Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 16 : ความหลัง

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 16 : ความหลัง

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 16 –

“ผมไม่ใช่คนอื่น ผมเป็นพ่อสิงห์”

ปริยฉัตรหันไปทางอาศิรา ข้ามเรื่องนั้นไปเพื่อพูดสิ่งที่ตนอยากพูด “แล้วอยู่ๆ จะให้ฉัตรตัดแม่ตัดลูกกับสิงห์เหรอ ศิราคิดอะไรแบบนั้นได้ยังไง”

“ไม่ใช่” อาศิราบอกเสียงเรียบ อธิบายเจตนาตน “ถ้าฉัตรจะไม่กลับมาอยู่ที่นี่ผมจำเป็นต้องได้สิทธิเลี้ยงดูสิงห์ เวลาทำอะไรจะได้ง่าย อย่างตอนสิงห์จะเข้าโรงเรียนหรือทำเอกสารราชการอื่นๆ ผมไม่ได้จะให้ฉัตรตัดแม่ตัดลูก ถ้าฉัตรอยากมาหาลูกก็มาได้ตลอด ผมไม่หวงไม่ห้าม”

“แต่ก็คงมีคนเป่าหูสิงห์ให้เกลียดแม่ใช่ไหมล่ะ ตอนนี้แกไม่ยอมให้ฉัตรอุ้มเลยแถมร้องเหมือนคิดว่าฉัตรจะพาไปฆ่า”

อาศิราหน้านิ่ว เหลือบมองหน้าพ่อก็เห็นว่าท่านถอนใจยาว แล้วหันไปบอกปริยฉัตรถึงข้อเท็จจริงเผื่อเจ้าหล่อนจะไม่ได้อยู่กับลูกนานจนลืมไป “ฉัตร สิงห์เพิ่งเจ็ดเดือน ที่แกร้องเพราะไม่คุ้นหน้าฉัตรมากกว่า”

อาศิราไม่พูดต่อเพราะเท่านั้นก็น่าจะชัดเจนพอแล้ว ถ้าปริยฉัตรอยู่กับลูกเสียบ้างเหตุการณ์นี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกนั้นมีแน่แต่ก่อนอื่นต้องทำให้เด็กรู้เสียก่อนว่าใครเป็นแม่ ศตายุไม่มีโอกาสเรียนรู้เรื่องนั้นเลย

“แล้วถ้าฉัตรเซ็นยกสิทธิเลี้ยงดู… เรื่องระหว่างเราล่ะ”

ถึงตรงนี้ศีลก็ขยับตัวอย่างอึดอัด เอ่ยถามโดยไม่ระบุว่าถามใคร “อยากคุยกันสองคนไหม”

“ไม่ค่ะ ฉัตรอยากให้พ่ออยู่ด้วย อย่างน้อยก็อยากให้อยู่เป็นพยานว่าลูกชายของพ่อเป็นคนยังไง”

ศีลเลิกคิ้ว พยายามระงับอารมณ์ที่ปริยฉัตรใช้คำพูดไม่ดี หันไปมองลูกที่ตอบเกือบจะทันทีด้วยน้ำเสียงและท่าทางมั่นคงอย่างคนคิดไว้แล้ว

“ถ้าฉัตรอยู่ที่นี่เราจะเป็นเหมือนเดิม แต่ถ้าฉัตรไปอีกครั้งเราจบกันทันที”

“อยู่? อยู่ยังไง ไม่ใช่ว่าเตียงฉัตรมีคนอื่นมานอนกับศิราไปแล้วเหรอ”

“หนูฉัตร” ศีลเรียกปริยฉัตรน้ำเสียงเย็นชา เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชาพอกัน “อย่าดึงรัณเข้ามาเกี่ยว”

ปริยฉัตรหันขวับ เอ่ยถามศีลด้วยน้ำเสียงเจ็บช้ำ น้ำตาหยดเผาะ “ทำไมพ่อเข้าข้างมัน มันทำลายชีวิตคู่ของฉัตรกับศิรานะ”

ศีลหรี่ตา เสียงเย็นเยียบกว่าเดิมอีกเท่าตัว “ถ้าชีวิตคู่ของศิรากับฉัตรถูกทำลายมันก็ไม่ใช่เพราะรัณหรอก ถ้าตกลงกันสองคนโดยไม่ลากคนอื่นเข้ามาเกี่ยวไม่ได้ พ่อจะตัดสินให้เอง”

ซึ่งแน่นอนว่าไม่ดีต่อปริยฉัตรแน่… สีหน้า สายตา ท่าทาง น้ำเสียงของศีลบอกชัดเจน ปริยฉัตรนิ่งไป บอกตัวเองให้ควบคุมบทบาท อย่าเผลอไปแตะ ‘ลูกรัก’ ของศีลอีก ปริยฉัตรค่อนข้างแน่ใจ เผลอๆ ก็คงกลายเป็น ‘เมียรัก’ ของอาศิราไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาไม่บอกจบกับเธอชัดเจนแบบนี้แน่ เขาไม่เคยทำเลยไม่ว่าเธอจะออกจากบ้านไปกี่ครั้ง ปริยฉัตรกะพริบตาเพื่อให้น้ำที่คลออยู่หยดไหล ยกมือไหว้ศีล “ขอโทษด้วยค่ะที่ทำให้พ่อโกรธ ฉัตรผิดเองค่ะที่พาลน้องรัณ”

ศีลไม่ตอบรับ ไม่พูดอะไรอีก หันไปทางลูกชายแล้วพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้พูดคุยกันต่อ อาศิราจึงหันไปพูดกับปริยฉัตรตามตรง

“ถ้าฉัตรต้องการอะไร หรืออยากได้เงื่อนไขแบบไหน ฉัตรคุยกับผมได้… เราตกลงกันได้”

เธอมีสิ่งที่ต้องการแน่นอนอยู่แล้วแหละ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันได้ง่ายๆ ดังนั้นปริยฉัตรจึงส่ายหน้าด้วยท่าทีสับสน “ฉัตรก็… ยังไม่รู้เหมือนกัน ยังไงขอฉัตรอยู่ที่นี่ ขอทบทวนตัวเองว่าฉัตรต้องการอะไรกันแน่ ศิรายังเต็มใจให้ฉัตรอยู่ด้วยใช่ไหม”

