Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 21 : มีคนกลับมา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 21 : มีคนกลับมา

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 21 –

 

ศีลดูออกทันทีว่าลูกชายต้องมีเรื่องไม่สบายใจ ตอนลูกกลับมาถึงบ้าน มารับศตายุแล้วเดินขึ้นห้องตนไปโดยไม่พูดคำใด ที่สุดก็หันมาทางดารัณที่ยังมองตามอาศิราอย่างเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้น”

ดารัณเข้าไปกอดเอวศีล พาไปนั่งที่โซฟาก่อนค่อยๆ เล่าเรื่อง ศีลรู้เรื่องไปพูดคุยตกลงกับปริยฉัตรแล้วแต่ยังไม่รู้ผล “สรุป พี่ศิราจ่ายไปสองล้าน ได้เอกสารยินยอมจากพี่ฉัตร เตรียมขอศาลเรื่องสิงห์ได้แล้ว”

“อ้อ… ก็ดีแล้วนี่ พ่อเตรียมใจไว้ว่าต้องเสียเยอะกว่านั้น”

“ตอนแรกเขาจะขอแบ่งครึ่งหนึ่งหมดเลย ทั้งรีสอร์ต ที่ดิน บ้าน แต่มันเป็นของรัณไปแล้ว มีการบอกให้ตีเป็นจำนวนเงินแล้วหารสองด้วย”

ศีลหัวเราะหึ ส่ายหน้าไปมาสีหน้ารังเกียจ “แล้วทำไมเหลือสองล้านได้”

“ตอนแรกพี่ศิราจะให้ห้า รัณไม่ยอมเองแหละ เลยขู่ไปว่าถ้าเอามากจะฟ้องเขาในฐานะชู้ จริงๆ พี่ฉัตรไม่อยู่ในฐานะจะต่อรองเราได้ด้วยซ้ำ แล้วที่เขาได้ไปก่อนหน้านี้รัณว่ามันก็มากจนเกินพอแล้ว เงินเดือนห้าหมื่นบัตรเครดิตอีกห้าหมื่น รวมแล้วก็เดือนละแสนนั่นแหละ แต่แทบไม่เคยอยู่ช่วยอยู่ดูแลพี่ศิราเลย ไม่แปลกใจหรอกที่แม่จะเกลียด”

ศีลถอนใจยืดยาว ความเกลียดปริยฉัตรของอรจิรา ไม่มีใครรู้ดีเท่าเขา “แม่เขาถึงวางหมากกันไว้ทุกทาง… ขอบคุณรัณด้วยนะ”

ดารัณส่ายหน้าแทนการบอกว่าไม่จำเป็นต้องขอบคุณสักนิด เธอเต็มใจเป็นหมากให้อรจิราเอง สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ มองตาศีลตอนบอกสาเหตุที่ทำให้อาศิราคล้ายจะสร้างถ้ำส่วนตัวแล้วเข้าไปอยู่ในนั้น “พี่ฉัตรบอกว่า… สิงห์ไม่ใช่ลูกพี่ศิรา”

ศีลนิ่งไป ปากเริ่มอ้ากว้างขึ้นเรื่อยๆ ก่อนใบหน้าจะเริ่มฉาบด้วยความโกรธเกรี้ยว ดารัณเห็นหน้านั้นแล้วจำต้องถาม

“พ่อเชื่อพี่ฉัตรไหม”

“เชื่อ แต่ก็อยากให้พิสูจน์ให้แน่ใจ…”

“รัณยังกึ่งๆ ไม่รู้จะเชื่อหรือไม่เชื่อดี ยังงงอยู่ว่าทำไมพี่ฉัตรกล้าบอกเรื่องนี้ เขาไม่ได้อยากได้ลูก ก็ควรหลอกให้พี่ศิราเลี้ยงลูกให้ต่อไปสิ”

นั่นแหละสาเหตุที่ทำให้ศีลโกรธ “เพราะมันแน่ใจว่ายังไงศิราก็ไม่ทิ้งสิงห์ไง สารเลว”

ศีลโกรธมากจริงๆ จนถึงกับหลุดด่าปริยฉัตรอย่างที่ดารัณไม่เคยได้ยินมาก่อน หญิงสาวเอื้อมมือไปบีบนวดแขนให้ผู้อาวุโสเป็นเชิงบอกให้ใจเย็น ลุกขึ้นตามไปด้วยตอนท่านลุกยืนอย่างรวดเร็ว

“พ่อจะไปคุยกับศิรา รัณเข้าห้องพักผ่อนเถอะ วันนี้เหนื่อยมากแล้ว”

ดารัณเดินควงแขนศีลขึ้นชั้นบน แยกตัวเข้าห้องตน ก่อนจะปิดประตูลงก็อดมองไปยังห้องของอาศิราไม่ได้ เห็นว่าศีลเคาะประตูอยู่… หญิงสาวถอนใจยืดยาวแล้วปิดประตูลง

เรื่องนี้จะไม่ง่ายเลยสำหรับอาศิรา ไม่ง่ายเลย…

 

อาศิรานั่งอยู่บนพื้นห้อง หลังพิงเตียง ชันเข่าขึ้น มีศตายุนั่งอยู่บนตักหันหน้าเข้ามาหา… ลูกยิ้มแย้มให้เขาอย่างแจ่มใส ดูออกว่าดีใจที่ได้เห็นหน้าหลังจากไม่ได้เห็นกันเกินยี่สิบสี่ชั่วโมง การยิ้มหวานให้แล้วก้มลงมาซบอกเขา ผละออกมายิ้มหวานสลับซบอกอยู่อย่างนั้นทำให้อาศิราน้ำตาคลอ

