Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 17 : เพื่อลูก?

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 17 : เพื่อลูก?

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 17 –

การใช้เฉพาะผ้าสีขาวถูกยกเลิก อันที่จริงงานที่คิดไว้ส่วนใหญ่ถูกปรับเปลี่ยนจนหมดเพียงอาศิราเอาอีเมลล่าสุดของลูกค้าให้ดารัณดู

‘’Please celebrate our pride, celebrate our 6 years of love.”

ช่วยเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของเรา เฉลิมฉลองความรักหกปีของเรา

แต่แรกดารัณคิดงานโดยใช้ธีมงานแต่งงานทั่วไป กระทั่งได้ข้อความนั้น ได้เห็นรูปที่ทั้งสองคนถ่ายคู่กันในพาเหรดของเหล่าชายหญิงรักร่วมเพศจึงรื้องานทำใหม่แทบทั้งหมด ในภาพนั้นทั้งคู่ร่าเริงสดใส สวมที่คาดผมยูนิคอร์นประดับดอกไม้ วาดสายรุ้งลงบนแก้มทั้งสองข้าง

งานผนังดอกไม้ถูกรื้อเหลือเก็บไว้เพียงบางส่วน ผ้าหลากสีถูกเพิ่มเข้ามา ในส่วนของผ้าสีขาวที่ผิวจับไว้เป็นดอกไม้แล้ว ดารัณให้เก็บไว้ก่อน คุยกับสมหวังให้ดัดโครงเหล็กเป็นรูปม้าความสูงตั้งแต่หูจรดเท้ารวมห้าฟุต แล้วใช้ผ้าที่เก็บไว้ติดตามโครงขึ้นเป็นลำตัว เย็บเขาแหลมสีรุ้งติดตรงหน้าผาก ทำทั้งหมดสองตัว ผนังดอกไม้เปลี่ยนเป็นก้อนเมฆ มีสายรุ้งโยงลงมาจากเพดาน ไม่แปะไปกับผนังเพื่อทำให้เกิดมิติ ดารัณทำเขายูนิคอร์นประดับเก้าอี้ที่ใช้ผ้าสีขาวคลุมไว้

ในช่วงเวลาเซอร์ไพรส์ก็สำคัญ ดารัณจึงสอบถามไซส์เสื้อจากเอ็ดดี้ สอบถามสีที่แต่ละคนชอบ ทราบว่าว่าที่เจ้าสาวผู้เตรียมงานเซอร์ไพรส์ในครั้งนี้อย่างเอ็ดดี้ชอบสีน้ำตาล ดารัณจึงเลือกซิลค์ออร์แกนดี้สีน้ำตาลอมทองตัดเป็นผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวค่อยๆ ไล่ระดับความยาวไปกระทั่งระพื้น ส่วนว่าที่เจ้าบ่าวที่ยังไม่รู้ตัวอย่างแลมเบิร์ตนั้นชอบสีน้ำเงิน ดารัณจึงเลือกผ้าซิลค์ออร์แกนดี้สีน้ำเงินตัดเป็นสูทตัวนอก รวมถึงทำหูกระต่ายสำหรับผูกคอไว้ด้วย

ดารัณเอาชิ้นงานที่ตัดเรียบร้อยแล้วส่งให้อาศิราที่กำลังกินข้าวกลางวันกับศีล เห็นเขาตรวจตะเข็บไล่ไปทีละจุดอย่างตั้งใจ ครู่หนึ่งก็พยักหน้า

“โอเค งานสวย”

ดารัณยิ้มกว้าง ยื่นเอกสารส่งให้ใบหนึ่ง… ใบเสนอราคาใหม่ เธอช่วยดูในตอนผลิตชิ้นงานด้วย อันที่จริงเธอผลิตชิ้นงานเองด้วยซ้ำ แต่ก็หยวนด้วยการยันราคาเดิมตอนตกลงกัน ห้าร้อยยูโร

อาศิราดูเอกสารแล้วได้แต่ถอนใจยาว ส่งคืนไปก่อนบอก “ไปทำใหม่ จะให้ดูหน้างานด้วย”

ดารัณเลิกคิ้ว “เจ็ดร้อยนะ”

อาศิราไม่พูดอะไรเรื่องนั้น ถามไปอีกทาง “จะกินข้าวได้หรือยัง”

ดารัณยิ้ม หยิบชิ้นงานมาม้วนเก็บอย่างระมัดระวังก่อนบอก “เดี๋ยวรัณเอาของไปเก็บแล้วทำใบเสนอราคาใหม่ก่อนแล้วกัน”

ดารัณขำที่อาศิราไม่ว่าอะไรแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เขาขึ้นไปตามเธอสามรอบ แต่เพราะเธอกำลังมีสมาธิและยังไม่อยากพักด้วยเห็นว่างานใกล้เสร็จแล้วจึงไม่สนใจ หญิงสาวเดินขึ้นห้อง เอาชิ้นงานไปเก็บใส่ตู้ นั่งออกแบบกล่องที่จะใส่ผ้าสองชิ้นนี้ ทำใบเสนอราคาใหม่ เรียบร้อยแล้วจึงเดินลงมาข้างล่างเพื่อกินข้าวกลางวัน แต่พอลงมาก็ต้องแปลกใจที่เห็นศีลทำหน้าประหลาด อุ้มศตายุเดินออกจากบ้านไป ส่วนอาศิราถือกล่องใบใหญ่เดินออกจากบ้าน ขึ้นรถนั่งไฟฟ้าแล้วขับออกไป… อะไรกัน กินเสร็จแล้วก็แยกย้ายไม่คิดจะรอเธอเลยเหรอ

ดารัณเดินเข้าไปในครัว เดินไปยังโต๊ะเตรียมอาหารแล้วเริ่มสะกิดใจ ไม่มีอาหารวางไว้… คิดอยู่ครู่ก็เริ่มเข้าใจ อาศิราจะดัดหลังเธอ เขาเก็บอาหารทั้งหมดไปด้วยเพื่อไม่ให้เธอกิน… ใครง้อ เธอทำเองก็ได้หรอก แต่พอเปิดตู้เย็นแล้วดารัณก็ถึงกับอ้าปากค้าง ไม่มี… ไม่มีอะไรเลย ผักสด เนื้อสด ทุกอย่างไม่มีเลย จริงอยู่ว่าปกติแล้วตู้เย็นบ้านนี้ไม่ค่อยมีสิ่งใดเก็บไว้เพราะมักคิดล่วงหน้าเพียงวันหรือสองวันว่าจะกินอะไรแล้วหาวัตถุดิบเพื่อให้ได้กินของสดใหม่เสมอ แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ ‘ไม่มีอะไรเลย’ อย่างในครั้งนี้

