สลักบุหลัน บทที่ 14 : โค่นบัลลังก์

สลักบุหลัน บทที่ 14 : โค่นบัลลังก์

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  14 –

พริบตาเดียว ทุกอย่างที่เพิ่งเกิดราวกับเป็นแค่ความฝันประหลาดพิสดาร ห้องนอนของธนดลกลับเป็นเหมือนเดิม ไม่ได้กลับหัวกลับหางอย่างเมื่อครู่ มีเพียงตัวเธอที่ย้ายจากหน้าลิ้นชักตู้เตี้ย กลับมายืนข้างเตียงแทน

กุลกัลยายืนงุนงงอยู่ชั่วนาที ก่อนนึกขึ้นได้ รีบก้มลงมองใต้เตียงทันที ติดค้างสงสัยว่ามันจะเหมือนกันหรือเปล่า

มีช่องอยู่ตรงนั้นจริงๆ ด้วย!

ถ้าไม่ใช่เพราะโลกนั้นเผยให้เห็น เธอก็คงนึกไม่ถึง ไม่มีทางจำได้แน่ ขนาดอยู่ในบ้านเช่านี้มาตั้งหลายปี ตอนนี้เมื่อเห็นมันอีกครั้งจึงค่อยรื้อฟื้นความทรงจำได้ ว่าเคยเห็นอยู่เหมือนกัน น่าจะเพียงหนเดียวสมัยเรียนมหาวิทยาลัยและย้ายมาที่นี่ ผ่านมานานเข้าก็ลืมไปเสียสนิท

จะจำได้ยังไง ในเมื่อห้องนี้เป็นห้องส่วนตัวของธนดล จำได้ว่าเข้ามานับครั้งได้ ส่วนหนึ่งเพราะเจ้าตัวรักความเป็นส่วนตัวมาก ไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่มย่ามไม่ต่างจากในปัจจุบัน เธอเองก็ไม่กล้าเข้ามาบ่อยๆ เพราะตระหนักว่าทั้งสองเป็นเพื่อนต่างเพศ ตอนอยู่หอพักเล็กๆ เลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อต่างมีพื้นที่ส่วนตัวก็เป็นอีกเรื่อง กลับกันธนดลเองก็แทบไม่เข้าห้องนอนเธอโดยไม่ได้ขออนุญาตเหมือนกัน

เมื่อตอนหอบข้าวของหนีจากบ้านป้านุจรีมาอยู่ตามลำพัง กุลกัลยาไม่เคยคิดจะพึ่งพาใคร ตอนนั้นเธอเข็ดกับการรับความช่วยเหลือ กระทั่งเป็นญาติกันยังทำร้ายได้ลงคอ สู้อยู่คนเดียวจะดีกว่า

ทว่าในที่สุด เมื่ออาศัยอยู่กับธนดล พวกเธอไม่เคยเปิดเผยกับใครก็จริง แต่ก็คงมีใครสักคนไปลือกันว่าทั้งสองเป็นคู่รัก มาคิดดูแล้วก้องฟ้าเองก็น่าจะเคยได้ยินข่าวนี้เช่นกัน แต่เขายังมั่นคงรอคอยอยู่ได้อย่างไรตั้งเกือบสองปีก็น่าทึ่งไม่น้อย ซ้ำยังไม่เคยเอ่ยปากถามเลยสักครั้งเดียว ชายหนุ่มยอมรับว่าธนดลเป็นเพื่อนสนิทตามเธอบอก ไม่เคยแสดงท่าหึงหวงเกินเหตุ นอกจากเคยตะล่อมให้เธอย้ายออกหลังเรียนจบเท่านั้นเอง กว่าจะถึงตอนนั้น หลังบริษัทเริ่มมีหนทาง เธอก็ยิ่งกว่าเต็มใจจะหาที่อยู่ใหม่ของตัวเองเช่นกัน

หญิงสาวเผลอผ่อนลมหายใจยาว คิดไปแล้วผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนแล้วเป็นคนดี หากสุดท้ายก็มีอันต้องแยกจากไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจนได้