ลูก… ไม่ใช่ลูกเขา

เขาไม่ได้เจ็บปวดที่ถูกปริยฉัตรหักหลัง แต่เจ็บปวดเพราะความรักของเขาที่มีให้ศตายุมันเป็นของจริง เขารักศตายุจริงๆ เขาอยากให้ศตายุเป็นลูกของเขาจริงๆ อาศิรารั้งตัวศตายุเข้ามากอด กดจูบลงไปบนกระหม่อมเล็กๆ นั้นเนิ่นนาน พอได้ยินเสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงพ่อเรียก อาศิราค่อยลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู เดาได้ว่าพ่อคงรู้เรื่องจากดารัณแล้ว พอพ่อเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลงได้ อาศิราก็ยืนนิ่งให้พ่อกอด หลับตาลงแล้วร้องไห้กับท่านเงียบๆ ปล่อยให้สัมผัสของพ่อเยียวยาจิตใจ ครู่ใหญ่กว่าพ่อจะผละออกแล้วดันเขาไปนั่งลงบนเตียงก่อนจะมานั่งลงข้างๆ

“ศิรา ลูกเชื่อฉัตรไหม”

“อยากไม่เชื่อมากพ่อ… แต่ลึกๆ ลูกรู้ว่าฉัตรพูดจริง”

“ลูกอยากตรวจดีเอ็นเอไหม”

อาศิราพยักหน้าทันที “ลูกต้องตรวจ ก่อนที่ลูกจะตัดสินใจอะไรเกี่ยวกับสิงห์ลูกต้องรู้ความจริงก่อน”

ศีลลูบหลังลูกแผ่วเบา เอ่ยถาม “ลูกรักสิงห์มากใช่ไหม”

“มาก พ่อ… ตอนแรกลูกคิดว่าพอกลับบ้านมาเห็นหน้าสิงห์ความรู้สึกคงเปลี่ยน แต่มันไม่เปลี่ยน”

เพราะความรักมันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะใช่ลูกหรือไม่ใช่แต่ความรักและความผูกพันเกิดแล้ว ศีลเองก็เช่นกัน แม้รู้ว่าไม่ใช่หลานตนแต่ก็ยังคงรักและเอ็นดูอยู่ เพียงแต่สำหรับเขาบางอย่างมันหายไป คงเพราะไม่ได้ชอบปริยฉัตรนัก พอรู้ว่าไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขบางอย่างที่เคยมีมันหายไป แต่กับอาศิราเขาไม่คิดแบบนั้น ลูกเลี้ยงดูศตายุใกล้ชิดกว่า ย่อมรักและผูกพันมากกว่า และมันทำให้ลูกยิ่งรวดร้าวกับความจริงที่ได้รู้ ศีลเข้าใจ เอื้อมมือไปลูบผมศตายุที่กอดคออาศิราอยู่ ออกปากบอกไปเสียงเบา “ศิรา ถ้าลูกจะเลี้ยงสิงห์ต่อในฐานะเดิม พ่อจะไม่ค้าน”

อาศิราหลับตาลง น้ำตายังไหล สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน ที่สุดก็ยืนยันสิ่งที่เคยพูดไป “ลูกต้องรู้ก่อนว่าฉัตรพูดจริงหรือเปล่า”

“โอเค ต้องเข้ากรุงเทพฯ ไปโรงพยาบาลอีกรอบไหม”

อาศิราส่ายหน้า “เดี๋ยวลูกคุยกับนาย บริษัทนายมีโคกับแล็บเอกชน เห็นว่าแพงแต่ได้เร็วกว่า แล้วก็ถ้าอยากเร่งผลก็จ่ายเพิ่มได้”

เท่าไรก็เท่ากัน ศีลจะจ่ายให้เองทุกบาททุกสตางค์จะบวกเพิ่มเท่าไรก็ได้ขอให้ได้ผลเร็วที่สุด เพราะรู้ว่ายิ่งช้าคนที่ทรมานใจที่สุดคืออาศิรา และคนที่ทรมานใจกว่าก็คือคนเป็นพ่อแบบเขานั่นเอง ศีลเอ่ยถามลูก “คืนนี้นอนกับพ่อไหม”

อาศิราเช็ดน้ำตา ส่งยิ้มให้พ่อก่อนตอบปฏิเสธ “ไม่เป็นไรพ่อ”

“ให้พ่อเอาสิงห์ไปนอนด้วยไหม”

อาศิราส่ายหน้า “ลูกอยากอยู่กับสิงห์”

ศีลพยักหน้าอย่างยอมรับการตัดสินใจ รู้ว่าลูกคงอยากอยู่ลำพังกับศตายุเพื่อทบทวนตัวเอง ตบบ่าลูกแล้วเดินออกจากห้องไป อาศิราเดินตามไปปิดประตู ลูบหลังศตายุที่เกาะคอซบบ่าเขานิ่ง ที่สุดก็ตัดสินใจโทรหานิธาน บอกจุดประสงค์ตนเมื่ออีกฝั่งรับสาย

“นาย เรื่องตรวจดีเอ็นเอ” อาศิรายังไม่ทันพูดให้จบด้วยซ้ำว่าต้องการตรวจหรือไม่อย่างไร นิธานก็บอกมาทันที “กูสาระแนจัดการให้มึงแล้ว พรุ่งนี้บ่ายๆ คนจากแล็บจะไปเก็บตัวอย่างที่บ้านมึง กูส่งคนไปเก็บตัวอย่างจากฉัตรด้วยแต่ไม่รู้ว่าฉัตรจะยอมหรือเปล่านะ เพราะถ้าได้ตัวอย่างจากแม่ด้วยผลตรวจจะได้เร็วกว่า”

“โอเค มึงส่งค่าใช้จ่ายมาให้ด้วย”

“ได้เอกสารแล้วกูส่งตามไป กูไปขอเขาให้ทำให้ด่วนเขาเลยยังไม่ทันทำใบเสนอราคา แต่ไม่ต้องห่วง กูไม่คิดค่าดำเนินการแล้วก็ขอส่วนลดเพิ่มไปแล้ว คงไม่เกินสองหมื่น พอผลแล็บทางเมกาออกเขาจะส่งให้มึงทางอีเมลเลย แต่เอกสารตัวจริงต้องรอหน่อย”

