Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 23 : เมื่อบ้านเป็นบ้าน

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 23 : เมื่อบ้านเป็นบ้าน

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 23 –

อาศิรานั่งไล่อ่านไปเรื่อยๆ ด้วยท่าทีสงบนิ่ง มีการโจมตีธุรกิจเชฟส์เทเบิลของเขา โดยเอาข้อมูลที่ให้ในเว็บไซต์มาบิดเบือน

‘เชฟส์เทเบิลแห่งนี้พิถีพิถันตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกเฟ้นวัตถุดิบ ตีสี่เป็นเวลาที่เชฟจะเดินทางไปยังแหล่งวัตถุดิบปลอดสาร บรรดาผักและเนื้อต่างๆ ล้วนมาจากแหล่งที่เชฟคัดสรรด้วยตัวเอง นอกจากได้สนับสนุนเกษตรกรโดยตรงแล้วยังมั่นใจได้ว่าสะอาดปลอดภัยไร้สารเคมีอันตราย

ทุกๆ ส่วนประกอบในอาหารเชฟจะรังสรรค์ขึ้นเองไม่มีการใช้ของสำเร็จรูป พริกแกง น้ำต้มกระดูก ขนมจีน พาสต้า ขนมปัง ฯลฯ เชฟล้วนทำเองหมดเพื่อความสดใหม่ เพื่อคุณภาพสูงสุดให้สมกับที่คุณไว้วางใจ

คุณจะได้เห็นทุกขั้นตอนการประกอบอาหารของเชฟ หรือถ้าอยากร่วมทำอาหารด้วยก็ย่อมได้

มื้อนี้จะเป็นมื้อที่คุณจะประทับใจไม่รู้ลืม’

นั่นคือข้อความที่ศราวินเขียนลงเว็บไซต์ให้ ตอนนี้ข้อความที่โจมตีจากหลายๆ ที่สามารถรวบรวมใจความได้ว่าเขาไม่ได้ทำแบบนั้น ผักเนื้อก็หาซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปไม่ได้ใช้ของปลอดสาร ทุกอย่างล้วนใช้ของสำเร็จ ซุปก้อน พริกแกง เส้นพาสต้า รสชาติอาหารไม่ได้อร่อย ไม่สมราคาเลยสักนิด ที่โก่งราคาแพงๆ ได้เพราะไปฟลุกจนเกือบชนะรายการเชฟออฟเดอะเชฟแค่นั้น

เหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้ทุกคนแน่ใจว่าเป็นฝีมือของปริยฉัตร คือข้อมูลนี้…

‘เชฟสร้างภาพ ทำเป็นว่าตัวเองเป็นคนสุภาพ ใจดี แต่ความจริงเลวมาก มีเมียก็ไม่ยอมบอกคนอื่นว่ามีเพื่อที่ตัวเองจะได้เล่นชู้ได้สะดวก นักศึกษาฝึกงานก็รับแต่สาวๆ หวังฟัน ตอนนี้หลงชู้หัวปักหัวปำถึงขั้นไล่เมียกับลูกออกจากบ้าน’

อาศิราใช้แท็บเล็ตอ่านทุกลิงก์จบแล้ว ส่วนศีลก็อ่านจากที่ดารัณสั่งพิมพ์ลงกระดาษมาให้เรียบร้อยแล้ว ทุกคนพากันเงียบงันไปหมด กระทั่งศีลพูดขึ้น

“นี่ถ้าพ่อไปอ่านเจอที่อื่น พ่อนึกไม่ออกเลยนะว่าเขาว่าลูก”

ดารัณหัวเราะหึ ไม่พูดอะไร แต่เห็นด้วยกับศีลสุดหัวใจ ปริยฉัตรหรือไม่ก็ทีมของปริยฉัตรเขียนจนอาศิรากลายเป็นอีกคนไปเลย ที่เธอคิดว่าทีมเพราะ… “น่าจะทำกันหลายคนนะ พี่ฉัตรคนเดียวไม่น่าโพสต์ได้เยอะขนาดนี้”

เสียงโทรศัพท์อาศิราที่ดังขึ้นทำให้ทุกคนหันไปสนใจ อาศิราจึงบอก “วินวิดีโอคอลล์มา”

พอกดรับสาย น้องก็พูดมาทันที

“พี่ศิรา เมียเก่าพี่ท่าจะไม่ยอมจบง่ายๆ นะ”

อาศิราผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ไล่ดูลิงก์พวกนั้นอีกทีแล้วบอกไป “เขาไม่ได้โพสต์ในพื้นที่เราใช่ไหม”

ศราวินตอบทันที “ใช่ ไปโพสต์พวกบอร์ดสาธารณะ แต่ก็มีอะไรหลายอย่างชี้มาที่เรา ธุรกิจเชฟส์เทเบิลชื่อเดียวกับเชฟ มีรีสอร์ตติดทะเลมีชื่อภาษาอังกฤษแปลว่าสายลมแห่งความปรารถนาดี”

Wishing Wind… แม่เป็นคนคิดชื่อนี้ อาศิราแปลว่าการอวยพร การปรารถนาดี รวมกับคำที่พ้องเสียงกับชื่อเล่นของน้อง

“พี่ศิราอยากทำยังไง” ศราวินเอ่ยถาม ส่วนอาศิราก็คิดไตร่ตรองอยู่พักก่อนบอก “รอดูท่าทีก่อนแล้วกัน มันอาจไม่มีอะไรก็ได้ ถ้าเรายิ่งขยับจะยิ่งทำให้เรื่องใหญ่หรือเปล่า”

ศราวินนิ่งงัน ส่งเสียงถามอีกคนทั้งที่ไม่เห็นตัว แน่ใจว่าอยู่แถวนั้น “รัณว่าไง”

อาศิราเลยส่งโทรศัพท์ตนให้ดารัณ ซึ่งก็รับไปแล้วบอกด้วยหน้าตาเหนื่อยหน่ายแสดงออกชัดว่าไม่เห็นด้วย