แถมทั้งสองยังจากเธอไปด้วยความตายเหมือนกันอีกด้วย…

เธอคงถูกลิขิตให้อยู่คนเดียวตลอดกาล

ออกแรงแงะช่องลับใต้เตียงอยู่สักพัก ในที่สุดก็แกะออกจนได้ ขนลุกที่ทุกอย่างช่างเหมือนในโลกกลับหัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ โลกนั้นรู้ทุกอย่างเลยหรืออย่างไรกัน แม้กระทั่งความทรงจำเล็กจ้อยที่ซุกซ่อนอยู่ในอดีต

ครั้นจะนึกขอบคุณก็ทำไม่ได้ ถึงอยากสืบค้นข้อมูลแค่ไหน ก็ไม่อยากเผชิญหน้าความลึกลับเหนือธรรมชาติเลยสักนิด

ภายในช่องนั้นไม่กว้างนัก อัดแน่นไปด้วยสมุดหลากหลายแบบ ดูแล้วเหมือนสมุดจดงานสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเสียมากกว่า กุลกัลยาผิดหวัง ไม่มีเอกสารอะไรเป็นชิ้นอันเลย ขณะครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไรดี หอบสมุดทั้งหมดกลับไปก่อนดีไหม โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเสียก่อน เธอหยิบหน้าจอมาดูแล้วเห็นว่าคนโทร.มาคือมนวดี

“ว่าไง หมิว” เธอรับสาย

“คุณกัลคะ เกิดเรื่องแล้วค่ะ” น้ำเสียงปลายทางติดจะร้อนรน ทำให้ประสาทระแวดระวังในตัวซีอีโอสาวตื่นตัวทันที เธอรู้จักอีกฝ่ายดีจนรู้แน่ว่าถ้าไม่มีปัญหาใหญ่จริงๆ มนวดีไม่เผลอหลุดแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเด็ดขาด แสดงว่า ‘เรื่อง’ ที่ว่าคงไม่ใช่เล็กๆ

“มีอะไร” เธอถามเสียงเครียด

“คุณสิน…” อีกฝ่ายชะงัก “เอาเป็นว่าคุณกัลรีบมาบริษัทเถอะค่ะ คุณสินแกเรียกประชุมผู้ถือหุ้นวาระพิเศษเป็นการเร่งด่วน”

“เขาทำอย่างนั้นได้ยังไง มันต้องส่งเรื่องมาอนุมัติก่อนสิ”

“คงไม่สนวิธีการแล้วมั้งคะ”

“ฉันจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ คิดว่าสักชั่วโมงกว่าๆ น่าจะถึง ระหว่างนี้เธอให้คนไปสืบดูหน่อย ถ่วงเวลาไว้ก็ดี อย่าให้ประชุมสำเร็จเด็ดขาด เข้าใจไหม”

“ค่ะ” อีกฝ่ายรับคำ

หลังวางสาย หญิงสาวกัดริมฝีปาก หันมองช่องลับอย่างชั่งใจ ก่อนคิดว่าต้องจัดการเรื่องชนาสินก่อน เรื่องนี้ยังรอได้ ในเมื่อแน่ชัดว่าตำรวจไม่รู้จักบ้านหลังนี้ หรือต่อให้สืบรู้จนได้ การจะรู้ว่ามีช่องลับอยู่ใต้เตียงก็ไม่ใช่ง่ายๆ เช่นกัน เธอยังพอมีเวลา คิดแล้วก็จัดการปิดฝาไม้กระดานกลับไปก่อน จากนั้นรีบเร่งไปที่รถขับกลับไปยังบริษัททันทีด้วยหัวใจร้อนรนอย่างที่สุด

ชนาสินคิดจะทำอะไรกัน เรียกประชุมเพื่อหาคะแนนเสียงเพื่อปลดเธอจากตำแหน่งอีกหรือไงกัน