“อยู่ได้” อาศิราบอกเพียงเท่านั้น หันไปมองพ่อตนที่ลุกขึ้นยืน ศีลเองก็บอกลูก “พ่อจะไปเจอเพื่อนในเมือง”

“ลูกขับรถให้ไหม”

ศีลโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก ไปกินกาแฟกันแก้วสองแก้วแล้วก็กลับ เพื่อนพ่อต้องไปต่อ”

อาศิราจึงลุกเดินไปส่งพ่อโดยไม่พูดอะไรกับปริยฉัตร แต่ก่อนจะลงบันไดศีลก็ยื่นหลังมือไปสะกิดแขนลูก พอสบตาอาศิราจึงนึกขึ้นได้ หันไปบอกปริยฉัตร “ตามสบายนะฉัตร เรากินข้าวกันเวลาเดิม ถ้าหิวก่อนก็ไปที่ห้องอาหารรีสอร์ต”

ปริยฉัตรพยักหน้ารับ มองสองพ่อลูกลับหายลงบันไดไป นั่งอยู่พักก็ตัดสินใจเดินออกไปที่ระเบียงเพื่อสังเกตการณ์ จากบนนี้เธอเห็นศีล อาศิรา ดารัณที่มีศตายุเข้าสะเอวยืนคุยกันอยู่ที่รถ ครู่หนึ่งศีลที่หันหน้ามาทางเธอก็เงยหน้ามาเห็น ผู้อาวุโสส่งยิ้มให้ แล้วดารัณกับอาศิราก็หันมามอง จากนั้นเธอก็เห็นดารัณส่งศตายุให้อาศิรา ก่อนเดินอ้อมไปขึ้นรถนั่งประจำตำแหน่งคนขับ ดูออกว่าคงขับรถไปให้ศีล เอ… หรือสำหรับศีล ดารัณจะไม่ใช่ ‘ลูกรัก’ แต่เป็น ‘เมียรัก’ เป็นไปได้ไหมว่าศีลนั่นแหละเป็นคนทำพินัยกรรมปลอมขึ้นมาโดยมีดารัณอยู่เบื้องหลังเพราะต้องการฮุบสมบัติของอาศิราเอาไว้เอง เป็นการป้องกันกรณีอาศิราขอหย่า

ปริยฉัตรวิ่งลงบันไดไปหาอาศิราที่กำลังจะขึ้นรถนั่งไฟฟ้า ส่งเสียงเรียก “ศิรา”

อาศิราหยุดยืนรอ นึกๆ ไปก็ขำดีเหมือนกัน เมื่อกี้พ่อชวนดารัณให้ไปด้วยกัน แต่แรกดารัณมีท่าทีไม่ค่อยอยากไป บอกว่าอยากอยู่ทำงานมากกว่า แต่พอเงยหน้าไปเห็นปริยฉัตรก็อาสาขับรถให้พ่อทันที เขารู้ว่าดารัณไม่ได้กลัวปริยฉัตรหรอก แต่คงยังไม่อยากปะทะด้วย

“ถ้า… ฉัตรบอกว่าฉัตรจะอยู่กับศิราตลอดไป”

ตลอดไป… ใช่ นั่นเป็นคำที่อาศิราวาดฝันมาตลอด อยู่ด้วยกันตลอดไป แต่น่าแปลกที่ตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกว่าถูกชักจูงได้ง่ายโดยคำนั้นอีกแล้ว และเขารู้ ปริยฉัตรจะต้องมีเงื่อนไข “ถ้า…”

“ถ้าศิราหย่ากับรัณ”

หย่า… ถึงตรงนี้อาศิราก็เพิ่งนึกขึ้นได้ เขากับดารัณสามารถหย่าขาดจากกันได้แล้วแค่เพียงมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอ่ยปากขอ แต่ไม่ใช่เขาแน่เพราะเขารับปากแม่ไว้ว่าจะตามใจดารัณ การจดทะเบียนสมรสครั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับดารัณว่าจะยกเลิกหรือไม่อย่างไร แม่เขาอยากให้ดารัณเป็นคนตัดสินใจ “ผมเคยบอกฉัตรแล้ว เรื่องนั้นผมไม่ใช่คนตัดสินใจ”

ปริยฉัตรยกมุมปากขึ้นอย่างจะเย้ยหยัน “แม่เธอขอไว้ ฉัตรจำได้… แต่แม่เธอตายไปแล้วนะศิรา”

“ไม่ได้หมายความว่าคำพูดของแม่ไม่สำคัญแล้ว”

“แล้วถ้าฉัตรเป็นคนขอรัณให้หย่าจากเธอเองล่ะ”

อาศิรานิ่งงันไปเป็นครู่เพื่อครุ่นคิด ที่สุดก็บอกเพียง “จะลองดูก็ได้”

พอแน่ใจว่าปริยฉัตรไม่มีอะไรจะพูดแล้ว และไม่มีวี่แววว่าจะขออุ้มศตายุแน่ๆ อาศิราก็ขึ้นรถนั่งไฟฟ้าแล้วขับกลับไปทำงานของตนต่อ ส่วนปริยฉัตรก็เดินเข้าบ้าน มุ่งตรงไปยังห้องของอาศิราที่ครั้งหนึ่งเธอเคยอาศัยอยู่ ตรวจดูทุกซอกทุกมุมโดยเฉพาะตู้เสื้อผ้า มีสีหน้าครุ่นคิดเมื่อไม่มีร่องรอยของผู้หญิงคนอื่น ไปหยุดยืนหน้าห้องศีล ชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก็ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปเพื่อค้นหาหลักฐานที่จะทำให้แน่ใจว่าดารัณเป็นลูกรักหรือเมียรักกันแน่… ไม่มี บนโต๊ะเครื่องแป้งไม่มีเครื่องสำอางของผู้หญิง ในตู้เสื้อผ้าไม่มีเสื้อผ้าผู้หญิงเช่นกัน

ปริยฉัตรสะดุ้งเมื่อเปิดประตูออกมาแล้วเจอผิวอยู่หน้าห้อง ผิวเองก็ดูประหลาดใจ ถามมาทันที

