Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 22 : การตัดสินใจของพ่อ

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 22 : การตัดสินใจของพ่อ

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 22 –

ไม่ใช่จริงๆ… ศตายุไม่ใช่ลูกเขาจริงๆ อาศิราคิดว่าตัวเองทำใจไว้แล้ว คงไม่เจ็บปวดกับผลตรวจดีเอ็นเอแล้วไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทว่าพอได้เปิดอีเมลอ่านผลจริงๆ กลับเพิ่งรู้ว่าหัวใจที่แหลกสลายไปแล้วของเขาแท้จริงนั้นยังถูกประคับประคองไว้ด้วยตาข่ายแห่งความหวัง เมื่อตาข่ายนั้นพังลงใจของเขาก็ป่นปี้ยับเยิน

อาศิราปิดหน้าจอมือถือของตัวเอง หันมองศตายุที่นั่งอยู่ในมุมของเล่น หยิบชั้นนั้นชิ้นนี้มาดู บีบบ้าง โยนบ้าง กัดบ้าง สุดท้ายก็คว้าตุ๊กตาไดโนเสาร์แล้วพลิกตัวคลานมายังเขาที่นั่งอยู่ขอบเตียง พอถึงก็เกาะเขาแล้วลุกยืน ยื่นตุ๊กตาไดโนเสาร์ส่งให้ อาศิรารับมาแล้วถือนิ่งไว้อย่างนั้นคล้ายกับสมองเขาลืมไปหมดแล้วว่าปกติควรทำอย่างไร ความว่างเปล่าในหัวทำให้ได้แต่จ้องมองศตายุ เห็นเด็กน้อยย่อตัวขึ้นลงอย่างจะเร่งเร้าแล้วอาศิราก็ยังนิ่ง กระทั่งมือเล็กเลื่อนหลุดจากการเกาะขาเขา คนที่ยังยืนด้วยตัวเองไม่แข็งดีจึงหงายหลังกระแทกพื้น นั่นเองอาศิราจึงรู้สึกตัว โยนไดโนเสาร์ไปอีกทางแล้วรีบคว้าศตายุที่กำลังหน้าเบ้มาอุ้ม หลับตาแน่นตอนศตายุส่งเสียงร้องไห้จ้า มือใหญ่ลูบหัวด้านหลังที่กระแทกพื้น กอดร่างเล็กแน่นพาเดินไปเดินมาเพื่อปลอบใจ เกือบพูดออกไปว่าพ่อขอโทษทว่านึกได้ก่อน… ไม่ใช่อีกแล้ว เขาไม่ใช่พ่อศตายุ

อาศิราจูบขมับศตายุหนักๆ รอกระทั่งเด็กน้อยร้องไห้เบาลงจนเหลือแค่การสะอื้นเบาๆ แล้ว จึงพาเดินออกจากห้อง ตั้งใจจะเดินไปยังระเบียงทว่ากลับชะงัก ตัดสินใจเดินไปยังห้องของดารัณก่อน เคาะประตูแผ่วเบาอยู่สองสามที ยืนนิ่งรอ พอทุกอย่างนิ่งสนิทพาให้คิดว่าดารัณคงนอนแล้ว จึงเดินไปยังระเบียงตามเดิม

ส่วนดารัณนั้นที่เปิดประตูช้าเพราะเพิ่งออกจากห้องน้ำกำลังใส่ชุดนอนอยู่ พอออกมาเปิดก็พบเพียงความว่างเปล่า หันไปทางมุมเครื่องดนตรีไม่เห็นมีใคร มองไปยังห้องของอาศิราเห็นประตูเปิดอยู่ก็นิ่วหน้าอย่างสงสัย คิดว่าอาจจะอยู่ห้องศีลจึงเดินออกไป ก่อนที่จะยกมือเคาะประตูห้องศีลกลับเห็นก่อนว่าอาศิราอยู่ที่ระเบียงจึงเดินออกไป เอ่ยถาม “เคาะห้องรัณเหรอ”

อาศิราหันมอง พยักหน้าแทนคำตอบรับ มองหน้าดารัณอยู่ครู่ก็บอกเสียงเบา “ผลตรวจมาแล้ว”

แค่เห็นหน้าเขาดารัณก็รู้… “ไม่ใช่ใช่ไหม”

อาศิราพยักหน้ารับ กอดศตายุแน่นขึ้น อุ่นใจขึ้นตอนได้ยินคำถามเดิมๆ ที่ดารัณถามอยู่เสมอ

“เป็นไง”

ทว่าครั้งนี้เขาตอบไม่ได้ อาศิราทำได้เพียงส่ายหน้า ปล่อยลมหายใจยาวเหยียด เอ่ยสารภาพ “พี่เคยคิดว่าพอผลออกแล้วคงนึกอะไรออก ตัดสินใจอะไรง่ายขึ้น แต่มัน…”

เขานึกอะไรไม่ออก ตัดสินใจอะไรไม่ได้ ซึ่งสำหรับเธอแล้วมันไม่แปลกเลย “ไม่ต้องรีบ พี่ศิรารักสิงห์มาแปดเดือน เวลาไม่ใช่น้อยๆ จะคิดอะไรออกปุบปับก็แปลกแล้ว”

“รัณ… บอกพี่ที พี่โง่หรือเปล่าที่ไม่อยากคืนสิงห์ให้แม่เขา”

ดารัณเห็นน้ำในตาเขาส่องแสงแวววาวภายใต้แสงสลัว พลอยใจหายไปด้วยกับความรู้สึกทึมเทาของเขา ส่ายหน้าไปมาก่อนบอก “ไม่ เรื่องนี้พี่ศิราไม่ได้โง่ เพราะรัณก็ไม่อยากให้สิงห์ไปอยู่กับพี่ฉัตรเหมือนกัน รัณไม่คิดว่าตัวเองโง่”

“แล้วถ้า… พี่เลี้ยงสิงห์ต่อล่ะ”

