Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 18 : ปลอบ?

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 18 : ปลอบ?

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 18 –

ดารัณรู้สึกอยู่แล้วว่าแปลกตั้งแต่ศีลกลับมาคนเดียวโดยไม่มีอาศิรามาด้วย แล้วพอผู้อาวุโสชวนเธอทำกับข้าวด้วยกันก็ยิ่งแปลก แต่ตัดสินใจไม่พูดไม่ถาม พอรู้ว่าจะทำเมนูง่ายๆ อย่างข้าวผัดกับต้มจืด ดารัณจึงอาสาทำเอง กระนั้นศีลก็ยังคอยยืนช่วยอยู่ใกล้ๆ สลับกับหันไปดูศตายุที่ถูกจับนั่งเก้าอี้กับบอลของเล่นนิ่มๆ ของตน

ไม่นานก็เป็นศีลที่เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น “พี่เขาว่าจบแล้วนะ”

ดารัณละสายตาจากการหั่นผักหันมองศีล พอเข้าใจว่าเรื่องที่จบคือเรื่องใดก็กลับไปทำงานของตนต่อ แปลกใจเหมือนกันที่เธอไม่ได้รู้สึกดีใจ โล่งใจแต่อย่างใด เธอกังวล “แล้วเฮิร์ตมากเหรอ ถึงไม่กลับมาทำกับข้าว”

ศีลนิ่งไป ใบหน้าครุ่นคิด พอรู้ว่าทุกอย่างจบเห็นว่าลูกยังไม่สบายใจเขาจึงบอกให้ลูกอยู่กับตัวเองไปก่อน เรื่องอาหารเย็นจะให้ผิวจัดการแต่ผิวก็กำลังทำของตัวเองอยู่จึงตัดสินใจกลับมาทำเอง เขารู้สึกได้ว่าเรื่องที่ลูกไม่สบายใจนั้นไม่เกี่ยวกับการจบความสัมพันธ์ในครั้งนี้ “ไม่รู้สิ เหมือนมีเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องฉัตร… อาจเป็นเรื่องสิงห์ คงกลัวว่าฉัตรจะเอาสิงห์ไป”

ดารัณหัวเราะหึ “จะเอาไปยังไง รัณให้เต็มที่สามวันไม่แคล้ววิ่งมาคืน”

“ถ้าเขาอยากเอาชนะศิรา ก็คงหาทางได้ จ้างพี่เลี้ยงก็ได้”

จริงสินะ… พอดารัณรู้แบบนั้นก็เริ่มกังวล แต่พลันคิดได้อีก “แต่รัณว่าถ้าฟ้องร้องกันเราน่าจะชนะ เราเอาทั้งหลักฐานพยานมายืนยันได้นะพ่อ ว่าเขาแทบไม่เคยเลี้ยงลูกเลยตั้งแต่ลูกเกิด”

พอคิดตามนั้นแล้วศีลก็สบายใจขึ้น “ก็จริงนะ… ยังไงรัณก็ลองคุยๆ กับพี่เขานะ เผื่อช่วยอะไรได้ เรื่องฟ้องร้องอะไรพวกนี้พ่อไม่ค่อยรู้หรอก มีเรื่องอะไรปกติแม่กับอาโรจน์เขาก็ช่วยกันจัดการ”

ดารัณไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอาศิราจะคุยกับเธอไหม ไม่รู้ว่าเขาจะไว้ใจเธอหรือเปล่า อาจมองเป็นคนนอกเลยไม่อยากให้รู้เรื่องก็ได้ แต่ก็ตอบไปแบ่งรับแบ่งสู้ “ไว้จะลองดูนะพ่อ”

สองพ่อลูกต่างสายเลือดไม่ได้คุยกันอีกจากตรงนั้น จนดารัณทำต้มจืดเสร็จเตรียมผัดข้าวต่อผิวก็เยี่ยมหน้ามาช่วยรับช่วงทำอาหารต่อจากดารัณ ศีลจึงเอ่ยถาม

“ของตัวเองทำเสร็จแล้วเหรอ”

“เสร็จแล้วจ้ะ เลยรีบมาช่วย ว่าจะมาขอดูอะไรหน่อยด้วย” ว่าแล้วผิวก็หันไปมองรอบๆ ก่อนบอกกับศีล “อยากดูก่อนคุณศิราจะมา”

ศีลเลิกคิ้ว เอ่ยถามอย่างสงสัย “จะดูอะไรล่ะ”

ผิวเดินเข้าไปหาศตายุ นำออกจากเก้าอี้มาอุ้มไว้ พิจารณาเนื้อตัวอยู่ครู่ก็หันมาขอศีล “ฉันถอดกางเกงนะคุณศีล”

ศีลยังงง แต่ก็พยักหน้า หันไปสบตาดารัณที่ตอนนี้ก็หยุดทำอาหารมาสนใจผิว หลังผิวถอดกางเกงศตายุเรียบร้อย จับหมุนตัวไปมาเป็นพักก็หันก้นให้ศีลเห็นแล้วชี้ไปตรงรอยต่อระหว่างก้นกับต้นขาพลางบอก

“รอยเล็บ”

ศีลรีบรับตัวศตายุมาเพื่อดู ‘รอยเล็บ’ ที่ผิวว่าให้เห็นเต็มตา มันเป็นแค่รอยจ้ำๆ แดงๆ ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในซอกผิวเนื้อ แต่พอเห็นมีรอยทายาก็เริ่มไม่แน่ใจ ปกติแล้วอาศิราเป็นคนอาบน้ำลูก ถ้ามีรอยทายาตรงจุดนี้แสดงว่าอาศิราเห็นแล้ว แม้จะเป็นคนใจเย็นเพียงใดแต่หากรู้ว่าปริยฉัตรทำร้ายลูก อาศิราไม่อยู่เฉยแน่ “ใช่เหรอ รอยอื่นมั้ง”

ผิวถอนใจเฮือก “ฉันน่ะสงสัยมากคุณศีล ปกติตาหนูไม่ได้ตื่นคนขนาดนั้น ต่อให้ไม่ใช่แม่ด้วย ใครอุ้มก็ยอมทั้งนั้น ถึงไม่ยอมก็แค่โวยวายอ้อแอ้ ไม่เคยร้องจ๊ากแบบนั้นเลย แล้วฉันฟังเสียงร้องฉันว่าตาหนูร้องเพราะเจ็บ ฉันเลี้ยงเด็กมากี่คนแล้วคุณศีลก็รู้ ทำไมจะแยกไม่ออก ฉันว่าคุณฉัตรแค่อยากแสดงให้เราเห็นว่าเขาอยากอุ้มลูก แต่พออุ้มแล้วเมื่อยก็หยิกเอาให้ลูกร้อง อีทีนี้ทำจนตาหนูรู้แล้วว่าคนนี้อุ้มแล้วเจ็บ หลังๆ แค่เห็นหน้าแกก็กรี๊ดแล้ว คุณศีลก็เห็น”