“คุณเข้าไปทำอะไรในห้องคุณศีล”

ปริยฉัตรอึกอัก ไม่รู้จะตอบอย่างไร ท้ายสุดจึงบอกไป “ไม่ใช่เรื่องของป้า… ห้องรัณห้องไหน”

ผิวมองปริยฉัตร ไม่ตอบ แล้วเดินผ่านเข้าห้องเพื่อไปเปลี่ยนชุดผ้าปูที่นอนให้ ตามด้วยห้องของดารัณซึ่งอยู่ฟากเดียวกัน นิ่วหน้าเมื่อเห็นว่าปริยฉัตรอยู่ข้างใน… คงเส้นคงวา ไม่มีมารยาทอย่างไรก็ไม่มีอย่างนั้น

“นี่ห้องมันเหรอ”

คราวนี้ผิวยอมพูดด้วย “มันนี่ใคร ปกติเราไม่เรียกใครว่ามัน”

ปริยฉัตรเบ้ปาก ไม่ต้องการคำตอบอีกแล้วเพราะดูอย่างไรก็ใช่ แต่จะให้เชื่อว่าดารัณไม่ได้นอนกับใครไม่ว่าพ่อหรือลูกก็เชื่อยาก อาจจะไปแต่ตัวก็ได้ อย่างน้อยก็ยังปิดบังผิวได้ว่าไม่ได้มีอะไรเกินเลย อย่าคิดว่าเธอจะรู้ไม่ทัน พอเห็นคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่วางอยู่อีกทาง ปริยฉัตรก็เดินไปลองเปิดดู กลอกตาเมื่อคนที่เปลี่ยนผ้าปูที่นอนพูดขึ้น

“อย่ายุ่งกับของส่วนตัวคนอื่นดีกว่า แค่เข้ามาในห้องตอนเจ้าของห้องไม่อยู่นี่ก็ไม่ควรแล้ว”

“ทีป้ายังเข้ามาได้เลย”

ผิวคร้านจะตอบโต้ด้วย ปกติเธอไม่ค่อยอยากเสวนากับปริยฉัตรอยู่แล้ว เคยเห็นอยู่ว่าคนคนนี้ปลิ้นปล้อนแค่ไหน เคยได้ยินเจ้าหล่อนด่าว่าศราวิน พยายามไล่ออกจากบ้าน แต่พอศราวินเอาเรื่องไปบอกคนอื่นก็กลับร้องห่มร้องไห้บอกว่าไม่ได้พูด เธอช่วยยืนยันว่าได้ยินกับหูก็กลายเป็นสุมหัวรุมรังแก ตอนนั้นก็ได้แต่ปลงตกคิดว่าอาศิราคงทำกรรมหนักมาแต่ชาติปางก่อนที่ต้องมาเจอปริยฉัตร พอดีใจนึกว่าพ้นเวรพ้นกรรมแล้วตอนเจ้าหล่อนหายหน้าไปก็ดันกลับมาตลอดให้ความรู้สึกเหมือนส้วมที่กดอย่างไรก็ไม่ลง เวรกรรมจริงๆ

ผิวจึงค่อยๆ เปลี่ยนชุดผ้าปูที่นอนอย่างอ้อยอิ่ง อย่างน้อยก็อยากให้ปริยฉัตรออกจากห้องไปก่อนแล้วเธอจะปิดประตูลงล็อกห้องให้ดารัณเหมือนที่ลงล็อกห้องให้ศีลแล้ว ปกติคนบ้านนี้ไม่ค่อยล็อกบ้านล็อกห้อง แต่คราวนี้เธอจะขอเป็นคนล็อกเองแล้วค่อยโทรไปบอกเหตุผลกับศีล

ปริยฉัตรเองก็พอรู้ว่าที่ผิวตบหมอนตบเตียงอยู่นั่นเป็นเพราะจะรอเธอออกไปก่อน แต่ก็ไม่สน พยายามใส่พาสเวิร์ดคอมพิวเตอร์ของดารัณ แต่พอผิดไปสองครั้งก็ไม่กล้าใส่อีก กลัวเหมือนกันว่ามันจะมีระบบแจ้งเตือนแล้วดารัณจะรู้ ถ้าศีลยังให้ท้ายมันอยู่ปริยฉัตรก็ไม่อยากเสี่ยงทะเลาะกับมันตอนนี้ ดังนั้นปริยฉัตรจึงผละจากคอมพิวเตอร์เดินไปโต๊ะเครื่องแป้ง สำรวจข้าวของต่างๆ ที่ดารัณใช้ ส่วนใหญ่เธอไม่รู้จักยกเว้นมีครีมกระปุกหนึ่งซึ่งเธอรู้ว่ามีราคาแพง ไม่รู้ว่าซื้อเองหรือประจบให้ใครซื้อให้ แล้วพอความหมั่นไส้พลุ่งพล่านปริยฉัตรก็หยิบครีมกระปุกนั้นเปิดฝา เอามือควักครีมนั้นออกมาแล้วเอาเนื้อครีมไปทิ้งในชักโครก กดน้ำให้มันไหลวนไปเป็นการทำลายหลักฐาน

“ทำอะไรน่ะ” แน่นอนว่าผิวที่ลอบมองทุกการเคลื่อนไหวถามทันที ปริยฉัตรหันมาตอบฉะฉาน “มันเป็นครีมของฉัน ฉันจำได้ ฉันไม่เห็นวางอยู่ในห้องตัวเองก็เลยเข้าไปหาในห้องพ่อ เพิ่งมาเจอที่ห้องนี้”

“ถ้าเป็นครีมคุณคุณก็เอากลับไปสิ ทิ้งทำไม”

“คนอื่นเอาไปใช้แล้ว ฉันรังเกียจ”

ผิวเถียงไม่ออก แม้แน่ใจว่าครีมนั่นเป็นของดารัณแต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร คราวนี้จากที่แกล้งทำงานไปด้วยส่องปริยฉัตรไปด้วยก็กลายเป็นยืนจ้องอย่างจริงจัง เห็นปริยฉัตรเคลื่อนตัวไปเปิดตู้เสื้อผ้า ไล่นิ้วสำรวจไปทีละตัว เห็นหยิบชุดหนึ่งออกมาไม่รู้หรอกว่าหยิบมาทำลายหรือเปล่า แต่รีบพูดทันที “นั่นไม่ใช่ชุดคุณ ป้าจำชุดคุณได้ทุกชุด”