“โอเค ขอบใจมากนะนาย”

“เออ กูเต็มใจมาก… มึงได้คิดไหมว่าจะทำยังไงต่อกับเด็ก”

“ยังไม่ได้คิด ขอรอผลตรวจก่อน”

“อะ งั้นกูสมมติ ถ้าเด็กไม่ใช่ลูกมึง กูถามต่อให้ด้วยกลัวมึงไม่รู้จะพูดอะไร มึงจะเลี้ยงต่อไหม”

อาศิรานิ่งเงียบ ในหัวว่างเปล่าราวกับเรื่องสมมตินั้นไม่สามารถกระเทาะเปลือกหนาๆ ของความหวังลงได้เลย เขายังหวังว่าศตายุจะเป็นลูกเขา

“เงียบอย่างนี้แปลว่ามึงจะเลี้ยงต่อ”

อาศิราถอนใจยืดยาว แนบแก้มตัวเองลงกับหัวศตายุ “กูยังไม่รู้จริงๆ นะ กูคิดอะไรไม่ออกจริงๆ”

“เออ งั้นก็รอผลก่อนแล้วกัน กูให้เบอร์มึงกับน้องเขาไปด้วยนะ เผื่อเขาจะถามทางเข้าบ้านมึง”

“โอเค ขอบใจอีกครั้งนะ”

ปลายสายรับคำและวางไปแล้ว อาศิราก็โยนโทรศัพท์ตัวเองลงบนเตียง ปล่อยศตายุลงกับพื้นซึ่งก็คลานไปยังมุมของเล่นของตน แต่ก่อนจะถึงก็ไม่วายหันกลับมา ยกมือขยำๆ ซึ่งอาศิรารู้ว่านั่นคือการเรียก อาศิราออกก้าวเดิน ศตายุก็คลานต่อจนถึงจุดหมาย หยิบนั่นหยิบนี่ออกมาเล่น หันมาโยนบอลใส่พอเขาโยนบอลกลับไปให้ก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก… ความไร้เดียงสานั้นทำให้อาศิรายิ้มได้ ทว่าในใจก็กลับเจ็บแปลบขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

คนนอกอาจมองว่าเขาน่าสงสารที่สุด แต่ไม่เลย สำหรับอาศิราแล้วคนที่น่าสงสารที่สุดคือศตายุ เด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าศตายุอาจไม่มีโอกาสได้รู้จักคนเป็นแม่แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าไม่มีโอกาสได้รู้จักทั้งพ่อและแม่… อาศิราขยับตัวให้ตัวเองนั่งได้ถนัดขึ้นเมื่อศตายุหยิบตุ๊กตาไดโนเสาร์ตัวโปรดติดมือไว้แล้วคลานมานั่งตักเขาอย่างทุกครั้งที่เคยทำ บางทีศตายุก็จะโยนตุ๊กตาไป คลานไปเก็บแล้วคลานกลับมานั่งตักเขาใหม่ บางทีก็จะยื่นส่งมาให้เขาแล้วผลักมือเขาเป็นเชิงบอกให้เขาโยน รู้ว่าเขาจะโยนไปไกลกว่า ยิ่งเขาโยนไกลเท่าไรศตายุก็จะหัวเราะชอบใจมากขึ้น แล้วคลานไปเก็บกลับมาอย่างรวดเร็ว บางทีก็เล่นแบบนี้จนหลับคาตักเขา

ตอนนี้ศตายุไม่ได้โยนตุ๊กตา เพียงนอนซบเขาแล้วเขย่ามันขึ้นลง เห็นจากอาการแล้วรู้ว่าคงง่วงนอน อาศิราจึงเอื้อมมือไปลูบหลังสลับตบก้นเบาๆ เป็นการกล่อม ไม่นานเลยศตายุก็หลับใหลลงไป ชายหนุ่มนั่งรออีกพักเพื่อให้หลับสนิทเสียก่อน จึงค่อยอุ้มขึ้นแล้วพาไปวางบนเตียงนอน ห่มผ้าให้อย่างแผ่วเบา ยืนมองศตายุด้วยความสงสารที่ยังท่วมท้นในจิตใจซึ่งไหลบ่าปะปนกับความปวดร้าว

อาศิราโน้มตัวไปจูบหน้าผากศตายุ แล้วถอยกลับไปห้องตัวเอง อาบน้ำอาบท่าจนเรียบร้อยก็ทิ้งตัวลงเตียงนอนทันที ข่มตาให้หลับตาลงอย่างยากลำบากแต่ก็บอกตัวเองให้พยายาม เขาต้องผ่านคืนนี้ไปให้ได้ เขาต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ เขาต้องเชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้วจะหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับศตายุได้ สำคัญที่สุดคือทางออกนั้นต้องดีสำหรับตัวเขาและครอบครัวของเขาด้วย… เขาต้องเชื่อ

 

เอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตขอยูนิคอร์นทั้งสองตัว ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวและสูทพร้อมหูกระต่ายกลับบ้านด้วย อาศิราให้คนช่วยหากล่องสำหรับบรรจุยูนิคอร์นให้ และเพื่อไถ่โทษที่เมื่อวานซืนไม่ได้อยู่พูดคุยเหมือนรอบก่อนๆ ที่มาหาจึงอาสาไปส่งทั้งคู่ที่สนามบินด้วยตัวเอง

อาศิราเชิญเอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตมากินข้าวเช้าที่บ้านก่อนออกไปส่งที่สนามบินในตอนสายๆ ตอนนี้เขากำลังทำไข่เบเนดิกต์ตามความต้องการของทั้งคู่โดยมีดารัณคอยช่วยหยิบข้าวของ พอออกมาจากครัวเห็นว่าตอนนี้ศตายุกำลังหัวเราะร่วนอยู่กับเอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตโดยมีพ่อเขานั่งยิ้มอยู่ใกล้ๆ อาศิราก็พลอยยิ้มได้ไปด้วย พอส่งข่าวบอกทุกคนว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไม่นานมื้อเช้าก็เริ่มต้นขึ้น

“คุณยังติดต่อสเตซี่อยู่ไหม”

แลมเบิร์ตเอ่ยถาม ซึ่งอาศิราก็พยักหน้า สเตซี่เป็นอีกคนที่แข่งกับเขาในรายการเชฟออฟเดอะเชฟ เป็นคนที่เขาสนิทมาตั้งแต่เริ่มแข่งขันตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย และเป็นคนเฉือนเอาชนะเขาไปได้ในที่สุด “เรามีคุยกันเรื่องสูตรอาหารบ้าง ปรึกษาเทคนิคอื่นๆ บ้าง”

เอ็ดดี้หัวเราะ ก่อนบอก “ว่างๆ เราก็ยังเปิดดูรายการอยู่เรื่อยๆ นะ พอได้ดูแล้วก็สนุกดีที่เขาตัดต่อเชียร์พวกเราแบบนั้น แต่สำเร็จคู่เดียวคือผมกับแลมบ์ ทั้งๆ ที่คนดูชอบคุณกับสเตซี่มากกว่าอีก”

อาศิราหัวเราะ เข้าใจได้ สเตชั่นตอนทำอาหารของเขากับสเตซี่อยู่ติดกัน ตอนทำอาหารจึงมีอะไรให้ช่วยเหลือกันเสมอแต่ไม่คิดว่ารายการจะเอามาตัดต่อให้กลายเป็นจังหวะน่ารักๆ ได้ ตอนที่คนดูชอบมากเห็นจะเป็นตอนที่สเตซี่เปิดฝากระป๋องไม่ออก เขาหันไปเห็นและอาสาเปิดให้ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังสาละวนกับอาหารในเตา กับตอนที่เครื่องเทศกระเด็นเข้าตาเขาแล้วสเตซี่ช่วยพาไปล้างน้ำช่วยเช็ดหน้าเช็ดตาอย่างเป็นห่วงเป็นใย แล้วยังมีฉากอื่นๆ อย่างเช่นการเจรจาแลกเปลี่ยนวัตถุดิบกัน การให้คำแนะนำเวลาอีกฝ่ายทำผิดพลาด เรียกได้ว่าระหว่างอาศิรากับสเตซี่นั้นไม่มีบรรยากาศของการแข่งขันอยู่เลย เหมือนเพื่อนที่มาทำงานร่วมกัน มาเล่นสนุกด้วยกัน ดังนั้นพอถึงคราวที่เขากับสเตซี่ต้องแย่งชิงและแข่งขันกันเองในรอบตัดเชือกเรตติ้งรายการจึงพุ่งกระฉูด

สิ่งที่อาศิราไม่เคยบอกใครคือสเตซี่เคยขอเขาเดต ตอนนั้นถ้าอาศิราไม่ตระหนักว่าตนมีปริยฉัตรอยู่แล้วก็คงตอบตกลงเช่นกัน เป็นอีกครั้งที่คำพูดของดารัณมาย้ำเตือน ถ้าเขาไม่ผูกตัวเองติดกับปริยฉัตรเขาอาจได้อยู่กับผู้หญิงที่เขารักและรักเขา พร้อมจะอยู่กับเขาตลอดชีวิตไปแล้วก็ได้

พอคิดถึงปริยฉัตรอาศิราก็หันมองศตายุ เอ็ดดี้อุ้มศตายุไม่ยอมปล่อย ดูออกว่าเอ็นดูเด็กน้อยมาก ชื่นชมตลอดว่าเป็นเด็กอารมณ์ดี ยิ้มน่ารัก แค่ชั่วโมงที่ผ่านมาเขาก็ได้ยินเอ็ดดี้บอกรักศตายุไปนับสิบครั้ง อาศิราส่งยิ้มให้ศตายุเมื่อเด็กน้อยหันมาเห็นเขา อย่างที่คิดไว้ เพราะพอเห็นศตายุก็โผจะมาหาแต่เอ็ดดี้ล่อหลอกเอาไว้ได้อีกครั้ง อาศิราหันไปทางดารัณ เอ่ยขอร้อง

“เดี๋ยวไปส่งเอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตด้วยกันหน่อย”

ดารัณตอบรับ หลังจากอิ่มหนำสำราญเรียบร้อย นั่งคุยสัพเพเหระกันอีกนิดหน่อยก็ได้เวลาอันสมควรที่จะเดินทางไปสนามบิน เพิ่งรู้อีกหนึ่งเหตุผลที่เขามาสนามบินหลังแยกย้ายกับเอ็ดดี้และแลมเบิร์ตแล้ว

“คนจากแล็บจะมาเก็บตัวอย่างพี่กับสิงห์วันนี้ พ่อแนะนำให้พี่เก็บตัวอย่างที่สนามบินแล้วให้เขากลับเที่ยวบินถัดไปเลยจะได้เร็ว กว่าจะมาถึงคงอีกสักชั่วโมง”

ดารัณเลยชวนไปกินกาแฟในร้านใกล้ๆ ก่อน พอเห็นว่าบรรยากาศสงบเงียบดี ผู้คนไม่พลุกพล่านประกอบกับเลือกนั่งมุมด้านในสุดเหมาะแก่การพูดคุย รอจนอาศิราล็อกศตายุกับเก้าอี้เด็กที่ทางร้านมีให้บริการเรียบร้อยแล้วก็เอ่ยถาม “เป็นยังไง”