ก็ใช่… ศีลกับดารัณมองหน้ากัน ก่อนดารัณจะเดินเข้าไปใกล้เพื่อขอดูแผลให้ชัดๆ พอเห็นแผลแล้วบอกตรงๆ ว่าเธอดูไม่ออกว่าเป็นรอยเล็บหรือแค่รอยขีดข่วนอาจจะจากผ้าอ้อมหรือไปนั่งทับอะไรเข้า แต่ที่น่าสนใจคือการวิเคราะห์พฤติกรรมศตายุของผิวที่ฟังเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า

ผิวทำข้าวผัดเกือบเสร็จแล้วตอนอาศิรากลับเข้าบ้าน เขาจึงเป็นคนทำข้าวให้ลูกเอง หันมาเห็นว่าก่อนออกจากบ้านไปผิวสบตากับศีลด้วยท่าทีแปลกไป อาศิราก็เอ่ยถาม

“มีอะไรหรือเปล่าพ่อ”

ศีลนิ่งไปเป็นครู่ ทบทวนว่าควรทำอย่างไร ที่สุดก็ตัดสินใจบอกเพียง “กินข้าวก่อนเถอะ”

มื้อเย็นช่างผ่านไปอย่างเงียบเชียบจนน่าอึดอัด ขณะดารัณยังลังเลว่าจะเล่นเปียโนให้ศีลร้องเพลงดีไหม แล้วอาศิราเขาจะมีอารมณ์เล่นกีตาร์หรือเชลโลให้พ่อไหม ก็เป็นศีลที่บอกมา

“วันนี้งดคอนเสิร์ตแล้วกันนะรัณ”

ดารัณพยักหน้ารับ ตัดสินใจแยกตัวตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อให้เวลากับพ่อลูก ศีลเองก็ได้แต่ขอบคุณดารัณอยู่ในใจที่เข้าใจอะไรง่ายเหลือเกิน หันมามองหน้าลูกแล้วยิ่งหดหู่ เพราะการที่เขาให้ดารัณแยกไปเลยย่อมทำให้ลูกรู้ว่าเรื่องที่เขากำลังจะคุยนั้นซีเรียส

“พาสิงห์ไปเช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อมกัน”

อาศิราพยักหน้ารับคำพ่อ อุ้มลูกแล้วเดินขึ้นชั้นบน ใจคอไม่ค่อยดีตอนพ่อเข้ามาโอบเอวแล้วเดินไปกับเขา อาศิราเช็ดคราบอาหารที่ยังหลงเหลือแล้วถอดกางเกงถอดแพมเพิร์ส จังหวะนี้เองที่พ่อเขาเอ่ยถาม

“ศิรา เห็นแผลที่ก้นสิงห์ใช่ไหมลูก”

อาศิราหันมาพยักหน้า “เห็น ลูกยังว่าถ้าไม่หายจะลองเปลี่ยนแพมเพิร์ส”

“อ้อ ลูกคิดว่าสิงห์แพ้เหรอ”

“อาจจะ หรือไม่ก็ขอบแพมเพิร์สคมไป คงบาดเนื้อ”

“แต่เราก็ใช้ยี่ห้อนี้มาตลอด… สิงห์ไม่เคยมีแผล”

อาศิราพยักหน้ารับ ก่อนใจหายวับเมื่อพ่อพูดต่อ

“จนฉัตรกลับมา”

อาศิราไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นกระทั่งพ่อสะกิด และใช่ เขาเป็นคนอาบน้ำดูแลลูกทุกวัน ลูกมีแผลวันไหน มีแผลเพิ่มครั้งสุดท้ายวันใดทำไมเขาจะจำไม่ได้ พอจำได้ก็โยงกับเหตุการณ์ได้ วันแรกที่มีแผลคือวันที่ปริยฉัตรกลับมา วันสุดท้ายที่มีแผลคือวันที่ปริยฉัตรเลิกอุ้มศตายุ ชายหนุ่มรีบหันไปจับลูกพลิกเพื่อดูแผลให้ชัดๆ อีกที ฟังพ่อพูดไปด้วย

“ผิวว่า… มันอาจจะเป็นรอยเล็บ” ศีลบอกแล้วเล่าข้อสันนิษฐานของผิวให้ฟัง ทั้งนิสัยศตายุที่ไม่งอแงมากไม่ว่าใครจะอุ้ม ลักษณะการร้องที่ร้องเพราะเจ็บ การเห็นหน้าปริยฉัตรแล้วร้องทันทีโดยที่ยังไม่ทันทำอะไร “พ่อยืนยันไม่ได้ว่าจริงหรือเปล่า แต่มันเข้าเค้า”

ใช่ เขารู้จักลูกตัวเองดี เพราะความที่ไม่ได้เลี้ยงแบบไข่ในหิน ต้องกระเตงไปไหนมาไหนด้วยตลอดทำให้ศตายุเป็นเด็กคุ้นคนง่าย คนแปลกหน้าแค่เข้ามาเจ๊าะแจ๊ะด้วยไม่กี่นาทีก็ยอมให้อุ้มแล้ว แล้วพอมีข้อสงสัยว่าเป็นรอยเล็บแผลนั้นก็เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากรอยเล็บ ประกอบกับความเชื่อใจที่พังทลายลงไปหลังปริยฉัตรพูดเรื่องจะทำให้ดารัณหายไป มันทำให้อาศิราเชื่อยากจริงๆ ว่าผิวพูดผิด ปริยฉัตรไม่ได้ทำแบบนั้น… อาศิราอุ้มลูกมากอดแนบอก ทั้งสงสารลูกทั้งเจ็บใจตัวเองจนน้ำตาคลอ “พ่อ ลูกโง่อีกแล้วใช่ไหม”

“ไม่ ลูกไม่ได้โง่ พ่อก็ไม่ทันคิดจนผิวมาบอก”

“แต่ลูกน่าจะเอะใจบ้าง เอาแต่คิดว่าสิงห์ไม่คุ้นแม่ ไม่ระวังให้สิงห์จนสิงห์เจ็บตัว”

