Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 24 : ของเหลือ

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 24 : ของเหลือ

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 24 –

อาศิรา ดารัณ ปณิธิ กำลังประชุมทางไกลอยู่กับศรุตและมิรันตา โดยศรุตเป็นคนพูดเรื่องงานก่อน

“เท่าที่คุยกับน้องที่เก่งเรื่องไครซิสเมเนจเมนต์ น้องดูสถานการณ์แล้วฟันธงว่าไม่น่าห่วงเลยครับ เพราะที่เห็นคือทางเพจพี่ศิรามีรีแอ็กทุกจุด ไม่ได้ปล่อยเรื่องเงียบ ไม่แบนไม่บล็อก แล้วก็เป็นการตอบแบบสุภาพดูน่าเชื่อถือด้วย”

ได้ฟังตรงนี้อาศิราก็หันไปมองปณิธิ ส่งยิ้มให้แทนคำขอบคุณเพราะปณิธิเป็นคนควบคุมตรงนี้ทั้งหมด ฟังศรุตพูดต่อ

“การขอโค้ดจองของคนที่มาคอมเพลนเป็นวิธีที่ดีมาก เพราะพอไม่มีโค้ดจองมา ถามไปก็ไม่ตอบสักทีมันยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของคนคอมเพลนลดลง แล้วก็ลูกค้าจริงๆ ของพี่ศิราก็ช่วยไว้ได้เยอะมากครับ โดยเฉพาะการยืนยันตัวตนด้วยโค้ดจองก่อนตอบ อันนี้เหมือนตีแสกหน้าคนที่มาคอมเพลนมั่วๆ เลย”

อาศิราพยักหน้า เอ่ยถามไป “งั้นพี่ก็อยู่นิ่งๆ ต่อไปได้ใช่ไหม”

“ทางน้องแนะนำว่าพี่ศิราควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาสครับ ตอนนี้เหมือนมีสป็อตไลต์ส่องมาที่พี่ศิราแล้ว ถ้าอยากโปรโมตอะไรตอนนี้ เอาเลยครับ ผมเสนอเป็นคลิปสอนทำอาหาร หรือจะกึ่งๆ สารคดีแบบตามติดชีวิตเชฟ พี่ศิราไปเลือกผักเลือกเนื้อปลอดสารที่ไหน มีวิธีเลือกยังไง อะไรแบบนี้ครับ เป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาอย่างนุ่มนวล แล้วก็ได้ประชาสัมพันธ์เราไปด้วยในตัว”

ดารัณเสนอทันที “ถ้าเป็นการถ่ายในสตูดิโอ รัณทำให้ได้ ปกติรัณทำโฟโต้ชู้ตเองอยู่แล้ว พวกคลิปโปรโมตอะไรก็ทำเองหมด แต่ถ้าต้องออกนอกสถานที่ไม่แน่ใจ”

ปณิธิยกมือก่อนเอ่ยถาม “แล้วถ้าผมจะทำเหมือนสกู๊ปสัมภาษณ์คนที่มาฝึกงานกับพี่ศิราล่ะครับ อยากให้เห็นว่าเราไม่ได้รับแต่ผู้หญิง แล้วพี่ศิราก็ไม่เคยทำรุ่มร่ามกับใคร”

อาศิราบอกอย่างไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย “ไม่เป็นไรหรอกปิ๊ง เรื่องส่วนตัวไม่เป็นไร อย่าไปกวนคนอื่นเลย”

ปณิธิหันมาบอกทันที “ไม่กวนครับ มีศิษย์เก่าพี่ศิราหลายคนติดต่อผมมาแล้ว ตอนนี้เท่าที่รวบรวมได้ก็สิบกว่าคนแล้วครับ แล้วก็เด็กที่ฝึกงานอยู่ตอนนี้ห้าคนเอาด้วยทุกคน”

ศรุตนิ่งไป ดวงตากลอกไหวอย่างครุ่นคิด ก่อนเสนอ “ผมว่านำเสนอในแง่การทำงานแล้วให้น้องๆ อยู่ในซีนด้วยดีกว่าครับ ถ้าเจาะจงว่าเป็นการสัมภาษณ์เด็กที่เคยฝึกงาน มันดูเป็นการตอบโต้เกินไป”

ปณิธิทบทวนคำแนะนำนั้น แล้วเอ่ยถามอีกเพื่อความแน่ใจ “แต่ถ้าโซเชียลส่วนตัวของน้องๆ จะปกป้องพี่ศิรา แบบนี้โอเคใช่ไหมครับ”

“แบบนั้นโอเคครับ” ศรุตตอบได้ทันที ก่อนหันไปหาอาศิรา ส่งข่าว “ผมติดต่อเพื่อนที่ทำนิตยสารออนไลน์ไว้สองเจ้านะครับ เจ้าหนึ่งเป็นคอลัมน์แนวแนะนำอาชีพกึ่งๆ ไลฟ์สไตล์ อีกเจ้าเป็นคอลัมน์ท่องเที่ยว ถ้าพี่ศิราสะดวกผมจะให้ติดต่อไป”

อาศิราทำได้แค่อ้าปาก ยังไม่ทันได้ตอบก็มีคนหนึ่งตอบให้ก่อน

“สะดวกค่ะ มาเลย”

ดารัณ… อาศิราหันมองหน้าดารัณ อดถามไม่ได้ “เราเป็นพี่ศิราเหรอ”

ดารัณยักไหล่ ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนตาโต ชี้หน้ามิรันตาผ่านกล้องเมื่อเห็นเจ้าหล่อนหยิบมาการองเข้าปาก ดูกล่องแล้วรู้ว่าเป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องทำขนมชนิดนี้อร่อยมาก “หยุดนะ! ห้ามกินยั่วรัณ กว่ารัณจะได้ไปกรุงเทพอีกตั้งสองอาทิตย์ หยุดเดี๋ยวนี้ หยุดดดดด”