ปริยฉัตรหันมองผิวอย่างขัดใจ ก่อนบิดปากยิ้มเยาะ “ใช่สินะ ป้าต้องซักผ้าให้ฉันทุกชุดนี่นา คงจำเสื้อในกางเกงในของฉันได้ทุกชุดเหมือนกันสินะ”

ผิวยิ้มเยาะบ้าง ตั้งแต่อยู่บ้านนี้มาเธอไม่เคยต้องซักชุดชั้นในให้ใคร อรจิรากับศีลผลัดกันซักให้กันและกันแล้วแต่ว่าใครว่างกว่า ส่วนอาศิรากับศราวินอรจิราหัดให้ซักชั้นในของตัวเองแต่เล็ก พอรู้ว่าผิวต้องซักชั้นในให้ปริยฉัตร อาศิราบอกให้ปริยฉัตรซักเองแต่กลับกลายเป็นการทะเลาะกันเพราะปริยฉัตรโวยวายใหญ่โตว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยซัก ทำไมมาอยู่กับอาศิราแล้วลำบากกว่าเดิม เพราะรักและสงสารอาศิรา ผิวจึงบอกว่ายินดีทำให้… “จำไม่ค่อยได้หรอก พวกชิ้นเล็กชิ้นน้อยป้าก็เหยียบๆ รวมกับพวกผ้าขี้ริ้ว ไม่ค่อยได้มอง”

ปริยฉัตรตาโต ไม่รู้ว่าผิวพูดจริงหรือเปล่าแต่การกล้าพูดกับเธออย่างนั้นมันก็ไม่ควร ปริยฉัตรปรี่ตรงไปหาผิวพร้อมเงื้อมือ ทว่ากลับชะงักเพราะผิวเองก็เงื้อมือเช่นกัน

“เอาซี้ ไม่มีใครอยู่อย่างนี้ก็มาวัดกันสักตั้งก็ได้ คันไม้คันมือมานานแล้วเหมือนกัน”

ปริยฉัตรเลยทำได้แค่เงื้อง่า กลัวเหมือนกันว่าถ้ามีเรื่องตบตีจะสู้ผิวไม่ได้ “ฉันจะฟ้องศิรา”

ผิวเลยเบ้หน้า พูดเสียงสั่น “ป้าไม่ได้ทำจริงๆ ไม่รู้ว่าคุณฉัตรไปเอาจากไหนมาพูด ให้ป้าไปสาบานที่ไหนก็ได้นะคุณศิรา”

ปริยฉัตรอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปเลยเมื่อโดนย้อนเกล็ดเอาแบบนี้ ส่วนผิวนั้นยิ้มขำ บอกโดยไม่เกรงใจใคร

“เห็นคุณทำบ่อย ป้าก็จำๆ ไว้บ้าง”

พอกันที! ปริยฉัตรปาชุดที่อยู่ในมือตนลงพื้น สะบัดหน้าเดินออกจากห้องไป ผิวจึงเดินไปเก็บชุดแล้วแขวนเก็บในตู้ให้เหมือนเดิม ออกจากห้องและไม่ลืมล็อกประตู เดินออกจากบ้านแล้วจึงค่อยโทรหาดารัณ พออีกฝ่ายรับสายก็รีบถาม

“คุยได้ไหมหนูรัณ”

“ได้ป้าผิว รัณแยกมานั่งคนเดียว ให้พ่อเขาสังสรรค์กับเพื่อนๆ ให้เต็มที่”

พอรู้ดังนั้นผิวก็ ‘เม้าท์’ สนั่นทันที!

 

ดารัณรู้ว่าอาศิราอยู่ในห้องทำงาน ปริยฉัตรก็ด้วย หลายวันมานี้ปริยฉัตรตัวติดกับอาศิราตลอด ยกเว้นก็แค่ตอนกลางคืนที่อาศิราไปนอนกับพ่อตน หลังเคาะประตูสองที ได้ยินเสียงอาศิราบอกว่าเปิดได้ดารัณก็เปิดประตู เดินเอาเอกสารปึกบางที่เธอร่างการตกแต่งซึ่งทำตั้งแต่ทางเข้าบ้าน ผนังทั้งสี่ด้าน เพดาน นำไปวางไว้ตรงหน้าอาศิรา พออีกฝ่ายรับไปแล้วค่อยวางเอกสารอีกแผ่นหนึ่งตามไป บอกสั้นๆ “อินวอยซ์”

อาศิรารับไปดู หน้านิ่วตอนเห็นรายการหนึ่งที่เพิ่มมา “เดี๋ยว ครีมทาหน้าสองร้อยห้าสิบยูโรคืออะไร”

“ปกติราคาเต็มมันสองร้อยแปดสิบห้า แต่รัณใช้ไปแล้วนิดหน่อยเลยลดให้”

“แล้ว… ทำไมวางบิลกับพี่”

ดารัณหันไปมองปริยฉัตร ซึ่งดูจะรู้ตัวจึงรีบพูด

“อ๋อ… ศิรา วันก่อนฉัตรเข้าไปช่วยป้าผิวปูผ้าปูเตียงในห้องรัณ เผลอทำครีมรัณตกแตก… เดี๋ยวฉัตรจ่ายเองก็ได้”

แบบนี้สินะที่ศราวินเจอ นี่มันหนังคนละม้วนกับที่ผิวเล่าให้เธอฟัง ส่วนอาศิราร้องอ้อ ก่อนหันไปทางดารัณ

“ไปทำอินวอยซ์มาใหม่เอาเฉพาะเรื่องงาน ครีมเดี๋ยวพี่ซื้อคืนต่างหาก เขียนลงมาแบบนี้แปลว่าเราต้องเอาครีมมาให้พี่”

ดารัณยักไหล่ ดึงใบเสนอราคากลับมาขณะอาศิราเอ่ยถาม

“ครีมยี่ห้อเดียวกับของแม่ใช่ไหม”