ศีลลูบหลังลูกเบาๆ “ศิรา… ฉัตรเป็นคนที่เราควรไว้ใจให้ดูแลสิงห์ได้ เขาเป็นแม่”

อาศิราไม่พูดอะไรอีก แต่ได้ขอโทษลูกซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ รู้สึกว่าลูกรับรู้อารมณ์หม่นหมองของเขาได้ ร่างเล็กจึงซบอยู่แนบอกเขานิ่ง แถมมือน้อยๆ นั้นก็ขยำแขนเขาไปมาราวกับต้องการปลอบใจ ครู่ใหญ่กว่าอาศิราจะหันไปคุยกับศีลอย่างจะขอความคิดเห็น “พ่อ… ถ้าฉัตรจะเอาสิงห์ไป”

ศีลส่ายหน้าทันที ยืนยันให้อาศิรามั่นใจ “เราจะช่วยกันทำทุกอย่างให้แน่ใจว่าสิงห์จะอยู่กับเรา”

อาศิราพยักหน้า เล่าเรื่องปริยฉัตรพูดหมายชีวิตดารัณให้พ่อฟัง เบาใจได้เมื่อท่านเห็นไปในทางเดียวกับเขา

“พ่อว่าถ้าฉัตรจบกับลูก รัณก็ไม่น่าห่วงแล้วแหละ ยังไงฉัตรก็ไม่มีสิทธิ์ในมรดกแล้ว พ่อว่าตอนนี้ที่เราต้องระวังคือเงื่อนไขที่ฉัตรจะยื่นมามากกว่า”

“ลูกก็รอดูว่าฉัตรจะเอายังไง… พ่อ ฉัตรเขาอ้างว่าเขาคิดจะทำแบบนั้นเพื่อลูก เพื่อสิงห์”

ศีลถอนใจยืดยาว “ศิรา ลูกอยู่กับคนที่ทำเพื่อพ่อ เพื่อลูก เพื่อน้องมาตลอดชีวิต พ่อเชื่อว่าลูกแยกออก”

อาศิราพยักหน้า เขาเห็นว่าแม่ทำอะไรบ้างเพื่อพ่อ เพื่อเขากับน้อง แต่แม่ไม่เคยอยากระรานเอาชีวิตใคร ไม่เคยบีบบังคับให้เขารู้สึกลำบากใจ คำว่าทำเพื่อลูกของแม่ไม่เคยถูกใช้เป็นข้ออ้างให้แม่ทำเพื่อความสุขของตัวเอง การทำเพื่อลูกของแม่คือทำเพื่อความสุขของลูกจริงๆ การยอมให้เขาอยู่กับปริยฉัตรโดยไม่แม้แต่จะด่าว่า ไม่เคยออกปากห้ามนั่นเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด “พ่อ… ลูกอยากขอโทษ”

เห็นลูกน้ำตาไหลแล้วศีลก็ห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ได้ยากเหลือเกิน รีบขยับเข้าไปกอดลูกไว้

“ลูกพาฉัตรเข้ามา ทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง ไม่สบายใจ ทำให้วินต้องไปไกลจากบ้าน ลูกทำครอบครัวเราพัง…”

ศีลรีบพูด “ไม่ลูก ไม่ใช่ ไม่ใช่แบบนั้น ครอบครัวเราไม่ได้พัง เรายังรักกันดี”

“พ่อ… ลูกไม่มีโอกาสได้ขอโทษแม่แล้ว”

ศีลกอดลูกแน่นขึ้น ร้องไห้ไปด้วย รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ถาโถมบีบรัดหัวใจลูก ความรู้สึกผิดที่กว่าจะคิดได้ก็สายเกินกว่าจะแก้ไขทันเมื่อคนที่รักตนที่สุดอย่างแม่จากไปแล้ว ทำได้แค่บอก “ศิรา แม่ไม่เคยโกรธลูกเลย แม่เลี้ยงลูกมากับมือทำไมจะไม่เข้าใจลูก แม่รู้ว่าลูกมองฉัตรเป็นคนดีเกินกว่าที่เขาเป็นจริงๆ ลูกมองทุกคนในแง่ดีตลอด ลูกพยายามหาความดีในตัวทุกๆ คน มันเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวลูกนะ”

“แต่มันทำร้ายเรา ลูกทำร้ายทุกคน พ่อ แม่ วิน”

“ศิรา… ลูกโทษฉัตรบ้างก็ได้ เขาเป็นต้นเหตุจริงๆ ของเรื่องทุกอย่าง”

“แต่ลูกก็ไม่ควรให้เขาเข้ามาอยู่ในชีวิตได้ขนาดนี้”

ศีลหัวเราะทั้งน้ำตา “แม่บอกว่าถ้าลูกพูดแบบนี้เมื่อไรให้บอกว่ามันเป็นความผิดของแม่เอง ลูกไม่เคยต้องกันใครออกจากชีวิตลูกเพราะแม่แย่งทำหน้าที่นั้นหมด มันทำให้ลูกไม่รู้ว่าต้องทำยังไง”

อาศิราส่ายหน้า ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นอีกเมื่อได้ยินว่าแม่โทษตัวเอง แต่ต้องรีบหักห้ามใจเพราะเหมือนศตายุจะเริ่มร้องไห้ไปกับเขาด้วยแล้ว

“อยากอยู่คนเดียวก่อนไหม เดี๋ยวพ่อดูสิงห์ให้”

อาศิราปฏิเสธทันที เขาอยากอยู่กับลูกก่อนเพื่อไถ่โทษกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น มองหน้าพ่อเมื่อท่านลุกขึ้นแล้ววางมือลงบนไหล่เขา

“ศิรา ลูกอย่าโทษตัวเองไม่ว่าเรื่องอะไร ชีวิตมันเป็นแบบนี้ เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต เราทำถูกบ้าง ทำผิดบ้าง เราสุข เราทุกข์ แต่สุขก็แค่ชั่วคราว ทุกข์ก็แค่ชั่วคราว สนุกกับการเรียนรู้มันแล้วก็ปล่อยมันผ่านไปเถอะ”