“ก็… เป็นคนดีมากกกกก”

“ข้ามเส้นจากดีไปโง่แล้วใช่ไหม”

ดารัณส่ายหน้าอีก “ไม่ ถ้าพี่ศิราเลี้ยงสิงห์ต่อ มันเท่ากับพี่ศิราให้ชีวิตที่ดีกับเด็กคนหนึ่ง แล้วสิงห์ก็ไม่ได้ผิดอะไร ไม่ใช่สิงห์ที่ตั้งใจหลอกพี่ศิรา ถ้าพี่ศิราจะเลี้ยงสิงห์ต่อรัณก็ไม่คิดว่าพี่ศิราโง่”

“แล้วรัณจะเห็นด้วยไหม”

หืมมม… “ไม่เห็นต้องถามรัณนี่”

อาศิราทำเหมือนไม่ได้ยินประโยคนั้น เอ่ยถามย้ำประโยคเดิม “รัณจะเห็นด้วยไหม”

แล้วพอดารัณไม่ตอบเสียที อาศิราก็ขยายความไปอีก “ถ้ารัณยังอยู่บ้านหลังนี้ รัณเห็นด้วยไหม ถ้าสิงห์อยู่กับเราต่อ รัณจะช่วยพี่เลี้ยงสิงห์ไหม จะเอ็นดูสิงห์เหมือนเดิมไหม”

“ไม่” ดารัณตอบได้ทันที “เอ็นดูก็คงเอ็นดูอยู่ เด็กวัยนี้มันน่าเอ็นดูอยู่แล้ว แต่ไม่เหมือนเดิมหรอก”

“โดยเฉพาะสิงห์เป็นลูกฉัตรใช่ไหม”

ดารัณไม่ตอบ อาศิราเองก็รู้ดีอยู่แล้ว พอเห็นเขาจูบหน้าผากศตายุนิ่งนานแล้วก็ให้สะเทือนใจ การตัดใจจากศตายุคงเป็นเรื่องยากอาจจะยากสุดในชีวิตของอาศิรา หญิงสาวถอนใจก่อนบอกไป “พี่ศิรา ถ้าพี่ศิราจะเลี้ยงสิงห์ต่อ รัณเชื่อว่าพ่อก็คงตามใจ รัณเองก็… ไม่ได้ว่าอะไร ช่วงที่ยังอยู่บ้านนี้ก็จะช่วยเลี้ยง ยังเอ็นดูสิงห์เหมือนเดิมนั่นแหละ”

“แต่มันไม่แฟร์ใช่ไหม ที่ผ่านมาครอบครัวพี่ก็ต้องมาเดือดร้อนเพราะพี่พาฉัตรเข้ามา ตอนนี้ฉัตรออกไปแล้ว ก็ยังต้องมาเดือดร้อนเพราะพี่ยอมให้ลูกของฉัตรอยู่ต่อ”

“เด็กไม่ผิดอะไร”

“แต่พี่จะไม่ยอมให้ฉัตรหัวเราะเยาะเรา ถ้าพี่เลี้ยงสิงห์ ฉัตรจะหัวเราะเยาะพี่ หัวเราะเยาะพ่อ… บางทีอาจจะหัวเราะเยาะรัณด้วย”

ดารัณมองหน้าอาศิรา รู้เลยว่าฟิลเตอร์ทุกคนเป็นคนดีของเขาหมองลง มีเงามืดปกคลุมในตัวเขามากขึ้น

“พี่ก็อยากคิดเหมือนที่พี่เคยคิด ที่ผ่านมาพี่เคยคิดว่าทำไมพี่ต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนแย่ลงเพราะคนแย่ๆ ทำไมพี่ต้องร้ายกับคนอื่นๆ แค่เพราะมีคนไม่ดีมาทำร้ายพี่ ทำไมพี่ต้องใจร้ายกับทุกคนเพราะโดนคนอื่นทำร้าย”

พอเขาจะเปลี่ยนดารัณก็กลับใจหาย… “พี่ศิราทำเหมือนเดิมก็ได้ ยังดีกับทุกคนได้เหมือนเดิม ยังเชื่อใจทุกคนได้เหมือนเดิม”

“ไม่ จะไม่เหมือนเดิมหรอก ที่ผ่านมาพี่ไม่เปลี่ยนก็จริงแต่พี่ก็ยอมให้คนที่เคยทำร้ายพี่กลับมาทำร้ายพี่ซ้ำๆ ต่อไปพี่จะเปลี่ยน ถ้าใครเคยทำไม่ดีกับพี่พี่จะไม่ยอมให้เขากลับมาทำได้อีก”

ถ้าแบบนั้นเขาก็จะยังเป็นเขา ไม่ได้สูญเสียตัวตน ไม่ได้สูญเสียความดีในตัวเองไป แค่เจ็บแล้วจำมากขึ้น ดารัณส่งยิ้มให้อาศิรา บอกไปเสียงเบา “เห็นด้วย”

“พี่จะไม่ยอมให้ฉัตรทำร้ายเราอีก ถ้าพี่เลี้ยงสิงห์ต่อ วันนี้เขาอาจไม่ได้หัวเราะเยาะเรา แต่วันหนึ่งข้างหน้าเขากลับมาวุ่นวายแน่ วันหนึ่งเขาจะกลับมาทวงความเป็นแม่ วันหนึ่งถ้าสิงห์ได้ดีเขาจะกลับมาทำร้ายเราและคงทำร้ายสิงห์ด้วย”

“ถ้าพี่ศิราเป็นคนเลี้ยง สิงห์ต้องได้ดี ได้ดีมากด้วย”

อาศิรายิ้มได้เมื่อดารัณแสดงความเชื่อมั่นแบบนั้น แต่นั่นก็ยิ่งทำให้หนักใจ “แบบนั้นฉัตรยิ่งกลับมาแน่… พี่ไม่ควรยอม”