ดารัณหันไปมองหน้าเขา รู้รายละเอียดเมื่อเขาขยายความมาอีก

“จำราคาได้”

ดารัณพยักหน้า รู้ว่าเขาคงมีโอกาสซื้อให้แม่บ้าง หันไปทางปริยฉัตรที่พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อกึ่งแซว เป็นมิตรเสียเหลือเกิน

“อะไรกัน น้องรัณใช้ครีมแบบเดียวกับแม่แล้วเหรอ อายุห่างจากแม่ตั้งกี่สิบปี”

ดารัณยิ้มให้ พูดอย่างเป็นมิตรเช่นกัน “ค่ะ ใช้กันไว้ก่อน ถ้าเหี่ยวแล้วมันจะแก้ยาก”

ปริยฉัตรหน้าขึงไปชั่วแวบ เกลียดคำว่าเหี่ยวของดารัณเพราะรู้ว่าพูดกระทบเธอ ทำได้แค่ยิ้มไปให้ อาศิราเองเห็นว่าสถานการณ์ดูไม่ค่อยดีแม้สองสาวจะมีรอยยิ้มให้กัน จึงออกปาก

“รัณ มีอะไรไปทำก็ไปทำเถอะ”

อยากจะย้อนไปนักว่าถ้าไม่มีอะไรทำจะเสนอหน้าอยู่ในห้องนี้กวนประสาทคนเล่นได้ไหม แต่พอสบตาเขาแล้วก็สงสารเพราะมันดูหมดแรงอย่างบอกไม่ถูก แหง หลังอาหารมื้อเช้าปริยฉัตรพยายามจะประจบประเหลาะศตายุ แต่เด็กน้อยไม่เล่นด้วย ยอมให้อุ้มแค่ไม่กี่นาทีก็ร้องไห้จ้า แต่ปริยฉัตรไม่ยอมแพ้ไม่ยอมส่งลูกคืนใคร ผลคือศตายุร้องลั่นบ้าน อาศิราก็พยายามจะขอลูกคืนทว่าปริยฉัตรดื้อดึง ดารัณไม่อยากยุ่งเรื่องครอบครัวจึงหนีขึ้นห้องแต่เห็นว่าศีลเข้าไปขอศตายุแล้ว ระหว่างอยู่ในห้องดารัณได้ยินเสียงปริยฉัตรโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์เป็นระยะๆ พอออกจากห้องมาตอนนี้ทั้งปู่ทั้งหลานพากันหายหน้าไป เดาว่าศีลคงพาศตายุไปเที่ยวเล่นแถวนี้เพื่อเลี่ยงไม่ให้เจอกับปริยฉัตร ดังนั้นคนที่รับมือการโวยวายของปริยฉัตรตั้งแต่เช้าก็คืออาศิรา

ที่สุดดารัณก็เดินออกจากห้องไปเงียบๆ และคนสังเกตการณ์อย่างปริยฉัตรที่มองเหตุการณ์นั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ก็เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาศิรากับดารัณคงไม่ดีอย่างที่เธอคิด เธอสังเกตมาหลายวัน ทั้งสองคนมักไม่ลงรอยกัน ดารัณหาเรื่องขัดแย้งกับอาศิราตลอด อาศิราเองก็มีท่าทีเบื่อหน่ายไม่อยากสนใจไม่อยากเสวนา บางทีก็ดุซึ่ง… เธอไม่เคยเห็นอาศิราดุใคร ไม่เคยเห็นเขาหงุดหงิดใส่ใครเหมือนที่เป็นกับดารัณ

เธออาจจะพอพูดสิ่งที่ต้องการได้แล้วกระมัง… “ศิรา ตกลงเรื่องมรดกเป็นยังไงบ้าง”

อาศิราขมวดคิ้วตอบโดยที่สายตายังไม่ละจากงานของดารัณ “ยังเหมือนเดิม”

“รัณเขาไม่คิดจะโอนคืนเธอบ้างเลยเหรอ อย่างน้อยก็บ้านหลังนี้”

“ไม่ได้คุยเรื่องนั้นเลย”

“ศิรา… รู้ไหมว่าทำไมฉัตรถึงกลับมา”

อาศิรานิ่ง จ้องกระดาษตรงหน้าโดยไม่ได้ซึมซับเนื้อความอยู่สองวินาทีค่อยหันไปทางปริยฉัตร เอ่ยถาม “ทำไม”

“ฉัตรเป็นห่วง ห่วงทั้งพ่อทั้งศิรา… แล้วก็เป็นห่วงสิงห์”

เป็นห่วง? อาศิรารู้สึกได้เลยว่าน่าจะมีวาระพิเศษที่ทำให้ปริยฉัตรเป็นห่วงทีเดียวสามคนรวดแบบนั้น “เป็นห่วงอะไร”

“รัณได้มรดกจากแม่ทุกอย่างก็จริง แต่ตอนนี้ยังไงรัณก็ยังต้องเกรงใจพ่อ เกรงใจศิรา”

อาศิราหัวเราะหึ อดบอกไม่ได้ “ดูไม่ค่อยเกรงใจเท่าไรหรอก”

นั่นยิ่งทำให้ปริยฉัตรค่อนข้างแน่ใจว่าทั้งคู่บาดหมางกัน รีบพูดต่อ “ถ้ารัณอยากใช้สิทธิ์ในทรัพย์สมบัติ คนที่ขวางอยู่คือพ่อ ศิรา แล้วก็สิงห์นะ”

อาศิราเริ่มงง ไม่แน่ใจว่าปริยฉัตรต้องการพูดอะไรกันแน่ และใบหน้างุนงงของเขาก็ทำให้ปริยฉัตรขัดใจ

“ศิรา! เธอไม่เคยได้ยินข่าวที่เขาฆ่ากันตายเพราะเรื่องมรดกเลยเหรอ ตอนนี้ถ้าพ่อกับเธอเป็นอะไรไป รัณจะได้สมบัติทั้งหมดคนเดียวเลยนะ แล้วเธอคิดว่ารัณจะปล่อยสิงห์ให้รอดเหรอถ้าทำพ่อกับเธอได้”