คราวก่อนเขาบอกว่าจะไม่ยอมเลิกรา หากไม่นึกว่าจะรวดเร็วปานนี้

กัดไม่ปล่อยเลยเชียวนะ เธอนึกเคือง ถ้าหากทำงานอย่างตั้งใจได้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี บริษัทยังพอมีทางรอดหากอยู่ในมือเขาบ้าง แต่สภาพอย่างนี้เท่ากับหมายเอาไปย่ำยีจนป่นปี้แล้วขว้างทิ้งชัดๆ

กุลกัลยาต้องปกป้องบริษัท ไม่ยอมให้อีกฝายทำเหมือนของเล่น อยากได้ก็ต้องได้ แต่ไม่รู้วิธีรักษาเด็ดขาด

อย่าคิดนะว่าจะเล่นสกปรกกับเธอได้!

 

ชนาสินนั่งผิวปากอย่างสบายอกสบายใจในห้องทำงานของตัวเอง หันมองผ่านผนังกระจกไปเห็นทิวทัศน์ของเมืองหลวงอันแสนพลุกพล่าน พลางคิดว่าวันนี้ช่างเป็นวันดี นอกจากอากาศจะดีแล้ว แม่ตัวยุ่งยังหายหัวไปไหนไม่รู้ตั้งแต่เช้า บัดนี้ก็ยังไม่เข้างาน เหมาะสมอย่างยิ่งแก่การเรียกประชุมด่วน

เลขาฯ ส่วนตัวของแม่นั่นพยายามทัดทาน อ้างว่าไม่ได้ขออนุมัติมาก่อน ทว่าเขาหรือจะสนใจ ขืนส่งให้ดูว่าจะเรียกประชุมก็ถูกขัดขวางตั้งแต่แรกน่ะสิ เรื่องอะไรจะทำอย่างนั้นให้โง่ คิดว่าเขาฉลาดน้อยนักหรือไงกัน

ชายหนุ่มเตรียมการไว้แต่แรกแล้ว นัดแนะกรรมการบริษัทเอาไว้ก่อน ขอให้พวกนี้เตรียมตัวให้ว่างเอาไว้ก่อน เพราะเห็นกันอยู่ว่าบริษัทอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าเรียกมาเมื่อไร…ก็ต้องมา บางคนก็ไม่ค่อยยอมเท่าไรนัก แต่อาศัยให้ช่วยขอร้องแกมกดดันกันเอง สักพักก็สำเร็จ

ใครจะสนคำขออนุมัติจากประธานบริษัท ในเมื่ออีกไม่นานก็จะมีประธานคนใหม่แล้ว!

นั่งอยู่สักพักก็มองนาฬิกา ได้เวลาแล้ว เขาผุดลุก กระหยิ่มในหน้า แล้วเดินไปยังห้องประชุมทันที ระหว่างทางยังเจอแม่เลขาฯ หน้าอ่อนคนนั้น เจ้าหล่อนมองด้วยสีหน้าหวาดระแวง แต่ไม่กล้าเข้ามาขวางทาง ดี…ยังพอรู้อะไรเป็นอะไรบ้าง ไม่แน่พอไล่กุลกัลยาออกได้แล้ว เขาอาจพิจารณาเลือกหล่อนมาเป็นเลขานุการส่วนตัวแทน ได้ข่าวว่าทำงานดี น่าจะคุมงานแทนได้

ชนาสินไม่เคยคิดแม้สักนิดว่าจะลงมาทำงานเต็มตัว เป็นถึงประธานบริษัทเรื่องอะไรต้องเหนื่อยขนาดนั้น ที่ผ่านมาเขาคิดตลอดว่าลงเงินไปมหาศาลก็ควรได้รับผลตอบแทน แต่ไม่อยากลงแรงเอง ปล่อยให้สองคนนั้นทำงานหนักไปดีกว่า แล้วก็แค่บอกคนอื่นว่าเขามีส่วนร่วมด้วย ฉลาดกว่าเป็นไหนๆ

เคยคิดว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ทว่าเมื่อเวลาผ่าน บริษัทเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เม็ดเงินตอบแทนก็มาก ทำให้เขามองเห็นช่องทางว่าเหตุใดถึงยังให้กุลกัลยามีอำนาจเหนือกว่าตนเองต่อไปอีก ถึงเวลาแล้วที่ต้องทวงคืนบริษัทกลับมาอยู่ในมือ ในเมื่อเขาต่างหากเป็นเจ้าของที่แท้จริง

