สลักบุหลัน บทที่ 10 : ตกเป็นผู้ต้องสงสัย

สลักบุหลัน บทที่ 10 : ตกเป็นผู้ต้องสงสัย

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  10 –

ไม่อยากจะเชื่อเลย…

จนถึงบัดนี้ กุลกัลยาก็ยังไม่อยากเชื่อว่าธนดล เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตได้จากโลกนี้ไปแล้ว เขาจากไปอย่างกะทันหันด้วยสภาวการณ์ไม่ปกติเลยแม้แต่น้อย

ใครบางคนใช้อาวุธร้ายปลิดชีวิตชายหนุ่มอย่างเลือดเย็น!

ตอนทราบข่าวร้าย หญิงสาวแทบล้มทั้งยืน หากไม่ได้มนวดีคอยช่วยประคับประคองไว้ เห็นท่าคงต้องเข้าโรงพยาบาลแน่ๆ สภาพจิตใจย่ำแย่และบอบช้ำ เธอเกลียดความรู้สึกเช่นนี้…ความรู้สึกเหมือนควบคุมอะไรในชีวิตไม่ได้เลย ช่างเหมือนกับตอนวีรวุฒิตาย และตอนพ่อแม่จากไป เคยคิดเสมอว่าจะไม่ต้องเสียใจเช่นนั้นอีกแล้ว ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

น่าแปลกที่น้ำตาไม่ยักไหล มันคงกลั่นเป็นหยดอยู่ภายในจนไม่เหลือเผื่อมาด้านนอกอีกแล้วกระมัง ในสายตาคนภายนอกคงคิดว่ากุลกัลยาเข้มแข็ง หรือไม่ก็ด้านชา ไม่มีใครรู้หรอกว่าในโลกนี้…จะมีผู้ใดเสียใจกับการตายของธนดลมากไปกว่าเธออีก

หัวใจว่างโหวงราวกับมีหลุมขนาดใหญ่ผุดขึ้นคอยดูดกลืนทุกสิ่งอย่าง ต้องใช้เวลาทำใจอีกนานแค่ไหนกว่าจะยอมรับได้ว่าเพื่อนรักที่คบหากันมานาน ฝ่าฟันสร้างอนาคตมาด้วยกันได้จากโลกนี้ไปแล้ว

ธนดลตายจาก และบทสนทนาสุดท้ายระหว่างกันก็ไม่ได้เป็นไปด้วยดีเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะไม่มีวันพูดจาแย่ๆ กับเขาเด็ดขาด และอาจไม่ยอมเซ็นสัญญานั่นด้วย

ตามประสาโลกยุคใหม่ ไม่นานข่าวการเสียชีวิตของธนดลก็แพร่ออกไปทั่วทุกสื่อ คนเหล่านี้ช่างทำงานได้รวดเร็วเหลือเกิน ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าไม่กี่วันก่อนหน้านี้บริษัทเธอเพิ่งได้รับความสนใจในฐานะดาวรุ่งทางโลกธุรกิจที่ทำสัญญากับบริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ

 

ฆาตกรรมปริศนา! ผู้ก่อตั้งบริษัท BOLD

 

ปมสังหาร start up ดัง

 

เนื้อหาพวกนี้ชวนให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเอาเสียเลย กุลกัลยาไม่มีอารมณ์อ่านรายละเอียด เพียงแค่กวาดตาแบบผ่านๆ ก็พอจะมองเห็นว่าทั้งคนทำหน้าที่เป็นสื่อ รวมทั้งคนทั่วไปพูดคุยเรื่องนี้โดยเน้นการใส่สีตีไข่เป็นหลัก ไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการนัก

มีบางส่วนที่พาดพิงถึงผู้บริหารอย่างเธอและชนาสิน ตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสองอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะในฐานะตัวแทนหลักของบริษัท พวกเธอย่อมตกเป็นเป้า

แปลกอยู่เหมือนกัน เธอควรจะโกรธ ทว่ากลับเฉยเมย อาจจะเป็นเพราะเรื่องทั้งหมดกดทับจิตใจชวนให้รู้สึกเหนื่อยล้าเกินจะรู้สึกแบบนั้นด้วยซ้ำไป มันว่างโหวงไปหมด ยิ่งหวนคิดจนตระหนักว่าในช่วงเวลาสุดท้าย เธอกับธนดลไม่ได้พูดคุยกันอย่างเป็นปกติ ไม่ได้จากกันด้วยดี ที่ผ่านมาเคยได้ยินเรื่องประเภทนี้มามาก…ที่ว่าคนเราจะเสียใจยามคนที่รักจากไปโดยไม่ได้ร่ำลากันให้เหมาะ ไม่นึกเลยว่าจะเจอเข้ากับตัวในตอนนี้เอง