ดารัณหันขวับไปทางหน้าบ้าน เขวี้ยงค้อนวงโตไปทางที่อาศิราเพิ่งออกไป เดินหมุนไปหมุนมาอย่างงุ่นง่าน สุดท้ายก็ตัดสินใจวิ่งออกไปหาสมหวังกับผิว เห็นทั้งคู่กำลังจะออกไปไหนสักที่คงเข้าสวนไปทำงานก็รีบถาม “มีอะไรกินบ้างลุงหวัง ป้าผิว”

สมหวังยิ้มแห้ง ส่วนผิวก็ตอบโดยไม่สบตา “ไม่มีเลยหนูรัณ”

แล้วก็รีบขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์ สะกิดยิกๆ ให้สามีตนรีบขับออกไป ดารัณเลยได้หันไปเขวี้ยงค้อนใส่อาศิราที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกรอบ เดินไปโรงรถแล้วขับรถนั่งไฟฟ้าไปทางรีสอร์ต เดินเข้าไปยังส่วนห้องอาหาร แต่พอเห็นว่าคนดูแลห้องอาหารมองเธอแล้วส่งยิ้มแบบไหนก็พอรู้ ดารัณเดินเข้าไปใกล้ เอ่ยถาม “เขาไม่ให้เสิร์ฟรัณใช่ไหม”

อีกฝ่ายพยักหน้าพลางส่งยิ้มให้อย่างเห็นใจ ดารัณเดินออกจากห้องอาหาร ขึ้นไปนั่งบนรถแล้วสงบจิตสงบใจอยู่ครู่ก็ขับรถมุ่งตรงไปยังส่วนสำนักงานที่แน่ใจว่าอาศิราอยู่ที่นั่น พอถึงก็เห็นว่าเขากำลังเขียนกระดานโดยมีคนอื่นจ้องมองอย่างตั้งใจ เดาได้ว่าถ้าไม่สอนหลักการอะไรสักอย่างอยู่ก็คงประชุมระดมไอเดียงานใหม่ เธอไม่อยากเข้าไปกวนเขาในห้องทำงานจึงตรงเข้าไปในส่วนล็อบบี้ ขอกระดาษกับปากกาเคมีมาเขียนบางอย่างลงไปแล้วเดินออกไปเพื่อไปยืนด้านนอกห้อง ฝั่งตรงข้ามกับอาศิรา ตอนนี้เขาละสายตาจากกระดานหันมาเห็นเธอแล้ว เหมือนที่คนอื่นๆ ในห้องก็หันมามองเธอหมด ดารัณแปะกระดาษที่เขียนคำว่า ‘หิว’ ไปกับกระจก จ้องอาศิราด้วยหน้าตาบูดบึ้ง

อาศิราเกือบขำ แต่พยายามไม่ขำ ตีหน้านิ่งสนิท มองคนที่โต๊ะเห็นมองดารัณกันตาแป๋วก็ใช้ปลายปากกาเคาะบอร์ดสองทีเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทุกคนหันมาแล้วจึงถามน้ำเสียงปกติ “ไม่สนใจสิ่งแปลกปลอมได้ไหม”

“เอ่อ…” ปณิธิส่งเสียงแบบไม่แน่ใจ เอ่ยถามด้วยท่าทางไม่แน่ใจเช่นกัน “น้องรัณยังไม่ได้กินข้าวเหรอครับ”

อาศิราหันมองปณิธิ ส่งยิ้มให้แล้วเอ่ยถามย้ำ “ไม่สนใจสิ่งแปลกปลอมได้ไหม”

“ครับๆ” ปณิธิรีบตอบรับ รีบหยิบปากกาขึ้นมาตั้งท่าจะจด กระตุ้นให้คนที่ยังสนใจดารัณหันมาทำตามด้วย อาศิราจึงพูดต่อ “ในบางครั้งการทำอาหารอาจไม่ต้องเน้นที่รูปลักษณ์สวยงามไปทุกครั้ง มีอย่างหนึ่งที่ทำให้คนกินประทับใจได้พอๆ กับหน้าตาอาหารคืออะไรรู้ไหม”

“รสชาติครับ” เด็กคนหนึ่งยกมือตอบ ซึ่งอาศิราก็ยิ้ม “ใช่ นั่นของแน่ มีอีก ลองนึกถึงตัวเองสิ เคยไหมไปนั่งกินร้านอาหารข้างทาง รสไม่ได้อร่อยมาก หน้าตาก็ไม่ได้สวยเลย แต่เราประทับใจ เราชอบ”

หลายคนช่วยกันพูดประสบการณ์ของตัวเอง อาศิราฟังไปเสริมไปเหลือบมองดารัณเป็นระยะๆ และต้องพยายามบอกตัวเอง อย่าสนใจสิ่งแปลกปลอมๆๆ หลังห้องเงียบไปพักก็มีคนหนึ่งยกมือ อาศิราจึงหันไปพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้พูด

“หนู… ชอบก๋วยเตี๋ยวเรือร้านหนึ่งมากค่ะ ไม่ได้อร่อยกว่าร้านอื่น แต่หนูชอบกลับไปกินที่นั่นบ่อยๆ เพราะ… เป็นร้านแรกที่ได้ไปกินกับแฟน”

