Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 20 : ความจริงที่ทำร้าย

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 20 : ความจริงที่ทำร้าย

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 20 –

ดารัณทึ่ง… เธอส่องกระจกไม่หยุดมาราวๆ สองนาทีได้แล้ว จนอาศิราต้องกระตุ้น

“ไปอาบน้ำได้แล้ว ต้องไปทำงานกับอิ๊งต่อไม่ใช่เหรอ”

“เดี๋ยว” ดารัณบอกอย่างนั้นแล้วส่องกระจกต่อ ไม่พอ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปตัวเองไว้ด้วย ชนิดที่คนมองอยู่ต้องหัวเราะ เอ่ยถาม “ชอบมากเหรอ”

ดารัณพยักหน้า หันหน้าซ้ายขวาไปมาเพื่อพิจารณาอีกครั้ง อาศิราวาดหน้าเธอเป็นนางยักษ์แบบที่เธอเคยเห็นในละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเด็กๆ คิ้วหยักเหมือนเปลวไฟ ใช้ลิปสติกวาดลายรอบปากแล้วใช้ดินสอเขียนคิ้วตัดขอบอีกที ชอบมากที่เขาวาดเขี้ยวโง้งมุมปากให้ด้วย

อาศิราถอนใจยืดยาว “นึกว่าจะทำให้เข็ด ไม่กล้าเมาน็อกที่ไหนอีก”

ดารัณมองหน้าอาศิรา แล้วก็ขำที่เขาเล็งทุกอย่างผิดพลาดไปหมด “ทีหลังก็อย่าวาดสวยสิคุณ”

“เป็นนางยักษ์นี่นะสวย”

“ทำไม เป็นนางยักษ์แล้วทำไม เป็นนางยักษ์ก็มีหัวใจนะ”

นั่นไม่ใช่ประเด็น… อาศิราส่ายหน้า พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “ห้ามเมาแบบนี้อีกนะ จะกินของพวกนี้ก็ควรมีสติ”

“ก็มีอยู่นะตอนกินน่ะ… แล้วจู่ๆ ก็ภาพตัดไปเลย”

อาศิราถอนใจอีกเฮือก “ถ้าเมื่อคืนเราไม่ได้อยู่กับเพื่อนพี่จะเป็นยังไง ใครจะพาไปทำอะไรนี่ไม่รู้เรื่องเลยนะ”

“เพื่อนพี่นั่นแหละที่ทำให้เราต้องกิน… ปกติรัณไม่กินหนักแบบนี้อยู่แล้ว” ดารัณเล่าเรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้นให้ฟังพร้อมบอกข้อมูลที่ได้มาจากนิธานด้วย อาศิราฟังแล้วส่ายหน้า “โดนหลอกแล้ว ถึงรัณไม่กินนายมันก็ช่วยพี่อยู่ดี”

“นี่ รัณไม่ได้กินเพราะอยากให้พี่นายช่วยพี่ศิรานะ รัณกินเพราะความอยากรู้ส่วนตัวล้วนๆ”

อาศิราไม่อยากบ่นแล้ว ถามไปอีกทางแทน “ปวดหัวไหม”

ดารัณส่ายหน้า แน่ใจว่าตนไม่มีอาการเมาค้าง แค่ตื่นมาแล้วเบลอๆ งงๆ ว่าอยู่ที่นี่ได้ยังไง เมื่อคืนเธอนอนที่ไหนกันแน่ ที่งงกว่าคืออาศิรามาอยู่ด้วยตั้งแต่ตอนไหน ตอนแรกที่เห็นเขาเธอนึกว่าตัวเองอยู่บ้านด้วยซ้ำ

“งั้นก็ไปอาบน้ำได้แล้ว”

ดารัณเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของตนวางอยู่อีกทางก็เดินไปหยิบแล้วเข้าห้องน้ำไป ส่วนอาศิราก็โทรหานิธานเพื่อขออนุญาต

“น้องรัณฟื้นหรือยัง” เสียงถามกลั้วหัวเราะของนิธานนั้นทำให้อาศิราต้องบอกไป “ไม่ขำไอ้นาย ทีหลังอย่าทำแบบนี้กับรัณอีกนะ”

นิธานหัวเราะ “อ้อ แปลว่าทำกับผู้หญิงคนอื่นได้ใช่ไหม”

“ไม่ควรทำกับใครทั้งนั้นแหละ ฉันใช้ครัวได้ไหม ขอทำมื้อเช้ากินหน่อย”

“เอาเลย เผื่อฉันด้วย อีกสักชั่วโมงฉันน่าจะถึง”

อาศิราตอบรับ จะลุกไปทำครัวเลยก็ไม่อยากประมาทปล่อยดารัณไว้ในห้องนี้คนเดียว แม้รู้ว่าโดยปกติแล้วจะไม่มีใครเข้าห้องนี้เพราะถือเป็นเขตหวงห้าม แต่ตอนนี้ข้างนอกน่าจะมีคนหลายคนมาทำความสะอาดทั้งส่วนของร้านอาหารและสวน มากหน้าหลายตาขนาดนั้นเขาก็ไม่อยากเสี่ยง สุดท้ายจึงนั่งรอกระทั่งดารัณเดินออกมาจากห้องน้ำจึงลุกยืน “พี่จะไปทำข้าวเช้า มาล็อกห้อง”

ดารัณพยักหน้ารับ เดินตามเขาไปแต่ก่อนจะปิดประตูห้องก็อดบอกไม่ได้ “อยากกินเบคอน”

อาศิราไม่ตอบรับ เดินไปยังครัวที่เขาค่อนข้างคุ้นเคยเพราะมีโอกาสได้ใช้งานมันบ้างเวลาต้องมาดูงานครัวของที่นี่ เห็นมีพนักงานตระเตรียมอาหารอยู่ซึ่งโชคดีว่ามีคนจำเขาได้จึงช่วยอำนวยความสะดวก ทั้งหาวัตถุดิบและอุปกรณ์ต่างๆ ให้ ได้เบคอนส่วนแก้มหมูหรือกวนชาเล่ (Guanciale) เบคอนอิตาลีที่เรียกว่าแพนเชตตา (Pancetta) ชีสนมแกะเพโคริโน โรมาโน (Pecorino Romano) เส้นสปาเกตตี ไข่ พริกไทยดำ

