ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง”

“ไป นอนได้แล้ว”

ดารัณยังนิ่ง แล้วพอนึกอะไรได้ก็ถามทันที “บ้านรันอยู่ไหน”

อาศิราทำหน้างง “ก็ที่นี่ไง”

“ไม่ใช่ รันอีกคนน่ะ บ้านเขาอยู่ไหนก่อนมาอยู่กับพี่ศิรา”

อาศิรานิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันเขาถึงยังไม่อยากบอกว่ามิรันตาเป็นใคร อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้

“เขาอาจจะกลับบ้านก็ได้”

“เราก็ติดต่อลุงมีแล้วไง ลุงมีเป็นลุงของรัน”

“แต่ก็ติดต่อไม่ได้ งั้นเราก็ไปหาเลยสิ อยู่ที่ไหน ไกลมากไหม รัณขับรถไปให้ก็ได้”

อาศิราไม่ตอบ ได้แต่เลี่ยงไป “ยังไงก็ไม่ไปตอนนี้แน่ ไปนอนซะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

“ทำไมล่ะ พี่ศิราไม่ห่วงรันเลยเหรอ รันเป็นเมียพี่ศิรานะ”

พูดไปแล้วดารัณก็นิ่ง… อาศิราก็นิ่ง มองหน้ากันแล้วรู้สึกอิหลักอิเหลื่อจนดารัณต้องอุบอิบ

“หมายถึงรันอีกคนน่ะ… พี่ศิราน่าจะกระตือรือร้นกว่านี้หน่อย”

“อะไรที่ทำได้เชื่อเถอะว่าพี่กับพ่อทำหมดแล้ว เราเองก็ทำหมดแล้ว”

“ก็นี่ไง ยังเหลือขับรถไปตามหารันถึงบ้านเขาไง สมมติว่าเขาเกิดจำอะไรได้ขึ้นมา เขาอาจจะไม่ชอบใจที่รัณมาอยู่ด้วยก็ได้นะ พี่ศิราก็ควรไปอธิบายให้เขาเข้าใจ”

อาศิรานิ่งไปอีกครู่ ที่สุดก็บอกเพียง “พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

เห็นหน้าดารัณก็รู้ว่าเจ้าหล่อนไม่ยอมรอให้พรุ่งนี้มาถึงง่ายๆ แน่ ที่สุดจึงต้องพูดด้วยน้ำเสียงขอร้อง “ช่วยรอพรุ่งนี้ได้ไหม วันนี้พี่เหนื่อยมากจริงๆ”

ใช่… ดารัณนึกขึ้นมาได้แล้วว่าเขาตื่นเตรียมตัวเตรียมงานแต่เช้า ต้องเดินทางไปกลับเพื่อทำงาน แล้วงานที่เขาไปทำก็ไม่ใช่งานเบา พอกลับมาก็เจอเรื่องไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อนแล้วยังต้องมาถ่างตารอเธอ

“ได้ไหม”

จริงๆ เธอก็ยอมตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว แค่ยังไม่ทันตอบรับ ไม่ต้องถามมาอีกครั้งให้เธอรู้สึกผิดมากขึ้นก็ได้ ดารัณจึงพยักหน้า ตั้งท่าจะออกเดิน อดทำหน้ายุ่งไม่ได้ตอนอาศิรากำชับมาอีก

“เราควรนอนเลยนะ ห้ามเครียดห้ามคิดมากแล้ว รอพรุ่งนี้”

ดารัณออกเดินจนถึงหน้าห้องตัวเองแล้ว แต่หันไปมองก็ยังเห็นอาศิรายืนมองอยู่เหมือนเขากลัวว่าเธอจะไม่ยอมเข้าห้องแล้วหนีออกจากบ้านไปอีกรอบอย่างนั้นแหละ ดารัณรีบผลุบเข้าห้องปิดประตูลงแล้วได้แต่ตอบรับกับตัวเองเบาๆ ไม่กล้าตอบต่อหน้าเขา กลัวจะโดนดุยาวถึงเช้า แหม… นอนเลยนะ ห้ามเครียด ห้ามคิดมาก รอพรุ่งนี้ “ค่ะ พ่อ!”