อาศิรายิ้มกว้าง หันไปเขียนคำว่าประสบการณ์ลงกระดาน รอจนเสียงแซวสนุกสนานของหลายๆ คนเงียบลงแล้วจึงบอก “ใช่ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือประสบการณ์ของคนกิน แต่พี่จะย้ำก่อนว่านี่พูดสำหรับธุรกิจเชฟส์เทเบิลนะ ไม่ใช่ร้านอาหารทั่วไป เพราะประสบการณ์แต่ละคนเป็นคนละชุดกัน… พี่จะยกตัวอย่างลูกค้ากลุ่มหนึ่ง พาพ่อแม่มาฉลองครบรอบแต่งงานสามสิบปี ตอนคุยกันลูกเขาก็เล่าให้พี่ฟังว่าพ่อกับแม่เป็นคนบ้านนาต้นจั่น สุโขทัย พบรักกันที่นั่น พี่เลยไปสุโขทัยไปดูว่าที่บ้านนาต้นจั่นเขามีอะไรกินบ้าง สิ่งที่พี่ได้กลับมาวางบนโต๊ะคือข้าวเปิ๊บกับน้ำพริกซอกไข่ ความโชคดีของพี่คือคนพ่อเริ่มจีบคนแม่เพราะติดใจที่ทำข้าวเปิ๊บอร่อย มันเลยกลายเป็นมื้ออาหารที่น่าประทับใจสำหรับลูกค้ามาก”

“พี่ศิราทำแบบนี้ทุกครั้งเลยหรือเปล่าคะ ต้องสืบว่าลูกค้าเป็นคนที่ไหนแล้วก็ต้องลงทุนตามไปสำรวจบ้านเกิด”

อาศิราส่ายหน้า… พยายามไม่มองดารัณที่ยังยืนนิ่งจ้องเป๋งมาที่เขา “ไม่ มันแล้วแต่ว่าลูกค้าให้ข้อมูลพี่มายังไง ข้อมูลที่ลูกค้าให้มาจะทำให้รู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับอะไรหรืออยากได้อะไร บางคนส่งภาพอาหารที่พี่เคยทำมาเป็นสิบๆ รูปแต่ละรูปคืองานยากทั้งนั้น พอเห็นพี่ก็รู้แล้วว่าเขาอยากได้อาหารที่ดูอลังการ”

“แบบถ่ายรูปอวดได้ใช่ไหมครับ”

อาศิราหัวเราะ ก่อนปรับคำพูดแง่ลบให้เป็นแง่ดี “ซึ่งมันจะช่วยโปรโมตกับเรา… แต่พี่อยากเน้นเรื่องหนึ่งนั่นก็คือเรื่องต้นทุน สำหรับพี่เชฟส์เทเบิลเป็นเหมือนห้องทดลอง เป็นสิ่งที่พี่อยากแชร์ อยากเก็บประสบการณ์ เก็บความรู้สึกจากลูกค้า เพราะฉะนั้นพี่จะไม่ได้ซีเรียสกับตรงนี้ อย่างที่น้องๆ รู้ว่าพี่มีงานหลักอย่างอื่น แต่ถ้าน้องๆ คิดจะทำเชฟส์เทเบิลเป็นอาชีพหลักหรือกระทั่งจะทำร้านอาหาร การคำนวณต้นทุนสำคัญมาก ซึ่งต้นทุนมันก็จะมีทั้งต้นทุนจากสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เดี๋ยวไว้เราค่อยคุยกันชั่วโมงต่อไป”

อาศิราคิดว่าเป็นเขาเองนี่แหละที่ทนสิ่งแปลกปลอมไม่ได้ ชายหนุ่มหันไปมองดารัณที่ยืนอยู่ท่าเดิมหน้าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จ้องตากันอยู่ครู่ดารัณก็ขยับป้าย ‘หิว’ ให้วิ่งไปมาจนรู้สึกเหมือนโดนเจ้าหล่อนตะโกนคำว่าหิวใส่อย่างไรอย่างนั้น ชายหนุ่มถอนใจยาว แจกโจทย์ซึ่งเป็นข้อมูลของลูกค้าเชฟส์เทเบิลแต่ละคนที่รีเควสต์มาให้ทุกคนไม่เว้นกระทั่งปณิธิ รู้ว่าปณิธิเองก็มีความฝันอยากเปิดเชฟส์เทเบิลเช่นกัน ซึ่งข้อมูลนี้เขาจะขอลูกค้าไว้แล้วว่าอาจนำไปใช้ในการเรียนการสอน ถ้าลูกค้าไม่อนุญาตเขาจะไม่นำมาใช้เด็ดขาด “ลองอ่านโจทย์จากลูกค้านะ แล้วลองดูว่าถ้าเป็นเชฟ จะทำเมนูอะไรบ้าง อีกชั่วโมงเจอกัน”

“ไปหาอะไรให้น้องรัณกินเหรอครับ” ปณิธิเอ่ยถาม แล้วหน้าหุบ ยกมือตบปากตัวเองข้อหาปากเบาเกินไป ยิ้มแหยส่งให้อาศิราที่หันมามองด้วยสายตาที่ทำให้รู้สึกเหมือนโดนถามว่า ‘จะถามทำไม’

อาศิราก็อยากถามคำถามนั้นกับปณิธินั่นแหละ ติดที่รู้ว่าถ้าถามนั่นคือการพาลใส่ปณิธิ ที่ทำจึงเพียงเงียบ ไม่พูดอะไรแล้วเดินออกจากห้องเดินไปยังห้องครัว รู้เลยว่าดารัณวิ่งตามมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าตุบตับๆ ไม่ทันได้หันไปมองอีกฝ่ายก็แหวถามมา

“ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ”

อาศิราไม่ตอบ หยุดเดินเมื่อดารัณวิ่งมาดักหน้า

“รัณถามว่าต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ”

อาศิราบอกเสียงเรียบ “บ้านพี่ กฎพี่”

“ต่อให้รัณหิวตายก็ไม่สนเหรอ”

“ถึงเวลากินทำไมไม่กิน”

“ก็ทำงานไง”

“ก็แปลว่าเลือกงาน ก็ไม่ต้องกิน”

“แล้วตอนนี้รัณหิวเนี่ย จะให้ทำยังไง”