ท่ามกลางความเศร้าที่กัดเซาะจิตใจอยู่ตลอด อีกอย่างหนึ่งที่เธอข้องใจคือ…เหตุใดธนดลจึงถูกยิง คนร้ายเป็นใครกัน

คิดทบทวนดูแล้ว มันมีเหตุน่าสงสัยตั้งแต่เพื่อนโผล่หน้ามาวันนี้ ทั้งที่ไม่คิดมาร่วมงานเลี้ยงและไม่คิดจะกลับมาทำงานเหมือนเดิม

เนื่องจากธนดลไม่มีญาติที่ไหน เธอเป็นคนใกล้ชิดมากที่สุด จึงรับหน้าที่จัดการทุกอย่าง รวมถึงงานศพด้วย หญิงสาวเลือกจัดงานอย่างเรียบง่ายและใช้เวลาให้น้อยที่สุด ยังดีที่ได้เลขาฯ ส่วนตัวคอยช่วยเหลือ งานจึงออกมาเรียบร้อยด้วยดี

แต่ละคืน มีคนมาร่วมงานมากหน้าหลายตาเกินกว่าจะคาดคิด เพื่อนสนิทไม่มีมิตรมากมายนัก จึงค่อนข้างแปลกที่มีคนมาเคารพศพเขาไม่น้อยเลย หากพอได้พูดคุยก็พบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้สนิทสนมกันจริงๆ หรอก เพียงแค่เห็นเป็นข่าวใหญ่ในความสนใจ จึงมาเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเสียมาก มีเพียงส่วนน้อยที่ตั้งใจมาร่วมงานเพราะนับถือผู้ตาย

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสัจธรรมชีวิตเช่นกัน…

หญิงสาวปลีกตัวจากศาลา เดินออกมาด้านนอกอย่างเหนื่อยอ่อน ช่วงหลายวันมานี้คล้ายถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก มองไปทางไหนก็หาความกระจ่างไม่ได้ ความตายชวนให้โศกเศร้าและหนักหน่วงเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันมาพร้อมคำถามซึ่งไม่อาจหาคำตอบ

“สวัสดีครับ คุณกุลกัลยาใช่ไหม”

เสียงทักทายทำให้คนกำลังเหม่อคิดอะไรไปเรื่อยถูกดึงกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับตำรวจในเครื่องแบบนายหนึ่ง เขาเป็นชายร่างผอมผิวเข้ม ปั้นหน้าขึงขังไม่เป็นมิตร คล้ายพยายามข่มขวัญคู่สนทนา

“ค่ะ”

“ผมสารวัตรวีระนะครับ เป็นตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลคดีคุณธนดล”

“อ๋อ ค่ะ…” เธอตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

สายตาของอีกฝ่ายจ้องมองอย่างสำรวจตรวจตรา ราวต้องการอ่านความคิดหญิงสาวตรงหน้า

“คุณคงทราบแล้วว่าผมและลูกน้องเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว”

กุลกัลยาพยักหน้า เจ็บแปลบกับคำว่า ‘ที่เกิดเหตุ’ เพราะมันคือห้องแผนกของธนดล ห้องนั้นต้องกันไว้สำหรับเจ้าหน้าที่มาหลายวันแล้ว พนักงานต้องย้ายไปทำงานตามแผนกอื่นๆ เพื่อไม่ให้งานเก่าหยุดชะงัก

ไม่มีอะไรเหมือนเดิม เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้าออกบริษัทตอกย้ำให้ทุกคนจดจำว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น

เพราะยุ่งอยู่ตลอด เธอจึงไม่ได้เข้าบริษัท จึงไม่ได้พบกับนายตำรวจก่อนหน้านี้ด้วย ไม่นึกว่าเขาจะหาโอกาสมาหาถึงงานศพเสียเอง

“มีความคืบหน้าเรื่องคนร้ายบ้างไหมคะ” เธอรีบถาม

“เรายังสอบสวนอยู่ครับ เท่าที่สอบถามพนักงานของคุณดูเบื้องต้น ไม่มีใครเห็นตอนคุณธนดลถูกยิง”