ถ้าไม่มีเงินของเขา สองคนนั้นจะทำอะไรได้ตั้งแต่แรกกัน ลำพังแค่สมองกับสองมือน่ะไม่เพียงพอหรอก ยุคนี้สมัยนี้ เงินทุนต่างหากคือปัจจัยสำคัญที่สุด ดังนั้นถ้าใครสมควรครอบครองบริษัทคือเขา ไม่ใช่พวกนั้น

ตอนนี้ธนดลพ้นทางไปแล้ว ก็เหลือแค่กุลกัลยา แม่นั่นลำพังคนเดียวจะต่อกรได้ยังไงกัน ต่อให้ทำเป็นกล้าปากเก่งใจสู้แค่ไหน แต่ก็เหมือนสัตว์บาดเจ็บ ขาดแขนขาดขานั่นแหละ

ไม่มีจังหวะไหนดีกว่าตอนนี้อีกแล้ว ชนาสินสังเกตมาสักพักว่าตั้งแต่เกิดเรื่องกุลกัลยาหายตัวไปคราวละนานๆ ไม่บ้างานแทบกินนอนในบริษัทอย่างเคย แถมยังมีตำรวจคอยตามดมกลิ่นอยู่ไม่ห่าง ข้ออ้างเหล่านี้น่าจะพอสำหรับกรรมการบริษัทให้ลงคะแนนปลดประธาน แล้วเลือกเขาแทนที่

คิดแล้วก็เปิดประตูห้องประชุม กวาดตามองคนที่อยู่ในห้อง แล้วยิ้มกว้างเอ่ยทักทาย

“สวัสดีครับทุกท่าน มากันพร้อมหน้าเลย”

“แน่ละ คุณเรียกพวกเรามากะทันหัน ถึงได้รีบมากัน” กรรมการคนหนึ่งตอบ “หวังว่าจะมีอะไรสำคัญนะ”

“เราจะประชุมกันด้วยวาระพิเศษและสำคัญมากๆ นั่นคือการปลดคุณกุลกัลยาออกจากตำแหน่งประธานบริษัทครับ”

“อีกแล้วเหรอ” หลายคนโวยวาย “เราเพิ่งโหวตกันไปเอง คิดว่าไม่กี่วันต่อมาจะเปลี่ยนแปลงหรือไงกัน คุณชนาสิน คุณทำพวกเราเสียเวลานะ ไหนบอกว่าเรื่องสำคัญเกี่ยวกับผลประโยชน์ของพวกเราไง ถ้ารู้ว่าเป็นเรื่องนี้ ผมไม่มาดีกว่า เสียเวลา”

“หยุดก่อนครับ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ” เขาว่า “มันสำคัญแน่นอน และทุกท่านในที่นี้ก็จะได้ผลประโยชน์ด้วย”

อันที่จริงเขารำคาญพวกนี้เต็มทน ยังคิดอยู่ว่าควรซื้อหุ้นคืน อำนาจบริหารจะได้ตกอยู่กับตัวเองคนเดียว ไม่ต้องยุ่งยากรับมือ คนเป็นสิบ ติดที่ว่าบางคนมีเส้นสายในแวดวงธุรกิจและการเมือง และคนเหล่านี้คือคนที่เขาพยายามซื้อตัว ยังไงก็ต้องให้หุ้นติดมือไว้บ้าง ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมอยู่ช่วยเหลือกันในอนาคต

“ไหนอธิบายมาสิ เพราะอะไรเราถึงควรปลดคุณกุลกัลยาทั้งที่เธอทำงานดีมากมาตลอด”

“แต่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง” เขาว่า “เราได้เซ็นสัญญากับฟาหมานแล้ว ซึ่งการันตีว่าบริษัทเราไม่มีทางล่มจมแน่ แต่ตัวประธานน่ะสิ มีแต่จะจมลงดินไปเรื่อยๆ”