เท่านั้นคนฟังก็ขมวดคิ้วแน่น พอรู้ว่าปริยฉัตรหมายถึงดารัณจะหาทางฆาตกรรมครอบครัวเขา อาศิราก็ส่ายหน้า “อย่าคิดมากน่าฉัตร มันไม่มีทางเป็นไปได้ขนาดนั้นหรอก”

“เธอแน่ใจได้ยังไง ความโลภมันทำให้คนทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ”

อาศิราเงียบ ตัดสินใจทำงานของตนต่อ แต่ก็ไม่อาจทำได้เมื่อปริยฉัตรลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาเท้าโต๊ะจ้องหน้าเขา

“ถ้าเธอไม่ทำอะไรให้ฉัตรแน่ใจว่าลูกจะปลอดภัย ฉัตรจะเอาลูกไปกับฉัตร” แววตาโชนแสงวาวของอาศิราทำให้ปริยฉัตรรู้เลยว่าจุดอ่อนของเขาคือศตายุ เมื่อก่อนเธอคิดว่าเป็นศีลจึงพูดถึงศีลก่อน แต่เหมือนตอนนี้ทุกอย่างจะหมุนมาอยู่ที่เด็กน้อยซึ่งเธอเบ่งออกมา ปริยฉัตรจึงขยี้จุดอ่อนของเขาต่อ “ถ้าเธอไม่พารัณออกไปจากชีวิตเรา ฉัตรจะพาลูกไปจากเธอ”

อาศิรากำปากกาแน่น จ้องมองปริยฉัตรจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินออกจากประตูห้องไป แปลกดีเหมือนกันที่ตอนนี้ขณะที่ร่างทั้งร่าง หัวใจทั้งดวงของเขาสุมไปด้วยความโกรธซึ่งเกิดจากความแหนหวง ภาพความทรงจำกลับย้อนเข้ามานับแต่วันแรกที่ความสัมพันธ์ของเขากับปริยฉัตรเริ่มต้น…

“เธอ… ศิราใช่ไหม”

อาศิราหยุดเดินพอได้ยินชื่อตัวเอง หันไปมองคนเรียกแล้วจำได้ เมื่อวานเพิ่งเจอกันที่บ้านของบุหลัน เพื่อนของจริยา “ฉัตร”

ปริยฉัตรยิ้มกว้างดวงตายิบหยีซึ่งมันทำให้ใบหน้าสะสวยของหญิงสาวดูน่ารักสดใสยิ่งขึ้น เดินเข้ามาใกล้แล้วบอกเสียงแจ๋ว “ตอนเห็นเธอเมื่อวานฉัตรก็ว่าฉัตรคุ้นเธอ ถ้าไม่ได้เชอรี่แนะนำเราก็คงไม่รู้เนอะว่าเรียนที่เดียวกัน”

อาศิรายิ้มรับ ชี้เข้าไปที่ตึกเบื้องหน้า ก่อนบอกเพื่อให้ปริยฉัตรรู้ว่าทำไมเขาต้องออกเดินต่อ “ผมมีเรียนตึกนี้”

ปริยฉัตรเดินเคียงไปกับเขา “เหมือนกัน… วันนี้เธอเลิกเรียนกี่โมงเหรอ”

“บ่ายสอง”

“พอดีเลย… รอฉัตรด้วยได้ไหม ฉัตรมีธุระแถวบ้านน้าบุหลัน ขอติดรถไปด้วยสิ ฉัตรเลิกเรียนบ่ายสองเหมือนกัน”

อาศิราพยักหน้ารับ ชี้ไปทางที่รถตนจอดอยู่ “ได้ รถผมจอดตรงโน้น บ่ายสองฉัตรมาที่รถแล้วกัน”

“ขอบคุณมากเลย” ปริยฉัตรบอกแล้วฉีกยิ้มใส่ตาอาศิราอีกที แล้วก้มลงค้นหาบางอย่างในกระเป๋าง่วน ครู่หนึ่งชนิดทั้งคู่เกือบเดินถึงตึกอยู่แล้วกว่าปริยฉัตรจะหยิบบางอย่างส่งให้อาศิรา “อะ เราให้”

อาศิราพิจารณาดูของในมือเล็กนั้น เห็นว่าเป็นคุกกี้ช็อกโกแลตชิปก็ยิ้มได้ เขาไม่ค่อยกินคุกกี้ แต่บุหลันกับดารัณชอบ พอรับมาพิจารณาดูแล้วเห็นลักษณะก้อนกลมไม่เท่ากันเท่าไรก็พอเดาได้ “ทำเองเหรอ”

“อื้อ เห็นเมื่อวานเชอรี่ว่าอาหารที่อยู่ในงานเธอทำเองหมด เธอต้องทำอาหารเก่งแน่เลย”

“ไม่เก่งหรอก”

“เก่ง ไม่ต้องถ่อมตัวหรอก เมื่อวานอร่อยมาก ฉัตรแทบอยากขอห่อกลับบ้าน แต่เขิน”

ประโยคนั้นบวกท่าทางร่าเริงเสียงหัวเราะคิกคักของปริยฉัตรทำให้อาศิรายิ้มได้ ยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่ออีกฝ่ายบอกมา

“คุกกี้เนี่ย ถ้าอร่อยก็บอก ถ้าไม่อร่อย… เธอก็มาสอนฉัตรทำทีนะ”

อาศิรายังไม่ทันได้ตอบ อีกฝ่ายก็โบกมือบ๊ายบาย

“ฉัตรไปเรียนก่อนนะ ไว้เจอกันตอนบ่ายสอง”

 