มิรันตาชะงัก มองขนมในมือตน มองขนมในกล่องแล้วเลื่อนเอาไปใกล้จอ เอ่ยถาม “รัณอยากกินไอ้นี่เหรอ”

“ใช่สิ ตอนแรกไม่อยากพอเห็นแล้วอยากเลยเนี่ย”

มิรันตายิ้มกว้าง ค่อยๆ เอาขนมเข้าปากช้าๆ ทำหน้าให้รู้ว่ามันอร่อยมากกกก และหัวเราะร่วนเมื่อศรุตถีบเก้าอี้ล้อเลื่อนที่มิรันตานั่งอยู่ออก แม้ตัวจะหลุดจากกล้องไปแล้วแต่เสียงหัวเราะยังดังแว่วมา ส่วนดารัณก็หันขวับมองอาศิราเห็นว่าเขามองอยู่เช่นกัน หญิงสาวยกสองมือขึ้นแทนการบอกว่ายอมแพ้ ไม่ต้องถีบ แล้วเดินออกจากกล้องไปเองปล่อยให้หนุ่มๆ คุยเรื่องงานกันต่อ

อาศิราให้ข้อมูลศรุต “น้องพี่จะรวบรวมรูปกับฟีดแบ็กลูกค้ามาเรียง เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าพี่ที่มาคือถ่ายรูปเช็กอินแล้วแท็กเราหมด อาจจะมีลูกค้าไม่กี่กลุ่มที่มาแบบไพรเวต น้องพี่แค่อยากเตือนสติคนโพสต์ว่าพี่รับลูกค้าไม่เยอะ ยิ่งช่วงนี้ยิ่งไม่ค่อยได้รับ มันไม่มีทางมีฟีดแบ็กไม่ดีมาพร้อมๆ กันได้ขนาดนี้”

“ดีนะครับ แล้วผมว่าต่อไปพี่ศิราทำแบบนี้ทุกครั้งเลยก็ได้ พอลูกค้าโพสต์แล้วแท็กเราปุ๊บ ก็แชร์เลย ต่อไปถ้าจะมาสวมรอยเป็นลูกค้าเราก็จะยากขึ้น”

“โอเค” อาศิราตอบรับ แล้วอดบอกไม่ได้ “นี่ดีนะที่เขาเลือกโจมตีเชฟส์เทเบิล ถ้าเขาเลือกโจมตีรีสอร์ตพี่ว่างานหินกว่านี้”

ศรุตบอกความเห็นตน “ผมว่าเขาเลือกโจมตีตัวพี่ศิรามากกว่า อะไรที่มันระบุตัวตนพี่ศิราได้ เขาคงคิดว่าตัวเชฟส์เทเบิลจะกระทบพี่ศิราที่สุด”

ว่าไปก็ใช่… เพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันปริยฉัตรจะเห็นเขาทำงานเชฟส์เทเบิลเป็นส่วนใหญ่ เพราะงานอื่นๆ ส่วนใหญ่ปริยฉัตรไม่รับรู้เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีบริษัท บอกตรงๆ ถ้าปริยฉัตรรู้ข้อมูลแล้วเลือกโจมตีบริษัทเขา อาศิราคงเป็นเดือดเป็นร้อนมากกว่านี้

“พี่ศิราได้คุยกับคนทำไหมครับ”

อาศิราไม่ตอบในทันที หันไปมองปณิธิซึ่งรู้เลยว่าเป็นการขอความเป็นส่วนตัวจึงรีบลุกไป จนในห้องเหลือเพียงเขากับดารัณที่ไปนั่งไถโทรศัพท์ตัวเองอีกทางแล้วจึงตอบ “ก็มีโทรคุย เขาว่าไม่รู้เรื่อง แต่ก็ขอให้เขาหยุด”

“ถ้าเขาไม่หยุด ผมว่าลองขู่ด้วยพ.ร.บ. คอมฯ ดูก็ได้นะครับ อย่างน้อยคนที่ช่วยเขาโพสต์ก็น่าจะกลัว”

“ทำไมต้องขู่” ดารัณถามมาจากอีกทาง สบตากับอาศิราแล้วจึงถามไป “ทำจริงเลยไม่ได้เหรอ”

ศรุตตอบให้ “ลองขู่ดูก่อน ถ้าหยุดก็ดีไป ถ้าไม่หยุดค่อยลุยต่อยังไม่สาย พี่คิดว่าพี่ศิรากับรัณไม่ได้มีเวลาว่างเยอะ วิ่งขึ้นลงส.น.ไม่สนุกหรอก เชื่อพี่”

เสียงมิรันตาตะโกนเข้ากล้องมา “รันเห็นด้วย เหนื่อยมากเลย”

อาศิรากับดารัณสบตากันอีกครั้ง แค่นั้นดารัณก็รู้แล้วว่าอาศิราไม่ได้อยากเอาเรื่องใคร หญิงสาวจึงยักไหล่แล้วไถโทรศัพท์ตัวเองต่อเป็นการบอกว่า ‘แล้วแต่เลย’ แต่แล้วก็ต้องเลิกคิ้วอย่างผิดคาด มองอาศิราอีกทีเมื่อได้ยินเขาพูดกับศรุต

“พี่คิดว่าจะให้เวลาอีกสามวัน ถ้ายังไม่หยุดพี่คงดำเนินคดี… เพื่อนพี่พร้อมมากแล้ว”

ดารัณหัวเราะหึ รู้เลยว่านิธานคงกระเหี้ยนกระหือรือเต็มที เรียกได้ว่าถ้าอาศิราไฟเขียวเมื่อไรเขาคงส่งหมายเรียกให้คนที่โพสต์ให้ร้ายได้ทันทีแบบไม่ขาดแม้แต่คนเดียว ว่าไปดารัณก็ชักสนุกจนบอกไม่ถูกเลยว่าอยากให้เรื่องนี้จบหรือไม่จบดี จบเร็วก็ดีเพราะดีกับอาศิรามากกว่า ถ้าไม่จบก็ดีจะได้เห็นคนทำผิดโดนดำเนินคดี