“ยังไงกัน ผมไม่เห็นมีข่าวอะไรเลย”

“ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานแจ้งจับเธออยู่ อีกไม่นานก็คงประกาศออกสื่อ”

ข้อมูลนี้เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย ชายหนุ่มสมใจเมื่อเห็นแววตื่นตระหนกในดวงตาของหลายคน เขาจับได้ถูกจุดแล้ว อันที่จริงไม่รู้หรอกว่าตำรวจมีหลักฐานอะไรในมือ และพุ่งเป้าไปที่กุลกัลยาเพียงคนเดียวหรือเปล่า ทว่าเจ้าตัวไม่อยู่แก้ต่าง เขาจะพูดอะไรก็ได้ เอาเป็นว่าใส่ร้ายไปก่อนดีกว่า

“คุณแน่ใจได้ยังไง คุณชนาสิน ว่าคุณกุลกัลยาเป็นคนฆ่าคุณธนดล”

“ไม่เกี่ยวกับผมว่าจะเชื่อยังไง แน่ใจหรือไม่ก็ไม่แน่หรอกครับ มันอยู่ที่ตำรวจต่างหาก ในเมื่อตำรวจเชื่อ เราจะปฏิเสธได้เหรอ”

“แล้วมีเหตุผลอะไรที่เธอต้องฆ่าเพื่อนตัวเอง แถมยังเป็นถึงประธานฝ่ายสำคัญด้วย”

“ธนดลไม่พอใจนโยบายการบริหารบางอย่าง และเป็นคนเดียวที่ขวางทาง ไม่ยอมให้เซ็นสัญญากับฟาหมาน ผลประโยชน์ก้อนใหญ่ขนาดนี้ เพียงพอให้ฆ่าคนได้ถมเถไปครับ”

“แต่…ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวเนี่ยนะ”

“อาวุธสังหารคือปืน ขนาดเด็กยังใช้ได้เลย”

หลายคนเริ่มมองหน้ากัน ชักเกิดคล้อยตามขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังติดขัดอยู่ ในที่สุดชายวัยกลางคนก็ลุกขึ้นยืนคล้ายทำหน้าที่ตัวแทนทุกคน

“เอาอย่างนี้นะครับ คุณชนาสิน พวกเราอยากให้คุณชี้แจงให้แน่ชัดก่อนว่าถ้าหากเราลงคะแนนเสียงกันแล้ว คุณจะทำให้พวกเราเชื่อใจได้ไหมว่าจะบริหารบริษัทต่อไปในทิศทางที่ดีกว่าเดิม”

“แน่นอนครับ ผมรับรองเลยว่าจะจ้างแต่พนักงานมืออาชีพ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด”

“ไม่ทำเองหรอกเหรอ” อีกคนถาม น้ำเสียงส่อแววผิดหวัง

ชนาสินลอบส่งสายตากับชายคนก่อนหน้าที่ทำหน้าที่ราวกับตัวแทน ก่อนฝ่ายนั้นจะพูดว่า

“ผู้บริหารเปลี่ยนคน แนวทางการบริหารก็ต่างกัน ผมกลับเห็นว่าเราควรลองอะไรใหม่ๆ ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด”

เขาอยากปรบมือดังๆ ให้กับกรรมการบริษัทคนนี้ ความจริงเขากับอีกฝ่ายลอบตกลงกันลับหลังไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่ระมัดระวังไม่แสดงออกให้คนอื่นรู้เท่านั้นเอง แล้วใช้วิธีตะล่อมเพื่อให้ทุกคนเห็นชอบและคล้อยตาม กว่าจะรู้ตัวก็ถูกจูงจมูกได้ครบหมดแล้ว

เสร็จแน่…ยกก่อนเธอเป็นฝ่ายชนะ กุลกัลยา แต่คราวนี้เขาต้องชนะ จะไม่พลาดซ้ำสองเด็ดขาด