อาศิรามองหน้าคนอาละวาดนิ่ง พยายามจะไม่ขำ รู้สึกเลยว่านี่คืออาการ ‘โมโหหิว’ ล้วนๆ ดีว่าทางเดินระหว่างสำนักงานกับครัวของทีมเขาตรงนี้ค่อนข้างลับตา ไม่อย่างนั้นตอนดารัณหายโมโหหิวแล้วคงไม่กล้ามาเจอหน้าทีมเขาไปอีกนาน หรืออาจไม่กล้ามาเจอแล้วถ้าดูจากการไปยืนให้ทุกคนมองอยู่เมื่อครู่ กำลังจะบอกว่าให้ตามมา จะทำอาหารให้ อาศิราก็ต้องหันไปอีกทาง

“ทะเลาะอะไรกันน่ะ”

ดารัณเองก็หันไปด้วย พอเห็นเป็นปริยฉัตรก็ยิ่งหงุดหงิด ยิ่งเจ้าหล่อนเดินมาเกาะแขนอาศิราแล้ว ‘ใส่’ เธอเลยโดยไม่มีข้อมูลใดดารัณก็โมโห

“มีสัมมาคารวะบ้างสิ เธอเด็กกว่าศิรานะ มาทำเสียงทำหน้าแบบนี้ใส่ศิราได้ยังไง”

แน่นอน จังหวะแบบนี้ดารัณไม่เก็บอารมณ์แน่ “ฉันจะทำหน้าแบบไหนก็เรื่องของฉัน จะเด็กกว่าหรือโตกว่าก็ด่าได้ทั้งนั้นถ้าฉันอยากจะด่า”

ปริยฉัตรสะอึกตัวเหมือนจะตอบโต้ ทว่าอาศิราจับแขนเอาไว้ก่อนแล้วเอ่ยถามทันที

“ฉัตรมีอะไร”

“ฉัตรตื่นมาแล้วไม่เจอใคร ในครัวก็ไม่มีอะไรให้กินเลย”

อาศิราเลยเพิ่งนึกได้ ตอนเขาตั้งใจสอนดารัณเขาดันลืมปริยฉัตร “ไปกินที่รีสอร์ตสิ”

“พาไปหน่อย”

“อีกชั่วโมงผมต้องทำงานต่อ”

“ฉัตรจะรีบกิน ไม่ให้เกินชั่วโมงหรอก”

อาศิรามีสีหน้าลำบากใจ ไม่อยากไปไหนกับปริยฉัตรเพราะไม่อยากฟังเรื่องดารัณจะวางแผนฆาตกรรมพ่อกับลูกเขาอย่างไร ก่อนประหลาดใจเมื่อปริยฉัตรหันไปทางดารัณ เอ่ยชวน

“เธอไปด้วยกันสิ ฉันอยากคุยด้วย”

ดารัณมองหน้าปริยฉัตร เหลือบมองอาศิรา ตอบได้ทันที “ไม่ไป ถ้ามีอะไรจะคุยก็คุยตอนนี้”

ปริยฉัตรปรายตามองดารัณ ยกมุมปากขึ้นยิ้ม เอ่ยถาม “แน่ใจนะ”

“แน่”

“ถ้าเธอยังมีความเป็นคนอยู่บ้างก็คืนมรดกทุกอย่างให้ศิรา แล้วก็หย่าจากเขาซะ”

“ฉัตร” อาศิราปรามเสียงเฉียบ ไม่ชอบให้ปริยฉัตรใช้คำแบบนั้น แต่แล้วกลับนิ่งอึ้ง พูดไม่ออกไปเลยเมื่อได้ฟังดารัณตอบกลับ

“เสียใจ ฉันโดนด่าว่าเป็นยิ่งกว่าควายไปเมื่อสักสองเดือนก่อน คงไม่มีความเป็นคนเหลือแล้วแหละ” พูดไปแล้วก็ยิ้มเยาะใส่ปริยฉัตรบ้าง “คงทำครบสองอย่างไม่ได้… อยากให้ทำอะไรให้มากกว่ากันล่ะ ระหว่างคืนมรดกกับหย่า”

ปริยฉัตรนิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าดารัณจะย้อนมาไม้นี้ เหลือบมองอาศิราเห็นว่าเขากำลังมองเธออย่างอยากรู้คำตอบก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก แน่นอนว่าคำตอบแรกที่เข้ามาในหัวคือคืนมรดก แต่ถ้ารีบตอบเกินไปอาศิราจะไม่จับได้หรือว่าเธอสนใจสมบัติมากกว่าเขา ดวงตาปริยฉัตรกลอกไหวไปมาอย่างพยายามหาทางออกให้ตัวเองจนในที่สุดก็เลือกคำพูดได้ “งั้นก็คืนมรดก มันเป็นของศิรา แล้วมันก็ควรจะเป็นของลูกฉันที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของแม่ ไม่ใช่คนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแบบเธอ”

ดารัณยิ้มใส่ตาปริยฉัตร ตอบชัดถ้อยชัดคำ “ไม่ ผู้ชายกับเงินฉันก็ต้องเลือกเงินอยู่แล้ว” พูดแล้วดันตัวอาศิราไปทางปริยฉัตร “อยากได้เหรอ เอาไปสิ พากันออกไปอยู่ที่อื่นได้ยิ่งดีฉันจะได้ไม่ต้องออกปากไล่”

“เธอกล้าไล่ศิราเหรอ!”

“ทำไมจะไม่กล้า นี่บ้านฉัน” ดารัณพูดแล้วก็มองหน้าอาศิรา ยิ้มใส่ตาเขาบ้างก่อนพูด “บ้านฉัน กฎฉัน ฉันจะให้ใครอยู่หรือไล่ใครออกไปก็ได้”

ปริยฉัตรหันไปเขย่าแขนอาศิราทันที “เห็มไหมศิรา เป็นแบบที่ฉัตรพูดไว้ใช่ไหม มันหาทางกำจัดคนที่ขวางมันอยู่ตลอดนั่นแหละ”

อาศิราไม่อยากพูดไม่อยากทำอะไรแล้ว เอ่ยถามเพื่อตัดบท “ตกลงจะไปกินข้าวไหม”

“ศิรา!” ปริยฉัตรแหวแว้ดเมื่ออาศิราไม่เข้าข้าง ไม่เป็นกองหนุนช่วยกันเล่นงานดารัณ ยิ่งโกรธจนควันออกหูเมื่อดารัณเอาคำเธอไปล้อ

“อ้อ ถ้าอายุเท่ากันก็ทำเสียงทำหน้าแบบไม่ต้องมีสัมมาคารวะต่อกันได้สินะ”

ปริยฉัตรสะบัดหน้าเดินหนีไป ทว่าห่างไปได้สักพักก็หันมาตะโกนเรียกอาศิรา “ศิรา! ตามมาสิ!”