ดารัณตะโกนร่ำลากับมิรันตาที่ตะโกนมาลาเช่นกันเมื่ออาศิรากับศรุตจะจบการสนทนา ตัดการติดต่อไปแล้วอาศิราก็ถามดารัณทันที

“ทำไม คิดว่าพี่จะไม่ทำอะไรเหรอ”

“ก็… ระบบใหม่อาจจะยังมีบั๊ก”

อาศิราหัวเราะหึ หันไปมองโทรศัพท์ตนที่ส่งเสียงดัง พอเห็นว่าเป็นภูฉายโทรมาก็รีบกดรับ ภูฉายคือคนที่มาช่วยเขาอบรมเกษตรกรเรื่องเกษตรอินทรีย์ ช่วยติดตามดูงานให้คำแนะนำกระทั่งทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่าง “ครับพี่ภู”

“เป็นไงศิรา ได้ข่าวว่าโดนหนัก”

อาศิราหัวเราะเบาๆ เดาได้ว่าภูฉายคงรู้เรื่องที่เขาโดนว่าแล้ว บอกให้อีกฝ่ายสบายใจ “ไม่น่าห่วงเท่าไรครับ แต่ก็มีแผนสำรองไว้ถ้ามันยังไม่จบ… ผมเคยเห็นคลิปโปรโมตฟาร์มสเตย์ของชาวบ้านที่พี่ภูช่วยทำ พี่ภูยังมีคอนแท็กต์ของทีมงานที่ทำอยู่ไหมครับ”

“มี ยังใช้งานกันอยู่เรื่อยๆ”

“ครับ ผมขอคอนแท็กต์หน่อย ที่ปรึกษาแนะนำให้ผมทำเหมือนกึ่งๆ สารคดีว่าผมซื้อผักซื้อเนื้อจากไหน ผมคิดในหัวคร่าวๆ ว่าอยากให้ได้บรรยากาศของแปลงเกษตร แนวๆ เดียวกับของพี่ภู”

“ดีนะ เพราะทีมที่พี่ใช้เขาถนัดแนวเกษตรมาก หามุมสวยๆ แสงสวยๆ เก่งจริงๆ เดี๋ยวพี่ส่งคอนแท็กต์ให้”

“ขอบคุณนะครับ พี่ภูโทรมาผมก็มีเรื่องรบกวนเลย”

“ไม่กวน ยินดีช่วย โทรมาจะถามนี่แหละว่ามีอะไรให้ช่วยไหม”

“ตอนนี้มีเท่านี้ครับพี่ภู ขอบคุณมากๆ จริงๆ”

“โอเค งั้นเรื่องกุหลาบเลื่อนไปก่อนไหม”

ก่อนหน้านี้ภูฉายส่งงานมาให้เขาทำ โดยให้คิดเมนูซึ่งมีดอกกุหลาบผสมอยู่ จะเป็นคาวหวานหรือเครื่องดื่มก็ได้จำนวนห้าเมนู ภูฉายกำลังจะส่งตัวอย่างทั้งดอกสดและดอกอบแห้งมาให้เขา แต่เขายังไม่ทันตอบกลับตั้งใจว่าจะตอบหลังคุยกับศรุตแล้วนี่แหละ แต่ภูฉายโทรมาก่อน “ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องเลื่อน แต่ส่งมาแค่ดอกแห้งก็ได้ กุหลาบมอญบ้านผมมี จะเอาของที่บ้านลองทำให้ก่อน น่าจะสดกว่ารสชาติจะได้ไม่เพี้ยนด้วยครับ”

“ไม่เป็นไร พี่อยากรู้ด้วยว่ากุหลาบจะช้ำแค่ไหนถ้าต้องขนส่ง”

“ถ้างั้นผมทดลองให้ดีไหมครับ ว่าระหว่างกุหลาบเก็บสดกับกุหลาบสดที่ขนส่งมา พอทำอาหารแล้วรสชาติต่างกันไหม”

“ดีเลย พี่ส่งแยมกุหลาบไปให้ด้วย พี่ว่ารสมันยังไม่ค่อยโอเค อยากให้ศิราช่วยปรับให้หน่อย”

“ได้ครับ”

“ทำใบเสนอราคาใหม่มานะ”

“ตอนนี้ยังไม่มีเปลี่ยนครับ ยังราคาเดิม”

“โอเค ของน่าจะถึงพรุ่งนี้… ศิราใช้กุหลาบพี่ทำอะไรก็อัปขึ้นโซเชียลได้นะ ใส่ชื่อตะวันรอนได้เลย พี่จะแชร์มาช่วยยืนยันว่าศิราสนับสนุนของปลอดสารจริงๆ”

เพราะตอนนี้ชื่อตะวันรอนโด่งดังมากในด้านเกษตรอินทรีย์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวกึ่งการเรียนรู้ที่ได้ออกสื่ออย่างน้อยก็เดือนละครั้ง ถ้าเขาได้ชื่อตะวันรอนมาสนับสนุนคงทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องไม่ใช้ของปลอดสารตกไป “ขอบคุณมากครับพี่ภู เดี๋ยวถ้าได้ไอเดียอะไรจะส่งให้พี่ภูดูก่อน”

“โอเค อย่าลืมนะ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็โทรมา”

อาศิราเอ่ยขอบคุณ รอจนอีกฝ่ายวางสายไปแล้วจึงค่อยหันไปทางดารัณอีกครั้ง “อยากกินมากาฮงเหรอ”

ดารัณงงอยู่ชั่วครู่ ก่อนเหลือกตาส่ายหน้าไปมา “ชื่อขนมเจ้าปัญหา ออกเสียงไม่เหมือนกันสักชาติ”

อาศิราหัวเราะ จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เขาได้ยินคนเรียกขนมนี้มาหลากหลาย ทั้งมาการอง มาการอน แต่ที่ฝรั่งเศสเรียกมากาฮง “แล้วอิตาลีเรียกยังไง”

