สลักบุหลัน บทที่ 1 : ภายใต้ตัวตน

สลักบุหลัน บทที่ 1 : ภายใต้ตัวตน

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  1 –

 กุลกัลยาสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นรัวโดยไม่ทราบสาเหตุจนเจ้าตัวต้องสัมผัสร่างกายบริเวณนั้นทันควัน ใช้เวลากว่าครู่มันถึงค่อยสงบลงไปบ้าง และระลึกได้ว่าตัวเองอยู่ที่ใด

เธอเผลอหลับไปในห้องทำงานส่วนตัว เก้าอี้หนังราคาแพงนุ่มสบายช่วยให้เนื้อตัวไม่เมื่อยขบ อีกทั้งยังทำให้เข้าสู่ภวังค์ลึกนานเกินจำเป็นเสียด้วย กุลกัลยามองหน้าจอนาฬิกาดิจิตอลบนโต๊ะทำงาน ปรากฏตัวเลขศูนย์สามตัว กะพริบไม่กี่อึดใจก่อนตัวเลขหลักท้ายสุดจะเปลี่ยนเป็นเลขหนึ่ง บ่งบอกว่าถึงยามผ่านเข้าสู่วันใหม่เรียบร้อยแล้ว

เสียงครางลอดไรฟันด้วยความขัดเคืองดังเบาๆ สาวเจ้าของห้องยกมือแตะหน้าผาก ขัดใจตัวเองที่ทำตัวไร้ระเบียบ นอกจากจำไม่ได้ว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อไรแล้ว ยังไม่ยอมตื่นจนเวลาล่วงมาดึกดื่น…ไม่สิ…ต้องเรียกว่าเช้ามืดต่างหาก เอกสารยังวางกองระเกะระกะเต็มโต๊ะไปหมด ไม่ทันได้ทำงานจนเสร็จด้วยซ้ำ

เธอรู้สึกมึนหัวและเมื่อยขบไม่น้อยจึงขยับตัวเปลี่ยนท่า จังหวะเดียวกับประตูห้องทำงานขนาดใหญ่ตกแต่งไว้อย่างทันสมัยเปิดออกพอดี หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม ในมือถือถาดวางถ้วยชาควันกรุ่น

“ตื่นแล้วเหรอคะ คุณกัล” หล่อนทัก

“ยังไม่กลับอีก” หญิงสาวเจ้าของห้องเลิกคิ้ว “นี่มันดึกมากแล้วนะ หมิว”

“เจ้านายยังไม่กลับ ลูกน้องจะหนีกลับก่อนได้ยังไงกันล่ะคะ”

“ถ้าอย่างนั้นเธอก็น่าจะปลุก ฉันแค่ตั้งใจจะพักตานิดเดียวเอง” เธอเอ่ยแก้เก้อ ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเผลอหลับยาวไปหลายชั่วโมง ซ้ำยังเป็นช่วงเวลาทำงานอีกด้วย

ไม่เคยมีสักครั้งนับแต่ก่อตั้งบริษัทมาเมื่อเจ็ดปีก่อนที่กุลกัลยาจะเป็นเช่นนี้ เธอคงเหนื่อยมากเกินไปจริงๆ ทั้งปัญหารายวันที่ดาหน้าเข้ามาให้แก้ไขเป็นปกติ อีกทั้งงานใหม่ที่มุ่งหมายให้สำเร็จ ทุกอย่างกดดันจนทำให้ร่างกายอ่อนล้าสะสม จึงแสดงออกมาให้เห็นจนได้

“หมิวเป็นห่วงคุณกัล ไม่อยากให้อยู่คนเดียว” อีกฝ่ายว่า “ทานชาร้อนๆ หน่อยสิคะ จะได้สดชื่นขึ้น”

“ขอบใจนะ”

หญิงสาวรับถ้วยชา จิบเพียงเล็กน้อย ความอุ่นวาบของมันช่วยให้คลายง่วงงุนไปได้มาก เธอผุดลุกจากเก้าอี้ เดินตรงไปยังโซฟาหนังสีน้ำตาลมันปลาบซึ่งตั้งอยู่อีกมุมในพื้นที่เดียวกัน ข้างๆ มีชั้นหนังสือสูงจดเพดานทำจากไม้สีเข้ม เธอมักใช้ส่วนนี้สำหรับผ่อนคลายหรือต้อนรับแขก กระนั้นตัวเองก็ไม่ค่อยได้ใช้งานนัก เข้ามาในห้องทีไรมักจ่อมตัวอยู่กับโต๊ะทำงาน วันๆ แทบไม่ได้ขยับเขยื้อนตัวไปไหนมากนัก จนใครๆ ต่างพูดกันลับหลังว่าเจ้านายบ้างาน