อาศิราถอนใจยืดยาว มองหน้าดารัณซึ่งไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าหญิงสาวเข้าใจเขาทุกอย่างต่อให้เขาไม่พูดอะไร

“เหนื่อยมากไหม”

ใช่ เขาเหนื่อยมาก เหนื่อยเหลือเกินกับการต้องทำเป็นว่าทุกอย่างปกติดีต่อหน้าคนอื่น ต่อให้ไม่มีเอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตแต่เขาก็ยังต้องฝืนเพื่อพ่ออยู่ดี คงไม่เหนื่อยเท่าวันนี้แต่ก็ยังต้องฝืน อาศิราพยักหน้า เหลือบตาลงมองมือเล็กที่ขยับมาวางบนมือเขาที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนเงยหน้าสบตาดารัณที่ส่งสายตาปลอบใจมาให้ อาศิรากลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเพื่อกล้ำกลืนทุกความรู้สึก ตัดสินใจพลิกมือขึ้นเพื่อจับมือดารัณไว้ ออกแรงดึงเบาๆ พลางส่งสายตาวอนขอ ยิ้มได้อย่างอ่อนแรงตอนดารัณยอมลุกยืนแล้วเดินมานั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกัน อาศิราค่อยๆ ทิ้งตัวเอนซบไหล่ของดารัณท่าทางหมดเรี่ยวหมดแรง ปลดปล่อยทุกความรู้สึกที่ต้องเก็บสะกดไว้ตั้งแต่เช้า รู้สึกดีเมื่อมือของดารัณที่ยังเกาะกุมกันอยู่บีบมาแผ่วเบา กล้ามเนื้อทุกมัดผ่อนคลาย ความตึงเครียดค่อยๆ เจือจางลง อาจไม่ถึงกับหายไปแต่ก็ไม่เข้มข้นเท่าช่วงที่ผ่านมา

ดารัณนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นแม้แต่ตอนที่แน่ใจว่าอาศิราหลับแล้ว เพียงขยับให้ตัวเองนั่งสบายขึ้น ให้เขานอนสบายขึ้น หญิงสาวจิบกาแฟสลับกับการเอื้อมมือไปเล่นกับศตายุไปเรื่อยๆ ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้นอยากแค่รอว่าอาศิราจะตัดสินใจอย่างไรแล้วหาทางสนับสนุนเขาเท่าที่จะทำได้ เธอยังคงยืนยันสิ่งที่พูดไว้กับนิธาน ถ้ามีเรื่องให้ช่วยดารัณจะช่วยอาศิราอย่างทุ่มเทแต่ไม่ทุ่มสุดตัว อย่างน้อยเธอต้องเก็บความช่วยเหลือไว้สำหรับตัวเองบ้าง เก็บไว้ใช้ในตอนที่เธอต้องกลับมิลาน…

กาแฟเธอหมดแก้วพอดีในตอนที่เวลาผ่านไปครบชั่วโมง ขณะกำลังคิดจะปลุกอาศิราก็พอดีกับที่มือถือเขาสั่นครืด และอาศิราก็คล้ายกับจะผงกหัวขึ้นมา วินาทีต่อมาเขาก็รับโทรศัพท์ทั้งๆ ที่ยังพิงไหล่เธออยู่ ฟังเขาตอบครับอยู่สามสี่รอบ อาศิราก็วางสายแล้วยืดตัวตรง หันหน้ามาบอกดารัณ

“คนจากแล็บมาแล้ว กำลังลงจากเครื่อง”

ดารัณพยักหน้า พยักพเยิดไปทางแก้วกาแฟของเขา “กินซะหน่อย หรือจะให้รัณขับรถกลับบ้านให้”

อาศิราส่ายหน้า หยิบกาแฟมากินรวดเดียวหมดแก้ว ลุกไปอุ้มศตายุออกเดินนำไปยังรถ จับศตายุนั่งคาร์ซีตได้ ดารัณขึ้นรถเรียบร้อยแล้วก็รีบขับไปยังสนามบิน ตอบไปตามตรงเมื่อดารัณถาม

“เมื่อคืนได้นอนหรือเปล่า”

“ไม่ค่อย เหมือนจะหลับแป๊บๆ ช่วงใกล้ๆ เช้า”

แต่หกโมงเช้าเขาก็ลงมาแล้ว… จะได้นอนถึงชั่วโมงหรือเปล่าก็ไม่รู้

“เมื่อยหรือเปล่า”

ดารัณรู้ว่าเขาถามถึงสภาพไหล่เธอที่ถูกเขาทับมาเป็นชั่วโมง “ไม่เท่าไร”

อาศิราจึงไม่พูดอะไรอีก หมุนรถเข้าสนามบินแล้วตรงไปยังประตูที่นัดหมายกันไว้ เห็นพนักงานจากห้องแล็บได้ไม่ยากเพราะใส่เสื้อยูนิฟอร์มที่เป็นชื่อแล็บจึงเทียบรถไป รอจนอีกฝ่ายขึ้นรถแล้วจึงวนไปยังจุดที่สามารถจอดรถได้ อาศิราเป็นคนเก็บตัวอย่างด้วยตัวเองโดยคำแนะนำของคนจากแล็บ เพราะวิธีเก็บตัวอย่างนั้นไม่ยาก และให้เจ้าตัวทำเองจะได้ตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เพียงเอาสำลีพันปลายไม้เขี่ยข้างกระพุ้งแก้มราวสิบห้าวินาที ซึ่งต้องเก็บทั้งหมดสี่ชุด เรียบร้อยแล้วก็หลอกล่อศตายุเพื่อเก็บตัวอย่างของเด็กน้อยต่อ รอจนเจ้าหน้าที่เขียนข้อมูลทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงวนไปส่งที่ประตูสนามบินอีกครั้งแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน ตอนนั้นเองที่ได้ข้อความจากนิธาน พอรู้ว่าเพื่อนส่งข่าวเรื่องอะไรก็หันมาบอกดารัณ