“มาคาโรเน่”

กลายเป็นสี่พยางค์ไป… อาศิราพยักหน้า อดบอกไม่ได้ “ยาวเลย”

“แล้วถามทำไม ถ้าถามแล้วไม่ทำให้กินจะโกรธมาก”

อาศิราหัวเราะ บอกไป “รอพรุ่งนี้นะ จะให้เป็นหนูทดลอง ว่าจะทำมากาฮงกุหลาบ อยากกินรสไหนบ้าง”

รสไหนก็ได้ ดารัณไม่สนใจ หญิงสาวลุกยืน บอกเพียง “จะเข้าเมืองนะ”

“ไปทำอะไร” อาศิราถามทันที และอีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำให้กระจ่างเลยเพราะดารัณตอบมาแค่ “ไปซื้อของ”

ที่ดารัณไม่ได้บอกคือ ไม่ใช่แค่ของอย่างเดียว หลายอย่างด้วย!

อาศิราลองลิสต์รายการอาหารกับทีมจนได้เมนูที่จะลองทำหลากหลาย ของคาวมี ยำ ซุป สลัด เทมปุระกับซอสมายองเนส ของหวานมีไอศกรีม มาการอง พานาคอตต้า โยเกิร์ต ตะโก้ ลอดช่อง เครื่องดื่มจะนำโยเกิร์ตกุหลาบมาทำเป็นสมูธตี้ต่อ

อาศิราเตรียมสเฟียร์น้ำกุหลาบ กลีบกุหลาบสด กลีบกุหลาบเทมปุระไว้ต่างหากเพื่อจะได้ลองใส่ในแต่ละเมนู ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องชิมของเหล่านั้นก่อนเพื่อให้รู้รสชาติเบื้องต้น พอได้ลองทำจริงกลายเป็นว่าในเมนูยำนั้นการใส่ทั้งกลีบกุหลาบสดและทอดรวมกับสเฟียร์ทำให้รสสัมผัสเวลากินดีกว่าแบบอื่นๆ ซุปนั้นเป็นซุปครีมอร่อยกว่าซุปใสได้กลิ่นกุหลาบขึ้นจมูกมากกว่า โรยหน้าด้วยกลีบกุหลาบสดให้สีที่สวยกว่า แต่ถ้าต้องการเท็กซ์เจอร์ที่ดีกว่าต้องใช้กลีบแบบทอด อาศิราเลยให้เด็กอีกคนทำขนมปังกุหลาบเพื่อเอามาทำครูตองส์โรยหน้าซุป ตัวสเฟียร์ไม่เข้ากับซุปเพราะให้รสชาติและรสสัมผัสไม่เข้ากัน ส่วนเทมปุระกลีบกุหลาบนั้นค่อนข้างเรียบง่าย อาศิราจึงใส่ลูกเล่นที่วิธีจัดจาน นั่นคือบีบมายองเนสกุหลาบเป็นฐานวงกลมในจานขนาดเล็กเท่ากับจานรองแก้ว แล้วนำแต่ละกลีบมาปักเรียงซ้อนกันกลายเป็นกุหลาบดอกใหม่ แล้วนำใบกุหลาบสองใบมาวางด้านซ้ายขวา เท่านี้ก็ได้ของกินเล่นจานเล็กๆ ที่เหมาะกับการถ่ายรูปเพิ่มมาหนึ่งจาน บรรดาเด็กฝึกงานที่รุมถ่ายรูปนั่นเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี

อาศิราหันไปมองดารัณ เห็นจ้องนิ่งอยู่หน้าจอแล็ปท็อปซึ่งกำลังแสดงภาพที่กล้องดีเอสแอลอาร์ถ่ายอยู่ ที่เจ้าหล่อนพูดว่าเคยถ่ายภาพถ่ายคลิปในสตูดิโอเองนั้นไม่ใช่ราคาคุย เมื่อวานหลังออกจากบ้านไปสักพักก็ส่งข้อความกลับมาถามว่ากล้องดีเอสแอลอาร์ที่เขาใช้อยู่รุ่นอะไร อาศิราจำเป็นต้องมีกล้องไว้เพื่อถ่ายรูปส่งให้ลูกค้า พอบอกชื่อรุ่นไป ดารัณก็หายไปครึ่งวัน กลับมาอีกทีตอนเย็นย่ำพร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วงให้ภาพจากกล้องขึ้นจอคอมพิวเตอร์ โคมไฟสตูดิโอสองตัว กล้องโกโปรอีกสองตัว ดารัณพูดคุยปรึกษากับเขาจนตัดสินใจติดตั้งกล้องสองตัวนั้นประจำสองจุด จุดแรกคือบริเวณเตรียมอาหาร ช่วยกันเลือกมุมที่จะทำให้เห็นการตัด สับ เตรียมผัก และเครื่องปรุงส่วนผสมต่างๆ ที่เตรียมไว้ได้ชัดเจน ส่วนอีกจุดติดตั้งที่โต๊ะเตรียมอาหาร เป็นจุดที่เขาใช้ตกแต่งจานอาหาร ส่วนกล้องดีเอสแอลอาร์นั้นไม่ประจำที่ แต่ดารัณจะเคลื่อนไปกับขาตั้งกล้อง เน้นเป็นการเก็บบรรยากาศโดยรวม เน้นถ่ายเฉพาะบุคคล ดูจากทิศทางกล้องตอนนี้ดารัณกำลังถ่ายคนที่รุมถ่ายภาพอาหารอีกที

ตอนทำมาการองนี่เองที่ดารัณตั้งใจถ่ายเป็นพิเศษ เรียกว่าตามเก็บทุกขั้นตอนไม่เว้นแม้แต่ตอนที่ขนมพองตัวในเตาอบ จนถึงตอนที่เขาบีบไส้ครีมให้มาการอง ไม่อยากคิดจริงๆ ว่าถ้าเขาทำมาการองพังจะขายหน้าแค่ไหน ก่อนนึกอะไรบางอย่างได้จึงหันไปทางปณิธิ