“แต่ก็ไม่อยากคืนสิงห์ให้แม่เขา… ถ้างั้นพี่ศิราจะทำยังไงล่ะ”

อาศิรานิ่งงัน ก้มลงมองศตายุที่ตาปรือแล้ว จูบข้างขมับเด็กน้อยอีกที บอกกับดารัณเสียงอ่อน “พี่ก็ยังไม่รู้… ยังคิดอะไรไม่ออกอยู่ดี”

“ไม่เห็นต้องรีบ มันเป็นชีวิตของคนคนหนึ่งเลยนะ ชีวิตสิงห์จะเป็นยังไงขึ้นอยู่กับพี่ศิราแล้ว รัณอยากให้พี่ศิราคิดให้รอบคอบ”

อาศิราพยักหน้า มองลึกลงไปในแววตาของดารัณ ส่งยิ้มให้แล้วบอกแผ่วเบา “ขอบคุณมากนะ”

ดารัณไม่อาจตอบอะไร รวมถึงไม่อาจละสายตาจากอาศิราได้ด้วย สายลมแผ่วผิวที่โบกโบยมาพร้อมกลิ่นหอมอวลของดอกไม้ พอรวมเข้ากับความเงียบงันแล้วคงส่งผลให้ในตัวเธออุ่นขึ้น ดารัณยังยืนนิ่งอย่างเดิม มองหน้าเขาอย่างเดิมตอนเขาขยับมาใกล้ ยกมือหนึ่งขึ้นประคองใบหน้าเธอ นิ้วโป้งเขาแตะแก้มเธอแผ่วเบา บอกไม่ถูกเลยว่าดวงตาของเขากับดวงดาวเบื้องหลัง อะไรทำให้เธอตาพร่าได้มากกว่ากัน

“พี่ดีใจที่รัณอยู่ตรงนี้”

ดารัณส่งยิ้มให้เขา ก่อนเบือนหน้าหลบเมื่อนิ้วโป้งเขาเลื่อนมาแตะปากเธอ ส่งยิ้มไปแทนคำขอบคุณอีกทีที่เขาลดมือลงเมื่อรู้ว่าเธอเริ่มอึดอัดใจ เธอไม่ได้อึดอัดเพราะสัมผัสของเขา แต่อึดอัดเพราะ… เป็นเธอเองที่อยากได้มากกว่านั้น เธออยากกอดเขา จูบเขา แต่แน่นอนว่าไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับว่าเธอเป็นผู้หญิงแต่เป็นเพราะสถานะของเธอตอนนี้ต่างหาก หรือต่อให้อาศิราบอกรักเธอตอนนี้ดารัณก็ไม่เชื่ออยู่ดี เขายังอ่อนแอและอ่อนไหวเกินไป สับสนเกินไป

ดารัณส่งยิ้มให้เขาอีกครั้ง ก่อนบอก “หลับไปแล้ว”

อาศิราก้มดูศตายุ ยังไม่ทันคิดอะไรก็ได้ยินดารัณพูดอีก

“ไปนอนก่อนนะ”

อาศิราพยักหน้า อยากบอกให้หลับฝันดีแต่ไม่อาจพูดได้ ไม่อยากทำให้ดารัณรู้สึกไม่ดีมากไปกว่านี้ ได้แต่ยืนมองหญิงสาวหันหลังเดินเข้าบ้านไป ส่วนอาศิราก็หันหน้าออกนอกระเบียง เหม่อมองไปยังฟากฟ้าไกลอีกครั้ง

มันไม่ยุติธรรมเลยที่เขาอ่อนแอจนไม่ยอมห้ามใจตัวเอง ไม่ยุติธรรมเลยที่ใจเขาต้องการสัมผัสดารัณเพื่อให้รู้ว่ามีดารัณอยู่ด้วยจริงๆ เป็นดารัณจริงๆ ที่มีเลือดเนื้อไม่ใช่เพียงความฝันที่ตื่นมาแล้วจะหายไป

ไม่ยุติธรรมเลยที่เขาเปรียบเทียบแล้วรู้ว่าไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับปริยฉัตร

ไม่ยุติธรรมเลยที่เขามาหลงรักดารัณเอาตอนนี้

อาศิราก้มลงจูบศตายุอีกครั้ง ตัดสินใจเดินกลับเข้าห้อง เดินวนไปมาอีกพักแล้วค่อยวางศตายุลงบนเตียง ทำเหมือนเดิมที่เคยทำคือห่มผ้าให้ จูบหน้าผากแผ่วเบาก่อนจะเดินกลับห้องตัวเอง คิดว่าจะทำงานต่ออีกสักเล็กน้อยแต่ไม่อยากจริงจังเกินไปจึงไม่เดินไปห้องทำงาน แต่ใช้แล็ปท็อปทำงานบนเตียงแทน เช็กอีเมลเห็นว่ามีงานใหม่เข้ามาสองงาน และเห็นอีเมลจากเอ็ดดี้ด้วย เลือกเปิดเมลของเอ็ดดี้ก่อน พออ่านใจความแล้วก็ยิ้มได้

‘อย่าว่ากันนะ ฉันไม่ได้เมลมาเพราะคิดถึงคุณ แต่คิดถึงสิงห์น้อยของฉัน ถ้าสะดวกคุณส่งรูปหรือคลิปของหนุ่มน้อยมาให้ฉัน ฉันจะขอบคุณมากเลย สักสองสามวันครั้งก็ได้

วันละครั้งก็ดีนะ

รัก

เอ็ดและแลมบ์’

อาศิราส่ายหน้าให้กับความหลงศตายุของเอ็ดดี้ หยิบมือถือแล้วลุกเดินไปถ่ายรูปศตายุที่กำลังหลับปุ๋ยไปให้เอ็ดดี้ เขายังเดินกลับไม่ถึงเตียงเอ็ดดี้ก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