“ค่ะ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะทุกคนอยู่ในงานเลี้ยงชั้นล่างกันหมด”

สารวัตรวีระเว้นระยะช่วงหนึ่ง ก่อนถามคำถามถัดไป

“ตอนเกิดเหตุ คุณอยู่ที่ไหนครับ”

หญิงสาวชะงักเล็กน้อย ตะลึงนิดๆ กับคำถามไม่ทันตั้งตัว ใจหนึ่งคิดว่าเขาเพียงแค่พูดไปตามประสาจังหวะสนทนาปกติ คำถามมาตรฐานที่จำเป็นต้องถามผู้เกี่ยวข้องทุกคน แต่อีกใจ…จะเรียกว่าสังหรณ์ก็คงไม่ผิดนัก รู้สึกจากสีหน้าและน้ำเสียงอีกฝ่ายว่ามีอะไรซ่อนเร้นมากกว่านั้น

เขาคงไม่ได้สงสัยเธอหรอกนะ

พออ้าปากจะตอบคำถาม กุลกัลยาก็ตระหนักว่ามีปัญหาเข้าแล้ว…

แม้ไม่รู้เวลาแน่นอนว่าธนดลถูกยิง ทว่าเธอเจอเขาก่อนจะตัดสินใจขึ้นลิฟต์ไปยังบริษัท และถูกดึงเข้าโลกกลับหัว กว่าจะหาทางกลับมาได้ มนวดีก็มาบอกข่าวร้าย…

เวลาคาบเกี่ยวกันจนชวนวิตก ซ้ำเธอยังไม่อาจเล่าความจริงได้อีกด้วย

“ฉัน…คิดว่าคงอยู่แถวๆ นั้นแหละค่ะ”

“ในงานเลี้ยงหรือครับ” นายตำรวจถามต่อ มองด้วยสายตาคมปลาบ

“น่าจะใช่นะคะ ฉันเป็นแม่งาน ยังไงก็ต้องคอยคุมงานเป็นระยะไม่ให้มีปัญหา”

“มีใครสามารถเป็นพยานได้ไหมครับ”

“ก็น่าจะหลายคนนะคะ พนักงานที่อยู่ในงานมีตั้งเยอะ”

“แต่ผมได้ลองถามดูหลายคน ส่วนใหญ่บอกว่าคุณหายไปจากงานเลี้ยงนะครับ”

ถึงแม้สารวัตรวีระจะใช้น้ำเสียงเรียบเฉยธรรมดา ไม่ได้แสดงออกอะไรเป็นพิเศษ แต่กุลกัลยาก็รู้ได้ว่าเขากำลังพยายามจับผิด

“ในงานมันก็ยุ่งๆ คนเดินไปมา จะไม่เห็นกันก็คงไม่แปลกนะคะ” เธอแก้ตัว

“แต่ก็ต้องมีช่วงที่คุณไม่ได้อยู่ในงานพักใหญ่แน่ๆ คนอื่นถึงได้มองว่าคุณหายไป ช่วยระบุให้ชัดเจนได้ไหมครับว่าคุณไปไหน”

“มีบางช่วงที่ฉันออกไปสูดอากาศ เพราะไม่ชอบคนเยอะๆ เท่านั้นเอง”

เรื่องนี้เป็นความจริง แต่สารวัตรวีระดูจะไม่เชื่อที่เธอบอก พูดอะไรมาในยามนี้ก็ฟังดูเป็นการแก้ตัวตามประสาผู้ต้องสงสัยไปหมด

“คุยอะไรกันอยู่เหรอครับ”

บุคคลที่สามเข้ามาขัดจังหวะการสอบสวน ชนาสินนั่นเอง กุลกัลยาเองก็ลืมเขาไปเลย ไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าเขามาร่วมงานศพด้วย

อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะถือเป็นช่วงเวลาน้อยครั้งที่เธอรู้สึกยินดียามเจอหน้ารองประธานบริษัทคนนี้

“คุณชนาสินใช่ไหมครับ ผมกำลังหาตัวคุณอยู่เชียว” สารวัตรเอ่ย

“อ๋อ จะถามผมเรื่องธนดลใช่ไหมครับ ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าเขาจะตาย แถมยังถูกฆาตกรรมด้วย ได้ข่าวว่าถูกฆ่าโหด น่ากลัวจริงๆ”