อาศิรายังยืนนิ่ง แน่นอนว่ายังคงไม่อยากไปกับปริยฉัตร นอกจากไม่อยากคุย ห่วงงานแล้ว ก็ยัง… ห่วงดารัณที่ยังไม่ได้กินข้าว

“ศิรา!”

เสียงปริยฉัตรดังขึ้นเรื่อยๆ อาศิราเองก็หน้านิ่วอย่างไม่ชอบใจขึ้นเรื่อยๆ หันไปมองดารัณที่บอกมา

“รัณเบื่อ จะเข้าเมืองไปหาเค้กกิน” บอกแล้วดารัณก็หมุนตัวเตรียมไปเอารถกลับบ้าน ชะงักตอนอาศิราบอกเสียงเบา “พาพ่อกับสิงห์ไปด้วยสิ”

ดารัณพยักหน้ารับโดยไม่หันกลับไปมองให้อาศิรารู้ว่าเจ้าหล่อนยังโมโหอยู่ แต่อย่างน้อยก็ยังทำตามที่เขาขอ ตั้งแต่ปริยฉัตรมาอยู่พ่อพาศตายุไปที่นั่นที่นี่ทุกวัน เขาเดาได้ว่าคงพาเข้าไร่เข้าสวนเพราะแต่ละวันก็กลับมาพร้อมผักไม่ก็ผลไม้ถุงโต สีผิวทั้งพ่อทั้งศตายุเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาเกรงใจพ่อ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะถ้าศตายุอยู่ ปริยฉัตรก็เพียรพยายามจะอุ้มลูก ซึ่งเขาคงดีใจถ้าไม่เพราะศตายุไม่เอาแม่เลย แต่แรกเขาคิดว่าพอคุ้นหน้าแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น แต่กลายเป็นว่ายิ่งคุ้นหน้ายิ่งหนักเพราะแค่เห็นว่าปริยฉัตรเข้าใกล้ก็เตรียมเบะรอแล้ว

“ศิราาา”

เสียงเรียกเร่งเร้านั้นทำให้อาศิราถอนใจยาว ก่อนเดินตามเพื่อพาปริยฉัตรไปยังห้องอาหารของรีสอร์ต ระหว่างที่ปริยฉัตรนั่งกินอาหาร อาศิราถือโอกาสเข้าไปในส่วนครัวเพื่อช่วยงานและสำรวจความเรียบร้อยของทุกๆ อย่างทุกๆ คนไปในตัว กระทั่งมีพนักงานเดินเข้ามาบอก

“คุณผู้หญิงถามหาคุณศิราครับ”

อาศิราเอ่ยขอบใจ บอกลาทุกคนแล้วเดินกลับไปหาปริยฉัตร ซึ่งบอกทันทีที่ขึ้นนั่งรถไฟฟ้า

“หาที่เงียบๆ คุยกันหน่อยได้ไหม”

อาศิราดูนาฬิกาข้อมือ ปฏิเสธได้ทันที “ตอนนี้ไม่ได้ อีกสักชั่วโมงได้ไหม”

ปริยฉัตรถอนใจเฮือก นึกอีกหนึ่งวิธีที่อาจทำให้เรื่องทุกอย่างง่ายขึ้น “ถ้างั้นอีกชั่วโมงศิรามาคุยกับฉัตรที่ห้องหน่อยแล้วกัน”

อาศิราส่งเสียงตอบรับ พาปริยฉัตรไปส่งที่บ้านแทนการเอ่ยปากขอให้เจ้าหล่อนไปส่งเขาที่สำนักงาน อยากลดเวลาที่อยู่ด้วยกันให้น้อยที่สุด

“นี่ จ่ายบัตรเครดิตให้ฉัตรหรือยัง ฉัตรจะฝากเพื่อนรูดซื้อกระเป๋า”

อาศิราบอกทันที “ถ้าถึงกำหนดธนาคารก็หักเงินจ่ายแล้ว”

“มันยังไม่ถึงกำหนด แต่เพื่อนจะกลับจากเมืองนอกแล้ว ต้องฝากภายในวันนี้”

“บัตรเต็มเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“กระเป๋าเท่าไร”

“ประมาณสี่หมื่น”

“ถ้าผมจ่ายให้ คือหักจากเงินเดือนเดือนหน้า”

“อะไร!” ปริยฉัตรแหวทันทีอย่างไม่ชอบใจ ถามด้วยอารมณ์โมโหโกรธา “แค่กระเป๋าใบเดียวเธอซื้อให้เมียไม่ได้เหรอศิรา”

อาศิราไม่ตอบโต้ ขับรถต่อไปอย่างสงบเงียบ ฟังปริยฉัตรประชดประชันต่อ

“อ้อ ใช่สิ เธอแทบจะเหลือแต่ตัวแล้ว ถามจริงเถอะตอนนี้ในบัญชีมีเงินอยู่เท่าไร”

มีมากพอจะซื้อกระเป๋าให้ปริยฉัตรแน่ถ้าอยากซื้อ ทว่าอาศิราก็ยังเงียบ

“ขนาดนี้แล้วเธอยังไม่คิดจะทวงเงินมรดกคืนจากมันอีกเหรอ”

คราวนี้อาศิราพูด “เลิกเรียกคนอื่นว่ามันได้แล้ว”

“ทำไม! ฉัตรเรียกนังนั่นว่ามันแล้วเธอจะทำไม คนที่เธอควรจะมีปัญหาด้วยคือ ‘มัน’ ไม่ใช่ฉัตร คิดซะบ้างสิ! เธอไม่รู้เหรอว่าเมื่อกี้มันทั้งข่มทั้งเหยียดเธอ มันไม่เห็นหัวเธอเลยนะเพราะมันถือว่ามันเป็นเจ้าของบ้าน”