“ก็ว่าตามคุณเชฟเขานั่นแหละ”

ศราวินส่งเสียงจิ๊จ๊ะ ค้อนให้ดารัณแล้วหากองหนุนต่อ “พ่อล่ะ”

ดารัณส่งโทรศัพท์ไปให้ผู้อาวุโส ซึ่งก็พูดไปในทางเดียวกัน

“ก็อย่างพี่เขาว่าแหละลูก รอดูกันไปก่อน ตะกี้พ่อยังคิดเลยว่าถ้าไปอ่านที่อื่นก็ไม่คิดว่าเป็นพี่เขาหรอก”

“แต่คนอื่นไม่ได้รู้จักพี่ศิราอย่างที่เรารู้จักนี่นาพ่อ”

ศีลเอ่ยถาม “แล้ววินจะให้พี่เขาทำยังไง”

“ไปลากนังนั่นเข้าคุกไงพ่อ”

ศีลนิ่วหน้า บอกลูกชายคนเล็กเสียงอ่อน “วิน ไม่เอาน่า ไม่เห็นต้องเรียกเขาแบบนั้นเลยลูก”

แล้วพออาศิรายื่นมือมาเพื่อขอโทรศัพท์คืน ศีลก็บอกลูก “คุยกับพี่เขาต่อนะ”

อาศิรามองหน้าศราวินด้วยสายตาที่ทำให้คนเป็นน้องนิ่งไป สุดท้ายก็พูดออกมา

“โอเคๆ ต่อไปจะไม่เรียกนังนั่นแบบนั้นอีกแล้ว”

“วิน…”

เสียงเรียกดต่ำของพี่ชายทำให้ศราวินยกสองมือขึ้นแทนการบอกว่ายอมแพ้ ตามด้วยการพูด “งั้นก็ว่าตามพี่ศิราแล้วกัน วินไปทำงานต่อก่อน รัณ ตัวอย่างงานจะได้พรุ่งนี้นะ รัณเลือกนางแบบได้หรือยัง”

ดารัณรีบบอก “รัณขอดูอีกแป๊บ ได้แล้วจะรีบบอก”

ศราวินส่งเสียงตอบรับแล้วกดตัดสาย ส่วนอาศิราก็ลุกขึ้นยืน บอกกลางๆ ไม่ระบุว่าบอกใคร

“ใจเย็นๆ กันนะ เรื่องมันคงไม่ใหญ่หรอก ที่นี่ไม่แมส ไม่ได้ดังมากมาย อย่าเพิ่งตื่นตูมเลย”

ดารัณหันไปมองหน้าสบตากับศีล เป็นดารัณที่บอกด้วยน้ำเสียงล้อๆ “เฟิร์มแวร์ใหม่ยังไม่ค่อยเสถียร บางทีก็มีอะไรเก่าๆ หลุดมาบ้าง”

ศีลหัวเราะ รู้ว่าดารัณเอ่ยแซวอาศิราที่สุดท้ายก็ยังเลือกรับมืออย่างสงบ อาศิราเองก็หัวเราะ ส่ายหน้าอย่างขันๆ ก่อนเดินไปเคาะกะโหลกดารัณเบาๆ แล้วหันไปบอกพ่อ

“ลูกกลับไปทำงานก่อน ถ้าสิงห์ตื่นพ่อให้ป้าผิวเอาไปส่งลูกที่ออฟฟิศได้นะ”

ศีลส่งเสียงตอบรับ เดินดูลูกเดินห่างไปแล้วหันมาทางดารัณที่นั่งนิ่ง หน้าตาบอกบุญไม่รับ ไม่ต้องเอ่ยถามอีกฝ่ายก็บอกทันที

“พักนี้ลูกชายพ่อเล่นหัวรัณบ่อยมาก”

ศีลยิ้ม “ไม่ชอบก็บอกพี่เขาสิ”

ดารัณเม้มปาก… ปัญหาคือเธอไม่ได้ไม่ชอบ คือเธอชอบให้เขาทำแต่ที่ไม่ชอบคือความรู้สึกของตัวเองที่กระโดดขึ้นลงตอนเขาทำต่างหาก

“หรือถ้าชอบก็บอกพี่เขา”

ดารัณมองศีล เห็นสีหน้ากับรอยยิ้มของผู้อาวุโสแล้วยิ้มอ่อนส่งไปให้ เล่นเอาศีลหัวเราะร่วน ลุกขึ้นเดินไปขยี้ผมดารัณแรงๆ แล้วเดินแยกไปเพื่อดูศตายุ ปล่อยให้ดารัณนั่งยิ้มอยู่กับตัวเองเป็นพัก กว่าจะดึงสติตัวเองกลับมาเริ่มทำงานของตนต่อได้ ตอนนี้เธอคัดนางแบบที่ทางโมเดลลิ่งส่งมาให้จนเหลือเพียงสามคน ต้องเลือกคนที่คิดว่าจะทำให้ชุดคอลเลกชันนี้ของเธอโดดเด่นที่สุด พอเหลือสองคนดารัณก็ส่งไปให้ศราวินเพื่อให้พี่ช่วยเลือกอย่างทุกครั้ง นิ่งไปตอนพี่ส่งข้อความมาให้

‘พี่ว่านังนั่นไม่หยุดแค่นี้หรอก’

ดารัณยังไม่ทันได้ตอบก็มีอีกข้อความตามมา

‘กับรัณพี่เรียกนังนั่นว่านังนั่นได้ใช่ไหม’

ดารัณส่งตัวหัวเราะกลับไป ตามด้วยการพิมพ์ข้อความ ‘ตามสบายเถอะ เรารอดูกันไป รัณว่าที่พี่ศิรายกสิงห์ให้เอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตคงทำพี่ฉัตรเสียเส้นเยอะเหมือนกันเลยจัดหนักเลย’