‘น่ารักกกกกก พ่อเทวดาตัวน้อยของฉัน แลมบ์กับฉันกำลังจะรับอุปการะเด็ก ฉันกับแลมบ์อยากมีลูกกันมากหลังได้เล่นกับสิงห์ ปัญหาคือฉันจะหาเด็กคนไหนน่ารักเท่าลูกคุณได้ไหมศิรา’

อาศิราอ่านเมลนั้นซ้ำไปซ้ำมาโดยเฉพาะตรงประโยคที่บอกว่าเอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตกำลังหาเด็กเพื่อรับเป็นลูก เอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงมาหกปีแล้ว ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ด้วยกันตั้งแต่รายการจบลงใหม่ๆ เอ็ดดี้เปิดกิจการร้านอาหาร แลมเบิร์ตเป็นทนายความ หน้าที่การงานฐานะมั่นคง ที่สำคัญที่สุดคือทั้งคู่มาเมืองไทยทุกปี มาหาเขาทุกปี เขาจะได้เจอศตายุทุกปี… อาศิราตัดสินใจอีเมลกลับไปถาม

‘วิดีโอคอลล์ได้ไหม’

ครู่เดียวเอ็ดดี้ก็วิดีโอคอลล์มา โชคดีมากที่แลมเบิร์ตอยู่ด้วย แต่หลังจากโบกมือทักทายเขาแล้วแลมเบิร์ตก็หายออกไปจากกล้อง อาศิราไม่พูดพร่ำทำเพลง เอ่ยถามทันที “ผมถามคุณตรงๆ คุณสามารถตอบผมตรงๆ ได้เหมือนกัน… คุณอยากรับอุปการะสิงห์ไหม”

เอ็ดดี้ทำหน้างงไปชั่วครู่ ก่อนอ้าปากกว้าง ตามด้วยการยกมือปิดปากอย่างเซอร์ไพรส์ มีความดีใจเกิดขึ้นก่อนตามด้วยความสงสัย และตกใจ… “ศิรา… มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับคุณหรือเปล่า”

อาศิราพยักหน้า บอกไป “ผมจะส่งเอกสารตัวหนึ่งให้คุณดู”

บอกแล้วอาศิราก็ส่งผลตรวจดีเอ็นเอไปให้ รอจนเอ็ดดี้ได้อ่าน เห็นดวงตาเบิกกว้างและการตะโกนเรียกแลมเบิร์ตอย่างอึกทึกแล้วอาศิราก็เงียบรอ กระทั่งแลมเบิร์ตมาอยู่ในกล้อง ได้ยินเสียงเอ็ดดี้เล่าคำถามของเขากับเอกสารที่เพิ่งส่งไปให้ให้แลมเบิร์ตฟัง ที่สุดเอ็ดดี้ก็หันมาถามเขาอีกครั้ง

“นี่มัน… เกิดอะไรขึ้น”

“แม่สิงห์เป็นคนบอกให้ผมรู้ว่าสิงห์ไม่ใช่ลูกผม ผมเลยตรวจดีเอ็นเอเพื่อความแน่ใจ ผลออกมาอย่างนั้น”

“แล้วแม่สิงห์…”

อาศิราส่ายหน้าทันที “เธอไม่เคยเลี้ยงสิงห์เลยตั้งแต่เกิด และด้วยเหตุผลส่วนตัวผมไม่อยากให้สิงห์กลับไปอยู่กับแม่ เธอก็ไม่อยากได้ลูกคืน ถึงสิงห์จะไม่ใช่ลูกแต่ผมก็ยังรักสิงห์อยู่… ผมอยากเห็นสิงห์มีอนาคตที่ดี”

เอ็ดดี้ยกมือกดตรงหน้าอก น้ำตาเริ่มเอ่อคลอก่อนไหลริน หันไปพูดกับแลมเบิร์ต “ถ้าฉันไม่ได้เด็กคนนี้ฉันจะไม่รับเลี้ยงเด็กคนไหนอีก”

แลมเบิร์ตโอบกอดเอ็ดดี้ที่เริ่มร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ จูบหน้าผากหนักๆ ก่อนเป็นฝ่ายหันมาพูดกับอาศิรา “ผมต้องทำยังไงบ้าง”

“ขอผมรวบรวมข้อมูลก่อน แล้วจะติดต่อไป”

เอ็ดดี้พูดทันที “เร็วที่สุดเลยได้ไหม ได้โปรด”

อาศิราพยักหน้า ตอบรับหนักแน่น “ผมสัญญา”

ดังนั้นหลังจากวางสาย อาศิราจึงตัดสินใจส่งข้อความหานิธานทันทีแทนการติดต่อในวันพรุ่งนี้อย่างที่ตั้งใจไว้ ‘หลับหรือยัง กูอยากคุย’

นิธานโทรกลับมาแทบจะทันที ถามทันทีเช่นกัน “ผลมาแล้วเหรอ”

“ใช่ สิงห์ไม่ใช่ลูกกูจริงๆ”

“เออ… ได้ผลมาแล้วแล้วคิดออกหรือยังว่าจะทำยังไงต่อ”

“กูอยากยกสิงห์ให้เพื่อนที่อเมริกา เป็นคนดี ฐานะหน้าที่การงานดี บริษัทมึงมีข้อมูลไหม”

“มีอยู่แล้ว เคยทำเคสแบบนี้อยู่ จำได้ว่าป้าเด็กไปแต่งงานกับฝรั่ง แล้วกลับมารับหลานเป็นลูกบุญธรรม ต้องเตรียมเอกสารบานเบอะ มีช่วงทดลองเลี้ยงอะไรด้วยนะ ไม่แน่ใจว่ะ แต่มึงไม่ต้องห่วง กูช่วยเต็มที่… จะบอกฉัตรไหม”

“ต้องบอก ไม่อยากทำลับหลัง ไม่อยากให้มีปัญหา ต้องให้ฉัตรยินยอมด้วยตัวเอง”