ใช่ เขาจะทำคาโบนาร่า และคาโบนาร่าไม่ใส่ครีมหรือนม อาศิราเคยได้ยินคนเล่าให้ฟังว่ามีบางที่ใส่ครีมหรือนมลงไปในคาโบนาร่า เขาไม่เคยเจอเพราะส่วนมากมักทำเอง หรือถ้าจะซื้อกินก็เป็นร้านที่รู้จักกันดีแน่นอนว่าคงไม่พลาดด้วยเรื่องง่ายๆ แบบนี้ ส่วนชีสเพโคริโนนั้นบางคนใช้เป็นพาร์เมซานซึ่งไม่ได้เสียหายอะไร

อาศิราเริ่มต้มพาสต้าแล้วผละมาสับกวนชาเล่หยาบๆ เอาลงกระทะ ทุบกระเทียมลงไปสองหัว ใส่พริกไทยดำลงไปแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ระหว่างรอก็มาตีไข่ผสมเพโคริโน หลังกวนชาเล่ในกระทะเริ่มได้ที่ กลิ่นกระเทียมหอมดีแล้วก็เอากระเทียมออก ปิดเตาไฟ นำเส้นพาสต้าที่ได้ที่ดีแล้วออกจากหม้อลงกระทะ เติมน้ำต้มเส้นลงไปเพื่อหยุดการทอดในกระทะเสียก่อน เพราะถ้าใส่ไข่กับชีสลงไปตอนนี้มันจะสุกเกินไป กระทั่งเสียงซู่ซ่าในกระทะสงบลงแล้วแต่ยังมีความร้อนสะสมอยู่ จึงเทไข่ผสมชีสลงไปคลุกเคล้า เรียบร้อยแล้วเอาลงชามเปลใบใหญ่ โรยหน้าด้วยพริกไทยกับเพโคริโนขูด อาศิราไม่ใช้เกลือเลยนอกจากตอนต้มเส้นเพราะกวนชาเล่นั้นเค็มอยู่แล้ว

อาศิราจัดอุปกรณ์การกินสามชุดลงถาด ไหว้วานให้เด็กคนหนึ่งถือน้ำกับน้ำแข็งมาส่ง ตอนเขาเดินใกล้ถึงห้องที่ดารัณอยู่ รถของนิธานก็เลี้ยวเข้ามาพอดี ดังนั้นอาศิราจึงตักอาหารแยกเป็นสามจานรอเลย นิธานนั้นพอมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าส้อมม้วนเส้นเอาเข้าปากคำโต แถมกินต่อเนื่องกระทั่งหมดจาน ปากว่างแล้วจึงพูดออกมา

“คลาสสสส-สิก”

อาศิราขำกับท่าทางของเพื่อน รู้ว่านั่นพูดถึงคาโบนาร่าของตน อดบอกไม่ได้ “อย่าเว่อร์ เชฟที่นี่ก็ใช้สูตรกู”

นิธานยักไหล่ “ไม่รู้ว่ะ มันก็อร่อยแต่ไม่เหมือนมึงทำ ไม่งั้นเขาจะมีคำว่ารสมือเหรอ”

อาศิราเข้าใจ การทำคาโบนาร่านอกจากรสมือที่เพื่อนว่าแล้วยังเป็นเรื่องของจังหวะเวลาและเทคนิค สิ่งสำคัญที่สุดคือความร้อนตอนที่คลุกไข่ผสมชีสกับเส้นนั่นแหละ ร้อนไปไข่ก็เป็นก้อน ไม่ร้อนพอก็คาว แต่ไหนๆ คู่กรณีก็อยู่พร้อมหน้าแล้ว อาศิราจึงเปิดประเด็นเลย “อย่าทำอะไรที่ทำแบบเมื่อคืนอีกนะ ทั้งคู่เลย”

ดารัณกับนิธานเหลือบมองหน้ากัน ก่อนเป็นนิธานที่ยิ้มขำ ยื่นนิ้วก้อยไปให้

“มา ดีกัน”

ดารัณหัวเราะได้ ยื่นนิ้วก้อยตัวเองไปเกี่ยว แล้วก็ต้องแปลกใจที่นิธานไม่ยอมปล่อยนิ้วก้อยเธอ มองเขาก็เห็นว่ามองอาศิราอยู่ หันไปมองอาศิราก็เห็นมองนิธานอยู่เช่นกัน ดารัณรู้เลยว่านิธานพยายามจะยั่วอาศิรา ส่วนอาศิราก็พยายามบอกว่ายั่วไม่ขึ้น ดารัณถอนใจเฮือก ไม่อยากตกเป็นเครื่องมือของนิธานอีกแล้วจึงดึงนิ้วก้อยออก พอนิธานไม่ยอมปล่อยเลยจับนิ้วก้อยเขาหักเสียเลยจนอีกฝ่ายร้องลั่นดึงมือออกเพื่อสะบัดไปมา แถมหันมามองเธอแบบเอาเรื่องอีกต่างหาก บอกประโยคหนึ่งอย่างข่มขู่

“นี่ลูกรัฐมนตรีนะจะบอกให้”

แต่ดารัณดูออกว่าเขาแค่แกล้ง อยากจะย้อนกลับไปว่าใครอยากรู้แต่ไม่ทันอาศิราที่ระงับศึกเสียก่อน

“พอแล้ว… นาย เรื่องฉัตรมีอะไรเพิ่มไหม”

นิธานพยักหน้า เปลี่ยนเป็นพูดด้วยท่าทางจริงจังในพริบตา “ฉันรู้มาว่าฉัตรจะเรียกแกมาคุยที่กรุงเทพฯ”

อาศิราส่งเสียงตอบรับ ไม่แปลกใจนักหรอกเพราะปริยฉัตรคงรู้ว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า เรื่องอะไรจะเหนื่อยเดินทาง สู้ให้เขามาหาไม่ดีกว่าหรือ แต่ที่แปลกใจคือสิ่งที่นิธานบอกต่อมาต่างหาก

“วันนี้”