‘นี่ถ้าพี่อยู่ไทยนะ จะตามไปด่าๆๆ ให้มันกรี๊ดคอแตกตายไปเลย’

ดารัณยิ้มขำ ทำได้แค่ส่งข้อความไป ‘ใจเย็น รอดูเถอะ รัณว่าถ้างานนี้พี่ฉัตรล้ำเส้น พี่ศิราไม่ปล่อยแน่ เขาเป็นนิวศิราแล้วนะ’

‘โอเค จะรอดู ทำงานต่อก่อน’

ดารัณส่งข้อความไปตอบรับ ครุ่นคิดอยู่ในใจ… ใช่ เธอเองก็รอดูเช่นกัน

 

จากการโพสต์เพียงแวดวงภายนอก ตอนนี้การโจมตีเริ่มรุกรานมายังสื่อโซเชียลต่างๆ ของอาศิราเชฟส์เทเบิลแล้ว ปณิธิอาสาเข้ามาช่วยดูเพราะรู้ว่าอาศิราไม่สันทัดการใช้โซเชียล โดยอาศิราประชุมกับปณิธิว่าให้ขอโค้ดจองกับแอกเคาต์ที่เข้ามาตำหนิบริการและอาหารของเชฟส์เทเบิลเพื่อตรวจสอบว่าเป็นลูกค้าจริงหรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วพอขอโค้ดจองไปก็ไม่มีการตอบกลับ บางแอกเคาต์อาจมาด่าเพิ่มเติมในประเด็นอื่น แต่อาศิราย้ำกับปณิธิว่าให้ขอโค้ดจองเท่านั้น ห้ามตอบโต้ในแนวทางอื่น ส่วนลูกค้าตัวจริงที่มาช่วยปกป้องนั้นให้ขอบคุณอย่างเดียวแต่ไม่ต้องผสมโรงหากลูกค้าด่าว่าคนที่โจมตี

อาศิราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการที่มิรันตามาวันนี้นั้นดีไหม เขากำลังวุ่นวายกับเรื่องนี้ แต่อย่างน้อยการที่มิรันตามาก็ทำให้เขามีอย่างอื่นให้สนใจ อาศิราทำข้าวกลางวันเรียบร้อยแต่ยังไม่ทันจัดโต๊ะ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น พอรับสายก็รู้ว่ามิรันตามาแล้ว ตอนนี้รออยู่ที่ส่วนสำนักงาน จึงรีบโทรไปบอกที่สำนักงานไว้ เดินไปรับศตายุจากพ่อ บอกสั้นๆ “รันมาแล้ว”

“โอเค ลูกไปรับเถอะ เดี๋ยวพ่อให้ผิวจัดโต๊ะต่อ”

อาศิราออกไปสักพักแล้ว ดารัณเพิ่งลงมาจากข้างบน มองไปมองมาเห็นแต่ผิวจัดโต๊ะอยู่ก็เข้าไปช่วยพลางเอ่ยถาม “พี่ศิราล่ะป้าผิว”

“เห็นว่าออกไปรับหนูรัน”

“เอ๊อ” ดารัณร้องจนผิวสะดุ้ง รีบบอก “รัณลืมเลย”

ว่าแล้วก็เดินดุ่มๆ ออกไปจากบ้าน สาวเท้าไปเรื่อยๆ โดยเดินตัดสนามไม่ไปตามทางคดเคี้ยว กระทั่งเห็นว่าอาศิราขับรถมาจึงรีบวิ่งไป กระโดดขึ้นไปนั่งด้านหลังข้างมิรันตาซึ่งร้องอย่างตกใจ และนั่นทำให้เธอหัวเราะได้ กอดรับมิรันตาที่โผเข้ามากอด หันไปมองอาศิราที่พูดคล้ายจะดุ

“ทำไมไม่เรียกให้จอดดีๆ หกล้มหัวร้างข้างแตกไปทำไง”

“ก็ทำแผลไง จะทำอะไรได้อีกล่ะ”

อาศิราถอนใจเฮือกแล้วเมินไปคล้ายไม่อยากเสวนาแล้ว เล่นเอามิรันตาหัวเราะร่วน ก่อนบอกศรุต “พี่รุต นี่รัณอีกคนที่รันเคยเล่าให้ฟัง รัณ พี่รุต”

ซึ่งดารัณรู้แล้วว่าใครเป็นใคร “สามีตัวจริงของรัน พี่ศิราบอกแล้วแหละว่ารันจะพาสามีมาหยามพี่ศิราถึงนี่”

อาศิราเพียงหันหน้าไปปรายตามองดารัณอย่างอ่อนใจ ฟังเจ้าหล่อนแนะนำตัวกับศรุตเสียงแจ๋ว

“ดารัณค่ะพี่รุต ตอนรันอยู่กับรัณที่นี่ รัณสอนเรื่องชั่วให้รันเยอะเลย”

ศรุตนิ่งฟัง มองหน้าดารัณสลับกับมิรันตา เหลือกตาขึ้นเหมือนกำลังครุ่นคิด ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถามอีกรอบ “ใครสอนใครนะครับ”

เท่านั้นสองสาวด้านหลังก็พากันหัวเราะร่วน ก่อนมิรันตาจะเอื้อมไปหยิกศรุตเบาๆ เมื่อเขาบอกมา

“แต่ถ้าดูจากพฤติกรรมตอนรันกลับไปอยู่กับพี่ใหม่ๆ… รันเป็นเด็กดีขึ้นเยอะเลยนะ”

ดารัณเลิกคิ้ว หันมองหน้ามิรันตาอีกทีเพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลง มองอยู่พักก็… ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ เพียงอีกฝ่ายทำตาวิบวับมาให้ ดารัณก็ใช้ข้อศอกสะกิดแขน “ตอนนี้รันต้องสอนเรื่องชั่วให้รัณแล้วแหละ”