คนจริงจังกับการทำงานผิดตรงไหนกัน เธอไม่เข้าใจคนอื่นๆ มากกว่า

กุลกัลยาถอนหายใจเบาๆ เผลอไม่นานชาร้อนก็หมดแก้ว

“รับชาอีกสักถ้วยไหมคะ” มนวดีเอ่ยถาม เจ้าของห้องสะดุ้งเล็กน้อย หันมองอีกฝ่ายก่อนนึกได้ว่าเธอไม่สังเกตเลยว่าตั้งแต่ยื่นชาแก้วก่อนให้ หล่อนก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย

“ไม่เป็นไร พอแล้วละ” เธอตอบ “หมิวไม่เห็นต้องยืนรอเลย นั่งก็ได้นะ”

“ใครว่าหมิวยืนรอคุณกัลคะ โน่น ไปช่วยเก็บเอกสารบนโต๊ะต่างหาก เพิ่งจะทำเสร็จเดี๋ยวนี้เอง” อีกฝ่ายอมยิ้ม

“อ้าว เหรอ” เธอทำหน้าเก้อ

“คุณกัลคงเหนื่อยมากจริงๆ ผิดฟอร์มซีอีโอสาวสุดเฮี้ยบไปเยอะเลยนะคะ ถ้าลูกน้องคนอื่นมาเห็นเข้าสงสัยงงเป็นไก่ตาแตกแน่ๆ เชียว”

หญิงสาวโคลงศีรษะเล็กน้อยพลางหัวเราะในลำคอ ไม่ถือสากับคำพูดเย้าของอีกฝ่าย จริงทีเดียว ในสายตาพนักงานบริษัท เธอคือเจ้านายที่ทั้งจริงจังและดุดัน ไม่เคยยอมปล่อยให้งานผิดพลาดรอดพ้นสายตา ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ เคยได้ยินว่าพวกนั้นกลัวเธอหัวหดเลยทีเดียว ทั้งที่เจ้านายคนนี้ยังอายุไม่ถึงสามสิบ แถมใครก็ต่างยอมรับว่าหน้าตาน่ารักสะสวยตามประสาสาวยุคใหม่

‘ถ้าทำงานไม่พลาดจะกลัวอะไร’ เธอเคยตั้งคำถามกับมนวดี

‘แหม นั่นก็ใช่หรอกค่ะ แต่คนเรายิ่งเกรงยิ่งทำผิด คุณกัลน่าจะเพลาๆ ท่าทางน่าเกรงขามขนาดนี้ไว้บ้างนะคะ’ อีกฝ่ายแนะนำ แน่นอนว่าเธอทำไม่ได้ ใช่ว่าไม่เคยพยายาม แต่มันเข้ากับนิสัยของตัวเองไม่ได้จริงๆ

มนวดีเป็นเลขานุการส่วนตัวที่ทำงานกับเธอมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท…ยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่างด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงรู้จักนิสัยใจคอกันดีมาแต่ไหนแต่ไร ต่อให้ไม่ใช่เพื่อนสนิทมาแต่แรก ทำงานด้วยกันมาเกินกว่าเจ็ดปี ถึงตอนนี้กุลกัลยากล้าพูดได้ว่าคุ้นเคยกับอีกฝ่ายยิ่งกว่าคนในครอบครัวเสียอีก จะว่าไปมนวดีก็เหมือนอีกครอบครัวหนึ่งของเธอเหมือนกัน สำหรับคนที่ชีวิตกะพร่องกะแพร่งเช่นนี้ ความสัมพันธ์ฉันมิตรที่มีต่อกันจึงมีค่ามากจนไม่อยากเสียไป

“เห็นจะมีแต่เลขาฯ คนเก่งนี่แหละ รู้ใจทุกอย่าง แถมยังทำงานหนักเกินหน้าเกินตาพนักงานคนอื่น สงสัยปลายปีคงต้องให้โบนัสก้อนใหญ่แล้วมั้ง” เธอเอ่ยทีเล่นทีจริง

“ได้ก็ดีค่ะ” มนวดีหัวเราะร่วนจนตาหยี “แต่ตอนนี้กลับบ้านกันก่อนดีไหมคะ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้คงมาทำงานไม่ไหว”