อาศิราเบิกตากว้าง วันนี้อย่างนั้นหรือ ถ้าใช่จริงแสดงว่าปริยฉัตรตั้งใจทำให้เขาวุ่นวายน่าดูโดยเฉพาะถ้าคิดว่าปริยฉัตรยังไม่ติดต่อมาเลยขนาดว่าตอนนี้เก้าโมงครึ่งเข้าไปแล้ว ลองคิดสภาพถ้าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ อยู่แล้วสิ… แต่เมื่อวานเขาก็ปุบปับมาอยู่เหมือนกันนี่นะ ยังไม่ทันพูดอะไรเสียงโทรศัพท์ของอาศิราก็ดังขึ้น หยิบมาดูเห็นว่าเป็นปริยฉัตรโทรมาจึงรีบยกนิ้วชี้ขึ้นแทนการบอกทุกคนว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรแล้วกดรับสาย เปิดลำโพง “ฉัตร ว่าไง”

“เรื่องเงื่อนไขฉัตร ฉัตรอยากนัดคุยกับเธอ… วันนี้ ถ้าเธอไม่มาฉัตรก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าจะว่างอีกเมื่อไร”

แน่นอนว่าอาศิราตอบไปทันที “ได้ ให้ไปคุยที่ไหน”

ปริยฉัตรตอบชื่อตึก ซึ่งอาศิราจำได้ว่าเป็นตึกที่ครอบครัวนิธานเช่าเหมาชั้นไว้ หันไปมองเพื่อนเห็นเพื่อนยกมือก็รู้ว่าตนไม่ได้จำผิด นิ่งไปนิดเมื่อปริยฉัตรถามมาต่อ

“เธอจะมาได้กี่โมง”

ดารัณชูสองนิ้วยื่นไปหน้าอาศิรา ขยับปากบอกแบบไม่ออกเสียงว่า ‘บ่าย’

อาศิราจึงตอบไป “บ่ายสองแล้วกัน”

ปริยฉัตรรับคำแล้ววางสายไป อาศิราหันมาทางดารัณที่เก็บกระเป๋าลุกยืนเหมือนจะออกไปไหนสักที่ ไม่ต้องรอนานหญิงสาวก็บอก

“รัณจะรีบไปคุยงานกับพี่อิ๊งต่อให้เสร็จ ไม่มีอะไรมากน่าจะไม่เกินสองชั่วโมง”

นิธานลุกยืนด้วย “โอเค พี่ไปส่ง แล้วจะรอรับพาไปส่งที่ตึกด้วย… ศิรา มึงจะรออยู่นี่หรือจะไปกับกู… กับน้องรัณ”

ดารัณคิดว่าถึงเวลาต้องบอกข้อมูลนี้กับอาศิรา แต่ก่อนอื่นขอถามเพื่อความแน่ใจ “พี่ศิราเคยซื้อบ้านที่กรุงเทพฯ ไว้หรือเปล่า”

แน่นอนว่าอาศิราส่ายหน้าได้ทันที ครอบครัวเขาขายทรัพย์สินในเมืองหลวงทิ้งหมดแล้วตั้งแต่ตั้งใจว่าจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด

“พี่ฉัตรอยู่บ้านในหมู่บ้านเดียวกับพี่อิ๊ง รัณก็เคยเห็น”

นิธานถามรวดเร็วเมื่อโยงได้ “ภาพที่ให้ดูเมื่อคืนหรือเปล่า”

พอเห็นดารัณพยักหน้าอาศิราก็คิดว่าตัวเองควรได้เห็นด้วย จึงทวงถาม “ให้พี่ดูด้วยได้ไหม”

ดารัณเปิดภาพแล้วยื่นไปให้อาศิราดู เห็นเขาหน้าสลดแต่ไม่ใช่ความเสียใจ เป็นเชิงสังเวชเสียมากกว่า

“ฉัตรไม่ควรทำแบบนี้ น่าจะเลิกกันให้เรียบร้อยก่อน”

“วุ้ยยย” นิธานร้องอย่างคนหงุดหงิดเต็มที่ “ถ้าคนมันจะมีสำนึกมันก็มีไปนานแล้ว ไป ยังมีอะไรเด็ดๆ ให้มึงดูอีกเยอะในรถ แล้วก็มีข่าวเด็ดด้วย”

ทั้งสามจึงเคลื่อนตัวไปยังรถของนิธาน ระหว่างนิธานขับรถอาศิราดูโทรศัพท์มือถือที่นิธานส่งมาให้ ดารัณที่นั่งเบาะหลังชะโงกหน้ามาดูด้วย เป็นกลุ่มการสนทนาลับไว้สำหรับพวกผู้ชายที่เรียกตัวเองว่าวีไอพี ใช้บริการทางเพศกับผู้หญิงเกรดเอเท่านั้น ซึ่งมีตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนคนที่มีงานประจำในหลากหลายสาขาอาชีพแต่ทำอาชีพนี้เป็นงานเสริม ในกรุ๊ปมีการเล่าให้ฟังว่าผู้หญิงคนไหนเป็นอย่างไร สนนราคาเท่าไร ทำงานคุ้มค่าหรือไม่ บางทีก็มีนัดปาร์ตี้กันโดยบอกว่าจะมีผู้หญิงคนไหนไปบ้าง กระทั่งว่ามียาอะไรให้บริการในงานบ้าง

ในกลุ่มนั้นมีภาพของปริยฉัตรอยู่ด้วย

“นั่นพี่เชอรี่…” ดารัณบอกเมื่อเห็นภาพเชอรี่ถัดไปจากภาพปริยฉัตร ตกใจอย่างบอกไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าจริยาจะทำงานนี้ด้วย

อาศิราตัดสินใจปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้ววางคืนตรงคอนโซลกลาง นิธานเห็นว่าเพื่อนดูเรียบร้อยแล้วจึงบอก

“เอาไปใช้เป็นหลักฐานอะไรไม่ได้หรอก ถึงมึงอยากเอาไปใช้กูก็ไม่ยอม เพราะถ้าคนในกรุ๊ปรู้ว่าหลุดจากกู กูก็ซวยเหมือนกัน กูแค่อยากให้มึงเห็น”

“กูไม่ใช้หรอก คนอื่นรู้จะไม่ดีกับฉัตรแล้วก็… ผู้หญิงในนั้นด้วย” แล้วอาศิราก็เงียบ… เงียบไปนานจนดารัณเป็นห่วง กระทั่งเขาถอนใจออกมายืดยาวนั่นแหละ ดารัณจึงกล้าถาม

“โอเคไหม”

“ไม่ค่อย… พยายามคิดว่าพี่ดูแลเขาไม่ดีตรงไหน”