มิรันตาหัวเราะ และยิ่งหัวเราะมากขึ้นเมื่อศรุตถามมาอีกรอบ

“ยังไงนะ ใครสอนใคร”

ทว่ากลับเป็นอาศิราที่ยุติบทสนทนาเรื่องนี้ด้วยการพูดเสียงเบา “ตอนนี้คงไม่ต้องมีใครสอนใคร”

หลังเหลือบมองทั้งดารัณและมิรันตาแล้ว จึงค่อยหันไปพูดกับศรุต “เราไม่ต้องสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำหรอก”

คราวนี้สองสาวพากันเงียบกริบมองอาศิราตาขวาง ขณะศรุตหัวเราะเสียงลั่น ส่วนคนพูดอย่างอาศิรานั้นหน้านิ่งสนิท เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้วจึงเชิญแขกเข้าบ้าน เห็นพ่อตนตัดดอกไม้อยู่อีกทางจึงส่งเสียงเรียก

“พ่อ รันมาแล้ว”

ศีลหันมามอง พอเห็นเด็กๆ ก็โบกมืออย่างดีใจ รีบเข้ามารวมกลุ่ม รับไหว้แขกผู้มาเยือนทั้งสองคนแล้วทักทายมิรันตาอย่างร่าเริง “เป็นไงรัน พ่อเป็นห่วงสุดๆ พอรู้ว่ารันปลอดภัยจำอะไรได้แล้วค่อยโล่งใจหน่อย” เรียบร้อยแล้วก็หันมาทางศรุต “ศรุตใช่ไหม”

ศรุตส่งยิ้มให้ ตอบรับทันที “ครับ เรียกรุตก็ได้ครับ”

“ไป งั้นไปกินข้าวกัน น่าจะจัดเสร็จแล้วแหละ”

อาหารมื้อนั้นผ่านไปอย่างราบรื่น กระทั่งศีลนึกออกว่าวันนี้ยังไม่ได้คุยกับลูกหรือดารัณเรื่องปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้ แต่รู้ว่ามันเริ่มรุนแรงขึ้นและกระทบมากขึ้นเพราะล่าสุดเมื่อวานนี้ลูกบอกว่ามีลูกค้าขอยกเลิกสองราย

“แล้วเรตติ้งเราเป็นไง ดีขึ้นบ้างไหม”

ดารัณกับอาศิราลอบมองหน้ากัน ก่อนเป็นดารัณที่ตอบ “ก็เรื่อยๆ แหละพ่อ ตอนนี้ข่าวมันยังแรง ก็ปล่อยให้พวกนั้นระบายไปก่อน แต่ก็ดีที่มีคนไม่เชื่ออยู่บ้าง กลายเป็นคนนอกทะเลาะกันเองไป”

มิรันตาที่ฟังอยู่สักพักเอ่ยถามในที่สุด “เกิดอะไรขึ้นเหรอ”

ดารัณเป็นคนตอบให้ “มีคนปล่อยข่าวว่าพี่ศิรานอกใจภรรยา มีชู้ โก่งราคาอาหาร แหกตา ใช้ของไม่มีคุณภาพเหมือนที่คุย ผักที่ว่าออร์แกนิกส์ก็ไม่จริง เคมีทั้งนั้น ใช้ซุปก้อนทำอาหาร ใช้พริกแกงสำเร็จ พาสต้าก็ซื้อเอาไม่ได้นวดแป้งเอง บลาๆ ไม่จริงทั้งนั้น”

คนที่เพิ่งรู้เรื่องอย่างศรุตกับมิรันตาอ้าปากค้าง หันมองหน้ากันก่อนหันไปมองอาศิราที่กำลังดูแลศตายุซึ่งใช้มือหยิบบร็อกโคลีเข้าปากเคี้ยวตุ้ย สีหน้าแววตาท่าทางของอาศิราเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ศรุตในฐานะที่คุ้นเคยงานด้านภาพลักษณ์พอสมควรจึงบอกความคิดเห็นตน

“นี่… ไม่ค่อยดีกับธุรกิจเท่าไรนะครับ”

อาศิรายักไหล่ บอกง่ายๆ “จริงๆ งานหลักของพี่ไม่ได้อยู่ในไทยด้วย ไม่กระทบเท่าไร”

“แต่มันจะดีที่สุดถ้าไม่กระทบเราสักงานนะครับ”

อาศิราพยักหน้า ยอมรับว่าที่ศรุตพูดนั้นถูกต้อง จริงอยู่ว่าการที่ลูกค้าเชฟส์เทเบิลยกเลิกนั้นไม่ได้กระทบรายได้มากนัก แต่เขาก็อดเสียดายและเสียใจที่จะไม่ได้ลองทำอาหารตามโจทย์ไม่ได้ เพียงแต่… “พี่ก็ยังคิดว่ามันแค่ข่าวลือ เดี๋ยวก็ซาไป”

ศีลสนับสนุนลูกชาย “พ่อก็ว่างั้น เราของจริงอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวอะไร”

ศรุตครุ่นคิดอยู่พักก็บอกไป “ขอผมดูหน่อยได้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น เผื่อช่วยอะไรได้”

ดารัณมองหน้าศรุต ก่อนกระจ่างใจเมื่อมิรันตาบอก

“บริษัทพี่รุตเป็นที่ปรึกษาการตลาดให้บริษัทอื่น ช่วยได้แน่”

โดยไม่ปรึกษาใคร ดารัณบอกทันที “ถ้างั้นหลังจบมื้อนี้ รัณจองคิวพี่รุตเลยนะ”

“รัณ…” อาศิราส่งเสียงคล้ายจะปราม “กวนรุตเปล่าๆ”