อาศิราพยายามยิ้มให้พ่อ รู้ว่าท่านสอนให้เขารู้จักปล่อยวางไม่หมกมุ่นกับความผิดพลาดและความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้น เดินออกไปส่งท่านที่หน้าห้องแล้วเตรียมอาบน้ำอาบท่าให้ลูก เห็นรอยแผลที่เคยเข้าใจผิดว่าเกิดจากขอบผ้าอ้อมแล้วกอดลูกแน่นขึ้นอีก พรมจูบแผ่วเบาทั่วใบหน้า ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกสุดลมแล้วบอกตัวเองว่าต้องปล่อยให้มันผ่านไป อย่างน้อยแผลนี้ไม่นานก็จะหาย อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาระวังมากขึ้นถ้าต่อไปลูกมีอาการแปลกๆ อีกในตอนที่ยังสื่อสารไม่ได้ ข้อดีที่สุดที่นึกได้คือลูกยังจดจำไม่ได้ว่าได้แผลนี้มาได้อย่างไรไม่อย่างนั้นลูกคงรู้สึกแย่

อาศิราอาบน้ำให้ลูกอย่างระมัดระวัง ให้เวลาเด็กน้อยเล่นน้ำในอ่างที่ตนแช่อยู่นานกว่าปกติเพราะอยากได้ยินเสียงหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจของลูกเพื่อปลอบประโลมจิตใจตัวเอง กระนั้นก็ยังไม่ปล่อยให้นานเกินไปเพราะยังเกรงอยู่ว่าลูกจะไม่สบาย หลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ศตายุยังตาใสแจ๋วอยู่และอาศิราเองก็ยังว้าวุ่นใจอยู่ จึงหยิบเป้อุ้มมาใช้งานพาลูกออกไปเดินเล่นรับลมริมระเบียง ปิดไฟเพื่อให้ตัวเองเห็นดาวชัดขึ้น… อาศิราคิดถึงแม่ เขาไม่รู้ว่าโลกหลังความตายมีจริงไหม ไม่รู้ว่าแม่อยู่บนฟากฟ้าเพื่อมองเขาได้จริงหรือเปล่า ไม่รู้ว่าแม่จะเสียใจมากไหมที่กว่าเขาจะกลับตัวเรื่องปริยฉัตรก็ช้าจนศตายุเดือดร้อน เรียกว่าครอบครัวเขาเดือดร้อนครบทุกคนแล้วตั้งแต่พ่อ แม่ น้องชาย ลูกชาย แต่เขาอยากให้แม่รู้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ปริยฉัตรจะไม่ได้กลับมาในชีวิตเขาอีก เขาอยากให้แม่แน่ใจว่าทุกเรื่องราวระหว่างเขากับปริยฉัตรจบสิ้นลงแล้ว เหลือเพียงอย่างเดียวคือศตายุที่ต้องทำให้เป็นสิทธิ์ขาดของเขาเท่านั้น

อาศิราก้มลงมองหน้าลูกที่ซบอกเขาอยู่ ตาลูกเริ่มปรือแล้วแต่ก็ยังไม่หลับ ก้มลงหอมหัวลูกแผ่วเบา พาเดินวนไปมา หันไปมองตอนได้ยินเสียงเคาะประตูกระจก… ดารัณ มองหน้าดารัณแล้วรู้ว่าเจ้าหล่อนกำลังถามว่าจะออกไปคุยด้วยได้ไหม จึงพยักหน้าแทนการบอกว่าได้ ฝ่ายนั้นถามทันทีที่เข้ามาใกล้

“ทำอะไรอยู่”

อาศิราก้มลงมองลูก ก่อนตอบ “พาสิงห์มาเดินกล่อม… มีอะไร”

ดารัณเอาสิ่งที่ถืออยู่ชูให้อาศิราดู เธอไปขอหมวกเชฟที่อาศิรามีสำรองเก็บไว้ที่สำนักงานเพื่อมาเย็บเขายูนิคอร์นเล็กๆ ความยาวขนาดสองนิ้วติดไว้ตรงส่วนด้านหน้า เห็นสายตาเขาที่มองมานิ่งๆ แล้วเอ่ยถาม “อยากใส่หรือเปล่า ถ้าไม่อยากก็ไม่เป็นไร”

อาศิรามองหน้าดารัณ ส่งยิ้มให้แล้วหยิบหมวกมาลองใส่ดู เอานิ้วแตะๆ ก็พบว่าเขายูนิคอร์นอยู่กึ่งกลางหน้าผากพอดี อดบอกไม่ได้ “ไปส่องกระจกก่อน อยากเห็น”

ดารัณเลยหยิบกระจกมือถือที่เอาเสียบเอวไว้ออกมา เห็นอาศิรามองกระจกแล้วถามไป “แสงพอหรือเปล่า”

เพราะตอนนี้ระเบียงค่อนข้างมืด ตอนเธอออกมาจากห้องแล้วเห็นเงาเขาวูบวาบอยู่ตรงนี้ยังเกือบช็อกคิดว่าตัวเองโดนดีจากผีสางเข้าแล้ว

“ยังเห็นอยู่…” แล้วพอเห็นหน้าดารัณที่อมยิ้มเหมือนจะหัวเราะแต่พยายามกลั้นไว้ก็อดถามไม่ได้ “ทำไมดูสนุก”

ดารัณเลยยิ้มกว้าง หัวเราะเบาๆ ก่อนถามแทนการตอบ “ก็มันสนุก… ชอบไหม”

อาศิรามองตัวเองใส่หมวกเชฟยูนิคอร์นในกระจกอีกรอบ หัวเราะหึแล้วตอบ “น่ารักดี ทำไมหยิบทูคมาทำ”

ดารัณส่ายหน้า เธอรู้ว่าอาศิรามีหมวกเชฟหลายแบบ ทูค (Toque) เป็นหมวกเชฟทรงคลาสสิกแบบที่มักเห็นกันทั่วไป แบบที่เป็นทรงสูงด้านบนจับจีบรอบ แต่เธอไม่ได้เลือกมัน “รัณไปขอพี่ปิ๊ง พี่ปิ๊งหยิบอันนี้มาให้”

อาศิราพยักหน้า ก่อนบอก “จริงๆ งานนี้พี่กะใช้บีนนี่”

พอเห็นดารัณนิ่วหน้ากับบีนนี่ (Beanie) จึงอธิบาย “แบบที่เป็นหมวกทรงเตี้ยเรียบๆ เพราะทูคพี่มีแต่สีขาว แต่บีนนี่มีหลายสีกว่า กะว่าให้ทีมเชฟเลือกใส่กันคนละสีให้เข้าธีม แต่พอมีเขาอันนี้แล้วน่ารักดี”