อาศิราถอนใจยาว ไม่พูดอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาไม่รู้สึกว่าดารัณข่มหรือเหยียด แต่ถ้าแก้แค้นน่ะใช่แน่ เขาไม่ได้โกรธดารัณเรื่องนั้นด้วย ถ้าจะมีเรื่องให้โกรธก็คงเป็น… การผลักไสเขาไปให้ปริยฉัตรมากกว่า เขาไม่ใช่สิ่งของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช่ของของเจ้าหล่อน ไม่มีสิทธิ์มายกเขาให้ใคร

พอจอดรถหน้าบ้านได้ปริยฉัตรก็เดินลงจากรถเข้าบ้านไปไม่พูดไม่จา อาศิราก็ออกรถมุ่งหน้าไปทางสำนักงานเพื่อทำงานของตนให้เสร็จ ก่อนจะเข้าห้องประชุมเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นก็ทำให้หยิบมันขึ้นมาดู เห็นว่าพ่อส่งวิดีโอมาให้ เป็นคลิปลูกชายตนนั่งตักดารัณ พยายามไขว่คว้าเอาช้อนในมือดารัณพลางส่งเสียงหม่ำๆ ประเด็นคือของที่อยู่ในช้อนดารัณคือเค้ก อาศิราอัดเสียงตัวเองส่งไปทันที

“ห้ามให้สิงห์กินของหวานเด็ดขาด” เพราะเขายังไม่อยากให้ลูกติดน้ำตาลหรือติดการปรุงรสใดๆ ทุกวันนี้อาหารที่เขาทำให้ลูกกินล้วนเป็นรสชาติแท้จริงของวัตถุดิบไร้การปรุงแต่ง… พ่อเขาโทรแบบวิดีโอมา พอรับสายก็เห็นดารัณจ้องตากับศตายุ ค่อยๆ เอาเค้กเข้าปากตัวเองอย่างจะยั่วลูกเขา แน่ละ ศตายุเริ่มเบะและร้องไห้ อาศิรายิ้มขำตอนดารัณเบิกตาอย่างตกใจคงไม่คิดว่าศตายุจะร้องจริงจังอย่างนั้น ไม่รู้ได้ยังไงว่าลูกเขาไม่เคยเห็นเรื่องกินเป็นเรื่องเล่นๆ ดารัณรีบวางช้อนลงแล้วกอดร่างเล็กพลางเขย่าเบาๆ เพื่อปลอบใจแต่ก็หยุดศตายุไม่ได้เพราะรายนั้นก็พยายามไขว่คว้าจะกินเค้กพอไม่ได้กินก็ยิ่งโกรธ ที่สุดดารัณก็หันมาทางกล้องซึ่งก็คือพ่อเขาอย่างจะขอความช่วยเหลือ

“พ่อ ช่วยด้วย”

“ผูกเองก็แก้เอง”

ดารัณหันไปคุยกับศตายุ “หนู พ่อหนูไม่ให้กินน่ะลู้กกกก อาจะไปทำอะไรได้ล่ะลู้กกกก”

ศตายุยังไม่หยุดร้อง ดารัณเลิ่กลั่กยิ่งขึ้นที่สุดก็หันมาทางกล้องอีกรอบแล้วบอก “พ่อ ปิดกล้องแป๊บ”

อาศิราส่งเสียงไปทันที “อย่าเชียวนะ ถ้าเราแอบให้สิงก์กินเค้กพี่จะไม่ทำอะไรให้เรากินอีกเลย”

สีหน้าดารัณช็อกสนิทให้คนขู่รู้ว่าคำขู่นั้นได้ผล ก่อนกล้องจะหมุนกลับ ภาพบนหน้าจอกลายเป็นหน้าพ่อ ซึ่งยืนยันมาให้มั่นใจ

“เดี๋ยวพ่อดูให้ ไม่ให้สิงห์กินหรอก”

อาศิราพยักหน้า เชื่อใจพ่อเรื่องนี้ได้อยู่ว่าจะไม่ตามใจหลานแน่ เอ่ยถาม “กลับกันเมื่อไรพ่อ”

“เดี๋ยวเค้กชิ้นนี้หมดก็กลับแล้ว ให้พ่อซื้ออะไรเข้าไปไหม หนูฉัตรอยากได้อะไรไหม”

อาศิราค่อนข้างแน่ใจว่าร้านที่พ่อกับดารัณนั่งอยู่คือร้านใด จึงบอกไป “เค้กส้มก็ได้พ่อ”

พ่อเขาตอบรับแล้ววางสายไป อาศิราจึงเข้าไปทำงานของตนต่อให้เสร็จ เรียบร้อยแล้วขับรถกลับบ้านเพื่อไปหาปริยฉัตร พอเปิดประตูก็แปลกใจที่เห็นปริยฉัตรนั่งอยู่บนเตียง ท่าทางเหมือนหวั่นกลัวอะไรสักอย่าง อาศิราเดินไปนั่งใกล้ๆ เอ่ยถาม “ฉัตร… มีอะไรหรือเปล่า”

ปริยฉัตรส่ายหน้า ขยับเข้ามาชิดแล้วสวมกอดเขา อาศิรารู้สึกได้ถึงความหวั่นไหวหวาดกลัวจึงโอบรับไว้ด้วยความสงสาร แต่พอมือเจ้าหล่อนเริ่มสอดเข้าใต้เสื้อแล้วไล้ตัวเขาอาศิราก็ต้องจับล็อกไว้ดึงออกอย่างนุ่มนวล ไม่อยากให้เกิดเรื่องเลยเถิดอย่างนั้นในตอนนี้ บอกไปเมื่อเห็นสีหน้ากึ่งฉุนกึ่งอายของปริยฉัตร “เดี๋ยวพ่อก็มาแล้ว”

และไม่ว่าอะไรตอนปริยฉัตรขยับมากอดอีกครั้ง เอ่ยปลอบ “ใจเย็นๆ มีเรื่องอะไร”

“ฉัตร… ฉัตรกลัว ฉัตรกลัวจริงๆ นะศิรา”

“กลัวอะไร”

“รัณ… ฉัตรกลัวเขาจะทำร้ายศิรา ทำร้ายลูก”