“ฉัตรไม่ยอมให้เก็บตัวอย่าง ผลจะออกช้าไปอีกนิด”

“ช้าเร็วก็ต้องออก ช้านิดก็ดี พี่ศิราจะได้มีเวลาเตรียมใจ”

อาศิราไม่แน่ใจนักว่าช้าหรือเร็วจะดีกว่ากัน เหลือบมองศตายุผ่านทางกระจกมองหลัง เห็นตีขาตัวเองขึ้นลง ตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสนอกสนใจซึ่งก็เป็นอาการปกติยามศตายุได้นั่งรถเล่น แล้วตัดสินใจไม่คิดสิ่งใดทั้งนั้นในตอนนี้ ตั้งสมาธิกับการขับรถและการคิดว่ากลับบ้านไปต้องทำงานอะไรต่อ เขาต้องพยายามสงบจิตสงบใจให้ได้ระหว่างรอผลดีเอ็นเอ… แค่รอผลออกเท่านั้นเอง

สิบโมงตรง อาศิราขับรถนั่งไฟฟ้ามาจากสำนักงาน เดินเข้าบ้านพร้อมซองสีน้ำตาล พอเห็นดารัณนั่งขีดๆ เขียนๆ อะไรสักอย่างอยู่ตรงโซฟาหน้าโทรทัศน์ก็เดินตรงไปหา วางซองสีน้ำตาลลงข้างๆ ดารัณโดยไม่พูดอะไรแล้วเดินเข้าครัวไป อาศิราทำพอร์เคตต้า (Porchetta) เพราะพ่อบอกว่าอยากกิน ซึ่งมันก็ดีสำหรับเขาเพราะการทำพอร์เคตต้าช่วยระงับความฟุ้งซ่านได้ดี เริ่มตั้งแต่ไปฟาร์มหมูที่ใช้บริการกันเป็นประจำเพื่อบอกว่าตนอยากได้หมูส่วนท้องติดเนื้อสันในนิดหน่อย โดยให้ตัดเป็นแผ่นใหญ่ยกชิ้นขนาดเกือบเท่าโต๊ะนักเรียน พอได้มาก็จับหงาย แล่ส่วนชิ้นเนื้อครึ่งหนึ่งตลอดความยาวแบบไม่ให้ขาดออกจากกัน จากนั้นตกแต่งให้ชิ้นเนื้อเรียบเสมอกันจะได้ม้วนง่าย โรยเกลือกับพริกไทยลงไป เตรียมเครื่องเทศทั้งหลายทั้งเสจ ไธม์ โรสแมรี่ เฟนเนล กระเทียม ผิวเปลือกเลมอน อาศิราเพิ่มเติมจากสูตรดั้งเดิมด้วยการใส่ใบโหระพาไปด้วย สับของเหล่านั้นจนละเอียดนำลงผัดในน้ำมันมะกอกจนหอมเสร็จแล้วนำมาทาบนหมูที่เตรียมไว้ให้ทั่ว ม้วนส่วนเนื้อหมูเป็นก้อนกลมโดยให้ส่วนหนังหมูอยู่ด้านนอก ใช้เชือกผูกตลอดความยาวของชิ้นหมูโดยแบ่งช่วงเชือกราวสองเซนติเมตร นำไปซูส์วีด์นับเวลาจนถึงตอนนี้ก็ราวๆ สามสิบหกชั่วโมง

อาศิราสั่งงานเด็กไว้แล้วรีบกลับบ้านมาเพื่อเอาชิ้นหมูออกจากหม้อซูส์วีด์ ซับส่วนหนังให้แห้ง พอกเกลือทิ้งไว้ ผละไปทำซอสบัลซามิก ไม่ลืมทำซอสน้ำส้มพริกดองแบบไทยด้วย เตรียมผักเครื่องเคียงลงถาดสำหรับอบเรียบร้อยแล้วก็กลับมาดูชิ้นหมูอีกที ขูดเกลือส่วนเกินออกจากหนัง ใช้มีดปลายแหลมจิ้มหนังจนทั่วนำไปวางในถาดเดียวกับผัก อบไฟอ่อน ตั้งเวลาไว้ที่สองชั่วโมงกะว่าเขากลับมาอีกทีช่วงใกล้เที่ยงพอร์เคตต้าก็พร้อมลงจาน หันมาอีกทีก็เห็นพ่ออุ้มศตายุยืนอยู่ หน้าตาจริงจังดูออกว่ามีเรื่องแน่ รีบเอ่ยถาม “อะไรเหรอพ่อ”

“ไอ้มีโทรมา”

อาศิราถามต่ออย่างรวดเร็ว “มีข่าวรันไหมพ่อ”

ศีลพยักหน้า แต่ก่อนจะเล่าก็หันไปตะโกนเรียกอีกคนเสียก่อน “รัณ! มานี่มา”

ดารัณหันไปทางศีล พอรู้ว่าทางนั้นอยากให้ไปรวมกลุ่มกันจึงวางงานลง หันไปเห็นซองสีน้ำตาลของอาศิราก็คว้าติดมือมาด้วยกะไปถามว่ามันคืออะไร พอดารัณไปรวมกลุ่มเรียบร้อยศีลก็เล่ายาว

“ไอ้มีโทรมาขอโทษ มันโกหกพ่อ รันไม่ได้เป็นผู้หญิงที่ถูกซ้อมหรอก เป็นเพื่อนกับหลานไอ้มี ทะเลาะกันแล้วเผลอตีหัวกัน ไอ้มีกลัวหลานติดคุกเลยอยากช่วย ตอนแรกมันคิดว่าตายเลยกะเอามาฝังแถวบ้านเก่า พอไม่ตายแถมรันความจำเสื่อมเลยเอามาฝากเรา”