ดารัณมองหน้าอาศิราก่อนหันมองหน้าศรุต เห็นศรุตส่ายหน้าแทนการบอกว่าไม่เป็นไรแล้วจึงตอบอาศิรา “ไม่กวน” ว่าแล้วหันไปทางศรุต ส่งสายตาเป็นสัญญาณว่าจำเป็นต้องพูดประโยคนี้และขอให้ศรุตเออออไปก่อน “วางบิลได้เลยนะคะ”

อาศิรากำลังจะค้าน ทว่าต้องนิ่งไปเพราะคนที่ทำให้เขาหมดทางค้านคือพ่อที่บอกมาทันที

“พ่อจ่ายเอง”

อาศิราเลยรู้ว่าพ่อเองไม่ได้เย็นใจเหมือนที่พยายามจะแสดงออกเพื่อสนับสนุนเขาหรอก และถ้าพ่อเป็นห่วงเรื่องนี้อาศิราก็อยากทำให้มันจบเพราะเขาก็ห่วงความรู้สึกพ่อ

อาศิราเชื่อเรื่องโชคชะตาเสมอ เขาเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดทุกผู้ทุกคนที่ได้พบเจอต่างเข้ามาในชีวิตด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง บางทีศรุตอาจเข้ามาในชีวิตเขาเพื่อช่วยเรื่องนี้ก็เป็นได้…

หลังมื้ออาหาร อาศิรากับดารัณช่วยกันให้ข้อมูลกับศรุต ซึ่งฝ่ายนั้นขอเวลาสักวันสองวันเพื่อช่วยคิดวิธีแก้ปัญหา อาศิราเห็นว่าทั้งศรุตและมิรันตาที่อาสาเป็นคนให้นมศตายุควรเข้าที่พักได้แล้ว จึงบอก

“เดี๋ยวพี่พาไปห้องพักเลยดีกว่า เผื่อจะได้พักผ่อนกัน”

ศีลจึงบอกอย่างเพิ่งนึกได้ “เออ นั่นสิ เดินทางกันมาเหนื่อยๆ เราก็ชวนคุยนานเลย ไปเถอะ ไปพัก”

ดารัณจึงลุกยืนเป็นการบอกว่าจะไปด้วย ทั้งสี่คนเดินไปยังรถนั่งไฟฟ้าโดยมิรันตายังอุ้มศตายุอยู่ นั่งรถไปอีกพักใหญ่ก็ถึงห้องพัก ซึ่งทำให้มิรันตาถึงกับตาโตตอนได้รู้ว่าห้องไหนที่อาศิราจัดไว้ให้ เป็นบ้านส่วนตัวหลังเล็กริมทะเล

“บีชวิลล่าเลยเหรอคะ เสียดายห้อง พี่ศิราน่าจะเก็บไว้ขาย”

อาศิราเพียงยิ้ม ส่วนคนที่ตอบให้ก็เป็นดารัณ หญิงสาวโบกนิ้วชี้ต่อหน้ามิรันตา “แค่นี้ไม่สะเทือนคุณเชฟใหญ่เขาหรอกค่ะ โด๊นท์วอรี่”

“รัณเป็นคนเลือกห้องนี้ให้รัน” อาศิราให้ข้อมูล ก่อนยิ้มขำเมื่อศรุตพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “สามเดือนตอนรันอยู่นี่ พี่ศิรากินยาแก้ปวดหัวไปกี่เม็ดครับกับชื่อสองคนนี้”

อาศิรายังไม่ตอบ เดินไปไขกุญแจห้องให้ รอให้เจ้าของห้องสำรวจข้าวของเครื่องใช้ ไฟ น้ำ ว่าทุกอย่างโอเคแล้ว กระทั่งส่งกุญแจห้องให้จึงบอก “ไม่ได้ปวดหัวเพราะชื่อหรอก”

ศรุตคงงงถ้าไม่เห็นว่าดารัณหันขวับเอียงหน้าเก้าสิบองศาจ้องหน้าอาศิราอย่างตั้งใจเกินเหตุ ส่วนมิรันตาก็ขำ บอกอาการของอาศิราให้ชัดขึ้น

“ปวดหัวเพราะเจ้าของชื่อมากกว่าใช่ไหมคะ”

อาศิราทำเพียงหัวเราะหึ ส่วนดารัณก็หันขวับไปเอียงหน้ามองมิรันตาเกินเหตุอีกคนเป็นที่ขบขันของคนมอง

“วันนี้พี่มีประชุมตอนเช้า ไม่มีเวลาทำแบบเชฟส์เทเบิลให้นะ แต่รับรองมื้อเย็นจะทำให้เองกับมือ” อาศิราหันไปบอกกับศรุตและมิรันตา ศรุตฟังแล้วสงสัยจึงเอ่ยถาม “แปลว่าถ้ามีจองเชฟส์เทเบิลเข้ามา พี่ศิราต้องเตรียมทั้งวันเลยเหรอครับ”

อาศิรายังไม่ทันตอบ ดารัณก็ยกมือขึ้นกางนิ้วออกสี่นิ้ว “เอเวรี่ติงสตาร์ตตอนตีสี่ค่ะคุณ”

พอเห็นศรุตหันมาทำหน้าทึ่งอย่างชื่นชมใส่แล้ว อาศิราก็ต้องบอกไป “ตีสี่ซื้อของแล้วกลับมานอนต่อ คนนี้ก็เว่อร์ตลอด”

ดารัณไม่เถียงไม่พูดอะไร แค่เบ้ปากกลอกตาให้คนมองรู้ว่าเธอไม่ได้เป็นแบบนั้นจนคนมองอยากขำแต่ก็เกรงใจอาศิรา อาศิรากำลังจะกลับแล้ว หันไปมองมิรันตาเป็นเชิงถามว่าที่ขอไว้จะเริ่มเลยไหม ซึ่งมิรันตาก็ตอบด้วยการเอ่ยขอ

“รันขอสิงห์ไว้ก่อนได้ไหมคะ ขอนอนกับสิงห์สักคืน”