“ปิ๊ง แยมกุหลาบอยู่ไหน”

ปณิธิเอาของที่เขาถามหามาส่งทันใจ พอเปิดออกอาศิราก็ทำตามความเคยชินคือชิมก่อน ของทุกอย่างที่เขาจะใช้ต้องชิมก่อนเสมอไม่อย่างนั้นเขาทำอะไรต่อไม่ได้ อาศิราหน้านิ่วแล้วออกปาก “เปรี้ยวไปไหม”

อาศิราส่งต่อให้ทุกคนลองชิมไม่เว้นแม้แต่ดารัณจนได้ข้อสรุปว่าแยมกุหลาบนั้นเปรี้ยวเกินไปและแทบไม่ได้กลิ่นกุหลาบเลย ปณิธิอาสาไปลองทำแยมตัวใหม่ให้ ส่วนอาศิราแก้รสชาติแยมตัวเดิมเพราะต้องลองใช้ก่อน

มาการองที่เหลือนั้นแทนที่จะบีบไส้ครีมลงไปตรงๆ อาศิราบีบครีมเป็นวงเว้นที่ว่างไว้ตรงกลางแล้วใส่แยมกุหลาบที่ปรุงรสใหม่ลงไป ประกอบมาการองเรียบร้อยก็ยื่นส่งไปให้ดารัณ แต่พอเห็นว่าทุกคนมองอาศิราก็ยิ้มเก้อๆ แล้วบอก “พวกเราไว้ชิมพร้อมกัน”

ดารัณรับมาอย่างเขินๆ เพราะรู้สึกเหมือนเขาให้เธอเป็นกรณีพิเศษ พิจารณาดูตัวมาการองก่อนเป็นอันดับแรก ตัวแป้งนั้นเนียนสวย มีขาออกมาตามขอบอย่างสมบูรณ์แบบ ลองกัดดูก็พบว่าตัวแป้งกรอบนอกนุ่มใน ตัวไส้ครีมได้กลิ่นวานิลลาผสมกุหลาบ รสชาติแยมที่เพิ่มมายิ่งทำให้ทุกอย่างเข้มข้นขึ้น กลิ่นกุหลาบจากตัวแป้งตลบอบอวลขึ้น “ดี ดีมากกก”

ถึงช่วงพักเที่ยงทุกคนกินอาหารกันอย่างรวดเร็ว เพื่อกลับมาทำอาหารต่อ ดารัณก็กลับมาถ่ายทำต่อ

ที่ดารัณอยากลองชิมอีกอย่างคือตัวตะโก้สาคูซึ่งใช้น้ำกุหลาบแทนน้ำใบเตย อาศิราเอากุหลาบแช่ไนโตรเจนเหลวแล้วนำไปปั่นจนเป็นผงละเอียดมาผสมกับส่วนกะทิที่จะโปะหน้า จนตัวกะทิเป็นสีชมพูสวย อาศิราตักตัวสาคูใส่ถ้วยแก้วแทนกระทงใบตองเพราะต้องการอวดสาคูสีหวาน ใช้หัวบีบสำหรับทำกุหลาบสำเร็จรูปมาลองใช้บีบกะทิลงตัวสาคูก่อน แต่ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจเพราะสุดท้ายก็ไปหยิบหัวบีบที่ต้องบีบทีละกลีบๆ จนกลายเป็นกุหลาบ ไม่ลืมเอาใบกุหลาบมาเสียบขอบถ้วยเพื่อให้ดูเป็นดอกกุหลาบยิ่งขึ้นและยังช่วยเรื่องสีสันด้วย ดารัณแอบขำกับความ ‘เป๊ะ’ ของเขาแต่คิดว่าถ้าเอาส่วนนี้ตัดออกอากาศคงทำให้คนอื่นพออนุมานได้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร คนที่เป๊ะกับทุกรายละเอียดขนาดนี้ไม่มีทางทำอะไรมักง่ายกับอาหารของตัวเองแน่

หลังทำอาหารเสร็จทำความสะอาดพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างมานั่งรวมกันที่โต๊ะยาวซึ่งจัดวางอาหารทั้งหมดไว้เพื่อชิมและออกความเห็นร่วมกัน ซึ่งดารัณต้องคอยอยู่หลังกล้องเพราะต้องคอยเก็บภาพและจดว่าใครพูดอะไรเผื่อต้องใส่ซับไตเติ้ลด้วยยังไม่แน่ใจว่ากล้องจะเก็บเสียงได้ดีไหม กระนั้นก็ยังได้กินของทุกอย่างเพราะอาศิราส่งมาให้เรื่อยๆ

ในที่สุดการทำงานวันนี้ก็สิ้นสุดลงตอนบ่ายสาม และอาศิราปิดประชุมด้วยการบอก “พรุ่งนี้เราจะลองกุหลาบที่เก็บสดทำเมนูพวกนี้อีกรอบเพื่อดูว่าจะต่างกันไหม  เจอกันเก้าโมง”

ปณิธิยกมือถาม “ใช้กุหลาบข้างบ้านพี่ศิราใช่ไหม เก็บกุหลาบกี่โมงดีครับ”

อาศิราโบกมือ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เก็บมาให้ เจอกันที่นี่แหละ”

ทุกคนจึงค่อยๆ ทยอยออกไปจากห้อง ขณะดารัณยังเปิดดูภาพที่ได้จากการถ่ายทำวันนี้ อาศิราหันมาเห็นจึงไม่อยากกวน ส่วนพ่อกับศตายุก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะฝากผิวให้ดูแลเรื่องปากท้องตอนมื้อเที่ยงเผื่อไปจนถึงตอนเย็นแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินไปดูกุหลาบส่วนที่ยังเหลืออยู่ ส่วนแห้งไม่มีปัญหาเพราะเก็บไว้ได้นาน แต่ดอกสดเห็นแล้วอาศิราก็เสียดายจึงเอ่ยถามดารัณ