“เดี๋ยวฉันไปส่ง” เธอรีบพูด สำนึกว่าเป็นความผิดของตัวเองทำให้เลขาฯ ต้องอยู่มืดค่ำป่านนี้ไปด้วย จะปล่อยให้กลับบ้านคนเดียวเห็นจะไม่ได้ อีกทั้งยังรู้ว่ามนวดีไม่มีรถส่วนตัว เรียกแท็กซี่เวลานี้นอกจากไม่ง่ายแล้ว ยังน่าหวั่นใจสำหรับสาวรุ่นอีกด้วย

“ขอบคุณค่ะ มนไปหยิบกระเป๋าก่อนนะคะ”

เพียงไม่นาน สองสาวก็เดินไปที่ตึกจอดรถด้วยกัน อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จัดเป็นหนึ่งในตึกระฟ้ากลางย่านธุรกิจ ดังนั้นจึงมีบริษัทมากมายเช่าพื้นที่อาคาร รวมๆ แล้วน่าจะเฉียดร้อยทีเดียว และบริษัทของกุลกัลยาก็เป็นหนึ่งในนั้น

บริษัท BOLD ก่อตั้งเมื่อเจ็ดปีก่อน เริ่มแรกนั้นมีหุ้นส่วนหลักเพียงแค่สองคน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีเงินทุนไม่เพียงพอต่อการทำงานตามความตั้งใจให้ลุล่วง ดังนั้นพวกเธอจึงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อหาหุ้นส่วนรายใหม่ที่พร้อมจะรับหน้าที่นายทุน และในที่สุดก็ค้นหาจนเจอ ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นพ่วงมาพร้อมกับความยุ่งยากในเวลาเดียวกัน เป็นสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนเป็นธรรมดา มาคิดตอนนี้แล้วไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แต่ชีวิตก็คงเป็นเช่นนี้

หญิงสาวเผลอถอนหายใจขณะขับรถ มนวดีคงสังเกตเห็นจึงเอ่ยทำลายความเงียบ

“นี่คุณกัลเครียดเรื่องงานใช่ไหมคะ”

“ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” เธอหัวเราะเบาๆ

“คุณกัลไม่เคยเผลอหลับสนิทในที่ทำงานมาก่อน และถึงจะทำหน้านิ่งกับลูกน้องบ่อยๆ ไม่สิ ต้องเรียกว่าตลอดเวลาต่างหาก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะมีแววตาดูวิตกอย่างนี้เลยนี่คะ”

“เธอชักทำให้ฉันกลัวแล้วสิ ช่างสังเกตอะไรจะขนาดนั้น” กุลกัลยาย่นจมูก “แต่เธอพูดถูกแล้วละ ฉันเครียดจริงๆ”

“เรื่องมิสหลิงหรือคะ”

เลขาสาวเอ่ยถึงผู้บริหารของบริษัทใหญ่จากจีน ที่ทางนี้กำลังพยายามปิดสัญญาหุ้นส่วนใหม่

“ก็ส่วนหนึ่ง” เธอยอมรับ “BOLD กำลังก้าวหน้าไปอีกขั้น เราต้องการคู่ค้าใหม่ๆ เพื่อขยายตลาด ไม่อย่างนั้นก็จมอยู่กับที่ รอคอยวันให้คู่แข่งแซงหน้า ฉันยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด”

“แต่ก็ไม่เห็นต้องกังวลขนาดนี้เลยนี่คะ มนเชื่อว่าด้วยศักยภาพของบริษัทเรา มิสหลิงต้องเห็นแน่ๆ ว่ามีโอกาสเติบโตได้มากและอยากร่วมงานกับเราแน่นอน”

“มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่เธอก็รู้…ว่าเรามีอุปสรรคใหญ่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ในบริษัทเรานี่เอง” หญิงสาวถอนหายใจอีกรอบด้วยความหนักใจ