อ้อ อาศิราถอนใจยืดยาว ก่อนหน้านี้ปริยฉัตรจะพูดเรื่องนี้ด้วยท่าทีขุ่นเคืองใจมากกว่าหวาดกลัว ทำให้อาศิราไม่ทันคิดว่าจะเป็นเรื่องเดิมที่เขาเบื่อ แต่พอปริยฉัตรกังวลขนาดนี้อาศิราก็อดเห็นใจไม่ได้ “อย่าคิดมากสิฉัตร รัณไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก”

“เราไว้ใจใครได้บ้างล่ะศิรา ที่ฆ่ากันตายก็ญาติกันทั้งนั้น บางคนเป็นพี่น้องกันแท้ๆ ด้วยซ้ำ แต่รัณน่ะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลยนะ”

อาศิรานิ่งเงียบ ลูบแขนปริยฉัตรเบาๆ พลางบอกคำเดิม “อย่าคิดมาก”

“ต้องคิดสิ ยิ่งลูก… แค่ฉัตรนึกว่าลูกจะเป็นอะไรไป ฉัตรก็จะทนไม่ได้แล้ว”

ถึงตรงนี้ปริยฉัตรก็เริ่มสะอื้น ซึ่งอาศิราเข้าใจได้ เพราะบางครั้งที่ศตายุป่วยแล้วเขาเกิดกลัวว่าลูกจะเป็นอะไรไปนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ย่ำแย่จริงๆ

“ศิรา ฉัตรจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องร้ายๆ กับศิรา กับลูก รู้ไหมว่าเมื่อตอนกลางวันฉัตรก็แทบทนไม่ไหวแล้วนะที่รัณพูดจาแล้วก็ทำท่าทางแบบนั้นกับศิรา”

อาศิราไม่ได้ว่าอะไรเพราะถือว่าปริยฉัตรไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วต้นเรื่องมาจากเขาแกล้งดารัณไม่ให้มีอะไรกินก่อน

“ฉัตรเล่าเรื่องนี้ให้พี่ที่ฉัตรนับถือฟัง… เขาว่าถ้าอยากได้คนช่วย เขาแนะนำฉัตรได้”

“ช่วย? ช่วยเรื่องอะไร”

ปริยฉัตรหันไปจ้องหน้าอาศิรา ดวงตาฉ่ำน้ำฉายรอยหวั่นกลัว พูดอย่างไม่แน่ใจว่าควรพูดดีไหม “ถ้าเราอยากให้รัณหายไป เขามีคนที่ช่วยเราได้”

หายไป? อาศิราใช้เวลาทบทวนคำนั้นอยู่หลายวินาที พอแน่ใจความหมายของการหายไปแล้วก็ผุดลุกขึ้นยืนราวกับกำลังนั่งอยู่บนกองไฟ ถอยห่างจากปริยฉัตรที่พยายามตามมาไขว่คว้าเขาไว้

“ฉัตรทำเพื่อศิรานะ!”

นั่นทำให้อาศิรายืนนิ่ง มองหน้าปริยฉัตรอย่างไม่แน่ใจว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าคือใครกันแน่ เขาตระหนกและสับสนพอได้รู้ว่าปริยฉัตรอยากให้ดารัณหายไป ถ้าพูดให้ตรงที่สุดคืออยากให้ดารัณ ‘ตาย’ แต่ยิ่งสับสนมากขึ้นเมื่อปริยฉัตรร้องไห้อย่างหนักและฟูมฟาย

“ศิราจะมองว่าฉัตรเลวก็ได้ แต่ฉัตรทำได้ทุกอย่างเพื่อศิรากับลูก ฉัตรบอกแล้วว่าจะไม่ยอมให้ศิรากับลูกเป็นอะไรไป ต่อให้ฉัตรต้องเข้าคุกแต่ถ้าศิรากับลูกอยู่ดี สุขสบาย ฉัตรก็ยอม”

“ไม่…” อาศิราได้ยินเสียงตัวเองแผ่วเบา เบาจนไม่แน่ใจว่าใช่เสียงตัวเองหรือเปล่า จับแขนสองข้างของปริยฉัตรที่โถมตัวเข้ามากอดเขาไว้ ดันให้ห่างออกไป พยายามเรียกสติและเรียบเรียงสิ่งที่ตนต้องการพูด “ฉัตร… อย่าทำอะไรแบบนั้น อย่าเด็ดขาด”

“แล้วถ้าศิรากับลูกเป็นอะไรไปฉัตรจะทำยังไง”

อาศิราส่ายหน้าไปมา บอกไปตามที่ใจคิด “ทำเหมือนกับที่ฉัตรทำก่อนหน้านี้ อยู่แบบไม่ต้องมีผมกับลูก”

ปริยฉัตรหน้าชา “ศิรา…”

“ถ้าฉัตรทำอะไรเลวร้าย ฉัตรอย่าอ้างว่าทำเพื่อลูกเลย อย่าดึงลูกไปเกี่ยว”

“ฉัตรไม่ได้อ้างนะศิรา” ปริยฉัตรบอกเสียงแข็ง ยืนยันหนักแน่น “ฉัตรทำเพื่อลูกจริงๆ”

“ถ้าจะทำเพื่อลูกก็อยู่เลี้ยงแกสิ อยู่ทำให้สิงห์รู้แล้วก็ยอมรับว่าฉัตรเป็นแม่ ไม่ใช่แค่เดินเฉียดก็ร้องบ้านแตกแบบนั้น”

ปริยฉัตรกัดปาก ไม่อาจโต้เถียงคำใด ท้ายสุดก็บอกเสียงสะบัด “ถ้าศิราไม่เห็นด้วยก็ถือว่าฉัตรไม่ได้พูด ฉัตรก็ไม่ได้อยากทำหรอก แค่เห็นว่ามันอาจจะแก้ปัญหาให้ศิราได้”

“ผมไม่มีปัญหาให้แก้ ฉัตร ตอนนี้ผมอยู่สุขสบายดี ที่แม่ยกมรดกให้รัณไม่ได้กระทบผม”

ปริยฉัตรยกมุมปากขึ้นอย่างจะเหยียด “เหรอ ปกติป่านนี้เธอต้องไปตะลอนๆ ชิมอาหารสุดขอบโลกแล้วนี่ ทำไมปีนี้ยังดักดานอยู่นี่ล่ะ”