“อยากกินอะไรอีกไหม ยังมีกุหลาบสดเหลือ เสียดาย”

ดารัณเหลือบมองกุหลาบ ‘เหลือ’ หรี่ตามองอาศิราแล้วถาม “หน้ารัณเหมาะกับของเหลือเหรอ”

อาศิราหัวเราะหึ เดินไปตรงตู้เก็บอุปกรณ์หยิบเข็มกับด้ายมาเมื่อนึกออกว่าจะทำอะไร เดินกลับไปนั่งข้างๆ ดารัณเริ่มลงมือร้อยดอกกุหลาบเข้าด้วยกัน ขณะอีกคนก็ยังเซ้าซี้

“ถามไม่ได้ยินเหรอ ตกลงหน้ารัณเหมาะกับของเหลือหรือเปล่า”

อาศิราตั้งใจร้อยดอกกุหลาบต่อ โดยร้อยวิธีเดียวกับร้อยมาลัยทว่าทำเพียงครึ่งเดียวเพื่อให้อีกครึ่งนั้นแบนเป็นระนาบเดียวกัน ทำแบบนี้เวลาคาดผมแล้วจะแนบไปกับศีรษะมากกว่า

“นี่ รัณถามก็ตอบ อย่ามาทำเป็นเหมือนรัณไม่มีตัวตนนะ ไม่ชอบ”

อาศิรายังไม่สนใจ ร้อยกุหลาบของตนต่อ เสร็จแล้วลุกไปเอาลวดกำมะหยี่มาพันเพื่อให้ดัดสายกุหลาบได้อิสระขึ้น

“นี่!” ดารัณที่ชักหงุดหงิดจริงๆ แล้วจากที่ตั้งใจแค่ป่วนเขา กลายเป็นว่าโดนเขาป่วนกลับ ก่อนนิ่งไปเมื่ออาศิราหันมาประจันหน้า ดึงเก้าอี้เธอเข้าไปใกล้ เห็นเขากางเส้นกุหลาบที่ร้อยออกแล้วอดถามไม่ได้ “จะทำอะไร”

อาศิราไม่ตอบ แค่ยิ้ม แล้วเอาเส้นกุหลาบคาดไปบนศีรษะดารัณ แล้วพอดารัณรู้ว่าเขาจะทำที่คาดผมกุหลาบให้ก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ แต่อดถามไปไม่ได้

“สรุปรัณเหมาะกับของเหลือจริงๆ ใช่ไหม”

อาศิราที่กำลังจะผูกปลายเส้นกุหลาบเลยผละออกมามองหน้า แล้วก็เปลี่ยนใจ จากจะคาดผมให้เลยเลื่อนลงมาคาดปากแล้วผูกปมให้เรียบร้อยแทนการบอกให้เงียบๆ เสียที มองหน้าดารัณที่ตอนนี้ตาโตอย่างตกใจ พักหนึ่งเจ้าหล่อนก็เริ่มขำ เอามือรั้งสายกุหลาบออกจากปากตนลงมาที่คางแล้วว่ามาทั้งๆ ที่ยังไม่หยุดหัวเราะ

“นิสัยไม่ดี” เธอล่ะเกลียดจริงๆ เวลาที่เขา ‘ร้าย’ กับเธอด้วยหน้าตาแสนดีแบบนั้น ดารัณตัวเกร็งตอนเขาเอื้อมมาหมุนสายกุหลาบที่คอเธอไปแกะปม แล้วเอามากางตรงหน้าเธออีกที

“กุหลาบเหลือ แต่พี่ตั้งใจทำให้ เอาหรือไม่เอา”

ดารัณมองหน้าอาศิรา สุดท้ายก็อ้อมแอ้มตอบเสียงเบา “เอา”

อาศิรายิ้ม ขยับเข้าไปคาดผมให้ดารัณด้วยสายกุหลาบ รอจนหญิงสาวรวบผมออกให้ก็ผูกปมบริเวณท้ายทอย ขยับสายกุหลาบให้อยู่ในตำแหน่งสวยงามแล้วจึงผละมามองผลงานตัวเอง มือหนึ่งแตะคางดารัณเหมือนอยากดูให้ชัดๆ “สวย”

ดารัณอมยิ้ม ก่อนหุบยิ้มเมื่อเขาบอกมาอีก

“กุหลาบน่ะ”

แล้วพอเขาหัวเราะขำเธอดารัณก็ปัดมือเขาออก แล้วต้องนิ่งไปเมื่อเขาถามมา

“รังเกียจของเหลือเหรอ”

ที่เธอนิ่งเพราะรู้สึกได้ เขาไม่ได้ถามถึงกุหลาบ อาหาร หรือสิ่งอื่นใด… แต่หมายถึงตัวเขา มองหน้าเขาอยู่ครู่ดารัณก็ถอนใจเฮือก ตีหน้าอกเขาเบาๆ แล้วบอกไป “พี่ศิราไม่ใช่ของเหลือ แม้แต่พี่ฉัตรก็ไม่ใช่เหมือนกัน อย่าลดคุณค่าคนเราด้วยเรื่องแบบนั้น”

เธอจะตายก็เพราะยิ้มของเขานี่แหละ เขายิ้มทั้งปากและตา พร้อมกันนั้นดารัณก็รู้สึกได้ถึงความภูมิใจที่เขามีให้ ดารัณผละจากเขาเพื่อไปดูภาพที่ถ่ายทำไว้ทั้งหมดต่อ จดลงกระดาษว่าจะตัดเอานาทีที่เท่าไรของกล้องไหนมาชนกัน อาศิราหันไปจัดการกับกุหลาบต่อด้วยการเอาดอกสดอบด้วยความร้อนต่ำเพื่อไล่ความชื้น แล้วกลับมานั่งพิมพ์รายงานฉบับแรกเพื่อส่งให้ภูฉาย