มนวดีไม่ได้แสดงความเห็นอะไรเพิ่มเติม ปล่อยให้เจ้านายจมสู่ภวังค์ของตัวเอง…ย้อนไปไกลถึงสมัยเริ่มต้นบริษัทใหม่ๆ มีเพียงเธอและธนดล หุ้นส่วนและเพื่อนสนิทที่ถึงแม้จะเรียนคนละคณะ แต่กลับเข้ากันได้ดี ธนดลในขณะนั้นฉายแววเชี่ยวชาญด้านเขียนโปรแกรมมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนเธอถนัดด้านการเงินและการตลาด เมื่อคบหากันได้สักพัก แนวคิดเรื่องการตั้งบริษัทจึงเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจจะทำงานด้านไอทีทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม แอพพลิเคชัน รวมถึงเกมส์ในทุกแพลตฟอร์ม หลังจากเรียนจบพวกเธอถึงได้รู้ว่าความฝันกับความจริงแตกต่างกันขนาดไหน เนื่องจากไม่มีเงินทุนในมือ ทั้งสองจึงต้องหาหุ้นส่วนที่มีเงินในกระเป๋าและพร้อมจะเชื่อมั่นในตัวเด็กจบใหม่สองคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อย อาจเรียกว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

หลังเกือบถอดใจไปหลายรอบ ในที่สุดพวกเธอก็เจอใครคนนั้น…ชนาสิน

เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ…คือนิยามเดียวของผู้ชายคนนี้ ไม่สิ ควรเพิ่มเติมคำว่า อวดฉลาด เข้าไปด้วยน่าจะครบถ้วน

ข้อดีข้อเดียวของชนาสินคือเขามีเงินไม่อั้น ลูกเศรษฐีที่กว่าจะจบปริญญาตรีได้ก็หืดขึ้นคอ ใช้เวลาหลายปีเสียจนเรียนจบพร้อมๆ กับพวกเธอแต่มีอายุมากกว่าถึงสี่ปี เพราะผ่านสภาพคาบลูกคาบดอก ถูกญาติพี่น้องปรามาสในความสามารถมาตลอด ชนาสินจึงพร้อมให้เงินทุนตามพวกเธอร้องขอ แลกกับตำแหน่งรองประธานบริษัท มีสิทธิ์เสียงตามตำแหน่งในการบริหารงาน

ตอนนั้นเธอยังอ่อนเยาว์และมุ่งมั่นกับการก่อร่างสร้างตัว ไม่ทันคิดให้ละเอียดรอบคอบถึงได้ยอมตกลง ก่อนจะรู้ภายหลังว่าการยอมให้ชนาสินเข้ามายุ่มย่ามมากไปกับบริษัทนำพาแต่ปัญหาไม่รู้จบสิ้น

ขณะนี้บริษัทกำลังตั้งเป้าผลิตนวัตกรรมใหม่ล่าสุด นั่นคือ AI (Artificial Intelligence) ที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ได้ ในโลกสมัยใหม่การนำหุ่นยนต์หรือสมองกลมาช่วยอำนวยความสะดวกแทบจะกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับอนาคตไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะนักวิจัยจากทั่วโลกพยายามคิดค้นหาโปรแกรมสมบูรณ์แบบที่สุด ถ้าหากได้รับเงินทุนเพิ่มเติม ผสมกับความสามารถของธนดล บริษัทของเธอนี่ละจะก้าวนำมาเป็นที่หนึ่ง สามารถเปิดตัวเอไอที่มีความสามารถฉลาดหลักแหลมยิ่งกว่ามนุษย์ได้มากที่สุด และพร้อมนำมาใช้งานในทุกอุตสาหกรรม

ทว่าบันไดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในขั้นนั้นได้ จำเป็นต้องเริ่มด้วยความร่วมมือจากนักธุรกิจจากประเทศจีน…มิสหลิง เจ้าหล่อนเป็นหญิงเก่งวัย 50 ปีซึ่งก้าวมากุมบังเหียนบริษัทฟาหมาน สื่อมัลติมีเดียยักษ์ใหญ่ของแดนมังกร กุลกัลยาประทับใจในประวัติความสำเร็จของฝ่ายนั้นและยกย่องเป็นเหมือนต้นแบบที่ต้องการเจริญรอยตาม พอได้ยินว่าทางนั้นมีแผนจะเปิดตัวเกมส์ออนไลน์ใหม่ เธอก็รู้ทันทีว่าจะต้องดึงเกมส์นั้นมาวางขายในไทยให้ได้ โดยมี BOLD เป็นผู้จัดจำหน่าย เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ทั้งโยงไปถึงความร่วมมือในส่วนอื่น

ในเมื่อหญิงสาวรู้ข่าวนี้ แน่นอนว่าคู่แข่งในแวดวงเดียวกันก็ไม่พลาด ดังนั้นการแข่งขันจึงเข้มข้นมาก โชคดีที่มิสหลิงถูกใจวิสัยทัศน์ของบริษัทนี้จึงยอมให้โอกาส ทั้งสองฝ่ายเจรจากันมานานพอสมควร และอีกไม่นานก็จะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อปิดข้อตกลงสุดท้ายอย่างเป็นทางการ