กุลกัลยาอยากขึงตาใส่เขา แม้กระทั่งตอนเพื่อนร่วมก่อตั้งบริษัทตายไปแล้ว ชนาสินยังไม่เคยคิดจะพูดจาให้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

“อย่าพูดแบบนี้ได้ไหมคะ คุณสิน” เธอเตือนเสียงแข็ง

“ก็แค่พูดไปตามที่ได้ยิน” อีกฝ่ายยักไหล่ ก่อนหันไปทางตำรวจ “จับคนร้ายได้หรือยังครับ คุณตำรวจ”

“ยังครับ น่าเสียดาย ตอนนี้ผมกำลังตรวจสอบว่าแต่ละคนอยู่ที่ไหนบ้างตอนเกิดเหตุ และพอมีพยานบ้างหรือเปล่า”

“ธนดลนี่ยังไงกันนะ สร้างปัญหาให้พวกเราตั้งแต่มีชีวิตยันตาย”

“คุณสิน!”

“หมายความว่ายังไงครับที่ว่าสร้างปัญหา” สารวัตรวีระรีบถาม

“ก็…ปัญหาเรื่องงานนี่แหละครับ มันก็ต้องมีมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ผมก็ทะเลาะกับเขาบ่อย” ชนาสินหัวเราะเบาๆ “แต่คุณตำรวจไม่ต้องสงสัยผมนะครับ เพราะผมมีพยานรู้เห็นตอนเกิดเหตุแน่นอน”

“ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกผมหน่อยครับ จากที่ถามพนักงานบริษัทมา พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผู้บริหารหายไปจากงานเลี้ยงไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่งของงาน”

“ผมออกไปคุยโทรศัพท์ แล้วก็ไลฟ์สดให้ความรู้กับแฟนเพจธุรกิจของผมครับ” ชนาสินยืดอก “ถ้าคุณรู้ประวัติผม น่าจะเข้าใจนะว่าผมเป็นนักธุรกิจที่งานรัดตัวมาก ยุ่งตลอด”

“แสดงว่าน่าจะมีคนช่วยยืนยันเป็นพยานได้ใช่ไหมครับว่าคุณอยู่ที่ไหนตอนเกิดเหตุ” สารวัตรวีระถามเจาะมากขึ้น

“ลูกเพจทั้งหมดนั่นแหละครับ เป็นหมื่นเป็นแสนคนเลยมั้ง”

กุลกัลยาอยากกลอกตา เธอไม่เคยดูไลฟ์สดอะไรนั่นของเขาหรอก แต่ได้ข่าวว่ามีคนดูมากที่สุดแค่หลักร้อยเท่านั้นเอง ช่างกล้าเอามาคุยโอ่ แถมยังเพิ่มจำนวนเองเสร็จสรรพ

“พวกคุณสองคนหายตัวไปจากงานเลี้ยงช่วงเกิดเรื่องพอดี ผมเลยต้องสอบถามหนักหน่อย หวังว่าจะเข้าใจนะครับ”

“เอ๊ะ คุณกัลก็หายไปด้วยเหรอ” ชนาสินเพิ่งจะรู้เรื่องนี้และแสดงท่าสนใจทันที

หญิงสาวชักสังหรณ์ไม่ค่อยดีนักเมื่อเห็นเขาแสดงท่าทางเช่นนั้น

“มีบางช่วงที่ฉันเบื่อบ้างเลยออกไปสูดอากาศ” เธอตอบปัดๆ

ชนาสินหัวเราะในลำคอพยักหน้าแสดงท่าเหมือนเข้าใจ แต่คำพูดที่เอ่ยออกมาต่อนั้นตรงกันข้าม

“คงไม่ใช่ว่าแอบไปทำอะไรกับธนดลหรอกนะ จะว่าไปแล้วก่อนหน้านี้พวกคุณก็ทะเลาะกันหนักเลยนี่”

ทันทีหลังพูดเช่นนั้น สารวัตรวีระก็หันมามองเธอด้วยทีท่าสนใจกว่าเดิม ส่วนกุลกัลยายิ่งรู้สึกหน่ายในตัวชนาสินเข้าไปอีก อย่างที่กลัวไม่มีผิด สุดท้ายเขาเข้ามาทำให้เรื่องมันยิ่งยุ่งยากขึ้นอีก