ดารัณเสริมไป “แล้วรัณว่าใช้หมวกพื้นขาวจะสวยกว่าด้วย… แต่ลองเอาบีนนี่ขาวมาให้รัณทำได้นะ เผื่อใช้บีนนี่แล้วจะน่ารักกว่า”

“คิดเงินเพิ่มไหม”

ดารัณหรี่ตา ทำหน้าครุ่นคิด “ไม่เป็นไร หยวน ถือว่าอยู่ในเนื้องาน… หลับแล้ว”

อาศิราก้มมองดูลูกเห็นว่าหลับปุ๋ยไปแล้วจริงๆ ก็อดยิ้มไม่ได้ ลูบหน้าลูบตาให้อย่างแสนรัก เห็นดารัณมองศตายุด้วยแววตาหม่นแสงฉายรอยสงสารแล้วเอะใจ จึงเอ่ยถาม “รู้เรื่องแผลสิงห์หรือเปล่า”

ดารัณเงยหน้าสบตาอาศิรา พยักหน้าเป็นคำตอบ หลังยืนแลกความเงียบใส่กันอยู่พักดารัณก็ถามออกไป “เป็นไงบ้าง”

แม้เป็นคำถามสั้นๆ แต่อาศิรารู้ว่าดารัณถามถึงความรู้สึกเขา “แย่ พี่เป็นพ่อที่แย่มาก สิงห์ไม่ควรต้องเจอเรื่องแบบนี้”

“ไม่มีใครควรต้องเจอเรื่องแบบนี้ พ่อ แม่ พี่วิน… หรือแม้แต่พี่ศิราเอง”

พอดารัณว่าแบบนั้น อาศิราก็รู้แล้วว่าดารัณไม่ได้พูดถึงแค่เหตุการณ์ที่ศตายุมีแผล แต่พูดถึงทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะปริยฉัตร อาศิราพยักหน้ารับ “ใช่ พี่เป็นลูกที่แย่ เป็นพี่ที่แย่”

“รัณสงสารพี่วินมาก พี่วินเสียใจมากตอนต้องย้ายไปอยู่มิลาน” ดารัณเห็นคนฟังหน้าสลด น้ำตาเอ่อคลอแล้วสงสาร แต่ก็จำเป็นต้องพูดเพราะอยากให้เขาตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองทำเพื่อจะได้ไม่ทำผิดพลาดซ้ำเดิมอีก “พี่วินเสียใจที่พี่ศิราไม่เชื่อพี่วิน”

“ไม่” อาศิราปฏิเสธทันที “ไม่ใช่พี่ไม่เชื่อวิน ตอนนั้นพี่ไม่ได้คิดว่าใครโกหก พี่แค่คิดว่ามันมีเรื่องเข้าใจผิดกัน”

“และพี่ศิราไม่คิดหาว่าความเข้าใจผิดมันอยู่ตรงไหน ทำไมถึงได้เกิดเรื่องเข้าใจผิดระหว่างพี่ฉัตรกับคนอื่นอยู่เรื่อยๆ พี่ศิราเลือกปล่อยมันผ่านไปไม่คิดหาว่าความจริงคืออะไร พี่ศิรามักง่ายที่เลือกเชื่อทั้งสองฝ่ายทั้งๆ ที่พูดกันคนละแบบ เพราะพี่ศิราไม่อยากหาว่าใครผิดเพราะห่วงความรู้สึกคนที่จะโดนชี้ว่าผิด แต่นั่นเท่ากับการปกป้องคนผิด”

อาศิรานิ่งเงียบ รู้สึกเหมือนตัวเองสลับวัยกับดารัณ เขากลายเป็นเด็กสิบขวบขณะดารัณเป็นผู้ใหญ่อายุสี่สิบกว่า เหมือนเขากลายเป็นลูกและดารัณเป็นแม่…

“แล้วรู้ไหมว่าเกิดอะไรตามมา คนถูก คนที่พูดความจริงต้องเจ็บปวดที่พี่ศิราทำแบบนี้ พี่ศิราคิดว่าตัวเองรักษาความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย สิ่งที่พี่ศิราทำคือการเก็บคนโกหกคนทำผิดไว้กับตัวแล้วก็ผลักคนทำถูกแล้วก็คนพูดความจริงออกไปจากตัว เรื่องน่าเศร้าคืออะไรรู้ไหม”

เขาไม่รู้หรอก รู้แค่ว่ามันต้องทำใจสลายอีกแน่…

“คนที่ถูกผลักออกไปจากพี่ศิราคือคนที่รักพี่ศิรา คนที่พยายามปกป้อง พยายามบอกความจริงพี่ศิราแต่พี่ศิรามองข้ามมันไปแค่เพราะไม่อยากตัดสินว่าใครผิด รัณคงไม่ต้องบอกหรอกว่าพี่ศิราเสียใครไปบ้าง มองย้อนไปพี่ศิราก็คงรู้”

ใช่… น้องชายเขา เพื่อนเขา คิดแล้วอาศิราก็ใจสลายจริงๆ

“ไม่ต้องเสียดายหรอกนะ ถ้ารัณจะบอกว่าถ้าพี่ศิราไม่ติดอยู่กับพี่ฉัตร ป่านนี้พี่ศิราอาจหาผู้หญิงที่พี่ศิราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตเจอแล้วก็ได้… สเตซี่ไง”

สเตซี่… อาศิราอดถามไม่ได้ “รู้ด้วยเหรอ”

ดารัณหัวเราะหึ บอกไปอย่างตั้งใจจะรวนเพราะเขาก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าเธอรู้ “ไม่รู้หรอก… สเตซี่เหมาะกับพี่ศิรามาก”

แหม… ยิ่งย้ำมาแบบนั้นก็ยิ่งไม่น่าเสียดายเลยจริงๆ ถึงตรงนี้อาศิราก็ยิ้มได้แม้จะดูเป็นรอยยิ้มที่โรยล้า มองหน้าดารัณแล้วเอ่ยถาม “พอใจหรือยัง”

“ยัง รัณชอบสีซอ ถ้าพี่ศิราไม่รู้”

มองหน้าคนพูดก็รู้ว่าสะใจที่แก้แค้นเขาได้ อาศิราหัวเราะหึ ทำได้แค่บอกไป “ถ้าจะขนาดนี้ไม่ต้องเรียกพี่แล้วก็ได้”

“อ้าว พูดเองนะศิรา…”