อาศิราถอนใจยืดยาว นับตั้งแต่วันนั้นก็ดูเหมือนเขากับปริยฉัตรจะเจอกันบ่อยๆ เริ่มจากเขาไปสอนทำคุกกี้ที่ห้องส่วนตัวในคอนโดมิเนียมของปริยฉัตร หลังจากนั้นก็มีตามมาอีกหลายเมนูซึ่งก็ไม่ค่อยเป็นการสอนเท่าไรนัก แต่เหมือนอาศิราไปทำให้กินเสียมากกว่า แรกๆ นั้นมีจริยาหรือไม่ก็เพื่อนผู้หญิงคนอื่นของปริยฉัตรอยู่ด้วย แต่นานไปอาศิราก็เริ่มชินกับการอยู่กับปริยฉัตรสองต่อสอง ถ้าไม่อยู่ที่คอนโดฯ ปริยฉัตรก็มักชวนเขาไปกินร้านอาหารอร่อยๆ ซึ่งเจ้าหล่อนรู้จักเยอะจนน่าแปลกใจ ชอบให้เขาวิเคราะห์หรืออธิบายอาหารให้ฟัง นั่นเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้อาศิราชอบอยู่กับปริยฉัตร

ความสดใส ร่าเริง การแสดงออกว่าชื่นชอบในอาหารที่เขาทำ การชอบหาของอร่อยๆ กิน พอรู้ว่าเขาอยากไปเรียนต่อด้านอาหารที่ฝรั่งเศสก็สนับสนุนให้กำลังใจ ทั้งหมดนั้นทำให้เขาเกิดความรู้สึกดีกับปริยฉัตรแต่ก็ยังไม่ได้คิดถึงขนาดอยากให้หญิงสาวมาเป็นคนรัก กระทั่ง…

 

ปริยฉัตรกระหน่ำโทรมาตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อน ทว่าอาศิรายังอยู่ในห้องเรียนจึงไม่เห็น ตอนนี้วิชาเรียนจบลงแล้ว อาศิรารีบโทรกลับหาปริยฉัตร ตกใจเมื่ออีกฝ่ายรับสายด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น รีบถาม “ฉัตร เกิดอะไรขึ้น”

“ศิรา มาหาฉัตรที่ห้องได้ไหม”

“ได้สิ”

“เดี๋ยวนี้เลยนะ”

เดี๋ยวนี้ อาศิราดูนาฬิกาข้อมือ เขามีเรียนอีกวิชาในอีกสองชั่วโมง คิดว่าไปแล้วกลับน่าจะทันจึงตอบไป “ได้”

ปริยฉัตรวางสายไปแล้ว อาศิราก็หันไปบอกเพื่อนซึ่งแต่แรกนัดหมายกันว่าจะไปนั่งร้านขนมใกล้ๆ เพื่อหาอะไรกินรอ “ไม่ได้ไปแล้วนะ ฉัตรให้ไปหา ไม่รู้มีเรื่องอะไร”

“กูไปเป็นเพื่อนไหม”

นิธานเสนอมา ซึ่งอาศิราก็เกรงใจเพราะรู้ว่าเพื่อนคงอยากไปเฮฮากับเพื่อนกลุ่มใหญ่มากกว่า “ไม่เป็นไร จะรีบไปรีบกลับ”

“รีบไปรีบกลับน่ะได้ แต่อย่างอื่น… อย่ารีบนะมึง”

อาศิรามองหน้าเพื่อน รู้ว่าเพื่อนหมายถึงเรื่องอย่างว่าและเข้าใจว่าเพื่อนเตือนด้วยความเป็นห่วงจึงพยักหน้ารับแล้วรีบแยกตัวไป ขับรถราวสิบห้านาทีก็ถึงที่อยู่ของปริยฉัตร พอถึงห้อง ได้เห็นสภาพของปริยฉัตรแล้วอาศิราถึงกับพูดไม่ออก รีบปิดประตูแล้วเดินเข้าไปนั่งข้างๆ บนโซฟา เอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยเพราะหน้าตาแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิงแบบนี้เขาก็เพิ่งเคยเห็น ปกติแล้วปริยฉัตรจะแต่งตัวทำผมอย่างดีอยู่เสมอ

“ฉัตร มีเรื่องอะไร”

ปริยฉัตรสะอื้นอีกราวสองสามรอบ ก่อนถามอาศิรา “เธอเห็นข่าวไหม”

“ข่าวอะไร”

คนถูกถามหันไปหยิบนิตยสารบางๆ เล่มหนึ่งซึ่งเปิดหน้าที่ต้องการทิ้งไว้อยู่แล้ว อาศิรากวาดตามองคร่าวๆ พอรู้ว่าเป็นนิตยสารซุบซิบซึ่งเขาไม่ค่อยคุ้นด้วยไม่ได้ติดตามข่าวสารด้านนี้นัก แต่เห็นพาดหัวแล้วหน้านิ่ว

‘ลูกชายดาราดังย่องขึ้นคอนโดสาว’

อาศิราไม่ได้อ่านรายละเอียดหรอก แต่มีภาพถ่ายด้านข้างซึ่งเป็นภาพตอนที่เขากับปริยฉัตรเดินเคียงกันตรงหน้าประตูคอนโดแห่งนี้ ถึงมีการคาดตาดำแต่ทุกคนที่รู้จักเขาหรือปริยฉัตรก็รู้แน่ว่าเป็นใคร แต่… “แปลก ทำไมนักข่าวรู้จักผม”

“ทำไมจะไม่รู้ล่ะ พ่อแม่เธอดังออก… นี่ฉัตรก็เพิ่งรู้จากข่าว”

อาศิราส่ายหน้า “ไม่ พ่อกับแม่ไม่เคยพาผมกับน้องออกงาน ไม่มีนักข่าวรู้จักผม”

ปริยฉัตรนิ่งไปเหมือนไม่รู้จะพูดอะไร ก่อนเริ่มร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาศิราเข้าใจ ในสังคมบ้านเราพอมีข่าวแบบนี้ฝ่ายที่จะเสียหาย ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านมากกว่าย่อมเป็นผู้หญิง

“พ่อโทรมาถามฉัตรแต่เช้าเลย ฉัตรบอกพ่อไปว่าเราเป็นแค่เพื่อนกัน พ่อโกรธมากบอกว่าฉัตรทำตัวแย่ พาเพื่อนผู้ชายขึ้นห้องได้ยังไง พ่อจะมาพาฉัตรกลับบ้าน ไม่ให้ฉัตรเรียนแล้ว”

อาศิรามองปริยฉัตรฟูมฟายแล้วสงสาร ค่อยๆ เอื้อมมือไปจับแขนหญิงสาว ก่อนนั่งนิ่งเมื่อปริยฉัตรโผมากอดเอาหน้าซบอก สะอึกสะอื้น