นิธานกับดารัณถึงกับลอบสบตากันผ่านกระจกมองหลัง แต่ยังไม่มีใครพูดอะไร

“คงเพราะช่วงแรกที่คบกันพี่ไม่อยู่ไทยเลย ฉัตรอาจจะเหงา”

นิธานไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องบอก “มึงครับ ฉัตรเป็นอย่างนั้นมาก่อนคบกับมึง เมื่อคืนกูโทรคุยกับขาใหญ่ในกรุ๊ปนั้น เขารู้จักฉัตร เขาว่าฉัตรทำตั้งแต่ปีสอง”

อาศิราหันไปถามนิธาน “ทำไมไม่เอาให้ดูตั้งแต่แรก”

“กูเพิ่งโดนลากเข้ากรุ๊ปนี้แบบงงๆ เมื่อปีก่อน” เพราะมีเพื่อนซึ่งไม่ได้สนิทกันมากพยายามจะชวนให้เขาใช้บริการ คงคิดว่าเขาชอบและจะได้สนิทกับเขามากขึ้น แต่อย่างที่บอกไป เขาไม่สะดวกกับการทำเรื่องพวกนี้แบบเปิดเผยถึงจะบอกว่าเป็นกรุ๊ปลับก็เถอะ “ที่กูไม่เอาให้มึงดูเพราะตอนนั้นกูยังไม่อยากยุ่งกับมึงเรื่องฉัตรไง ถ้ามึงไม่เชื่อคำพูดกูหลักฐานจากกูจะมีความหมายกับมึงเหรอ นี่อาจจะเป็นกรุ๊ปที่กูสร้างเองเพื่อใส่ร้ายฉัตรก็ได้”

อาศิรานิ่งงัน ท้ายสุดก็หันมาถามดารัณ “แล้วที่รัณไม่เอารูปฉัตรกับผู้ชายคนอื่นให้พี่ดูล่ะ ไม่อยากยุ่งกับพี่เหมือนกันหรือเปล่า”

ดารัณตอบตามตรง “ไม่อยากยุ่งกับฟิลเตอร์ทุกคนเป็นคนดีของพี่ศิราต่างหาก ตอนนั้นถึงเอาให้ดูพี่ศิราก็จะบอกว่า คงเป็นเพื่อนฉัตรมั้ง คงมีอะไรเข้าใจผิดกันมั้ง จบ”

อาศิราเถียงไม่ออกเลยทีเดียว ได้แต่นิ่งฟังนิธานเล่าให้ฟังอีก

“แล้วที่กูเคยบอกว่าฉัตรมีโซเชียลหลายแอกเคาต์ เพราะบางคนที่เป็นเพื่อนกูโพสต์รูปคู่แล้วแท็กฉัตร เขามีเป็นแฟนกับคนอื่นอีกคนสองคนนะ คนละแวดวงกันเลย แต่พอดีคนพวกนั้นดันรู้จักกู ไม่รู้กูซวยหรือฉัตรซวย”

ดารัณเลยว่า “ผลของการทำตัวโลว์โพรไฟล์ ถึงมีสัมภาษณ์ก็สัมภาษณ์แต่เรื่องงาน ไม่พูดเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว พี่ฉัตรเลยทำตัวโสดได้แนบเนียนมาก”

“แล้วกูก็สงสัยมาตั้งแต่เมื่อวานว่าทำไมฉัตรถึงยอมปล่อยมึง สืบไปสืบมาถึงรู้”

พอรู้ว่าดารัณกับอาศิราให้ความสนใจแล้ว จึงบอกไป “กินวอดก้ากันคนละขวดก่อนถึงจะบอก”

ดารัณพูดทันที “เอามา”

ทว่าอาศิราพูดขึ้นทันที “พอเลย ถ้ามึงไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก เก็บไว้ให้อกแตกตายนั่นแหละ”

แน่นอนว่านิธานพูดทันที “เรื่องอะไรกูจะยอมอกแตกตาย… ฉัตรจะแต่งงาน”

อาศิรากับดารัณประสานเสียงกันลั่นรถจนนิธานหัวเราะร่วนอย่างถูกอกถูกใจ เล่ารายละเอียดต่อ “เออ กูเห็นอีกเฟซหนึ่งของเขาโพสต์อะไรหวานๆ มาสักพักแล้ว โพสต์ภาพแหวนเพชร ชุดเจ้าสาว เลยเดาออกว่าจะแต่งงาน แต่ผู้ชายเป็นใครกูไม่รู้จักนะ”

“มึงไม่สืบต่อสินะ”

นิธานหัวเราะลั่นรถ เพราะคำพูดและน้ำเสียงเรียบเรื่อยของเพื่อนนั่นชัดเจนมากว่าประชดแบบคนรู้ทันเขา คนอย่างนิธานถ้าอยากรู้อะไรแล้วต้องรู้ให้สุด “ให้เพื่อนสืบให้อยู่ ถ้ามันมากไปกูว่าวันนี้ก็ลองใช้เรื่องพวกนี้บีบให้ฉัตรยอม กูไม่อยากเห็นมึงเสียเงินให้ฉัตรอีกแม้แต่บาทเดียว”

แต่สำหรับเขาแล้วยังยอมเสียได้อีก ขอแค่ศตายุเป็นสิทธิ์ขาดของเขาคนเดียวเท่านั้นพอ…

ปริยฉัตรนิ่งงัน แม้เตรียมใจมาบ้างแล้วแต่ก็ไม่คิดว่าจะหมดสิ้นหนทางขนาดนี้… ทุกสิ่งที่เธอเรียกร้องไม่มีอะไรที่เธอมีหวังจะได้เลย ที่ดิน บ้าน รีสอร์ต ทุกอย่างเป็นของอรจิราและมันกลายเป็นของดารัณ

ทนายเธอไล่ลิสต์รายการไปเรื่อยๆ ดารัณที่นั่งข้างอาศิราก็เปิดเอกสารจากโทรศัพท์มือถือให้ดู จากนั้นทนายก็จะหันมาส่ายหน้ากับเธอ ที่สุดปริยฉัตรก็ต้องยื่นสิ่งสุดท้ายที่คิดว่าต้องได้แน่

“ถ้าอย่างนั้นก็ตีมูลค่าทุกอย่างเป็นเงิน แล้วให้ศิราจ่ายฉัตรตามนั้น”