แม้จะตกเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในสายตาตำรวจ หากในโลกแห่งความเป็นจริงกุลกัลยาก็พบว่ามันแตกต่างจากละครหรือหนังที่เคยดู เธอไม่ได้โดนคุมตัวไปสอบสวนเร่งด่วน ดูเหมือนการดำเนินคดีจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า เจ้าหน้าที่รัฐคงมีขั้นตอนมากมาย

ในทางตรงกันข้าม ที่รวดเร็วและถาโถมเข้าใส่เธอและบริษัทคือกระแสสังคม แม้ว่าประเทศไทยจะอุดมไปด้วยข่าวฉาวตลอดเวลา แต่ในช่วงเกิดคดีฆาตกรรมนั้นเป็นช่วงว่างเว้น ไม่มีข่าวสดใหม่เร้าความสนใจจากผู้คนพอดี จึงมีคนจำนวนพอสมควรให้ความสนใจกับเรื่องการตายของธนดล และแน่นอนบางส่วนก็คิดไปว่ามันจะเป็นการฆาตกรรมโดยมีผู้ต้องสงสัยหลักคือเธอและชนาสินที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทด้วยกัน

ชนาสินนั้นวางตัวเองในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่อยู่แล้วจึงมีทั้งแฟนคลับและกลุ่มชมรมคนเกลียดหมั่นไส้เป็นธรรมดา อย่างไรก็ตามดูเหมือนสิ่งที่เขาบอกกับสารวัตรวีระเรื่องหายตัวจากงานเลี้ยงเพื่อไปไลฟ์สดผ่านช่องทางออนไลน์นั้นจะเป็นความจริงจึงพอมีหลักฐานมายืนยันได้บ้าง เจ้าตัวก็ดูจะสนุกกับการเป็นข่าว ถือโอกาสโปรโมตตัวเองเพิ่มเสียอีก

เทียบกันแล้วกุลกัลยาตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากกว่ามาก เพราะไม่สามารถอธิบายการถูกดึงไปสู่โลกกลับหัวได้ และแม้ปกติเธอจะพยายามใส่ใจในเนื้องาน ไม่เน้นทำตัวเด่นดังแค่เปลือก หญิงสาวก็ค้นพบเอาตอนนี้เองว่ามีผู้คนในสังคมจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่รู้จัก บางคนถึงกับรู้ด้วยซ้ำว่าเธอมีบุคลิกอย่างไร เป็นผู้บริหารหญิงแกร่งและเอาจริงเอาจัง ซึ่งโดยปกติก็อาจจะถือเป็นเรื่องดี แต่หนนี้มันกลายเป็นการสร้างปัญหา หลายคนเริ่มเชื่อมโยงจัดวางสร้างภาพลักษณ์ราวกับบทในภาพยนตร์ให้เธอเป็นผู้หญิงไร้หัวใจที่สามารถฆ่าเพื่อนเพื่อผลประโยชน์ได้อย่างเลือดเย็น ด้วยเหตุนี้ตลอดช่วงเวลาราวสองสัปดาห์หลังจากนั้น นอกจากงานตามปกติของบริษัทที่ต้องจัดการ เธอยังต้องคอยรับมือผลกระทบจากความตายของธนดลอีกด้วย

คนภายนอกที่มองในแง่ร้ายหรือใส่สีตีไข่อย่างสนุกปากไม่รู้หรอกว่ากุลกัลยารู้สึกเจ็บแค่ไหน การสูญเสียเพื่อนคนสำคัญไปและยังต้องพยายามทำตัวเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักยึดให้กับทุกคนในฐานะผู้นำไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ถ้าจะมีเรื่องดีกลางสถานการณ์เลวร้าย หรือมองเห็นแสงสว่างในความมืดอยู่บ้าง ก็คงเป็นเรื่องที่ว่าสัญญาใหญ่ที่ทำกับทางจีนนั้นยังดำเนินต่อไปไม่ถูกยกเลิก

“ฉันเข้าใจคุณนะ” มิสหลิงบอกหลังจากพบหน้ากันอีกครั้ง “สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุสุดวิสัย”

“ขอบคุณที่เข้าใจค่ะ” เธอตอบรับ ขณะนี้ทั้งคู่กำลังนั่งคุยกันในห้องประชุมใหญ่ของบริษัทเพียงลำพัง