แสงตะวันราลงมากแล้ว อาศิราเงยหน้ามองไปรอบๆ แล้วตัดสินใจว่าจะเปิดไฟดีหรือว่าจะชวนดารัณกลับบ้านดี ถ้ากลับตอนนี้ก็ยังทันทำมื้อเย็น แต่เป็นดารัณที่บอกมาก่อน

“กลับบ้านกันดีกว่า เย็นนี้ทำอะไรกินดี”

“พ่อส่งข้อความว่าได้เนื้อวัวมา”

ดารัณตอบทันที “มีเดียมแรร์หนึ่งที่”

อาศิราหัวเราะหึ ออกเดินนำไปยังรถนั่งไฟฟ้า ขึ้นรถขับออกไปได้สักพักแล้วจึงบอก “ขอดูเนื้อก่อน”

ดารัณไม่ว่าอะไรเพราะนั่นดีกับเธออยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเนื้อวัวจะกินดิบได้ตลอดก็ต้องดูคุณภาพของเนื้อด้วย ทว่าพอดึงบ้านแล้วโพรเจกต์สเต๊กมีเดียมแรร์เป็นอันล่ม เพราะศีลเอาเนื้อเข้าเครื่องสไลด์ทำเป็นแผ่นบางเรียบร้อย เห็นเด็กๆ เข้ามาก็บอก

“ชาบูกันนะ”

อาศิรายิ้มขำ ไม่พูดอะไรแต่หันไปมองหน้าดารัณจนคนถูกมองรู้สึกว่าโดนเย้ยที่อดกินสเต๊ก ก้มลงไปอุ้มศตายุที่คลานจากมุมของเล่นมาหา ผิวเองที่ช่วยดูอยู่ก็ลุกขึ้นแล้วขอตัวไปทำอาหารเย็นของตน อาศิราพยายามจะไม่กอดไม่จูบศตายุมากนักเพราะไม่อยากผูกพันมากไปกว่านี้แต่ก็อดไม่ได้ หลังจูบศตายุทั่วหน้าจนพอใจแล้วจึงส่งให้ดารัณ พร้อมบอกเหมือนกลัวหญิงสาวจะไม่ยอมรับศตายุไป “เดี๋ยวพี่เตรียมซุป”

ดารัณรับเด็กน้อยไป ซึ่งก็เหมือนเคย คือพอเห็นแก้มยุ้ยๆ ก็อดใจไม่ได้จริงๆ ที่จะฝังจมูกลงไป ไม่ว่าอะไรตอนศตายุคว้าที่คาดผมกุหลาบไปขยำเล่น จับมันคล้องคอเด็กน้อยไว้อยากทำอะไรก็ตามใจ เห็นเอาเข้าปากแล้วบ้วนออกมาก็หัวเราะ ข้อดีคืออย่างน้อยศตายุก็ไม่อยากกินมันแล้ว ไม่ต้องระวังว่าจะติดคอไม่ก็ท้องเสีย เดินเข้าครัวไปอีกนิด หันไปเห็นผักในกะละมังแล้วก็เอ่ยถาม “ผักนี่ทำอะไรต่อไหมพ่อ”

“พ่อเพิ่งแช่น้ำส้มสายชูไป เดี๋ยวไทเมอร์ดัง รัณก็ล้างแล้วแช่เบคกิ้งโซดาต่อนะ”

ดารัณตอบรับ ก่อนหันไปอีกทางเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูกระจก หันไปมองเห็นเป็นปณิธิที่ทำหน้าตาตื่นก็รีบเดินไปเปิดประตู อีกฝ่ายบอกมาทันที

“แย่แล้วน้องรัณ”

ดารัณขมวดคิ้ว เดินนำปณิธิเข้าไปในครัว อาศิรากับศีลก็พลอยหยุดทำงานไปด้วยเพราะรู้สึกได้ว่าเหตุการณ์ไม่ปกติจากสีหน้าท่าทางของผู้มาใหม่ อาศิราเป็นคนเอ่ยถาม

“มีอะไรเหรอปิ๊ง”

ปณิธิเปิดโทรศัพท์มือถือของตนขณะอธิบาย “ช่วงนี้ผมเฝ้าหน้าเพจอยู่ครับ มีคนเอาลิงก์นี้มาแปะแต่ผมซ่อนไว้แล้ว รีบเอามาให้พี่ศิราดู”

อาศิรารับมือถือของปณิธิมาดู กดลิงก์ซึ่งลิงก์ไปยังเว็บข่าวออนไลน์แห่งหนึ่ง อ่านเนื้อข่าวแล้วหน้านิ่วขึ้นเรื่อยๆ พอตนอ่านเสร็จก็ส่งให้ดารัณแล้วเดินหนีออกข้างบ้านไปท่าทางหัวเสียอย่างหนัก ศีลเองก็ละล้าละลัง ห่วงลูกแต่ก็อยากรู้ก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น จึงบอกดารัณ

“อ่านให้พ่อฟังด้วย”

ดารัณทำตามนั้น “เจอมรสุมครั้งใหญ่สำหรับเชฟคนดังที่เป็นลูกชายของอดีตดาราและนักร้องรุ่นเก๋า เมื่อคนใกล้ชิดออกมาแฉว่าธุรกิจที่ทำล้วนสร้างภาพ ตลบตะแลงปลิ้นปล้อน แถมเจ้าชู้ยักษ์ไปเรื่อยไม่สนใจลูกเมีย ล่าสุดได้ชู้คนใหม่ชื่อ ดร. กำลังหลงหัวปักหัวปำจนไล่ลูกเมียออกจากบ้าน ระวังสักวันกรรมมันจะตามสนองนะจ๊ะพ่อคุณ”

พออ่านจบดารัณก็ส่งโทรศัพท์คืนปณิธิ แล้วบอกอีกฝ่ายที่มีสีหน้าเป็นห่วง “ไม่ต้องห่วงพี่ปิ๊ง นิ่งไว้ก่อน ขอบคุณนะที่มาส่งข่าว”