ดารัณตั้งท่าจะพูด ทว่าไม่ได้พูดเพราะอาศิราแตะแขนไว้ แล้วเป็นฝ่ายพูดแทน

“ฉัตรอยากได้เงินเท่าไร”

“ก็ของทั้งหมดที่ฉัตรเรียกไปมันราคาเท่าไรล่ะ ก็หารสองเอาสิ”

ดารัณหันไปทางทนาย “คุณรู้ใช่ไหมว่ามันเป็นไปไม่ได้ ต่อให้เป็นการแบ่งทรัพย์สินหลังหย่าก็ยังไม่ได้ขนาดนั้น”

ทนายพยักหน้า หันไปคุยกับปริยฉัตร “ถ้าจะเรียกร้องครึ่งหนึ่ง ก็ยังต้องเป็นครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินสามีนะครับ”

ปริยฉัตรหันไปทางอาศิรา ถามด้วยท่าทางเหยียดๆ เพราะแน่ใจว่าคงไม่เยอะ “บัญชีเธอมีเงินเท่าไร”

อาศิราเปิดแอปพลิเคชั่นธนาคารของตน เปิดไปที่หน้าแสดงเงินคงเหลือ ซึ่งไม่รู้ว่าเขาควรต้องรู้สึกอย่างไรเพราะเงินของเขาจะโอนไปเข้าบัญชีแม่ทุกเดือนจะเหลือยอดไว้สำหรับใช้จ่ายหมุนเวียนที่สองล้านเท่านั้น เขาไม่ต้องเอาเงินส่วนนั้นมาให้ปริยฉัตร แต่ตอนนี้เงินในบัญชีแม่เขาก็กลายเป็นของดารัณอยู่ดี

“สองล้านเองเหรอ… มีบัญชีอื่นอีกหรือเปล่า”

อาศิราส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว”

“ฉัตรอยากได้สิบล้าน ถ้าเธอให้ไม่ได้ ฉัตรจะไปรับลูกกลับ”

“นี่มันเข้าข่ายกรรโชกทรัพย์หรือเปล่าคะ” ดารัณหันไปถามทนายด้วยหน้าตาแสนซื่อ เห็นทนายความยิ้มเจื่อนแล้วก็ให้สงสาร คงรู้ว่าไม่สามารถเข้าข้างผู้ว่าจ้างตนได้อย่างเต็มที่เพราะฝั่งตรงข้ามคือเพื่อนสนิทเจ้านาย และอีกประการคือดารัณแน่ใจว่าเธอคิดไม่ผิด นี่มันกรรโชกทรัพย์จริงๆ

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ เท่าที่มานั่งอยู่นี่ก็สาระแนมากแล้ว”

ดารัณยังไม่ทันตอบโต้ก็เป็นอาศิราที่พูดมาก่อน “ผมเป็นคนให้รัณเข้ามาเอง”

“แหม…” ปริยฉัตรลากเสียงยาว “ปกป้อง วัวเคยขาม้าเคยขี่ ป่านนี้ก็คงกลับไปทำอะไรชั่วๆ ที่เคยทำกันแล้วสินะ ฉัตรก็ไม่อยู่ พ่อเธอก็คงพร้อมให้ท้าย ก็แปลกดีนะที่พ่อเธออยากให้ลูกชายมีชู้”

“ฉัตร” อาศิราเรียกเสียงเฉียบ เอ่ยเตือนท่าทีจริงจัง “อย่าพูดถึงพ่อผมแบบนั้น”

ก่อนใครจะพูดอะไรอีก ดารัณก็เรียกอาศิราเพื่อพูดคุย “พี่ศิรา สิบล้านใช่ไหม ถ้าอยากจ่ายรัณเซ็นเช็คให้ได้”

อาศิรายังนิ่ง ไม่แน่ใจว่าดารัณที่หยิบสมุดเช็คขึ้นมาตั้งท่าจะเซ็นนั้นจะมาไม้ไหน ก่อนลอบถอนหายใจเมื่อดารัณหันไปทางทนาย และเริ่มพูดคุยให้รู้ว่าเจ้าหล่อนไม่ได้ยอมง่ายๆ อย่างที่แสดงออกเลย

“คุณทนายคะ ปรึกษาเล่นๆ นะคะ ถ้ารัณจะฟ้องชู้ที่มีเงินสดสิบล้าน คุณทนายว่ารัณจะได้เท่าไรเหรอคะ”

ปริยฉัตรเถียงกลับทันที “แกอย่ามาพูดพล่อยๆ แกนั่นแหละชู้ ฉันเป็นเมียศิราก่อนแก”

ดารัณหันไปฉีกยิ้มให้ปริยฉัตร แล้วหันไปยิ้มหวานให้ทนาย “พอดี… รัณมีทะเบียนสมรสน่ะค่ะ ไม่ได้เพิ่งจดนะคะ จดมาสิบปีแล้ว ระหว่างสิบปีนี้ผู้หญิงคนไหนยุ่งกับสามีรัณ ถือเป็นชู้ ฟ้องได้หมดใช่ไหมคะ”

แน่ละ ทนายความพยักหน้ารับเพราะถ้าตามบริบทที่ได้ฟังก็เป็นไปตามนั้น ต่อให้ใครมาก่อนมาหลังแต่หลักฐานทางกฎหมายถือเป็นสิ้นสุด คิดๆ แล้วก็หน้าเมื่อยขึ้นทุกทีเพราะดูเหมือนการเจรจาหาข้อตกลงร่วมกันในวันนี้จะไม่มีทางจบสวย

พอเห็นปริยฉัตรตั้งท่าจะโวยวาย อาศิราก็รีบพูด “ฉัตร ผมจะให้ฉัตรห้าล้าน ถ้าฉัตรมอบสิทธิเลี้ยงดูสิงห์ให้ผม”