“ทำยังไงดีศิรา พ่อต้องฆ่าฉัตรแน่เลย”

อาศิราครุ่นคิดแล้วบอกไปหวังให้ปริยฉัตรเบาใจ “เดี๋ยวผมอธิบายกับพ่อฉัตรให้”

ปริยฉัตรส่ายหน้ากับอกของอาศิรา “ไม่ต้องหรอก ฉัตรเกรงใจศิรา… เราเป็นแค่เพื่อนกันนี่”

คนฟังถอนใจยาว ลูบหลังปริยฉัตรที่ยังร้องไห้หนักแผ่วเบา ไตร่ตรองความรู้สึกตนเองแล้วคิดว่าคงถึงเวลาที่จะขยับความสัมพันธ์ของตนกับปริยฉัตร ท้ายสุดก็บอกไป “ถ้าเป็นแฟน ฉัตรจะยอมให้ผมคุยกับพ่อใช่ไหม”

ปริยฉัตรผละออกมามองหน้าอาศิราด้วยสีหน้าเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน จ้องหน้าอาศิราอยู่ครู่ก็เอ่ยถาม “ศิรา… หมายความว่ายังไง”

“เราเป็นแฟนกันไหม”

ดวงตาฉ่ำน้ำที่เบิกกว้าง รอยยิ้มเบิกบานนั้นทำอาศิรายิ้มได้ไปด้วย ก่อนตกใจเมื่ออีกฝ่ายโผมาจูบปากเขาและกอดแนบแน่นจนเขารู้สึกถึงก้อนเนื้อนุ่มหยุ่นที่กดมาบริเวณอก และสัมผัสนั้นปลุกเร้าอารมณ์ปรารถนาจนอาศิราต้องรีบดันตัวปริยฉัตรออก เห็นอีกฝ่ายมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ

“ก็เราเป็นแฟนกันไม่ใช่เหรอ”

อาศิรายิ้มให้อย่างจะปลอบใจ บอกเสียงอ่อนโยน “วันนี้ฉัตรเจอเรื่องหนัก นอนพักดีกว่า… ผมต้องกลับไปเรียนด้วย”

“ศิรา… เธอแค่ขอฉัตรเป็นแฟนเพราะอยากรับผิดชอบเรื่องข่าวหรือเปล่า ไม่ต้องก็ได้นะ”

นั่นยิ่งทำให้อาศิราสงสารปริยฉัตร โน้มตัวหญิงสาวเข้ามาแล้วจูบหน้าผากหญิงสาวเบาๆ ก่อนผละมาบอก “อย่าคิดมากสิ พ่อฉัตรจะมาวันไหนบอกนะ ผมจะมาคุย แต่ตอนนี้ผมต้องไปแล้วจริงๆ”

 

อาศิราผ่านพ้นวันนั้นไปได้เพราะความคิดที่ว่าไม่อยากฉวยโอกาสกับปริยฉัตรที่ยังสับสน แต่จนถึงปัจจุบันนี้อาศิรายังไม่เคยเจอพ่อแม่ของปริยฉัตรเลย หลังจากนั้นปริยฉัตรบอกเขาว่าคุยกับพ่อเข้าใจแล้ว เขาถามถึงพ่อแม่ปริยฉัตรเพื่อหาโอกาสเจอเรื่อยๆ แต่แคล้วคลาดตลอดทำให้อาศิราเลิกคิดจะถามถึง

อาศิรานึกไปถึงเพื่อนๆ โดยเฉพาะนิธาน พอรู้ว่าเขาตกลงคบหากับปริยฉัตรเป็นแฟนเพื่อนๆ มีท่าทีไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีใครคัดค้านหนักเท่านิธาน เขาไม่ได้โกรธเพราะคิดว่าอย่างไรนิธานก็ทำด้วยความเป็นห่วง แต่กลายเป็นว่านิธานโกรธเขาที่ไม่ยอมฟัง เรียกว่าโกรธจนหายโกรธไปเองแล้วก็กลับมาเป็นเพื่อนสนิทกันเหมือนเดิม แต่เขารู้ว่านิธานเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปริยฉัตร อันที่จริงก็เพื่อนในกลุ่มเขาเกือบทุกคน

ดังนั้นพอปริยฉัตรชวนไปเที่ยวต่างจังหวัดจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะมีเพียงเขากับเจ้าหล่อนสองคน ไม่ใช่เรื่องยากเลยเมื่อชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองและต่างดื่มเครื่องดื่มมึนเมาจะตกเป็นของกันและกัน อาศิราจำได้ว่าตัวเองมีความสุข ปริยฉัตรมีความสุข หลังจากมีครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อๆ ไปก็ตามมา จนวันที่เขาใกล้จะย้ายกลับไปอยู่บ้านหลังจากสอบตัวสุดท้ายเสร็จแล้ว ก็มีข่าวที่ทำให้เขาตกใจ… ปริยฉัตรตั้งครรภ์

อาศิราโทรบอกพ่อกับแม่ พาปริยฉัตรกลับบ้านด้วยเพราะอยากให้แม่ช่วยดูแลปริยฉัตรระหว่างที่เขาต้องตั้งใจกับการเตรียมไปเรียนต่อต่างประเทศ ช่วงขณะหนึ่งอาศิรามีความสุขเมื่อคิดว่าตัวเองกำลังจะมีลูก คิดว่าปริยฉัตรเป็นคนที่จะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต…

อาศิราไม่รู้เหมือนกันว่าความสุขแบบนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้เหมือนกันว่าความน่ารักของปริยฉัตรที่เขาเคยมองเห็นลดน้อยลงและหายไปตอนไหน แต่จำได้ว่ามีความสุขอีกแบบเข้ามาทดแทนตอนรู้ว่าปริยฉัตรตั้งท้องอีกครั้ง และสุขมากเหลือเกินตอนศตายุเกิด ตอนได้อุ้มชูเลี้ยงดูเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา

และถ้าปริยฉัตรจะพรากความสุขนั้นไป… เขาไม่ยอม!

Don`t copy text!