คนที่คล้ายจะยุติความเคารพฉันพี่น้องลงจ้องหน้ากันอยู่ครู่ แล้วจึงประสานเสียงหัวเราะกัน อาศิราตลกตัวเองเหมือนกันที่แม้จะโดนด่าแต่ก็ยังหัวเราะได้แถมสบายใจขึ้นด้วย ส่วนดารัณพอเห็นหน้าเขาสดใสขึ้นแล้วจึงพูดต่อ

“รัณไม่ได้อยากวิกทิมเบลมมิ่ง ไม่อยากซ้ำเติมพี่ศิรา ไม่อยากให้พี่ศิราโทษตัวเอง แต่รัณอยากแน่ใจว่าพี่ศิราจะไม่ยอมให้ใครมาทำแบบนี้อีก ไม่ใส่ฟิลเตอร์ทุกคนเป็นคนดีจนไม่มองความจริง”

อาศิรานิ่งไปเป็นครู่เพื่อทบทวนตัวเองหาคำตอบ กว่าจะตอบรับได้ “พี่จะพยายาม”

“ไม่พอ!” ดารัณเผลอเสียงดัง แล้วรีบตะครุบปิดปากตัวเองเมื่อศตายุสะดุ้ง ตาปรือขึ้นมาเล็กน้อย และได้แต่ยืนดูอาศิราลูบหน้าลูบตัวให้ลูกพลางเขย่าเบาๆ เพื่อเห่กล่อม ไม่เกินห้าวินาทีศตายุก็หลับใหลลงไปอีกครั้ง

อาศิราบอกเสียงแผ่ว “บอกมาว่าไม่พอยังไง แต่เบาหน่อย”

ดารัณเบาเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ “อย่าแค่พยายาม ต้องทำให้ได้”

“ยังไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า อย่าลืมว่าพี่เป็นไม้แก่แล้ว แต่จะพยายาม… เมื่อไรที่พี่” อาศิรานึกว่าเมื่อกี้ดารัณใช้คำว่าอะไร พอนึกออกก็บอกไป “ใส่ฟิลเตอร์ทุกคนเป็นคนดีอีก รัณก็สะกิดพี่แล้วกัน”

คนที่จู่ๆ ก็ได้รับมอบหมายหน้าที่นิ่งอึ้ง ก่อนตอบกลับ “อย่าหวังพึ่งรัณ รัณไม่ได้อยู่กับพี่ศิราไปตลอดชีวิต”

ครั้งนี้กลับเป็นอาศิราที่นิ่งอึ้ง ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงใจหายกับความจริงที่เขาควรจะรู้อยู่แล้วนั้น มองหน้าดารัณอยู่ครู่ก็เอ่ยถาม “จะกลับมิลานเมื่อไร”

เธอจะกลับมิลานก็ต่อเมื่อแน่ใจว่าศีลกับอาศิราจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข กับศีลเธอไม่ห่วงแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงอาศิรา ซึ่งก็… “เร็วๆ นี้แหละ”

ดารัณตอบแล้วตัดสินใจแยกตัวเดินกลับเข้าห้อง ไม่อยากอยู่รอฟังว่าเขาจะมีปฏิกิริยากับคำตอบของเธออย่างไร เธอไม่คิดว่าเขาจะขอร้องให้เธออยู่ต่อแต่จิตใจส่วนลึกของเธอต้องการแบบนั้น การไม่รู้ว่าเขาจะพูดอะไรมันดีต่อความรู้สึกเธอตอนนี้มากกว่า

อาศิรามองตามดารัณกระทั่งเห็นว่าเข้าห้องไปแล้วจึงค่อยหันหน้าออกนอกระเบียง เงยหน้ามองฟ้าอีกครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่ามองหาอะไร อาจมองหาคำตอบที่เขายังไม่รู้คำถามของมัน อาจมองหาความสงบให้ใจที่ว้าวุ่น อาศิราลูบหน้าลูบตัวลูกรู้สึกว่าตัวเย็นขึ้นจึงตัดสินใจเดินกลับเข้าห้อง ค่อยๆ วางลูกลงบนเตียง จูบหน้าผากแล้วผละมามองเพื่อให้แน่ใจว่าลูกหลับลึกไปแล้ว อาศิราลุกยืน เดินออกจากห้องลูกไปห้องตัวเอง หยิบมือถือมาส่งข้อความหาน้อง ‘คุยได้ไหม’

ศราวินวิดีโอคอลล์กลับมาซึ่งนั่นเป็นคำตอบที่ชัดเจน อาศิราจึงรับสาย อาจเพราะเขายังอ่อนไหวอยู่ พอน้องเห็นหน้าเขาแล้วถามมาอย่างเป็นห่วงอาศิราก็น้ำตาคลอ

“พี่ศิรา… เกิดอะไรขึ้น”

น้องใส่ใจเขาเสมอ แล้วเขาก็เป็นคนทำให้น้องต้องไปอยู่ห่างไกล “ตอนย้ายไปอยู่มิลาน วินโกรธพี่มากไหม”

ศราวินนิ่วหน้า ยังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ตอบไปตามความจริง “ไม่ได้โกรธ แต่น้อยใจ แล้วที่วินย้ายมาวินทำเพื่อพี่ศิรานะ อยากให้พี่ศิราสบายใจ ไม่ได้ทำเพราะอยากทำให้พี่ศิรารู้สึกไม่ดี”

น้องก็เหมือนแม่ ทำเพื่อเขามาตลอด… “พี่ขอโทษนะ พี่เป็นพี่ที่แย่มากเลย พี่ทำให้วินต้องไปอยู่ไกล”

“ไม่หรอกพี่ศิรา จริงๆ วินก็วางแผนไว้อยู่แล้ว พี่ศิราก็รู้ว่าวินคุยกับแม่เรื่องไปเรียนที่มิลานมาสักพักแล้ว แต่เมียพี่แค่ทำให้มันเร็วขึ้น ไม่ว่ายังไงวินก็ต้องมามิลาน ได้เจอกับจอร์จิโออยู่ดี”

เห็นน้องพูดประโยคหลังด้วยแววตาเปี่ยมสุขแล้วอาศิราค่อยยิ้มได้ ก่อนบอกน้อง “พี่จบกับฉัตรแล้วนะ”

ศราวินเบิกตากว้าง ทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อหูตัวเอง คิดว่าตัวเองอาจฟังผิดไปด้วยซ้ำ “พี่ศิราว่าไงนะ”

อาศิราเลยย้ำ ชัดถ้อยชัดคำ “พี่จบกับฉัตรแล้ว ฉัตรไม่ใช่เมียพี่แล้ว ตอนนี้เหลือแค่ตกลงกันเรื่องลูก”