อาศิราเสนออย่างอยากให้เรื่องจบเร็วที่สุดเพราะยิ่งได้รู้เช่นเห็นชาติปริยฉัตรมันก็ยิ่งตอกย้ำเขาว่าที่ผ่านมานั้นโง่งมเพียงใด รู้สึกร้อนผ่าวในอกและกระบอกตาไม่ใช่เพราะเจ็บปวดกับเรื่องปริยฉัตร แต่เพราะมันทำให้เขารู้ว่าแม่ทุ่มเทปกป้องเขาขนาดไหน ถ้าแม่ไม่บอกให้เขาโอนเงินเก็บเข้าบัญชีแม่ ถ้าแม่ไม่ยกทุกอย่างให้ดารัณ และที่สุดของที่สุดคือถ้าแม่ไม่ให้เขาจดทะเบียนสมรสกับดารัณ ก็ไม่รู้ว่าปริยฉัตรจะฉกชิงทรัพย์สินของครอบครัวเขาไปได้ขนาดไหน ทรัพย์สินที่ปริยฉัตรไม่ควรคิดอยากได้ต่อให้เป็นภรรยาเขาก็ตามเพราะจะบอกว่ามันเป็นของเขาก็ยังไม่เต็มปาก มันเป็นของพ่อกับแม่ และถ้าจะเป็นมรดกก็ยังต้องแบ่งเขากับน้องก่อน

แต่ดารัณไม่ยอม “พี่ศิราจะเอามาจากไหนอีกสามล้าน”

อาศิรานิ่งอึ้ง มองหน้าดารัณแล้วแน่ใจว่าเจ้าหล่อนไม่ให้แน่ จึงบอกไป “พี่คงปรึกษาพ่อ”

“ไม่” ดารัณบอกหนักแน่น ชี้ไปที่มือถือเขา “พี่ศิรามีสองล้าน จะให้ครึ่งหนึ่งหรือจะให้ทั้งหมดก็เรื่องของพี่ศิรา แต่อย่ามายุ่งกับทรัพย์สินส่วนอื่น รัณไม่ยอม”

น้ำเสียง สายตา ท่าทาง บอกอาศิราให้รู้ชัดเจนว่าดารัณไม่ยอมจริงๆ… อะไรทำให้แม่เขามองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งแบบนี้ แม่มองปริยฉัตรออก มองออกกระทั่งว่าดารัณจะปกป้องเขาได้ ใช่ เขามองออกเช่นกันว่าการที่ดารัณไม่ยอมให้เขาจ่ายห้าล้านก็เพื่อตัวเขาเองนั่นแหละ ที่สุดอาศิราก็ถอนใจยาว หันไปบอกปริยฉัตร “ผมให้ฉัตรสองล้าน”

“ฉัตรจะเอาสิบล้าน”

“ก็รอรับหมายเรียกจากศาลด้วย ฉันฟ้องแน่”

ปริยฉัตรถลึงตาใส่ดารัณ ซึ่งอีกฝ่ายก็มองมาเฉยๆ ไม่ได้หลบตาและไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวให้เห็น ก่อนหันไปมองทนายที่สะกิดมา

“ผมขอคุยด้วยสักห้านาทีได้ไหมครับ”

ปริยฉัตรพยักหน้าแล้วต้องลุกตามทนายความออกไป หน้าบูดบึ้งยิ่งบูดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฟังอีกฝ่ายเกลี้ยกล่อม

“ผมคิดว่าคุณควรยอมนะครับ เรื่องนี้ต่อให้ขึ้นศาลผมว่าคุณก็ไม่ชนะ เผลอๆ ก็คงไม่ได้อะไรเลย”

“อย่างน้อยก็ต้องได้ลูก ฉันเป็นแม่นะ”

“จริงครับ ปกติแล้วถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ลูกเป็นสิทธิ์ของแม่ครับ ยกเว้นแต่ว่า… ทางนั้นเขามีหลักฐานว่าคุณขาดความสามารถในการดูแลเลี้ยงดูบุตร”

ปริยฉัตรแหวแว้ดทันที “อะไร!”

ทนายความเปิดเอกสารที่ได้รับมาจากนิธาน ยื่นไปตรงหน้าปริยฉัตร “มันเป็นหลักฐานจากเฟซบุ๊กของคุณว่าคุณไม่ได้อยู่กับลูก ไม่เคยเลี้ยงดูให้นมเลยตั้งแต่ลูกเกิดโดยไม่ได้มีความจำเป็นที่สมควรแก่เหตุ แล้วก็… ผมได้รับหลักฐานว่าคุณมีพฤติกรรมมั่วสุมและยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด”

ปริยฉัตรถึงกับตาถลน “ใครบอกแก”

“กรุณาสุภาพด้วยครับ กับผมคุณไม่ต้องสนใจหรอกว่าใครบอก สนใจว่ามันเป็นความจริงหรือเปล่าดีกว่า นี่ผมพยายามช่วยคุณอยู่นะครับ รับสองล้านหรือไม่ได้อะไรเลย แล้วอาจต้องเสียเวลาขึ้นโรงขึ้นศาล คุณอาจไม่ใช้บริการผมแต่ยังไงก็ยังต้องเสียค่าทนายอยู่ดี และที่สำคัญ ถ้าเขาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายคุณในฐานะชู้ คุณก็จะเสียตรงนี้อีกนะครับ ทั้งเสียเงินแล้วก็เสียชื่อเสียงด้วย”

“แต่ฉันมีลูกกับศิรานะ”

“ลูกยิ่งเป็นหลักฐานมัดตัวคุณครับ ฝั่งนั้นเขามีทะเบียนสมรส อีกอย่างอายุลูกคุณตามเอกสารยังไม่ถึงขวบเลย แต่เขาจดทะเบียนกันมาสิบปีแล้ว”

“แต่ฉันมาก่อน”

“เขามีทะเบียนสมรสครับ”

ปริยฉัตรนิ่งงัน อัดอั้นจนสั่นไปทั้งเนื้อทั้งตัว เธอกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายอีกคนที่เธอรัก แผนที่คิดว่าจะเก็บอาศิราไว้ในตอนที่อยากอยู่อย่างสุขสบายจึงต้องยกเลิก ยิ่งแน่ใจว่าถึงเก็บก็ไม่มีทางสุขสบายเหมือนที่คิดไว้แล้วด้วย แต่ก่อนไปก็อยากกอบโกยจากเขาให้มากที่สุดก่อน ดันกลายเป็นว่าเธอได้จากเขาเพียงสองล้านเนี่ยนะ จริงสิ! “แล้วถ้าจะเรียกร้องให้เขาจ่ายค่าเลี้ยงดูรายเดือนล่ะ”