ความจริงแล้วฝ่ายเธอควรเดินทางไปพบมิสหลิงที่โน่นหากพิจารณาจากความสำคัญของบริษัท ยักษ์ใหญ่วงการสื่อกับบริษัทขนาดกลางในประเทศเล็กกว่า ใครๆ ต่างย่อมรู้ว่าฝ่ายไหนควรอ่อนข้อ ทว่าเพราะ ‘ตัวปัญหา’ สำคัญคอยขัดขวางทำให้แผนการไม่เป็นตามคาดหมาย โชคอีกนั่นละทำให้ฝ่ายฟาหมานยังสนใจข้อเสนอทางธุรกิจของฝั่งเธอ แต่ก็ทำเอาหายใจไม่ทั่วท้องไปเหมือนกัน

นึกถึงตรงนี้ทีไรกุลกัลยาก็เกิดปั่นป่วนในช่องท้องราวกับอวัยวะภายในบิดเกลียวรวมกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เธอคงต้องไปหาหมอเป็นแน่ ความเครียดไม่ดีต่อสุขภาพแม้แต่น้อย

“จริงสิ สัญญาที่ให้ฝ่ายกฎหมายร่างไว้เสร็จหรือยัง” เธอถามเลขาฯ

“เรียบร้อยแล้วค่ะ ยังอยู่ในขั้นตรวจทาน คิดว่าพรุ่งนี้คงส่งมาให้คุณกัลได้”

“ดีแล้ว” หญิงสาวพยักหน้าอย่างโล่งอก “อย่าลืมกำชับด้วยล่ะว่าให้ส่งตรงมาถึงฉันเท่านั้น ไม่ว่าใครขอดูก็ห้ามให้เด็ดขาดถ้าฉันไม่ได้สั่ง”

“ค่ะ” อีกฝ่ายรับคำ “ส่วนเอกสารพรีเซนต์ หมิวทำเสร็จแล้วนะคะ”

“ขอบใจมาก นึกแล้วว่าไว้ใจเธอได้จริงๆ”

เนื่องจากเป็นงานสำคัญมาก กุลกัลยาจึงแทบไม่ไว้ใจใคร นอกเหนือจากมนวดีที่ทำงานเข้าขากันมานานและเชื่อใจได้ว่ารอบคอบและรู้จักเก็บความลับ ไม่แพร่งพรายให้คนไม่สมควรได้รับรู้

บางครั้งหญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่าเธอกำลังบริหารบริษัท หรือว่าเล่นเกมจิตวิทยากันแน่…

ใจประหวัดไปถึงหุ้นส่วนใหญ่อีกสองคน…ธนดลและชนาสิน

วันเวลาผ่านไปพร้อมกับการเติบโตของบริษัท ทำให้แม้กระทั่งเพื่อนสนิทก็กลายเป็นห่างเหิน หลายปีมานี้เธอกับธนดลไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันมากเหมือนเดิม เนื่องจากนิสัยส่วนตัวของฝ่ายนั้น

ธนดลยังคงฉลาดปราดเปรื่อง เป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์โดยแท้ แต่กลับไร้ระเบียบในเรื่องอื่นอย่างสิ้นเชิง ถ้าหากใครหลงเข้าไปในคอนโดฯ ของชายหนุ่มคงคิดว่าเข้าไปในป่าดงดิบ นานๆ ครั้งเธอต้องวานให้มนวดีช่วยหาแม่บ้านไปทำความสะอาดบ้าง จะจ้างประจำก็ไม่ได้ เพราะทำงานได้เพียงพักเดียวก็พากันลาออกเพราะทนความมักง่ายของเขาไม่ไหว และดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้ตัวหรือหากรู้ก็ไม่เดือดร้อนกับการอาศัยอยู่ในห้องพักที่มีสภาพแบบที่ร้านรับซื้อของเก่ายังต้องทึ่ง ไม่นับการทำงานในบริษัท มนุษยสัมพันธ์ของธนดลจัดว่าเข้าขั้นเลวร้าย ถ้าหากพนักงานล้วนยำเกรงเธอ หุ้นส่วนหนุ่มก็เป็นทางตรงกันข้าม ไม่มีใครเคารพเขา แต่ก็ไม่อยากยุ่งด้วยเพราะนิสัยพูดตรงจนเหลือรับ ไม่คำนึงถึงความรู้สึกผู้อื่นเลยสักนิดเดียว