อาศิราพยักหน้า “เดี๋ยวให้คนเอาของของสิงห์มาให้” บอกแล้วก้มลงไปพูดกับศตายุ “อยู่กับอารันนะสิงห์ อย่าดื้อล่ะ”

ระหว่างทางที่กลับบ้าน อาศิราแวะส่วนห้องครัว เรียกพนักงานคนหนึ่งมาใกล้แล้วบอกกล่าว

“ไปด้วยกันหน่อยครับ” พอพนักงานขึ้นรถมาแล้วจึงค่อยอธิบายเพิ่ม “ผมวานไปเอาของที่บ้านผมมาให้ห้องบีชวิลล่าหนึ่งหน่อยครับ”

เมื่อถึงบ้าน อาศิราจัดเตรียมข้าวของของศตายุนำมาส่งให้กับคนที่กลับรถรอแล้ว ไม่ลืมฝากอีกเรื่อง “ฝากถามด้วยว่าเขาจะกินข้าวเย็นกี่โมง มื้อเย็นผมจะเป็นคนทำให้เอง”

พออีกฝ่ายรับคำอาศิราก็เดินเข้าบ้าน เห็นดารัณกำลังจะเดินขึ้นข้างบนจึงส่งเสียงเรียก “รัณ”

เจ้าของชื่อชะงัก หยุดรอกระทั่งอาศิราเดินเข้ามาใกล้

“ขอบใจนะ”

ดารัณนิ่งไป มองหน้าเขาแล้วรู้ว่าคำขอบใจนั้นสำหรับการที่เธอกระตือรือร้นเล่าเรื่องต่างๆ ให้ศรุตฟังเพื่อให้ศรุตช่วยหาทางออก ดารัณพยักหน้ารับ แต่แล้วกลับต้องหน้าบึ้งเมื่ออาศิราถามมา

“ตบแล้วจบก็ตบแล้วนี่ พูดเล่นใช่ไหม”

ดารัณเลิกคิ้ว รู้ว่าเขาพูดถึงประโยคที่เธอพูดกับศรุตตอนอยู่ในมื้ออาหาร ศรุตเดาได้ว่าทางนี้รู้ตัวคนโจมตีแต่ไม่อยากเอาเรื่อง ซึ่งคนไม่อยากเอาเรื่องก็มีแต่อาศิรานั่นแหละ เธอเลยพูดไปเล่นๆ ว่าอยากเอาเรื่องใจจะขาด ถ้าตบแล้วจบก็จะตบแล้ว มันทำให้เขาคิดมากจนต้องเอามาถามว่าเธอพูดเล่นใช่ไหม หึ จงคิดมากต่อไป ดารัณเลยส่ายหน้า ตอบหน้านิ่ง “ไม่ พูดจริง”

“ไหนว่าไม่ชอบความรุนแรง”

“ไม่ชอบ ที่พูดไปก็ไม่ได้หมายความว่าอยากตบนะ แต่ถ้ามันทำให้เรื่องจบได้ รัณทำแน่”

“ไม่ทำได้ไหม ต่อให้ตบแล้วจบก็เถอะ”

ดารัณมองอาศิรา ก้าวลงบันไดมาหยุดที่ขั้นซึ่งทำให้เธอสูงเท่าเขา “ทำไม กลัวภรรยาเก่าคุณเจ็บเหรอ”

อาศิราตอบกลับทันที “กลัวเราเจ็บต่างหาก ไม่อยากให้เราลดตัวด้วย”

เท่านั้นดารัณก็นิ่งงัน รู้สึกร้อนผ่าวๆ บนหน้าอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ก่อนทำเป็นออกนอกเรื่อง “จริงจังทำไม ก็แค่เรื่องสมมติ”

“พี่ต้องจริงจังเรื่องนี้… พี่อาจจะไปคุยกับฉัตร พี่อยากให้เราไปด้วยแต่ถ้าเราคิดว่านิ่งไม่ได้ก็อย่าไปดีกว่า”

แล้วปล่อยให้เขาไปคุยกับปริยฉัตรตามลำพังน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ ถ้าแม่รู้แม่ต้องผิดหวังในตัวเธอแน่ ดังนั้นดารัณจึงรีบรับปาก “โอเค ไม่ตบไม่แตะไม่ต้อง สาบาน”

อาศิรายิ้ม ยกมือขึ้นเพื่อจะลูบผมดารัณ ทว่าอีกฝ่ายจับมือเขาไว้ได้อย่างรวดเร็ว ยืนจับมือจ้องตากันอยู่พัก ดารัณก็บอก

“รัณไม่ใช่ลูกหมานะ ลูบหัวอยู่ได้”

อาศิราหัวเราะ ดึงมือที่ดารัณจับไว้กลับมาแล้วเอาอีกมือยกขึ้นวางบนศีรษะดารัณแทน บอกไป “เราไม่น่ารักขนาดนั้นหรอก”

แล้วหันหลังเดินจากไป… ทิ้งให้ดารัณยืนนิ่งอีกตามเคย ทว่าครั้งนี้ไม่ได้นิ่งเพราะสัมผัสของเขา แต่นิ่งเพราะประโยคของเขาต่างหาก อะไรกัน กับลูกหมาเขาก็ยังไม่ยอมให้เธอน่ารักกว่าเหรอ ใจร้ายที่สุดเลย!