“แล้วลุงมีมาพารันกลับไปโดยไม่บอกเราเหรอพ่อ” อาศิราถามอย่างข้องใจ ศีลรีบส่ายหน้าแล้วบอก “คนที่มาพาไปคือนา น้องไอ้มีมัน ไอ้มีเองก็เพิ่งรู้”

“แล้วรันเป็นไงพ่อ ทางนั้นบอกพ่อไหม” ดารัณถามอย่างเป็นห่วงคนที่เคยอยู่ด้วยกัน โล่งใจเมื่อได้ยินคำตอบ

“รันโอเค จำทุกอย่างได้แล้ว กลับไปอยู่กับสามีเขา ไอ้มีว่าให้เบอร์เราไปแล้ว เดี๋ยวคงโทรมา ถ้าโทรมาพ่อว่าจะชวนให้มาหานะ คิดถึงเหมือนกัน”

“สรุปทุกอย่างโอเคแล้วนะพ่อ” อาศิราเอ่ยถามเพื่อความมั่นใจ ศีลเองก็พยักหน้าแต่สีหน้าไม่ดีนัก “ตอนนี้เคลียร์กันแล้ว ไอ้มีอยากมากราบขอโทษพ่อด้วยตัวเอง แต่มันขอรักษาตัวก่อน ตอนนี้พักฟื้นอยู่แพร่”

อาศิราหน้านิ่ว “ลุงมีเป็นอะไร”

“โดนยิงท้อง หนักเลยแหละ เห็นว่ายังเดินไม่ค่อยได้… พ่อว่าจะไปหามันเอง”

“เดี๋ยวลูกพาไป… รอผลแล็บออกก่อนนะพ่อ”

ศีลเข้าใจลูก คิดเหมือนกันว่าอยากให้ลูกยุ่งเป็นเรื่องๆ ไปมากกว่า พอดารัณเห็นว่าเรื่องของศีลจบแล้ว จึงชูซองสีน้ำตาลขึ้น เอ่ยถามอาศิรา

“อันนี้อะไร”

“ของรัณ อยากรู้ก็เปิดดูสิ”

ดารัณเปิดออกดู แล้วจึงเห็นว่าเป็นเงินปึกหนึ่ง เริ่มเดาออกว่าเป็นค่าแรงตัวเอง ชัดเจนขึ้นเมื่ออาศิราบอก

“ใช้เรตสามสิบห้า”

สามสิบห้าบาทต่อหนึ่งยูโร… ดารัณนับเงินเลยตรงนั้น พอเห็นว่าเขายังไม่ได้หักค่าอาหารที่ตกลงกันไว้จึงหักออกแล้วยื่นส่งไปให้ อาศิราหัวเราะหึก่อนรับมา แล้วต้องเลิกคิ้วเมื่อดารัณยื่นเงินทั้งหมดไปทางพ่อตน

“เห็นว่าพ่อมีให้ทุนการศึกษาเด็ก รัณสมทบ”

นั่นทำให้อาศิรายื่นเงินส่วนที่ตนรับมาไปให้พ่อตนด้วย ซึ่งศีลก็รับมาด้วยความยินดี บอกกล่าว

“ดีเลย มีโรงเรียนอยากได้อุปกรณ์กีฬาอยู่พอดี ขอบใจทั้งคู่เลย”

ดารัณตอบรับแล้วแยกตัวกลับไปนั่งทำงานที่เดิม ศีลเก็บเงินแล้วก็หันไปมองตู้อบอย่างสนอกสนใจ เอ่ยถามพ่อครัวด้วยท่าทางไม่ค่อยชอบใจ “รอบนี้อบเหรอ”

อาศิราเลยทำหน้ากึ่งขำกึ่งอ่อนใจใส่พ่อ รับศตายุมาเข้าสะเอวตัวเอง บอกไป “อบเถอะพ่อ ทอดมันอร่อยกว่าจริงแต่อบมันดีกับพุงพ่อมากกว่านะ”

ศีลพยักหน้าด้วยท่าทางจำยอม เอ่ยถาม “ขนมปังเรายังเหลือไหม”

แค่พอถามก็รู้ว่าจะทำอะไร พ่อคงกะเอาขนมปังชุบน้ำส่วนเกินที่ไหลออกจากหมูแล้วปิ้งกินสินะ อาศิราชี้ไปที่ตู้เย็น “แป้งพร้อม พ่ออบได้เลย ลูกจะกลับไปทำงานต่อ ถ้าพ่อเห็นว่าหนังมันพองก่อนลูกกลับมาก็ปิดเตาได้เลย”

หลังพ่อตอบรับอาศิราก็เดินออกจากครัว ไปหยุดยืนมองดารัณก็เห็นว่ายังขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษง่วน มองอยู่พักก็พอรู้ว่าคงออกแบบบางอย่างซึ่งไม่น่าใช่เสื้อผ้า อาศิราเดินเข้าไปใกล้อีกเพราะรู้สึกอยากทำบางอย่างและไม่มีเหตุผลให้เขาไม่ทำมัน ยกมือวางลงบนศีรษะของดารัณ พออีกฝ่ายหันมองก็ส่งยิ้มไปให้ แค่นั้นแล้วเดินจากไป…

ส่วนดารัณก็… ตาค้าง ได้แต่มองตามอาศิราที่เดินออกไปโดยมีศตายุเกาะหนึบด้วยสายตางุนงง แต่รู้ว่าหัวใจตัวเองเต้นแรง

นี่เขาจะมาอ่อยเธอโดยไม่มีการเกริ่นนำไม่มีบทจบไม่มีหัวไม่มีท้ายแบบนี้ไม่ได้นะ บ้าจริง!