“กว่าจะยอมมึงเตรียมเงินไว้อีกหลายๆ ล้าน”

“ไม่จ่ายแล้ว ไม่อย่างนั้นฉัตรก็ต้องรับสิงห์คืนไป”

นิธานถึงกับอึ้ง เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “มึงยอมได้เหรอ”

“กูไม่ยอมหรอก แต่เขาไม่รู้นี่”

“โอเค งั้นเดี๋ยวกูให้ทนายช่วยหาคำขู่ มึงได้เซ็นรับรองบุตรหรือยัง”

“กูแค่ใส่ชื่อว่าเป็นพ่อในสูติบัตร”

“ไม่เหมือนกันโว้ย แต่แบบนี้ก็ง่ายดี เท่ากับมึงกับสิงห์ไม่มีอะไรผูกพันกันทางกฎหมาย ขู่ฝั่งโน้นง่ายหน่อย… กูถามอีกข้อ ถ้าฉัตรเขาเกิดอยากเลี้ยงลูก อยากได้ลูกคืนขึ้นมาล่ะ”

อาศิรานิ่งเงียบไปเป็นพักอย่างตอบไม่ถูก เพราะที่ผ่านมาเขาคิดตลอดว่าปริยฉัตรไม่ต้องการลูก แต่ถ้าเป็นอย่างที่เพื่อนสมมติ… “ถ้าเขาอยากได้จริงๆ ก็คืนเขา”

“แล้วถ้าเขาอยากได้เงินจากมึงด้วยล่ะ”

อาศิราตอบได้ทันที เขาบอกแล้วว่าจะเปลี่ยน คนเดิมๆ ที่เคยทำร้ายเขาจะกลับมาทำร้ายเขาไม่ได้อีกแล้ว “กูไม่ให้”

“เด็ด! เออออ แบบนี้กูค่อยมีกำลังใจช่วยมึงหน่อย… เฮ้ย รอแป๊บ น้องมันยังไม่นอนว่ะ เห็นออนไลน์มา”

อาศิรานิ่งรอ พักใหญ่ทีเดียวกว่านิธานจะกลับมาพูดสาย

“กูส่งรายละเอียดไปทางข้อความนะ น้องมันว่าเป็นรายการเอกสารที่ต้องเตรียมแล้วก็วิธีดำเนินการ มึงลองดู”

“เออ ขอบใจมากๆ จริงๆ ว่ะนาย เรื่องนี้กูก็คงใช้บริษัทมึงทำให้นั่นแหละ แต่ไม่ต้องลดให้นะ คิดราคามาตามปกติเลย”

“เออๆ มีอะไรมึงโทรหากูได้ตลอด”

อาศิราบอกลาเพื่อน รีบเปิดเอกสารอ่าน เท่าที่ดูฝั่งที่ต้องเตรียมเอกสารเป็นตั้งคือฝั่งผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรมนั่นก็คือเอ็ดดี้กับแลมเบิร์ต อาศิรารีบขึ้นไปนั่งบนเตียง เปิดให้แล็ปท็อปใช้งานเพื่อแปลเอกสารจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษแบบคร่าวๆ เท่าที่เขาเข้าใจ คิดว่าไม่น่ายากเพราะแลมเบิร์ตเองก็เป็นทนาย คงสามารถหาข้อมูลตรงนี้เพิ่มเติมได้ เรียบร้อยแล้วจึงส่งอีเมลไป อาศิรากลับมาอ่านทวนในสิ่งที่ฝั่งเขาต้องเตรียมอีกที ยังไม่ทันจบเอ็ดดี้ก็ตอบอีเมลกลับมา

‘ฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แลมบ์เองก็เริ่มหาข้อมูลเรื่องนี้แล้ว วันนี้เราจะลางานทำเรื่องนี้กัน’

อาศิรายิ้มได้ ยิ่งได้รู้ว่าเอ็ดดี้กระตือรือร้นกับเรื่องนี้มากเพียงใดก็ยิ่งแน่ใจว่าศตายุจะมีความสุขกับพ่อแม่ใหม่ ชายหนุ่มปิดแล็ปท็อปแล้วเอาไปวางอีกทาง รู้สึกผ่อนคลายจนง่วงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ความง่วงที่เขาไม่ได้สัมผัสมาหลายคืนแล้ว ก่อนจะหลับใหลลงไปอาศิราก็นึกขึ้นได้อีก เขาอยากบอกการตัดสินใจครั้งนี้ให้ดารัณรู้ อยากบอกอยากเล่าอยากฟังว่าดารัณจะคิดอย่างไร ความรู้สึกอยากแบ่งปันอยากให้มีส่วนร่วมนี้ไม่เคยเกิดกับปริยฉัตร ไม่เคยเลย และจากนี้ต่อไปเขาจะไม่คิดเปรียบเทียบ ไม่คิดถึงปริยฉัตรอีกแล้ว เพราะมันยิ่งตอกย้ำว่าที่ผ่านมาเขาโง่เง่าเพียงใดที่หลงงมงายไปกับการคิดว่าระหว่างเขากับปริยฉัตรคือความรัก การยึดมั่นถือมั่นว่าจะอยู่กับปริยฉัตรไปตลอดชีวิตจนตามืดบอดไม่หันมองรอบตัวว่าเกิดหายนะใดขึ้นบ้าง

จะไม่มีอาศิราคนนั้นอีกแล้ว…

ปริยฉัตรไม่คิดว่าทุกอย่างจะกลับกลายเป็นอย่างนี้ คิดแล้วก็ให้สงสัย เด็กดารัณนั่นมีดีอะไรถึงเปลี่ยนอาศิราได้ เปลี่ยนในแบบที่เธอพยายามเปลี่ยนเขามาตลอด เพียงถ้าตอนอยู่กับเธออาศิราจะเห็นแก่ตัวแบบที่ตัดสินใจเรื่องศตายุ ป่านนี้เธอคงสุขสบายไปแล้ว เธอบอกให้ขอรีสอร์ตเป็นของตัวเองก็ไม่ขอ ให้ขอที่ดินที่ติดถนนมาสักสองสามผืนก็ไม่ขอ ให้ขอเงินก้อนก็เอาแต่ถามว่าจะเอาไปทำไม โง่ที่สุด เงินมีก็ต้องใช้สิ!