ทนายถึงกับเอียงคอ เอ่ยถามน้ำเสียงงุนงง “คุณไม่ได้เอาลูกไปเลี้ยงไม่ใช่เหรอครับ”

“ก็ไม่น่ะสิ แต่ฉันเป็นเมียเขา”

“คุณเป็นชู้ครับ”

ปริยฉัตรเหมือนจะกรี๊ด แต่ยังไม่ทันได้กรี๊ดก็ต้องนิ่งไปเมื่อทนายบอก

“ผมแนะนำคุณได้แค่นี้ ตัดสินใจยังไงก็แล้วแต่คุณครับ เรากลับเข้าห้องกันดีกว่า”

ปริยฉัตรกลับเข้าห้องไปนั่งที่เดิม รู้ตัวแล้วว่าโดนอรจิราดักเอาไว้ทุกทาง โมโหจนอยากแช่งชักหักกระดูกคนตายไปแล้วให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดให้ตกนรกหมกไหม้ชั่วกัปชั่วกัลป์ ในที่สุดปริยฉัตรก็ตัดสินใจได้ อย่างน้อยเอาสองล้านไว้ก่อน ต่อไปเธอคงไม่ต้องอาศัยเขาอีกต่อไปแล้วเพราะคนที่กำลังจะแต่งงานกับเธอก็ร่ำรวยแถมชอบใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ขับรถหรู นั่งเรือยอชต์ ข้าวของที่ใช้ล้วนเป็นของราคาแพง ไม่มัวแต่ทำตัวเป็นฤๅษีรักสันโดษดักดานอยู่แต่ในถ้ำแบบอาศิรา ทั้งๆ ที่มีช่องทางจะเป็นข่าวดังทำให้ตัวเองกลายเป็นดาราหรือเซเลบริตี้ได้ในชั่วพริบตาแต่ก็โง่เง่าไม่ยอมทำ ที่สำคัญคนใหม่ของเธอรับไลฟ์สไตล์เธอได้ด้วย เขาเป็นคนหัวสมัยใหม่ พอรู้ว่าเธอชอบใช้เซ็กส์แลกเงินก็บอกว่ามันเป็นสิทธิ์ของเธอที่จะทำได้ ถ้าเธอสนุกกับมันและอยากจะใช้มันเป็นอาชีพก็ไม่ได้ผิดอะไร ซึ่งมันใช่ ปริยฉัตรคิดแบบนั้นมาตลอด เธอชอบมีเซ็กส์และชอบมากขึ้นเมื่อมันได้เงิน ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องเลวทรามเสียศักดิ์ศรีแต่อย่างใด เขาบอกด้วยซ้ำว่าหลังแต่งงานกันแล้วถ้าเธอไม่อยากหยุดทำอาชีพนี้ก็ไม่ต้องหยุดก็ได้ แต่ปริยฉัตรคิดไว้แล้วว่าจะหยุด เพราะหลังๆ เธอชักเหนื่อยกับการต้องไปเอาอกเอาใจผู้ชายพวกนั้นแล้ว ถ้าสามีเลี้ยงเธอให้อยู่อย่างสุขสบายได้เธอก็ขอเลือกทางที่สุขสบายดีกว่า… “สองล้านก็ได้”

อาศิรายื่นเอกสารที่เตรียมไว้ไปทางปริยฉัตรและทนายทันที แค่ปริยฉัตรเซ็นเอกสารนี้ เขาทำเรื่องกับศาลต่อ ศตายุก็จะเป็นสิทธิ์ขาดของเขาโดยสมบูรณ์

ปริยฉัตรรอให้ทนายอ่านเอกสารแล้วจึงค่อยถามความคิดเห็น พอทางนั้นพยักหน้าและบอกว่าเป็นเพียงการยกสิทธิการเลี้ยงดูให้อาศิรา เธอไม่ได้เสียอะไรมากไปกว่านั้น ปริยฉัตรจึงหยิบปากกา ทว่า… “เอาเงินมาก่อน”

อาศิราจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ทนายความเห็นดังนั้นจึงพูดคล้ายจะเตือน

“แนะนำให้เป็นเช็คครับ ถ้ามี”

อาศิราเข้าใจว่าเช็คจะเป็นหลักฐานที่ดีและชัดเจนกว่าว่าเขาจ่ายเงินปริยฉัตรแล้ว เหมือนที่เวลาเขาสั่งจ่ายคู่ค้าบางทีก็จะใช้เป็นเช็คมากกว่าโอนเงิน ชายหนุ่มหยิบสมุดเช็คขึ้นมาแล้วจัดการกรอกข้อมูล เซ็นชื่อแล้วส่งไปให้ปริยฉัตร รอรับเอกสารที่ปริยฉัตรเซ็นแล้วกลับมาหนึ่งชุด ให้ปริยฉัตรเก็บไว้หนึ่งชุด

ทนายเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วจึงลุกยืน “คุณอาศิราสามารถใช้เอกสารยินยอมตัวนี้ประกอบคำร้องศาลขอปกครองบุตรฝ่ายเดียวได้เลยนะครับ ระหว่างนี้ถ้าคุณปริยฉัตรเปลี่ยนใจ ยังสามารถเจรจาได้อีกครั้ง”

ปริยฉัตรขัดขึ้นกลางปล้องทันที “ไม่มีอะไรให้เจรจาทั้งนั้น จบกันแค่นี้แหละ”

นั่นทำให้ทนายนิ่งเงียบ ตัดสินใจไม่พูดอะไรต่อ ผายมือเชิญทุกคนออกจากห้องแล้วเดินไปส่งที่ลิฟต์

อาศิรา ดารัณ ปริยฉัตรยืนอยู่ในลิฟต์เงียบๆ ด้วยกันโดยมีดารัณยืนคั่นกลาง ออกจากลิฟต์ชั้นจอดรถเดียวกัน จอดรถข้างๆ กัน ซึ่งอาจไม่แปลกเพราะมันเป็นที่จอดรถเฉพาะของบริษัทกฎหมายที่ไปนั่งคุยอยู่เมื่อครู่

“ศิรา”

อาศิราชะงักมือที่กำลังเปิดประตูรถ หันไปก็เห็นว่าปริยฉัตรเดินมาใกล้ ดารัณที่ชะงักฝีเท้าไปด้วยเอ่ยถาม

“ทำไม ยังมีเงินเหลือในบัญชีพี่ศิราอีกแสนกว่าๆ จะเอาด้วยเหรอ”