ศราวินยังทำตาโต ทว่าในตาคู่นั้นปรากฏรอยยินดีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สุดก็โยนโทรศัพท์ทิ้งจนทำให้อาศิราเห็นแต่เพดาน แต่ยังคงได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างดีอกดีใจ นึกภาพออกเลยว่าน้องคงกระโดดไปทั่วห้อง เป็นนาทีกว่าที่น้องจะกลับมาอยู่ในกล้องอีก

อาศิราเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ขนาดนั้นแหละ พี่ศิรา ไม่ว่าที่ผ่านมามันจะมีความรู้สึกแย่ๆ ความรู้สึกไม่ดีแค่ไหน วินลืมไปหมดแล้ว ลืมหมดเมื่อกี้นี้เลย พี่ศิรา…” ศราวินหน้านิ่ว เอามือปิดปากและเริ่มต้นร้องไห้ “วินดีใจมากจริงๆ นะ”

เขารู้ เมื่อกี้น้องยังกรีดร้องดีใจวิ่งไปมา แต่นาทีนี้น้องร้องไห้อย่างตื้นตัน บอกชัดเจนว่าอารมณ์น้องอัดแน่นมากจริงๆ แม้รู้คำตอบอยู่แล้วหากอาศิราก็ยังต้องถาม ถามเพื่อให้น้องรู้ว่าเขาอยากให้น้องกลับมา “วินจะกลับมาอยู่บ้านเราไหม”

ศราวินหน้าหมองลง ส่งยิ้มให้พี่ก่อนส่ายหน้า “ไม่ได้หรอกพี่ศิรา… ไม่เกี่ยวกับพี่ศิราด้วย แต่ชีวิตน้องอยู่ที่นี่แล้ว หน้าที่การงาน จอร์จิโอ”

อาศิรายิ้มอย่างเข้าใจ ออกปากแซว “ไม่ได้อยู่แต่ชีวิตหรอก หัวใจก็อยู่ด้วย… อีกไม่นานรัณก็คงต้องกลับไปเหมือนกัน”

ศราวินนิ่งไป ดวงตากลอกไหว ตัดสินใจถาม “พี่ศิราอยากให้รัณกลับมาอยู่มิลานหรือเปล่า”

อาศิรานิ่งงันไปหลายวินาที กว่าจะตอบได้ “ก็… มันเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับว่าพี่อยากหรือไม่อยาก”

“ถ้าพี่ศิราตัดสินใจได้ล่ะ สมมติว่ารัณจะทำตามที่พี่ศิราบอก พี่ศิราจะบอกให้รัณอยู่ด้วยไหม”

แน่นอนว่าเป็นอีกครั้งที่อาศิรานิ่งไป ที่สุดก็ตอบอย่างสับสน “ไม่รู้สิ พี่ไม่รู้… แต่พี่คิดว่ารัณคงกลับนะ รัณก็เหมือนวิน ชีวิตเขาอยู่ที่นั่น หน้าที่การงาน เมื่อกี้เขาก็บอกพี่ว่าจะกลับมิลานเร็วๆ นี้”

“ไม่เหมือนวินหรอก จริงอยู่ว่าชีวิตรัณอยู่ที่นี่ แต่หัวใจ… วินไม่รู้”

หัวใจ… ว่าแล้วอาศิราก็สงสัย “รัณไม่มีแฟนที่โน่นเลยเหรอ”

ศราวินคิดอยู่ครู่ก็บอกไป “ก็มีคนคุยๆ มีคนจีบ เคยไปเดตอยู่นะ แต่เหมือนไม่ได้จริงจัง เหมือนรัณยังไม่ได้โฟกัสเรื่องนั้น เน้นทำงานมากกว่า”

อาศิราพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ก่อนยิ้มขำเมื่อน้องบอก

“นี่ไง พอพูดถึงก็ส่งข้อความมาคุยเรื่องงานเลย ตายยาก”

“โอเค งั้นวินไปทำงานเถอะ ไว้เราค่อยคุยกัน”

ศราวินโบกมือบ๊ายบายให้เขาอย่างร่าเริงก่อนตัดสายไป อาศิรานั่งนิ่งอยู่พักโทรศัพท์ก็สั่นครืด มองหน้าจอก็เห็นแจ้งเตือนว่าศราวินส่งภาพมาให้จึงเปิดดู… พอเห็นภาพชัดเจนแล้วอาศิราก็ขมวดคิ้วแน่น มันเป็นภาพถ่ายด้านข้างของเขา จากสภาพแวดล้อมโดยรวมแล้วอาศิราจำได้ว่ามันเป็นตอนที่เขาข้ามไปเที่ยวเซอร์มัตต์ สวิตเซอร์แลนด์ก่อนไปแข่งเชฟออฟเดอะเชฟ เป็นช่วงปีสุดท้ายก่อนเขาจะกลับไทย อาศิราส่งข้อความกลับไปถาม

‘??’

‘จำตัวเองไม่ได้เหรอ’

‘ถ่ายตอนไหน ถ่ายได้ยังไง’

‘ไม่รู้ ถามรัณสิ’

ถามดารัณ… หมายความว่ายังไง หมายความว่าภาพนี้ดารัณถ่ายอย่างนั้นหรือ อีกข้อความจากน้องก็ช่วยยืนยัน

‘รัณเป็นคนถ่ายรูปนี้’

อาศิรานิ่งไปอย่างครุ่นคิด ที่สุดก็ตัดสินใจพิมพ์ข้อความไปถาม ‘คุยงานเสร็จหรือยัง’

น้องไม่ตอบกลับมาทันที อาศิราไม่ได้ส่งข้อความไปกวนอีกเพราะคิดว่าน้องคงคุยงานอยู่ ราวสิบนาทีผ่านไปนั่นแหละน้องจึงตอบกลับมาอีกครั้ง

‘คุยเสร็จแล้ว’

อาศิราส่งคำว่า ‘โอเค’ กลับไป แล้วลุกออกจากห้องเดินไปยังห้องดารัณ เคาะประตู เปิดรูปที่ศราวินส่งมาให้ตั้งหน้าจอไว้ที่ระดับสายตาของดารัณรอไว้เลย ดังนั้นพอดารัณมาเปิด เจ้าหล่อนก็ชะงักแล้วดึงสายตาตัวเองไปปะทะรูปได้ทันที เขาเห็นดารัณเบิกตากว้างอย่างตกใจ เหลือบมองหน้าเขา มองรูปอีกครั้ง แล้วพยายามทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“อะไร”