แล้วดูตอนนี้สิ เขาจะยกศตายุให้คนอื่น ทั้งๆ ที่เธอแน่ใจว่าเขาต้องเลี้ยงศตายุไว้แท้ๆ เธออุตส่าห์เล็งผลเลิศไว้เรียบร้อยว่าแม้จะสูบทรัพย์สมบัติอะไรจากอาศิราไม่ได้เลย แต่ต่อไปเธอต้องสูบจากศตายุได้แน่ เธอเป็นแม่เชียวนะ ในบ้านนี้เมืองนี้ลูกก็ต้องทำอะไรเพื่อพ่อแม่ทุกอย่างอยู่แล้ว

ปริยฉัตรดึงตัวเองกลับมาจากความคิดสับสนอีกครั้งเมื่อคนที่โทรมาหาเธอพูดมาอีก ไอ้ทนายสองหน้าคนนั้น ครั้งก่อนยังเป็นทนายให้เธอ ครั้งนี้เป็นทนายให้อาศิราเฉย

“เดี๋ยวถ้าได้วันแน่นอนแล้ว เราจะนัดหมายอีกที คุณฉัตรอย่าลืมเตรียมเอกสารไว้ให้พร้อมนะครับ”

“ฉันยังไม่ได้บอกเลยนะว่าฉันยอม”

“อ้อ… ได้ครับ ถ้าคุณฉัตรไม่ยอมผมจะได้เปลี่ยนไปทำเรื่องให้คุณฉัตรรับลูกกลับไปเลี้ยง”

จะรับกลับมาได้ยังไงกัน เธอไม่ได้บอกว่าที่สามีคนใหม่เรื่องนี้ เขาไม่รู้ว่าเธอเคยมีลูกและเธอจะไม่ให้รู้เด็ดขาด ดูเหมือนไม่มีทางเลือกให้เธอเลย “จะให้ไปเมื่อไรก็นัดล่วงหน้าแล้วกัน”

หลังวางสายจากทนายความแล้ว ปริยฉัตรก็รีบโทรหาอาศิรา ถามทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย “ศิรา ทำไมเธอทำแบบนี้”

“เรื่องสิงห์ใช่ไหม ผมเลือกทางที่คิดว่าดีที่สุดกับสิงห์”

“ทำไมเธอไม่เลี้ยงสิงห์ไว้เอง เธอไม่รักไม่ผูกพันกับสิงห์เลยเหรอ”

“สิงห์ไม่ใช่ลูกผม แล้วฉัตรล่ะ รักหรือผูกพันกับสิงห์บ้างไหม”

ปริยฉัตรนิ่งอึ้ง น้ำเสียงเรียบเรื่อยของเขาไม่ทำให้รู้สึกว่าโดนด่า แต่ปริยฉัตรหน้าชาอย่างบอกไม่ถูก หาทางพาลพาโลไป “ฉัตรไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นไปได้ขนาดนี้ เธอหลงนังเด็กนั่นเกินไปหรือเปล่า เธอใจร้ายขึ้นมากรู้ตัวไหม”

“ใจร้ายเพราะผมไม่ทำตามที่ฉัตรอยากให้ทำใช่ไหม”

เป็นอีกครั้งที่ปริยฉัตรนิ่งไปไม่อาจโต้ตอบสิ่งใดได้อีก ได้แต่นิ่งฟังอาศิราพูด

“ฉัตร คนที่จะรับสิงห์ไปดูเป็นเพื่อนผม เป็นคนอเมริกา หน้าที่การงานดีฐานะมั่นคง สิงห์จะได้ไปอยู่อเมริกา เติบโตและใช้ชีวิตที่นั่น จะกลับเมืองไทยปีละครั้ง หรือถ้าฉัตรอยากไปเจอสิงห์ที่อเมริกาผมรับรองว่าจะไม่มีใครกีดกัน ผมขอร้อง ทำเพื่อสิงห์สักครั้งนะ”

ทำเพื่อสิงห์… ปริยฉัตรเบ้ปาก ถามกลับไปทันที “แล้วถ้าไม่ทำล่ะ”

“ผมนึกว่าทนายบอกคุณแล้ว ถ้าไม่ทำก็มารับลูกคืนไป”

“ได้ ฉันไปรับแล้วก็จะทิ้งไว้ข้างทางนั่นแหละ”

“ก็ดีนะ”

เดี๋ยว… ปริยฉัตรอ้าปากค้าง…

“ถ้าสิงห์ถูกทิ้งก็ต้องเข้าสถานสงเคราะห์ ก็ทำเรื่องอุปการะโดยไม่ต้องกวนฉัตร แต่แบบนั้นไม่ดีกับฉัตรนะเพราะอาจถูกดำเนินคดี”

“ศิรา!” แหวไปแล้วปริยฉัตรก็นิ่งงัน ได้ยินเสียงอีกฝั่งถอนใจยาวแล้วบอกมาอีก

“เชื่อเถอะ นี่ดีที่สุดสำหรับฉัตร ฉัตรคงไม่ได้บอกคนที่กำลังจะแต่งงานด้วยใช่ไหมล่ะว่ามีลูก”

ปริยฉัตรตาโต ถามกลับทันที “เธอรู้ได้ไงว่าฉัตรจะแต่งงาน! เธอเล่นเฟซบุ๊กแล้วเหรอ”

“ไม่สำคัญหรอก ผมพยายามทำให้เรื่องง่ายกับทุกฝ่ายแล้ว ฉัตรอย่าทำให้มันยากเลย”