ครั้งหนึ่งเธอเคยถูกธนดลหาว่าทำตัวเป็น ‘แม่มด’ ซึ่งๆ หน้า หญิงสาวทำเป็นไม่ใส่เพราะรู้นิสัยกันดี แต่ก็ยังอดระอาไม่ได้ นานเข้าก็ไม่อยากพูดคุยด้วย เพราะมีแต่จะเถียงกันเปล่าๆ

กุลกัลยายังต้องการให้เขาเข้าพวกเดียวกับเธอ ดังนั้นหนทางรักษามิตรภาพจึงหมายถึงการจงใจเว้นช่องว่างให้แก่กัน และติดต่อเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น

ส่วนอีกคน…ก็น่าหนักใจไม่แพ้กัน เผลอๆ อาจมากกว่าด้วยซ้ำ

ถ้าธนดลทุ่มกายและใจไปกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หุ้นส่วนใหญ่จากยุคเริ่มต้นอีกคนก็เป็นขั้วกลับด้าน ค่าที่ว่าเขาชื่นชอบการพบปะผู้คนเสียเหลือเกิน

แรกๆ ชนาสินในฐานะรองประธานไม่ค่อยเข้ามายุ่งวุ่นวายกับบริษัทมากนัก ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เจ้าตัวไม่เคยรู้เรื่องงานภายในอยู่แล้ว อีกทั้งไม่เคยคิดจะเรียนรู้ จึงปล่อยเธอและธนดลทำงานกันไปเอง ฝ่าฟันจนประสบความสำเร็จ ตอนนั้นเองลูกเศรษฐีเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อถึงอยากมีบทบาทบ้าง

ชนาสินยังคงไม่ยอมศึกษาผลิตภัณฑ์ของบริษัท แต่กลับก้าวเข้ามาพูดพล่ามออกสื่อต่างๆ ราวกับตัวเองรู้ดี กระนั้นส่วนใหญ่แล้วพอโดนถามเจาะเข้าประเด็นลึกๆ ทีไร เจ้าตัวก็ต้องเบี่ยงประเด็นหรือไม่ก็เลิกตอบเสียเฉยๆ จนใครๆ ต่างพากันรู้ว่าเขาไม่ใช่คนเก่งอย่างตั้งใจแสดงออก และใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ BOLD อย่างแท้จริง

เรื่องนี้สร้างความเจ็บใจให้ชนาสินมากทีเดียว เขาไม่เคยยอมแพ้ ยังคงทำตัวเหมือนอัจฉริยะผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นระยะซึ่งพอหลอกคนบางกลุ่มได้บ้าง แต่คงไม่มากเท่าที่เขาต้องการ ไม่นานมานี้ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเพิ่มความสำคัญให้ตัวเอง…ด้วยการยุ่มย่ามกับการงานภายในบริษัท

กุลกัลยาคงไม่มีปัญหา ถ้าหากเขาเข้ามาเพื่อทำงานจริงจัง แต่เพราะไม่ใช่เธอถึงได้หน่ายไม่เว้นแต่ละวัน

ชนาสินมักยกเรื่องตัวเองเป็นเจ้าของเงินทุนแรกเริ่มมาเป็นข้ออ้างเข้ามาตัดสินใจหลายเรื่องโดยไม่ปรึกษาเธอก่อน และบรรดาผู้จัดการแผนกต่างๆ ก็ช่างไม่ได้ความ มัวแต่กลัวขัดใจรองประธานจนลืมไปว่าการยอมทำตามความเห็นโง่ๆ จนเกิดผลเสีย ท้ายที่สุดยังไงก็ไม่พ้นโดนเธอเล่นงานอยู่ดี

ถ้าหากรู้ก่อนก็ดีไป เธอจะเป็นคนงัดข้อกับชนาสินเอง แต่ถ้าไม่…กว่าจะรู้ก็สร้างความเสียหายให้บริษัทไปแล้ว เดือดร้อนต้องไปตามแก้จนเหนื่อยอ่อน เพิ่มงานโดยไม่จำเป็น

หญิงสาวมักคิดว่าอีกฝ่ายเหมือนเจองู เขาหาใช่อสรพิษร้าย แต่เป็นจำพวกชวนแขยงอย่างงูเขียวเสียมากกว่า กระนั้นงูที่ดูภายนอกไร้พิษสงก็ให้ผลร้ายได้เช่นกัน ถ้าหากเผลอถูกกัดเข้าอาจนำพาโรคอย่างบาดทะยักมาให้ได้เช่นกัน

เธอแอบพูดเล่นกับมนวดีเสมอว่า ถ้าหากเจองู แขก และชนาสินพร้อมๆ กัน สิ่งที่ควรทำคือตีฝ่ายหลังก่อนเป็นอันดับแรก!