“ก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นหรอกนะ ฉันต้องบอกคุณตรงๆ” มิสหลิงพูดเสริม “ผู้ถือหุ้นและผู้บริหารทางนี้บางส่วนก็แสดงความคิดเห็นว่าเราควรจะยกเลิกสัญญากับทางคุณ”

กุลกัลยาเพียงแค่พยักหน้าตอบรับ ในมุมหนึ่งก็เข้าใจ แต่ก็พูดไม่ออก

“แต่ฉันยั้งเอาไว้ ใช้เหตุผลกับพวกเขาว่ามันไม่กระทบกับตัวผลงานที่เราต้องการจากคุณ” มิสหลิงพูดเสริม “อย่างไรก็ตามการเสียคุณธนดลไปก็ถือเป็นเรื่องแย่ เพราะเขาเป็นคนคิดค้นอะไรหลายอย่างให้บริษัทคุณใช่ไหม”

“ค่ะ แต่ฉันเชื่อว่าทีมงานของเราน่าจะสานต่องานของดลได้” พูดออกมาแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง เหมือนไม่ให้ความสำคัญกับการดำรงอยู่ของเพื่อน “แต่ใช่ค่ะ ทางเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าการเสียเขาไป ถือเป็นเรื่องแย่มาก”

“ยังไงก็ตามโดยส่วนตัวแล้ว ฉันเชียร์คุณกัลนะ” นักธุรกิจสาวใหญ่พูดพร้อมกับวางมือข้างหนึ่งลงบนบ่าของเธอ

“ขอบคุณค่ะ”

“พยายามควบคุมความเสียหายเสียหน่อยล่ะ อย่าให้มันลามไปกว่านี้ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงช่วยอะไรคุณไม่ได้”

กุลกัลยาได้แต่รับปากว่าจะจัดการให้ดีที่สุด พูดตามตรงแล้วในสถานการณ์อย่างนี้ เธอก็ไม่แน่ใจนักหรอกว่าจะทำให้ทุกอย่างราบรื่นได้เพียงใด

 

อีกหนึ่งเรื่องที่ถาโถมเข้ามาโดยไม่คาดคิด ไม่สิ จะบอกว่าไม่เคยคิดเลยคงไม่ได้ แต่เพราะมันเลื่อนลอยและไม่น่าเป็นไปได้ เธอจึงไม่เคยให้ความสำคัญว่ามันจะเกิดได้จริง

แต่วันนี้ก็เป็นไปแล้ว

เธอเริ่มระแคะระคายว่ากรรมการบริษัทกำลังขยับทำอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเธออย่างแน่นอน

คณะกรรมการบริษัทที่ว่าคือกลุ่มนักลงทุนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวนมากกว่านักลงทุนปกติ พวกเขามีกันอยู่เกือบสิบคน ส่วนใหญ่เป็นแค่คนกำเงินมาลงทุนและพอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับกลับไปเท่านั้น ที่ผ่านมาเชื่อใจในการบริหารและแนวทางการจัดการของเธอและธนดล จึงไม่มีใครตั้งคำถามกับการทำงาน มองว่าแค่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าก็เพียงพอแล้ว กิตติเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

สาเหตุที่เธอไม่เคยใส่ใจมากมายนัก เพราะถือว่าปริมาณหุ้นของคนกลุ่มนี้ต่อให้รวมกันหมดก็ยังไม่ถึงขั้นไร้ทางต้าน จะมีก็แต่ชนาสินคนเดียวที่ถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเธอ ทั้งยังมีตำแหน่งในบริษัท ตลอดที่ผ่านมาถึงได้น่าเป็นห่วงมากหน่อย

เพราะมั่นใจว่าตนทำงานดี สร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และวิสัยทัศน์ไม่เป็นรองใคร เหล่ากรรมการบริษัทย่อมไม่ข้องใจ และไม่น่าเอนเอียงไปเข้าข้างชนาสินที่ทุกคนต่างเห็นได้ชัดเจนว่าทำงานไม่เป็น ถึงได้ไม่เคยกังวลใดๆ

ทว่าตอนนี้…สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้

ความวิตกไม่ถือว่ามากเกินไปเลย งานศพธนดลยังไม่ทันเสร็จสิ้น ตัวแทนผู้ถือหุ้นก็เข้ามายื่นหนังสือขอให้มีการประชุมวาระพิเศษเร่งด่วนทันที