ปริยฉัตรวางสายทันที ตัดสินใจได้ว่าเรื่องยกศตายุให้คนอื่นเธอจะไม่ค้าน มองในอีกแง่ยิ่งศตายุไปไกลก็ยิ่งดีเพราะยิ่งโยงกลับมาหาเธอยาก แต่กับอาศิราอย่าคิดว่าเธอจะยอมจบแค่นี้… ไม่มีทาง

 

ศีลนั่งกอดอกนิ่ง ขณะดารัณทำหน้าทึ่งใส่อาศิรา ซึ่งตอนนี้เขามองหน้าเธอแล้วถามมาทันที

“มีอะไร”

ดารัณเลยรีบส่ายหน้า หัวเราะได้เบาๆ ก่อนบอกไป “นิวศิราจริงๆ พี่ฉัตรคงช็อกไปเลย”

อาศิราไม่พูดอะไร โน้มตัวลงไปอุ้มศตายุที่มายืนเกาะขาอยู่พักใหญ่แล้วให้ขึ้นมาบนโซฟา จูบหน้าผากฟอดใหญ่แล้วหันไปทางพ่อตน “พ่อว่าฉัตรจะมีปัญหาไหม”

ศีลส่ายหน้า “พ่อว่าไม่ มองยังไงมันก็ดีกับเขา เพราะเขาไม่ได้อยากรับลูกกลับไป พ่อว่าเขายอม”

อาศิราพยักหน้า ถามไปอีก “พ่อรำคาญไหมที่ต้องมาเฝ้าลูกคุยกับฉัตร”

เพราะอาศิรากลัวว่าตัวเองจะชินกับวิธีคิดเดิมๆ จนยอมให้ปริยฉัตรสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวเขาอีก เลยอยากให้พ่ออยู่ด้วยถ้าต้องติดต่อกับปริยฉัตร ส่วนดารัณนั่น… ถือเป็นผลพลอยได้เพราะเจ้าหล่อนอยู่ด้วยพอดี

“ไม่เลย แบบนี้ดี มีอะไรจะได้ช่วยกันคิด ลูกจะได้ไม่ต้องแบกรับคนเดียว”

อาศิรายิ้มได้ เอ่ยชักชวน “งั้นเราไปกินข้าวกัน”

เพราะปริยฉัตรโทรมาตอนอาศิรากำลังจะทำอาหารกลางวัน ศีลกลัวว่าการคุยจะยืดเยื้อไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้ จึงโทรสั่งอาหารที่รีสอร์ตไว้เรียบร้อย แล้วพออาศิราบอกแบบนั้น คนที่ลุกคนแรกคือดารัณ เดินลิ่วไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ พ่อเขาเดินไปนั่งข้างๆ อาศิราที่อุ้มศตายุอยู่จึงเดินไปนั่งข้างหลัง

และอย่างเคย พอเห็นทะเลศตายุก็ส่งเสียงอ้อแอ้พลางชี้มือชี้ไม้ไปทางนั้นแทนการบอกว่าอยากไปวิ่งเล่น ทว่าอาศิราที่กำลังก้าวลงจากรถต้องยื่นข้อเสนอ “ใจเย็น กินข้าวก่อน”

ดังนั้นพอกินข้าวกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาศิราจึงตั้งใจจะทำอย่างที่รับปากกับศตายุไว้ ทว่าศีลเป็นคนอาสา

“ลูกกลับไปทำงานเถอะ พ่ออยู่กับสิงห์เอง”

เพราะเอารถมาคันเดียว ดารัณที่เห็นอาศิราละล้าละลังจึงอาสา “เดี๋ยวรัณไปส่งพี่ศิรา แล้วจะกลับมารับพ่อ”

อาศิราจึงไม่มีปัญหาก้าวขึ้นรถที่ดารัณก็ยังครองตำแหน่งคนขับอยู่ดี ออกมาได้สักพักจึงเอ่ยถาม “ได้ยินฉัตรพูดไหม”

ดารัณย้อนอย่างงงๆ “ก็ต้องได้ยินสิ คุณเปิดลำโพงนี่”

“ฉัตรว่าพี่หลงรัณ”

เธอได้ยิน ขอบคุณด้วยที่ตอนนั้นเขาไม่พูดอะไรทำเหมือนไม่ได้ยินประโยคนั้น แล้วทำไมจู่ๆ จะมาย้ำตอนนี้

“บอกว่าหลงเกินไปด้วย”

เอ้า! ขยี้ให้พอใจเลย ดารัณนิ่งเงียบ ไม่อยากพูดอะไรกลัวว่ายิ่งพูดจะยิ่งควบคุมตัวเองไม่ได้

“หลายครั้งแล้วที่เขาพูดเหมือนเรา… อะไรอะไรกัน”

ดารัณหันขวับ ถามไปทันที “อะไรอะไรนี่คืออะไร”

“ก็… อะไรอะไรไงล่ะ”

“ก็แล้วมันคืออะไรล่ะ”

อาศิราไม่ตอบ ขยับขาไปเพื่อใช้เท้าขัดแป้นคันเร่งรถจึงหยุดวิ่ง หันไปมองหน้าดารัณที่หันมองมาเช่นกัน แต่สุดท้ายดารัณก็หลบตา เขี่ยเท้าเขาออกแล้วเหยียบคันเร่งต่อพลางบอก

“ไม่อยากรู้แล้ว”

“ทำไมล่ะ”

“ก็ไม่อยากรู้แล้ว”

อาศิราเลยเป็นฝ่ายถามเสียเอง “ที่เขาว่าผู้หญิงสัญชาตญาณดีเรื่องพวกนี้ จริงไหม”

คราวนี้ดารัณเป็นฝ่ายหยุดรถเอง หันมาประจันหน้าอาศิรา เอ่ยถาม “สัญชาตญาณดีว่าสามีมีชู้เหรอ พี่ศิราพยายามจะบอกว่าพี่ฉัตรดูออกว่าเราเป็นชู้กันเหรอ”