ดารัณตัดสินใจอาบน้ำก่อน พอออกมาก็อดหยิบมือถือตัวเองมาดูไม่ได้ เห็นว่าเธอพลาดการรับสายวิดีโอคอลล์จากศราวิน สามสายเลยทีเดียว ดูเวลาเห็นแล้วว่าทางมิลานยังไม่ดึกเกินไปแต่ก็ไม่แน่ใจว่าพี่สะดวกหรือไม่จึงส่งข้อความไปก่อน

‘นอนหรือยัง’

ครู่เดียวข้อความนั้นก็ขึ้นว่าถูกอ่านแล้ว ต่อมาศราวินก็วิดีโอคอลล์มาทันที

“รัณ พี่เป็นห่วงจะแย่ นึกว่าเครียดจัดจนไม่ยอมรับสายพี่”

“เปล่า รัณออกไปขับรถตามหารันอีกคน เพิ่งเข้ามา”

สีหน้าศราวินแสดงออกว่าตกใจมาก “แต่ที่โน่นดึกมากแล้วนี่”

“อื้อ”

“ไปกับใคร พี่ศิราขับไปให้ใช่ไหม”

ดารัณส่ายหน้าให้ศราวินยิ่งทำหน้าตระหนกมากขึ้น ถามเสียงหลง

“รัณไปคนเดียวเลยเหรอ ทำไมพ่อกับพี่ศิรายอม”

ดารัณส่ายหน้าอีก ตอนนี้ตาของศราวินแทบพลัดจากเบ้าแล้ว

“ออกไปไม่บอกใครเหรอ”

“อื้อ”

“แล้วนี่คนอื่นรู้ไหม โดนจับได้หรือเปล่า”

“จะเหลือเหรอ เลยโดนพ่อด่าจนสาแก่ใจเลย ไม่งั้นคงได้คุยกันเร็วกว่านี้อีก”

“พ่อด่า? พ่อพี่น่ะเหรอ”

“พ่อที่เป็นลูกพ่อน่ะ”

เท่านั้นศราวินก็รู้เลยว่าหมายถึงพี่ชายตน ทำหน้าสยองขวัญเพราะพอรู้อยู่ว่าบทพี่จะเฮี้ยบขึ้นมาก็เฮี้ยบได้โหดราวกับเป็นครูฝ่ายปกครอง ตอนมัธยมต้นมีอยู่ครั้งเขาไม่ส่งการบ้าน อาจารย์ประจำวิชาดันไปบอกพี่ชายซึ่งยังเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน จากนั้นทุกเย็นนับไปหนึ่งสัปดาห์เขาต้องเข้าห้องเย็นทำการบ้านกับพี่ชนิดไม่เสร็จห้ามทำอย่างอื่นยกเว้นกินข้าว ศราวินพิจารณาดารัณอีกทีแล้วเอ่ยสันนิษฐาน “ตาบวมนี่ ร้องไห้เพราะพี่ศิราเหรอ”

ดารัณทบทวนตัวเองแล้วส่ายหน้า “ไม่ใช่ซะทีเดียวหรอกพี่วิน หลายๆ เรื่องรวมกัน แต่พี่ศิราน่ะตัวกระตุ้น มาดุกันอยู่ได้”

“เจอรัณร้องไห้ก็ไม่ดุแล้ว พี่ศิราขี้สงสาร”

“กว่าจะสงสาร นี่ถ้าแกล้งเป็นลมได้รัณจะแกล้งเป็นลมไปเลย”

ศราวินหัวเราะ ก่อนนึกได้ว่าควรรีบคุยเพราะดารัณควรได้พักผ่อนแล้ว “พี่จะโทรมาบอกว่าพี่รู้แล้วนะ ว่ารันอีกคนเป็นใครมาจากไหน มาอยู่บ้านเราได้ยังไง ที่สำคัญ มาเป็นแม่นายสิงห์ได้ไง”

ดารัณนิ่งคิดอยู่ครู่ จริงอยู่ว่าเธอล้าจนเริ่มรู้สึกง่วงทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองน่าจะหลับไม่ลง แต่พอได้อาบน้ำสบายตัวตาเธอก็เริ่มปรือ… แต่แน่นอน ทุกอย่างย่อมพ่ายแพ้แก่ความอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะมันเป็นสิ่งที่เธอข้องใจมานานแล้ว

“แต่รัณไหวไหม นอนก่อนไหม พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน”

ดารัณตอบกลับทันที “ได้ทั้งคืนเลยพี่วิน เล่ามา”

เธอต้องรู้ความจริงทั้งหมดตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลย!

Don`t copy text!