 

อาศิราทำอาหารเย็นให้ศรุตกับมิรันตาที่บ้าน ซึ่งก็ทำเผื่อครอบครัวตนด้วยโดยมีปณิธิและเด็กอีกคนมาช่วย ซึ่งเด็กที่ปณิธิเลือกมาจะเป็นคนเสิร์ฟและอธิบายวิธีกินให้กับศรุตและมิรันตา เป็นการฝึกการสื่อสารกับลูกค้าไปด้วยในตัว อาศิราเลือกทำเมนูเรียกน้ำย่อยเป็นกระทงทองซึ่งผ่านการดีคอนสตรักต์และรีคอนสตรักต์เรียบร้อยแล้ว การเสิร์ฟจึงแตกต่างไปจากเดิม ทำสเฟียร์อาจาดด้วยเทคนิครีเวิร์สสเฟียริฟิเคชั่น คิดว่าศรุตน่าจะชอบเพราะดูแนวแล้วคงชอบอาหารที่ใช้เทคนิคโมเลคูลาร์มาก อาหารจานหลักเป็นข้าวผัดมัสมั่น มีซุปมัสมั่นเสิร์ฟแยกถ้าต้องการความเข้มข้นเพิ่ม เครื่องเคียงเป็นไข่เจียวซูเฟล่และหัวไชเท้าดองสลักเป็นดอกแก้วแล้วนำมาตกแต่งให้เป็นพุ่ม รสชาติเปรี้ยวนำเพื่อเอาไว้ตัดเลี่ยน เวลากินสามารถเด็ดกินทีละดอกได้เลยซึ่งอาศิรากะขนาดดอกให้พอดีกับการกินหนึ่งคำไว้แล้ว ของหวานเป็นขนมเบื้องที่เสิร์ฟในรูปแบบใหม่เช่นเดียวกับกระทงทอง อาศิราทำแป้งเป็นวงกลม แทนที่จะปาดครีมลงไปง่ายๆ ก็เอาครีมใส่ถุงบีบ บีบซ้อนเป็นชั้นๆ ให้เหมือนกลีบดอกไม้ ใส่ไส้ลงไปตรงกลางเป็นเกสร

เมื่อทำเสร็จ ลองให้เด็กอธิบายวิธีกินให้ฟังเพื่อเป็นการซักซ้อม แน่ใจว่าเด็กเข้าใจเป็นอย่างดี พูดได้ไม่มีติดขัดแล้วจึงปล่อยไปส่วนตัวเองมากินข้าวกับพ่อและดารัณ

ปกติแล้วอาศิราไม่ทำขนมหวานในมื้อเย็น จะจัดเป็นผลไม้มากกว่า แต่พอมีวาระพิเศษแบบนี้ก็เลยได้แต่นั่งดูทั้งพ่อทั้งดารัณกินขนมเบื้องกันเปรม หนำซ้ำดารัณยังหันมาถามเขาเมื่อหมดแล้ว

“ของมีอีกไหม ทำอีกสิ อร่อยจัง”

อาศิราเลยแค่ท้วงไปเบาๆ “กินจุจัง”

พอเห็นดารัณตาโต อ้าปากทำท่าจะโต้ตอบอะไรสักอย่างอาศิราก็ลุกยืน บอกง่ายๆ “ของหมดแล้ว ไว้ค่อยทำใหม่วันหลัง” แล้วหันไปบอกพ่อตน “ลูกไปรับสิงห์ก่อน”

แล้วเดินหนีไปเลยไม่อยู่รอว่าจะมีใครโวยวายอะไรไหม อาศิราขับรถนั่งไฟฟ้าไปจนถึงจุดจอด เดินไปอีกนิดก็ถึงบ้านหลังที่ศรุตกับมิรันตาอยู่ มองไปข้างหน้าเห็นศรุต มิรันตา ศตายุอยู่ที่ชายหาด เดาออกเลยว่าต้องตามใจศตายุพาเล่นทรายแน่ มองๆ ไปก็อดยิ้มไม่ได้ ยืนรออยู่พักมิรันตาก็หันมาเห็นเขา เดินเข้ามาหาแล้วเอ่ยชม

“อาหารอร่อยทุกอย่างเลยค่ะ”

ศรุตที่อุ้มศตายุเดินตามมาสมทบก็ช่วยยืนยัน “อร่อยมากจริงๆ เม็ดอาจาดนั่นรสชาติดีสุดๆ พอเคี้ยวรวมกับไส้ทูน่าคือที่สุดแล้ว”

อาศิรายิ้มน้อยๆ ก่อนถามกึ่งรู้ทันกึ่งจะล้อ “แต่คงกินไม่ค่อยสบายใช่ไหม”

มิรันตาสบตากับอาศิรา พยายามกลั้นยิ้ม แต่ศรุตหัวเราะเบาๆ ตอบตามตรง “วุ่นวายพอดูครับ แต่สิงห์ยังดูเลี้ยงง่ายกว่าเด็กหลายคนที่เคยเจอ”

อาศิรายิ้มรับ หันไปถามมิรันตา “เอาไง จะคืนเลยไหม หรือยังอยากเลี้ยงต่อ”

มิรันตาตัดสินใจคืน อาศิราจึงรับกลับมาพร้อมรอยยิ้ม ลูบหลังศตายุที่เอนซบมาแผ่วเบา หันไปดูเห็นว่าพนักงานเก็บกวาดสถานที่เรียบร้อยแล้ว จึงเอ่ยขอตัว “พี่กลับก่อน นอนให้สบายนะ พรุ่งนี้กินข้าวเช้าที่บ้านนี้หรือจะไปกินบ้านพี่”

“ไปกินบ้านพี่ศิราดีกว่าค่ะ มีเพื่อนกินเยอะๆ พ่อคงชอบ”

ต้องชอบอยู่แล้ว… อาศิราพยักหน้ารับ ส่งคำขอบคุณไปทางสายตาที่มิรันตาอุตส่าห์คิดถึงพ่อ เดินไปยังรถนั่งไฟฟ้าแล้วขับกลับบ้าน เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นบอกให้รู้ว่ามีอีเมลเข้า ดังนั้นพอจอดรถในโรงจอดจึงจับศตายุที่นั่งตักอยู่เข้าสะเอว ใช้อีกมือเปิดโทรศัพท์ดู เป็นเอ็ดดี้ที่ส่งอีเมลมาบอกว่าเตรียมเอกสารทั้งหมดเรียบร้อยแนบไฟล์มาแล้ว ถ้าทุกอย่างถูกต้องจะรีบส่งตัวจริงไปให้ อาศิราจึงส่งต่ออีเมลให้กับทนายความที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ และอาศิรารู้มาว่าทางทนายความก็เตรียมเอกสารฝั่งปริยฉัตรไว้พร้อมแล้ว

อาศิราสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เดินขึ้นระเบียงชั้นสองพลางก้มลงมองศตายุที่กำลังเคี้ยวเสื้อเขาอย่างสนุกสนาน ลูบหัวลูบหน้าลูบตาอย่างพยายามทำใจล่วงหน้า อีกไม่นานเขาจะไม่ได้อุ้ม ไม่ได้กอดไม่ได้จูบ ไม่ได้เลี้ยงดูศตายุแล้ว… อีกไม่นาน

ชายหนุ่มตัดสินใจยืนอยู่นอกระเบียงก่อน รู้ว่าอารมณ์ตนยังหม่นอยู่มาก ยังไม่อยากเข้าไปทำให้คนที่เล่นเปียโนและร้องเพลงอยู่นั่นพลอยหม่นไปด้วย เสียงเปียโนที่ดังแว่วออกมาให้ได้ยินทำให้รู้ว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่เพลงที่เป็นเพลงเร็วของพ่อ เห็นพ่อโยกตัวไปมาตามจังหวะแล้วอาศิราพลอยยิ้มได้ไปด้วย และสายตาของอาศิราอ่อนหวานยิ่งขึ้นยามมองดารัณเล่นเปียโนท่าทางสนุกสนาน ต่อมาก็เป็นมือเล็กของศตายุที่ชูขึ้นแล้วขยำๆ เป็นการบอกว่าได้ยินท่วงทำนองนั้น ในที่สุดอาศิราก็ตัดสินใจเข้าบ้านเมื่อแน่ใจว่าความหมองหม่นที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่เหลืออยู่แล้ว อดหัวเราะไม่ได้เมื่อยิ่งได้ยินเสียงเปียโนชัดขึ้น ศตายุก็โยกไปหมดทั้งหัวและตัว พอพ่อหันมาเห็นก็พลอยหัวเราะไปด้วยทั้งที่ร้องเพลงอยู่ อาศิราเดินเข้าไปใกล้ พอพ่อรับศตายุไปแล้วจึงค่อยไปประจำที่ตนหยิบกีตาร์มาวางบนหน้าขา เปิดแฟ้มหาคอร์ดเพลงแล้วเริ่มเล่นเมื่อเจอท่อนที่ดารัณเล่นอยู่ซึ่งก็ครึ่งเพลงไปแล้ว ไม่นานเพลงก็จบลง ตอนนี้พ่อเขาวางศตายุลงกับพื้นแล้วหอบไปหัวเราะไป

“โอยย ไม่ไหว เหนื่อย”

ศตายุดูจะยังไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย เพราะหนูน้อยเกาะขาศีลลุกขึ้นยืน แล้วย่อตัวขึ้นลง ชูอีกมือขึ้นหมุนไปมาจนดารัณต้องเล่นเปียโนให้ เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสดใสนั่นทำให้ผู้ใหญ่ทุกคนมีรอยยิ้ม ดารัณหยุดเล่นเปียโนเมื่อศีลขอแยกตัวไปนอน ใจหนึ่งดารัณก็อยากเข้าห้องไปทำงานต่อแต่ศตายุที่คลานมาเกาะขา ยืนขึ้นแล้วดีดตัวขึ้นลงนั่นทำให้ต้องเล่นเปียโนต่อ ทว่าไม่กี่นาทีเท่านั้นอาศิราก็เข้ามาอุ้มศตายุ พลางบอก

“เข้าห้องเถอะ ไม่งั้นได้เต้นกันทั้งคืน”

ดารัณจึงปิดฝาครอบแป้นเปียโน ลุกขึ้นยืนเตรียมเดินเข้าห้อง

“ขอบใจนะ”

ดารัณมองหน้าเขา รู้สึกเหมือนหัวใจพองฟูจนห้ามรอยยิ้มตัวเองไม่ได้ตอนเขาบอกมา

“รัณทำให้บ้านเป็นบ้าน”

แต่หลังจากอิ่มใจพอประมาณแล้ว ดารัณก็ต้องชี้ให้เขาเห็นความจริงข้อหนึ่ง “รัณคนเดียวทำไม่ได้หรอก”

อาศิราพยักหน้า เข้าใจสิ่งที่ดารัณจะสื่อ ดารัณคงทำบ้านให้เป็นบ้านไม่ได้ถ้าพ่อกับเขาไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งพ่อและเขามีส่วนร่วมในการทำให้บ้านเป็นบ้านเช่นกัน ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองส่งกระทั่งดารัณเข้าห้องไปเรียบร้อยแล้วจึงตั้งใจจะเข้าห้องตนบ้าง ทว่ามาชะงักกับรูปแม่ที่วางอยู่บนเปียโน ส่งยิ้มไปให้อย่างจะขอบคุณกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำให้ตั้งแต่เขาเกิดจนกระทั่งวันนี้ ทุกสิ่งที่ท่านทำตั้งแต่ตอนยังอยู่กับเขากระทั่งจากไป อะไรบางอย่างบอกเขาว่าบางทีการที่ดารัณกลับมาอยู่บ้านหลังนี้ในครั้งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับแม่ บางทีแม่อาจขอดารัณไว้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะพยายามเปลี่ยน

เขาจะเปลี่ยนให้ดารัณอยากอยู่บ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง ให้เจ้าหล่อนต้องการอยู่โดยที่ไม่ต้องมีใครร้องขอ เพราะเขาอยากให้ดารัณอยู่บ้านหลังนี้ด้วยความสมัครใจ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะยากเกินความสามารถไปไหม แต่เขาจะพยายาม…

Don`t copy text!