ความไม่ลงรอยของสองหุ้นส่วนใหญ่ชัดแจ้งจนไม่มีใครในบริษัทไม่รู้ กระนั้นก็ยังมีพนักงานทั้งระดับล่างและระดับสูงจำนวนไม่น้อยถือหางฝั่งนั้น ไม่แปลกอะไร ทุกคนไม่เห็นบริษัทเหมือนเป็นลูกในอกเช่นเดียวกับเธอ ดังนั้นไม่ว่าใครเป็นหัวหน้าสำหรับพวกเขาย่อมไม่ต่างกัน การได้หัวหน้าผ่อนคลายกว่า ไม่เคร่งเครียดจำจี้จำไชทำงาน อาจเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่าก็เป็นได้

เธอเคยอยากปล่อยวาง ทำตัวเป็นมิตร คุยเล่นกับลูกน้องให้มากกว่านี้อยู่เหมือนกัน ทว่าไม่อาจทำได้ หน้าที่ความรับผิดชอบทั้งหมดที่อยู่บนบ่าทำให้ไม่เหลือเวลาคิดเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น

ลึกๆ แล้วเธอเองก็ไม่กล้าปล่อย ระหว่างธนดลซึ่งไม่อาจรับหน้าที่เจรจากับลูกค้าได้และชนาสินที่ไม่มีความรู้ความสามารถอะไรเลย ถ้าหากไม่มีเธอคอยประคับประคองจัดการทุกอย่างสักคน บริษัทจะเอนเอียงไปทิศทางไหนก็สุดหยั่งรู้ แต่ที่แน่ๆ เธอไม่อยากรอคอยผลลัพธ์ เพราะมันหมายถึงชีวิตและจิตใจที่ทุ่มเทมาทั้งหมดในช่วงหลายปีล้มครืนไม่เป็นท่า

ไม่มีทาง! เธอทุ่มแรงกายแรงใจมาทั้งหมดเพื่อความสำเร็จ ไม่ใช่ล้มเหลว

“คุณกัลคะ ถึงปากซอยบ้านหมิวแล้วค่ะ” เสียงนุ่มนวลของเลขาฯ ส่วนตัวปลุกหญิงสาวจากภวังค์ความคิด เมื่อได้สติถึงรู้ว่าเกือบขับเลยซอยบ้านของอีกฝ่ายเสียแล้ว เธอพึมพำขอโทษ ก่อนรีบเลี้ยวรถเข้าไป

ทาวน์เฮาส์ของมนวดีอยู่ในหมู่บ้านเก่าแก่เกินสิบกว่าปี ปัจจุบันจึงโอนถนนภายในเป็นของเทศบาลหมดแล้ว ไม่มีทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยและไม่มีลูกบ้านคอยช่วยกันตรวจตรา เพราะส่วนใหญ่แทบไม่อาศัยอยู่กันแล้ว ถนนหนทางก็ค่อนข้างสลัว นั่นทำให้เธอไม่อาจปล่อยให้ลูกน้องกลับบ้านตามลำพังได้

“เมื่อไรจะย้ายออกเสียที แถวนี้ไม่เจริญหูเจริญตาเลย ท่าทางจะไม่ปลอดภัยด้วย” เธอบ่น

“คนนอกอาจมองว่าน่ากลัว แต่ที่จริงแล้วบางซอยคึกคักมากนะคะ คนยังอยู่กันหนาแน่น ซอยบ้านหมิวมีลุงป้าอยู่กันเยอะค่ะ แทบไม่ต้องกลัวโจร เพราะใครไปใครมาจะถูกสอดส่องจนไม่กล้าแหยมเข้ามาหรอกค่ะ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันว่าเงินเดือนเธอพอจะซื้อบ้านในเมืองกว่านี้ได้ แถมยังไปมาสะดวกกว่าด้วย”

“พ่อแม่ชินกับตรงนี้แล้วค่ะ ท่านว่ามีเพื่อนไม่เหงา ถ้าซื้อใหม่ หมิวก็ต้องไปอยู่คนเดียว”