ปณิธิพยักหน้าแล้วขอตัวลากลับบ้านไป ส่วนศีลกับดารัณก็มองหน้ากันแล้วพากันเดินออกไปสมทบอาศิราที่เท้าสะเอวเดินไปเดินมาอยู่ในสวนกำลังคุยโทรศัพท์ เดินเข้าไปใกล้จึงได้ยินเขาพูด

“ติดต่อไปให้หมดเลย ทั้งหมดทุกคนที่โพสต์ แล้วก็สำนักข่าวที่ลงข่าวด้วย เดี๋ยวส่งลิงก์ไปให้” อาศิราบอก หันมาเห็นพ่อตนกับดารัณก็หยุดเดิน ฟังนิธานถามมา

“ให้กูติดต่อฉัตรไหม”

“ไม่ต้อง” อาศิราตอบทันทีแล้วขยายความเพราะกลัวเพื่อนจะเข้าใจผิดว่าเขามีเยื่อใย “ไม่ต้องติดต่อฉัตร อย่าให้มีอะไรไปกระทบเขาตอนนี้ กูอยากให้เรื่องสิงห์จบก่อนไม่งั้นเขาจะเล่นแง่”

“เออ อีกไม่นานหรอก ตอนนี้ทางกูส่งเอกสารทั้งหมดไปแล้ว กูขอให้พ่อช่วยโทรคุยกับคนอนุมัติด้วย เร็วทันใจแน่นอน”

พอรู้แบบนั้นอาศิราก็ค่อนข้างโล่งใจ บอกไปทันที “ดี สิงห์ไปอเมริกาเมื่อไรค่อยจัดการฉัตรอีกที”

ประโยคนั้นทำเอาศีลกับดารัณหันมองหน้ากัน ก่อนเป็นดารัณที่บอก

“เฟิร์มแวร์อัปเดตอีกแล้ว รุ่นใหม่ร้ายกว่าเดิม”

อาศิราวางสายจากนิธาน ได้ยินประโยคนั้นของดารัณก็บอกไป “ยังร้ายขึ้นได้อีกถ้าฉัตรไม่ยอมหยุด”

ศีลหัวเราะเบาๆ ถามไปตรงจุด “โกรธที่เขาพูดถึงรัณเหรอ”

อาศิราเหลือบมองดารัณ ก่อนหันกลับมาพยักหน้ากับพ่อ อธิบาย “เขาไม่ควรยุ่งกับคนอื่น ถ้าทำแค่ลูกลูกจะไม่โกรธ เอาชื่อรัณไปอ้างแบบนั้นรัณเสียหาย”

ดารัณหัวเราะหึ บอกทันที “ดีนะว่ารัณจบแค่มาสเตอร์ ไม่ทันได้เป็นด็อกเตอร์”

อาศิราไม่ขำ รู้ว่าดารัณล้อไปกับชื่อย่อ ดร. ของตัวเอง แต่ความร้อนรุ่มที่เกิดในจิตใจเริ่มเบาบางลงเมื่อดารัณพูด

“ใจเย็นๆ ไม่มีใครรู้หรอกว่า ดร. เป็นใคร ถึงรู้ก็… แล้วไง” ดารัณไม่กล้าพูดต่อ แต่เป็นศีลที่พูดให้เอง “ลูกกับรัณจดทะเบียนสมรสกัน ถ้ามันเป็นเรื่องขึ้นมาแค่โชว์ใบทะเบียนสมรสก็จบ ฉัตรเองก็ออกมาโวยวายไม่ได้ด้วย ลูกบอกเองนี่ว่าฉัตรจะแต่งงาน”

นั่นก็ใช่… พอใจเย็นลงแล้วอาศิราก็ยิ้มได้ ออกเดินไปกับพ่อที่เข้ามาตบหลังเขาเบาๆ แล้วพาเดินเข้าบ้าน

“ไป ไปทำชาบูกินกันต่อดีกว่า เรื่องนี้มันไม่ได้หนักหนาหรอก สุดท้ายมันก็จะผ่านไป”

ก็จริง สำหรับอาศิราแล้วเรื่องนี้ไม่ได้กระทบกระเทือนจิตใจ แค่ทำให้รำคาญใจ ไม่หนักหนาเท่าเรื่องศตายุซึ่งเขาผ่านไปได้แล้ว กับเรื่องนี้ก็คงไม่ยากเย็นนัก

อาศิราต้มซุปน้ำดำเรียบร้อยแล้วก็นำน้ำซุปบางส่วนมาทำน้ำจิ้มพอนสึต่อ ชะงักไปเมื่อดารัณเข้ามายืนข้างๆ วางบางอย่างบนหลังมือเขาที่เท้าเคาน์เตอร์ครัวอยู่ อาศิราก้มลงมอง… ดอกกุหลาบ ชายหนุ่มหันมองดารัณซึ่งบอกมาง่ายๆ

“ใช้คืน”

พิจารณาดูแล้วอาศิราแน่ใจว่านี่เป็นกุหลาบของบ้านเขา เพราะสดใหม่ กลีบยังไม่ช้ำ ดารัณน่าจะเพิ่งเด็ดมาเมื่อกี้นี้เอง “เอากุหลาบบ้านพี่มาคืนพี่เหรอ”

ดารัณหน้าบู้ ก่อนยืดตัวเชิดหน้าแล้วบอกไป “บ้านรัณต่างหาก กุหลาบของรัณ ทุกอย่างในบ้านนี้ของรัณ”

มองหน้าเบ่งนั่นแล้วอาศิราก็ถามย้อนไปด้วยความหมั่นไส้ “ทุกคนด้วยไหม”

เพราะคำถามนั้นทำให้อาศิราได้เห็นคนเบ่งหน้าเหวอ สบตาเขาแล้วกะพริบตาปริบให้เห็นอยู่สองทีก็ทำเป็นเมินเดินลิ่วหนีไป อาศิราหัวเราะหึ… นึกว่าจะแน่!

Don`t copy text!