 

เมื่อเวลามื้อกลางวันมาถึง อาศิราพาปณิธิพร้อมเด็กในทีมมาด้วยกันทั้งหมด เพราะพอร์เคตต้าที่ทำนั้น เขานับแล้วว่าจะตัดได้ทั้งหมดสิบสองชิ้น พ่อ เขา ดารัณ ทีมเขาอีกห้าคน เผื่อสมหวังกับผิวแล้วก็ยังเหลือเผื่อใครจะเบิ้ลอีกสองชิ้น และข้อดีที่มีคนมาเยอะคือมีคนช่วยเตรียมจานเตรียมของเยอะทีเดียว คนข้างนอกมองเข้ามาอาจจะดูว่าโกลาหล แต่สำหรับคนข้างในแล้วมันโกลาหลกว่าที่เห็น เสียงขอนั่นเรียกนี่ดังเป็นระยะ อาศิราไม่สนใจ ให้ปณิธิกับดารัณจัดการเพราะเขาต้องเป็นคนหั่นพอร์เคตต้าเอง

เสียงโทรศัพท์บ้านที่ดังขึ้นทำให้อาศิราหันไปหาคนที่ช่วยอุ้มศตายุอยู่วงนอกสุด เท่ากับใกล้โทรศัพท์ที่สุดด้วย “รับโทรศัพท์ให้ที”

อีกฝ่ายทำตามอย่างรวดเร็ว สักพักก็เดินกลับมาบอก “ขอสายพี่ศิราค่ะ”

อาศิรานิ่วหน้า ปกติไม่ค่อยมีคนโทรหาเขาผ่านทางโทรศัพท์บ้านมากนัก “ถามไหมว่าจากไหน”

“เห็นว่าชื่อมิรันตาค่ะ”

อาศิรานิ่งอึ้ง หันไปสบตากับดารัณ เห็นอีกฝ่ายโยนถาดผักทิ้งลงโต๊ะแล้ววิ่งฉิวออกไปจึงรีบเรียกแล้ววิ่งตาม ตกใจไม่น้อยตอนดารัณสะดุดขาตัวเองถลาลงไปกับพื้น แต่มือกลับคว้าโทรศัพท์ไว้ได้ เรียกชื่อเจ้าหล่อนอย่างสับสนไม่รู้จะดุก่อนดีหรือจะขำก่อนดี “รัณ!”

ดารัณไม่สนเสียงเรียกนั้น กรอกเสียงลงโทรศัพท์อย่างตื่นเต้น “รันเหรอ!”

“ใช่ รันเอง”

ได้ยินปลายสายตอบมาแล้ว ดารัณก็หันมาปัดป้องมืออาศิราที่พยายามเอื้อมมาแย่งโทรศัพท์ “หยุดนะพี่ศิรา รัณจะคุยกับรันก่อน”

อาศิราถอนใจ บอกข้อเท็จจริงออกไป “เด็กไปบอกว่ารันขอสายพี่ศิรา เราชื่อศิราเหรอ”

ดารัณจ้องนิ่งกับอาศิราอยู่พัก ที่สุดก็หน้าบึ้ง ค่อยๆ ยื่นส่งโทรศัพท์ไปให้ อาศิรารับมาแล้วทักทายปลายสาย

“ว่าไงรัน ทุกอย่างเรียบร้อยไหม”

“เรียบร้อยดีค่ะ”

“ลุงมีโทรมาขอโทษพ่อ เล่าทุกอย่างให้ฟังหมด ตอนนี้รันโอเคใช่ไหม”

“รันสบายดีมีความสุขดีมากๆ ค่ะ รันได้เบอร์โทรที่บ้านพี่ศิราจากลุงบารมี เลยโทรมาส่งข่าว”

“ดีใจที่ได้รู้แบบนั้น” และอาศิราก็คิดว่าเขาเองมีบางอย่างติดค้างกับมิรันตา จึงพูดไป “ขอโทษที่โกหกหลายเรื่อง”

“ไม่ต้องขอโทษค่ะ รันเข้าใจ… รันอยากไปหาพี่ศิราได้ไหมคะ คิดถึงหนุ่มน้อยของรันด้วย”

อาศิรายิ้มได้ แม้ใจจะสลดลงเมื่อนึกได้ว่าหนุ่มน้อยของมิรันตาอาจไม่ใช่หนุ่มน้อยของเขาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่มิรันตาต้องรู้ให้ไม่สบายใจ “มาเมื่อไรก็ได้ ยินดีต้อนรับ”

“รันไม่ได้ไปคนเดียวนะคะ”

ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหา “กับใครก็ได้ กี่คนก็มาเถอะ”

“แล้วก็… มีเรื่องรบกวนด้วยค่ะ”

อาศิรานิ่งไปครู่ ไม่แน่ใจว่าอีกฝั่งมีเรื่องอะไร ไม่แน่ใจว่าตนจะทำให้ได้ไหม กระทั่งมิรันตาบอกมา

“รันจะไปกับพี่รุต สามีรันน่ะค่ะ แล้ว… จริงๆ แล้วรันค่อนข้างกลัวการเป็นแม่ แล้วก็คิดว่าพี่รุตเองก็กลัวการเป็นพ่อ ถ้าตอนไปที่นั่นรันอยากขอยืมสิงห์มาเลี้ยงสักสองสามชั่วโมง อยากมั่นใจว่ารันกับพี่รุตเป็นพ่อแม่ได้จริงๆ พี่ศิราโอเคไหมคะ”

บางอย่างในน้ำเสียงทำให้อาศิราจับได้ว่ามิรันตากำลังวางแผนจะมีลูก ซึ่งถ้าเจ้าหล่อนไม่มั่นใจก็คงทำให้แผนนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ จากสามเดือนที่มิรันตาช่วยดูแลศตายุ เขาค่อนข้างแน่ใจว่าเจ้าหล่อนเป็นแม่คนได้ ที่เหลือก็แค่เสริมสร้างความเชื่อมั่น ดังนั้นอาศิราจึงตอบรับอย่างหนักแน่น “ยินดีมาก จะมาเมื่อไรส่งข่าวเลย”

Don`t copy text!