“รูปนี้ถ่ายเมื่อไร”

ดารัณทำตาโต ตีสีหน้าไม่รู้เรื่องสุดชีวิต “เอ้า มาถามอะไรรัณล่ะ ก็ไปถามคนถ่ายสิ”

“วินว่ารัณเป็นคนถ่าย”

พี่วิ้นนนน… ดารัณได้แต่กรีดร้องโหยหวนอยู่ในใจ ไม่คิดเลยว่าภาพเดียวที่ส่งไปให้ศราวินดูจะกลายเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาทำให้เธอวางหน้าไม่ถูกอย่างในตอนนี้ ทำไมศราวินไม่ลบมันทิ้งไป๊ ดารัณลอบถอนใจ สบตากับอาศิราแล้วก็ลองตอบส่งๆ ไป “ไม่รู้สิ ถ่ายจากทีวีมั้ง ตอนพี่ศิราไปแข่งเชฟออฟเดอะเชฟไง”

อาศิรายิ้ม พยักหน้ารับเหมือนจะบอกว่าอย่างนั้นเองหรือ ทว่า… “นี่มันที่เซอร์มัตต์ เชฟออฟเดอะเชฟแข่งที่อเมริกา”

ดารัณกะพริบตาปริบ เคี้ยวปากตัวเองไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร อาศิราเห็นแบบนั้นก็เลยพูดให้แทน

“จากมิลานไปเซอร์มัตต์นี่คงไม่ไกลมากใช่ไหม” พอดารัณยังนิ่ง อาศิราก็เข้าเว็บเสิร์ชหาเส้นทาง “สามชั่วโมงครึ่ง…”

ดารัณต่อให้เลย “ต่อรถไฟสองต่อ”

อาศิรายิ้ม นั่นเท่ากับดารัณยอมรับว่าเป็นคนถ่ายรูปเขา “ทำไมไม่เข้าไปทักพี่”

“ไม่รู้นี่ว่าหายโกรธรัณหรือยัง” พูดไปแล้วเห็นอาศิราสลดวูบในวินาทีนั้นดารัณก็ทนไม่ได้เสียเอง รีบโบกมือ “โอ๊ย วันนี้ดราม่าพอแล้ว อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยมันผ่านไปบ้างเถอะ เหนื่อยจะปลอบแล้ว”

“ปลอบ?” อาศิราส่งสายตาไปถามดารัณว่า ‘แน่ใจนะว่าที่ทำคือการปลอบ’ ซึ่งดารัณก็ตอบรวดเร็ว “ใช่ รัณปลอบคนแบบนั้นแหละ”

“โอเค ขอคำถามสุดท้าย” พอดารัณพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้ถามได้แล้ว อาศิราจึงถาม “ไปเที่ยวเองหรือตั้งใจไปหาพี่”

บ้าาาา… ดารัณเกือบตาเหลือกไม่คิดว่าเขาจะถามตรงขนาดนั้น ไปเที่ยวเองหรือ ตอนนั้นเธอเพิ่งอยู่มิลานได้ปีเดียว ถ้าคิดจะเที่ยวมักเลือกเที่ยวในอิตาลีก่อนอยู่แล้ว แต่พอรู้จากอรจิราว่าเขากำลังจะไปเซอร์มัตต์ เลยตัดสินใจไปตามหาเขาดูเผื่อจะเจอ เธอพนันกับโชคชะตาไว้ว่าถ้าเจอเธอจะเข้าไปทักทายไปพูดคุย แต่พอเจอจริงๆ เธอกลับ… ไม่กล้าพอ

อาศิราพอเห็นดารัณไม่ตอบก็ตอบให้เองอีก “ไปหาพี่”

ดารัณมองหน้าอาศิรา ขยับตัวจะปิดประตูทว่าเขายกแขนดันไว้ทัน แถมถามย้ำมา

“ตั้งใจไปหาพี่จริงๆ ใช่ไหม”

คราวนี้ดารัณเลยดันตัวเขาให้ออกห่างไปก่อนแล้วค่อยปิดประตูลง บ้าจริง รู้แล้วก็ยังถามย้ำอยู่ได้ หญิงสาวสะดุ้งโหยงเมื่อเกิดเสียงเคาะประตูขึ้นอีกหนึ่งครั้ง ยืนเกร็งตัวรอว่าเขาจะพูดอะไรมาอีกหรือไม่แต่ก็มีเพียงความเงียบสนิท เหมือนเขาแค่แกล้งเคาะประตูห้องเธอเล่นๆ แล้วก็เดินหนีกลับห้องตัวเองไป… ดารัณเลยเปิดประตูออกดู สะดุ้งโหยงเสียอีกรอบเมื่อเห็นอาศิรายังยืนอยู่ที่เดิม แถมส่งยิ้มรู้ทันมาให้… เขาจะมารู้ทันเรื่องอะไร!

ดารัณไม่ทันได้ถาม เพราะอาศิราหันหลังเดินกลับห้องตัวเองไปท่าทางสบายอกสบายใจไม่ ‘ดราม่า’ เหมือนช่วงที่ผ่านมาแล้ว ดารัณแอบส่งค้อนตามหลังเขาไป ผลุบเข้าห้องตัวเองปิดประตูลงล็อกแล้วหยิบมือถือตนส่งข้อความไปให้ศราวิน ‘พี่วินนน ทำไมทำกับรัณแบบนี้’

ศราวินส่งข้อความกลับมาเพียง ‘รักนะจ๊ะ’

ดารัณอ่านข้อความแล้วยิ้มขำ… หัวเราะ และหัวเราะหนักขึ้นเรื่อยๆ เดาได้ว่าศราวินคงรู้เรื่องระหว่างอาศิรากับปริยฉัตรแล้ว จากปกติที่แอบเชียร์เธอเงียบๆ ตอนนี้เลยเดินหน้าเต็มตัว เธอไม่คิดหรอกว่าตัวเองมีหวังเพราะอาศิราไม่มีท่าทีอะไร แค่รอยยิ้ม ‘รู้ทัน’ เมื่อกี้ไม่ได้บอกอะไรเลย แต่อย่างน้อยก็ใจชื้นที่เขาไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจรังงอน ซึ่ง… ก็คงเป็นปกติของอาศิราเพราะเขารักษาน้ำใจทุกคนอยู่แล้ว

แต่ปัญหาคือพรุ่งนี้เธอจะมองหน้าอาศิรายังไง… บ้าจริง!

Don`t copy text!