ปริยฉัตรมองดารัณตาขวาง หันกลับมามองอาศิรา ซึ่งถ้าเป็นปกติเขาคงปรามดารัณเพื่อปกป้องเธอ แต่คราวนี้เขาเฉย… หึ คงรักคงหลงเด็กนั่นจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วสินะ และเธอไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนราบรื่น เธอวางแผนไว้แล้วว่าจะบอกเขา แค่รอจังหวะว่าจะบอกอย่างไรให้เจ็บแสบที่สุดแค่นั้นเอง มีดารัณอยู่ด้วยอย่างนี้ยิ่งดี ประเด็นนี้อาจทำให้ทั้งคู่แยกทางกันได้ หลังหันไปยิ้มเยาะให้ดารัณแล้วจึงหันมาทางอาศิราอีกครั้ง “รักสิงห์มากๆ นะ”

อาศิราพยักหน้า “ไม่ต้องห่วง สิงห์เป็นลูกผม… ถ้าฉัตรคิดถึงอยากมาหา ก็มาได้ตลอด”

ปริยฉัตรยิ้มเยาะใส่อาศิราบ้าง ส่ายหน้าไปมา “ไม่หรอกศิรา”

อาศิราแย้งไป ไม่อยากให้ปริยฉัตรปฏิเสธลูกชัดเจนขนาดนั้น “วันหนึ่งฉัตรอาจจะคิดถึงลูกก็ได้”

“ก็ใช่ วันหนึ่งอาจจะคิดถึง แต่ที่ไม่ใช่น่ะ… ศิรา” เรียกชื่อแล้วปริยฉัตรก็จ้องลึกลงไปในแววตาอาศิรา บอกไปอย่างเลือดเย็น “สิงห์ไม่ใช่ลูกเธอ”

อาศิรานิ่งขึง รู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตรุนแรงจนหัวใจหยุดเต้น ขณะดารัณสาวเท้ามาประจันหน้ากับปริยฉัตร

“เธอพูดอะไรน่ะ!”

ปริยฉัตรยิ้มเย้ยใส่ดารัณ “ก็พูดความจริงไง”

ดารัณพลอยยืนนิ่งไปด้วยอีกคน ได้แต่มองปริยฉัตรหันหลังกลับเดินขึ้นรถตัวเองแล้วขับออกไป ดารัณหันมองหน้าอาศิราแล้วใจหายวับ เขาเหมือนอยู่ตรงนี้แค่กายหยาบแต่วิญญาณหลุดลอยหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ จับแขนเขาเขย่าเบาๆ จนเขามองหน้าเธอ จึงค่อยบอกไป “อย่าคิดมาก รัณว่ายัยนั่นแค่ป่วนพี่ศิรามากกว่า”

มองความเลื่อนลอยของเขาแล้วดารัณจำต้องดันตัวอาศิราไปนั่งเก้าอี้ข้างๆ คนขับแล้วเป็นคนขับรถเอง ออกจากตึกมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟที่นิธานนั่งรออยู่ แน่นอนว่าพอนิธานเห็นอาการของอาศิราก็ถามทันที

“อะไร เกิดอะไรขึ้น อย่าบอกว่ายัยฉัตรสูบหมดตัว”

ดารัณไม่ตอบ เธอไม่รู้ว่าอาศิราอยากให้นิธานรู้เรื่องนี้ไหม ครู่ใหญ่อาศิราก็เป็นคนบอกเพื่อนเอง

“ฉัตรบอกว่าสิงห์ไม่ใช่ลูกฉัน”

นิธานมีท่าทีตกใจ ยืดตัวตรง ดวงตาฉายรอยครุ่นคิด แน่นอนว่าในใจเขาเชื่อเรื่องนั้นทันทีแต่พอเห็นท่าทีเพื่อน จำได้ว่าเพื่อนรักเด็กน้อยคนนั้นขนาดไหนนิธานก็บอกเสียงอ่อน “ฉัตรอาจจะแค่… โกหกก็ได้”

ดารัณสนับสนุนทันที “รัณก็ว่าแบบนั้น วันนี้พี่ฉัตรได้ไปสองล้าน”

นิธานมีท่าทีหงุดหงิด “ไม่ควรได้เลยสักบาทด้วยซ้ำ”

“แต่ถ้าเทียบกับรายการที่เขาลิสต์มา มันเทียบกันไม่ติดเลยพี่นาย อาจจะ… แค้นมั้ง เลยอยากพูดอะไรทำร้ายพี่ศิรา พอรู้ว่าพี่ศิรารักสิงห์มากเลยเล่นงานตรงนี้”

“งั้นตรวจดีเอ็นเอ” นิธานว่าแล้วหันไปพูดกับอาศิราโดยตรง “บริษัทกฎหมายกูมีโคกับแล็บเอกชนอยู่ แพงกว่าไปตรวจที่โรงพยาบาลแต่เร็วกว่า ออกเอกสารเพื่อใช้ในศาลได้ ถ้าอยากได้ด่วนเลยก็จ่ายเพิ่มอีก กูว่าเรื่องนี้มึงยิ่งรู้เร็วยิ่งดี”

อาศิรานิ่งเงียบ ไม่พูดคำใดและดูเหม่อลอย จนดารัณกับนิธานต้องหันมองหน้ากันแต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ ที่สุดนิธานก็จำต้องเอ่ยถามเหมือนแค่อยากให้มีบทสนทนา

“ไปสนามบินกี่โมงนะ”

ดารัณตอบแทนอาศิราที่ยังดูไร้สติ “ไปเลยก็ได้ค่ะ พี่นายจะได้ไม่ต้องแกร่วรอ”

ดังนั้นทั้งหมดจึงเคลื่อนตัวไปสนามบิน เมื่อถึงนิธานเดินมาส่งภายในสนามบินด้วย ดารัณยกมือสวัสดีนิธาน อดยิ้มไม่ได้ตอนนิธานสวมกอดอาศิรา ตบหลังหนักๆ เหมือนอยากเรียกสติให้

“มึง มึงจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ เชื่อกู”

อาศิราพยักหน้ากับเพื่อน ใบหน้ายังไร้รอยยิ้ม และเขาไร้รอยยิ้มตั้งแต่ตอนนั้นกระทั่งถึงบ้าน…

Don`t copy text!