กุลกัลยาไม่ออกความเห็นอะไรอีก เธอรู้ดีว่ามนวดีกตัญญูต่อบุพการีของตนขนาดไหน ย่อมไม่มีทางย้ายไปอยู่ไกลตาแน่ๆ บ้านของอีกฝ่ายบัดนี้อยู่กันสามคนพ่อแม่ลูก อันที่จริงเคยมีพี่สาวของมนวดีอยู่ด้วยอีกคน หากตั้งแต่แต่งงานไปเมื่อสี่ปีก่อนก็ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด นานๆ ถึงจะพาหลานมาเยี่ยมตายายสักหน เธอจึงเพียงขับรถไปจอดหน้าบ้านอีกฝ่ายเงียบๆ รู้สึกผิดที่เห็นว่าดวงไฟชั้นล่างยังเปิดอยู่ทั้งที่ล่วงเข้าเช้าวันใหม่แล้ว พ่อแม่ของเลขาฯ คงเป็นห่วงจึงไม่ยอมนอน ข่มตารอลูกสาวอยู่

“เพราะฉันแท้ๆ ทำให้เธอกลับมาป่านนี้ ลงไปขอโทษคุณพ่อคุณแม่ดีกว่า”

“อย่าเลยค่ะ คุณกัลเองก็ควรต้องรีบกลับบ้านเหมือนกัน ถ้าหากเข้าไป เดี๋ยวแม่ก็ชวนคุย” อีกฝ่ายท้วง “พรุ่งนี้เจอกันนะคะ”

“มาสายสักหน่อยก็ได้นะ ฉันอนุญาต”

“ขอบคุณค่ะ” มนวดียิ้ม แต่ไม่ตอบรับว่าจะทำตามหรือไม่ เธอพอรู้ว่าเดี๋ยวพอถึงเวลางาน อีกฝ่ายก็คงมาแต่เช้าก่อนเข้างานอีกตามเคย “ขับรถกลับดีๆ นะคะ ระวังตัวด้วย”

“อืม รีบนอนล่ะ”

“อ้อ จริงด้วย หมิวลืมบอก” เลขาฯ สาวร่างบอบบางชะงักหลังจากลงรถ หมุนตัวกลับมาก่อนโน้มลงมาคุยกับเจ้านาย “ตอนคุณกัลหลับอยู่ คุณกิตติโทรมาด้วยนะคะ บอกว่าอยากคุยกับคุณกัล”

ใบหน้าหวานแข็งเกร็งขึ้นทันใด หญิงสาวควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติแล้วเอ่ยถาม

“เขารีบหรือเปล่า”

“คิดว่าไม่ค่ะ เห็นบอกว่าว่างเมื่อไรให้ติดต่อกลับด้วย”

“ขอบใจมาก เธอรีบเข้าบ้านเถอะ” เธอตัดบท จากนั้นจึงออกรถ

ระหว่างอยู่ตามลำพัง กุลกัลยารู้สึกถึงความเย็บวาบค่อยๆ ก่อตัวภายในกาย คืบคลานจนสั่นไปทั้งตัว เธอไม่ได้รู้สึกเช่นนี้มานานแล้ว…สองปีเห็นจะได้ นับแต่เกิดเหตุการณ์คราวนั้น

เผลอนึกว่าความรู้สึกด้านชาไปแล้ว ทว่าเปล่าเลย…จิตใต้สำนึกเพียงแค่กดมันเอาไว้เท่านั้น พอมีสิ่งกระตุ้นก็พร้อมจะกลับมาอีกหน

หญิงสาวเม้มปาก นึกสงสัยว่ากิตติต้องการคุยกับเธอด้วยเรื่องอะไร ใบหน้านิ่งของชายชราฉายในความคิด เมื่อก่อนเธอเจอกับฝ่ายนั้นค่อนข้างบ่อย อีกทั้งยังเคารพไม่ต่างจากบิดาแท้ๆ แต่พอเกิดเรื่องก็แทบไม่ได้เจอกันอีกเลยราวกับต่างฝ่ายต่างหลบหน้าหลบตากัน เป็นหนทางเยียวยาจิตใจของแต่ละคน

แต่วันนี้เขากลับติดต่อมาก่อนว่าอยากเจอ…

กุลกัลยาไม่อาจหลบหลีกได้อีก เธอต้องไปพบกิตติ…บิดาของอดีตคู่หมั้น

Don`t copy text!