“เราควรรับมือยังไงดีคะ” มนวดีถามอย่างกลัดกลุ้ม อยู่ด้วยกันมานาน ย่อมเข้าใจดีว่าอะไรเป็นอะไร

“เธอเตรียมสรุปผลงานในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา นำเสนอว่าบริษัทได้กำไร ได้ประโยชน์ และมีแนวทางข้างหน้ายังไงบ้าง” เธอออกคำสั่ง “ต้องย้ำเตือนให้เห็นว่าพวกเขาหาคนที่ดีกว่านี้ไม่ได้”

“หมิวไม่ค่อยเข้าใจเลย ทั้งที่คุณกัลถือหุ้นใหญ่ที่สุด แต่ยังต้องกังวลกับคนพวกนี้”

“เพราะสมัยก่อนตอนตั้งบริษัท ฉันกับดลมีทางเลือกไม่มากนัก การจะให้นักลงทุนมาร่วมหุ้นด้วย พวกเขาต้องการการการันตี รวมถึงถ้าหากฉันทำงานได้ไม่ดีพอ พวกเขามีสิทธิ์มีเสียงในการโหวตออก ที่จริงฉันน่าจะเปลี่ยนเงื่อนไขมาหลายปีแล้ว แต่เพราะมัวแต่วุ่นกับงาน และไม่คาดคิดว่ามันจะมีวันนี้”

“คุณกัลทำงานดีที่สุด ถ้าพวกนั้นไม่เชื่อใจ จะหาใครทุ่มเทได้มากกว่านี้อีกคะ” มนวดีเจ็บแค้นแทน

เธอเกือบถอนหายใจ โลกธุรกิจมีอะไรมากมายจนน่าหน่ายใจ ไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่คนทำงานดีก็สมควรได้รับผลตอบแทน แม้กระทั่งเจ้าของบริษัท ก่อตั้งมาเองกับมือก็ยังสามารถถูกปลด ต้องนั่งมองผลงานของตัวเองถูกคนอื่นเข้าควบคุมแทนมานักต่อนักแล้ว เหตุเพราะความไม่เชื่อใจนั่นเอง

เป้าหมายของเธอ ถ้าหากอยากสำเร็จ รอดพ้นวิกฤติไปได้ มีทางเดียวคือต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมาอีกครั้ง

“คุณกัลไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หมิวและพนักงานอีกหลายคนเชื่อในตัวผู้บริหารคนเก่งของเราเสมอ” คนเป็นลูกน้องพยายามจะให้กำลังใจเจ้านาย

“ขอบใจนะหมิว ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง”

 

แม้ว่าบริษัทจะระส่ำระสายไปบางส่วนจากเรื่องร้ายที่เกิดขึ้น แต่มูลค่าที่แท้จริงก็ยังคงมหาศาล ยิ่งกุลกัลยาเลือกควบคุมความเสียหายเอาไว้อย่างมืออาชีพ สิ่งที่ดูเหมือนเรื่องตลกเสียดสีคือยิ่งเธอทำดีมีประสิทธิภาพมากเท่าไร ชนาสินก็ยิ่งอยากจะแย่งชิงมันไปมากเท่านั้น อีกฝ่ายต้องการขึ้นมากุมบังเหียนแทนนานแล้ว เพียงแค่ที่ผ่านมาไม่มีใครสนับสนุน เพราะคนในต่างเห็นกันอยู่ว่าใครคือผู้มีความสามารถจริง เพียงแค่หนนี้โชคร้ายเธอมีจุดอ่อนอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้เขาอาศัยจังหวะนี้ไล่บี้

ในที่สุดวันที่เธอต้องเข้าประชุมกับเหล่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก็มาถึง กุลกัลยาตัดสินใจเลือกเดินทางมายังบริษัทล่วงหน้าก่อนหนึ่งชั่วโมงเพื่อเตรียมตัว

เธอคิดว่าซักซ้อมการตอบคำถามที่จะได้รับมาเป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นต้องรับมือได้แน่

ตอนที่ประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง หญิงสาวก็พบว่าสิ่งที่ตัวเองเตรียมใจพร้อมเผื่อเวลาเอาไว้นั้นถือว่าถูกต้องแล้ว เพราะว่าสิ่งที่รออยู่ด้านนอกคือโลกกลับหัว

มันยังคงไม่ยอมปล่อยเธอไปจากอาถรรพณ์น่าสะพรึงกลัว

Don`t copy text!