อาศิรานิ่วหน้า ปฏิเสธทันที “ไม่ใช่ เราไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น”

“ก็อย่าพูดให้มันคิดได้แบบนั้นสิ”

จะว่าไปก็จริงของดารัณ และนั่นทำให้ดารัณดูไม่ดีเลย “โอเค โทษที พี่ไม่ได้ตั้งใจ”

ดารัณเงียบ ออกรถชนิดเหยียบมิดคันเร่ง ส่วนอาศิราก็เงียบด้วย จนดารัณมาจอดรถให้ที่หน้าสำนักงานอาศิราก็ยังนิ่ง… ไม่นานเกินไปดารัณก็หันมามองอย่างสงสัยว่าทำไมเขายังไม่ลงเสียที ซึ่งก็เป็นเพราะเขารอให้เจ้าหล่อนหันมานี่แหละ อาศิราส่งยิ้มให้ ยกมือลูบหัวดารัณเบาๆ แล้วค่อยผละไปทิ้งให้ดารัณนั่งตาค้างอีกครั้ง

นี่เขาเห็นเธอเป็นลูกหมาเรอะ มาเล่นหัวทิ้งขว้างแบบนี้!

ดารัณเกาหัวตัวเองตรงตำแหน่งที่เขาเพิ่งลูบเมื่อกี้ ถอยรถพรืดเดียวไม่มีผ่อนบอกให้รู้ว่าอารมณ์ยังไม่ดีนัก ก่อนมุ่งหน้ากลับไปหาศีล เห็นเขากับศตายุนั่งเล่นกันอยู่ตรงเก้าอี้ใต้ร่มไม้แถวชายหาดจึงเดินไปหา ไปนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ ไม่รู้ตัวว่าหน้าบูดๆ กับความนิ่งของตนทำให้ผู้อาวุโสสังเกตเห็น

“ทะเลาะกับพี่เขาเหรอ”

ดารัณหันมองหน้าศีล บอกเหมือนจะฟ้อง “ลูกชายพ่อกวนโมโหรัณ”

ศีลหัวเราะ พยายามพูดช่วยลูกเต็มที่ “ช่วงนี้พี่เขามีหลายเรื่องให้คิด เห็นใจพี่เขาหน่อย”

“ไม่เห็นจงเห็นใจอะไรทั้งนั้น ถ้ากวนรัณอีกรัณจะซัดไม่ยั้งเลย”

ศีลยิ้มขำ ช่วยศตายุจับถังไม่ให้ล้มเพื่อให้เด็กน้อยตักทรายใส่ได้สะดวก ก่อนบอกไป “ดี ซัดหนักๆ ก็ดี มีแต่คนตามใจมาทั้งชีวิตแล้ว เจอแบบรัณบ้างก็ดี”

ดารัณพลิกตัวหันไปทางศีล ถามด้วยท่าทีไม่อยากเชื่อ “จริงเหรอ ถ้ารัณซัดพี่ศิรา พ่อจะไม่โกรธรัณจริงเหรอ”

“ไม่โกรธหรอก”

ดารัณเลิกคิ้วอย่างจะล้อๆ เพราะเธอเห็นอยู่เรื่อยๆ ว่าศีลปกป้องลูกชายตัวเองทั้งสองคนอย่างไร ใครพูดจาไม่ดีด้วยก็ฮึ่มใส่ไม่ไว้หน้า กระทั่งปริยฉัตรยังเคยโดน “จริงนะ”

“จริง กับรัณพ่อไม่ว่าหรอก รัณเป็นเมียพี่เขานี่”

ดารัณตาแทบถลนออกจากเบ้า นี่ถ้ายืนอยู่คงเข่าทรุดล้มกระแทกพื้นไปแล้ว “พ่อ!”

“อ้าว พ่อพูดจริง ตอนพ่อโดนเมียดุก็ไม่เห็นมีใครช่วยนี่”

ดารัณฟังแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ รู้อยู่ว่าคนบ้านนี้เกรงใจอรจิราเรียกได้ว่าไม่มีใครกล้าหือ ถ้าศีลโดนดุใครจะไปกล้าเสี่ยงชีวิตช่วย ก่อนดารัณจะชะงักเมื่อศีลพูดมาอีก

“เดี๋ยวเรื่องสิงห์จบแล้วพี่เขาคงทำอะไรให้ชัดเจนขึ้นนะ”

เรื่องสิงห์จบ… ทำให้ชัดเจน… คืออะไร หมายความว่ายังไง พ่อลูกคู่นี้ร่วมมือกันป่วนประสาทเธออยู่ใช่ไหม ดารัณอยากถามให้มากกว่านั้นแต่กลัวว่ายิ่งถามจะยิ่งเข้าตัว พอเห็นว่าศีลเล่นกับศตายุไม่ได้มีทีท่าจะสนใจ ที่สุดก็ต้องทำเป็นไม่สนใจบ้าง หยิบมือถือขึ้นมาทำงาน เลือกงานที่ไม่ต้องใช้สมาธิมากนักเพราะไม่ค่อยมีเท่าไร

ราวชั่วโมงหนึ่งผ่านไป ศีลก็ชวนกลับบ้าน ระหว่างที่ศีลพาศตายุไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว ดารัณก็ได้ข้อความจากศราวินซึ่งส่งมาแบบที่เรียกว่า ‘รัวๆ’ พอเปิดอ่านก็เห็นว่าเป็นลิงก์ไปยังเว็บอื่น เฟซบุ๊กบ้าง ทวิตเตอร์ เว็บบอร์ดอื่นๆ บ้าง ปิดท้ายด้วยคำถามของศราวิน

‘นี่มันไม่ชอบมาพากลแล้วนะรัณ ไปตามพี่ศิรามาประชุมกันเดี๋ยวนี้เลย’

Don`t copy text!