ใช่ ปกติช่วงนี้ในแต่ละปีเขาจะเดินทางท่องเที่ยวเพื่อไปสรรหาอาหารท้องถิ่นในแต่ละประเทศแต่ละพื้นที่กิน แต่ช่วงนี้เขายังไม่ไปเพราะมีเรื่องวุ่นวายหลายอย่างซึ่งปริยฉัตรไม่รู้ หนึ่งคือมิรันตา สองคือดารัณ และเหตุผลสำคัญที่ปริยฉัตรคงลืมคิดไปคือศตายุ เขาจะทิ้งลูกไปตอนนี้ได้อย่างไรทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าแม่ก็ไม่ได้อยู่ดูแล จะให้เขาโยนลูกให้พ่อกับผิวช่วยกันดูอย่างเห็นแก่ตัวน่ะหรือ อาศิราทำไม่ได้

“พอแล้ว ฉัตรพอแล้ว ฉัตรให้โอกาสเธอมามากพอแล้วศิรา”

ให้โอกาส… อาศิรามองหน้าปริยฉัตร นิ่วหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจ

“ฉัตรหวังมาตลอดว่าเธอจะเปลี่ยน เธอจะกลายเป็นผู้นำครอบครัว ทำทุกอย่างเพื่อเมียเพื่อลูกได้ แต่เธอก็ไม่เปลี่ยน เธอมันก็เป็นได้แค่ลูกแหง่ที่โดนแม่ครอบงำทั้งๆ ที่แม่เธอตายไปแล้วด้วยซ้ำ”

อาศิราโกรธที่ปริยฉัตรพูดถึงแม่ตนด้วยน้ำเสียงไม่เคารพ แต่ไม่ได้โกรธมากพอจะทำให้เขาตอบโต้ ได้แค่มองปริยฉัตรนิ่งๆ รอฟังว่าหญิงสาวจะพูดอะไรต่อ

“เราควรจบกันแค่นี้ ฉัตรจะไปแล้วจะไม่กลับมาอีก”

เท่านั้นอาศิราก็พูดทันที “ฉัตรต้องเซ็นมอบสิทธิเลี้ยงดูลูกให้ผมก่อน”

“เรื่องนั้นฉัตรจะคิดดูอีกที ฉัตรจะกลับไปปรึกษาทนายของฉัตรด้วย จะให้ทนายฉัตรร่างเงื่อนไขที่ฉัตรอยากได้แล้วจะส่งมาให้ดูทีหลัง… ช่วยหาคนไปส่งที่สนามบินด้วย”

ปริยฉัตรบอกแล้วก็ไม่สนใจเขาอีก แต่หันไปเก็บข้าวของลงกระเป๋า อาศิราจึงเดินออกจากห้อง เดินไปหาสมหวังที่บ้านเพื่อไหว้วานให้ไปส่งปริยฉัตรที่สนามบิน หลังยืนเคว้งอยู่ครู่ก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังโกดังเก็บของเพราะรู้ว่ามันเป็นที่เดียวที่จะไม่มีใครมายุ่งกับเขา เลือกเข้าไปในห้องที่เก็บถ้วยโถโอชาม เดินวนอยู่ในนั้นครู่ใหญ่อย่างเหม่อลอย เนิ่นนานกว่าจะมีสติรับรู้ลวดลายจานชามที่อยู่ตรงหน้า อาศิราเดินวนอีกรอบทว่าคราวนี้เพื่อพิจารณาทุกอย่างตรงหน้า เป็นการทำให้แน่ใจว่าตัวเองมีสติแล้ว

อาศิราไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าปริยฉัตรจะคิดเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้ ไม่อยากเชื่อว่านั่นจะเป็นปริยฉัตรคนที่เคยมีรอยยิ้มสดใสให้เขา เคยสนับสนุนเขาให้ทำในสิ่งที่รัก ไม่อยากเชื่อว่าปริยฉัตรจะเป็นคนเดียวกับผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอยากชิดใกล้ เคยดึงดันให้อยู่ด้วยกันทั้งๆ ที่รู้ว่าทั้งพ่อ แม่ และน้องไม่สบายใจ ปริยฉัตรบอกว่าเขาไม่เปลี่ยน แล้วตัวเจ้าหล่อนเล่าเปลี่ยนกลายเป็นอะไร

อาศิราทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองให้ได้ก่อนกลับไปทำอาหารเย็น ไม่อยากให้พ่อกังวลใจ แต่แล้วกลับมีเสียงเคาะประตูก่อนถูกเปิดออก พอหันไปมองเห็นเป็นพ่อตัวเองก็พลันรู้ว่าไม่มีหวัง เห็นเขานั่งแบบนี้ในห้องนี้พ่อต้องกังวลแน่ ท่านเดินมานั่งลงข้างเขา เริ่มต้นพูดคุย

“ถามใครก็ไม่มีใครเห็นลูก เลยกะว่าต้องอยู่ในนี้”

อาศิราทำได้เพียงพยักหน้าช้าๆ ไม่อาจพูดคำใดตอบรับ

“ผิวบอกว่าไอ้หวังไปส่งฉัตรที่สนามบิน… เขากลับไปทำธุระหรือว่าไง”

พอเห็นลูกส่ายหน้า ศีลก็ถามถึงเรื่องที่ลูกทำค้างไว้ “แล้วเรื่องสิทธิเลี้ยงดูสิงห์ล่ะ”

“ฉัตรว่าจะกลับไปคุยกับทนายตัวเองก่อน”

ศีลพยักหน้า วางมือบนบ่าลูก “จบจริงๆ แล้วใช่ไหม”

อาศิราพยักหน้า หากสีหน้าและสายตาของลูกต่างหากที่เป็นคำตอบอันแสนชัดเจน… ความสัมพันธ์ระหว่างอาศิรากับปริยฉัตรจบลงแล้วจริงๆ ไม่ใช่จบแค่เพียงสถานะแต่รวมถึงความผูกพันทางใจ ความคาดหวังที่จะได้อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตด้วย ที่สำคัญคือจบไม่สวยเอาเสียเลย ศีลแน่ใจ

Don`t copy text!