ประธานบริษัทสาวคิดคำนวณขณะสาวเท้าไปตามทางเดินขึ้นลิฟต์เพื่อนำไปสู่ชั้นสำนักงาน กรรมการบริษัทมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่น่าจะเป็นพรรคพวกหนุนหลังเธอได้ แต่ก็มีจำนวนเกือบเท่าๆ กันที่พร้อมเปลี่ยนฝักเปลี่ยนฝ่าย ถ้าหากเจรจาให้ผลตอบแทนดีกว่า

เพราะอย่างนี้ถึงได้ไม่อยากขายหุ้นออกไปมากมายนักตั้งแต่แรก ทว่ามันเป็นกระบวนการตามปกติของบริษัทที่ต้องเติบโต ทำให้เกิดเหตุมากคนมากความขึ้นจนได้

หากนับตามจำนวนหุ้นแล้ว ต่อให้คนเหล่านี้ถือหุ้นรวมกันก็ยังไม่เท่าสัดส่วนหุ้นของเธอ กิตติกับธนดลรวมกัน และเขาก็ยกทุกอย่างให้เธอเนื่องจากไม่มีญาติมิตรที่ไหน ข้อนี้หญิงสาวเพิ่งรู้เอาตอนหลัง แต่เพราะเพื่อนสนิทเพิ่งเสียชีวิต เธอยังไม่ได้จัดการมรดกของเขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว หุ้นจึงยังไม่ได้เป็นของเธออย่างเป็นทางการ และถึงแม้จะใช่ ที่ผ่านมาบริษัทนี้เชื่อในหลักประชาธิปไตยจึงพยายามให้ทุกคนได้มีสิทธิ์มีเสียงพอกัน ดังนั้นถ้าหากทุกคนในห้องเห็นชอบไปตามชนาสิน คนเสียเปรียบก็คือเธอ

ได้แต่หวังว่าจะยังไม่สายเกินไป เท่าที่คุยกับมนวดี ชนาสินเข้าห้องประชุมไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ไม่รู้จะพูดอะไรไปบ้าง

กุลกัลยาเดินมาถึงหน้าห้อง จากนั้นรีบผลักเปิดเข้าไปทันที ทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว รวมทั้งชนาสินที่ยืนอยู่หน้าห้องด้วย ใบหน้าของชายหนุ่มเลิ่กลั่กคล้ายตกใจ ไม่นึกว่าเธอจะโผล่มาขัดขวางได้อีก ก่อนหันไปสบตากับกรรมการบริษัทคนหนึ่งอีกฟากห้อง เธอรู้ทันทีว่าสองคนนี้คงสมรู้ร่วมคิดกันมาก่อน ไม่ใช่เรื่องแปลก คราวที่แล้วเขาใช้แผนนี้เหมือนกัน

“ขอโทษด้วยนะคะที่มาสาย ดิฉันเพิ่งจะได้รับแจ้งเอาเมื่อชั่วโมงก่อนนี่เองว่ามีเรียกประชุมด่วน” เธอออกตัว ปรายตามองรองประธานอย่างรู้เท่าทัน

“เป็นถึงประธานบริษัท หายไปที่อื่นในเวลาทำงานได้ยังไงกัน”

“ถ้าหากมีเรื่องด่วน คงไม่ไปไหนหรอกค่ะ” เธอว่า “ปกติทุกท่านก็น่าจะทราบกันดีว่าดิฉันทุ่มเทกับบริษัทมากแค่ไหน ไม่มีทางหนีกลับก่อนเวลาเลิกงาน หรือไม่มาเอาดื้อๆ แน่นอน การขาดงานเพียงแค่ครั้งเดียวในรอบหลายปีไม่ควรนำมาเป็นประเด็นนะคะ คุณชนาสิน”

อีกฝ่ายถึงกับสะอึกเมื่อเห็นท่าทีรุกไล่มากขึ้นของคู่ต่อสู้ แต่ก็ยังพยายามตีหน้าตายเข้าข่ม

“มาก็ดีแล้ว ผมคิดว่าทุกคนเห็นพ้องกันแล้วนะว่าคุณไม่เหมาะกับการบริหารบริษัทในช่วงนี้ ถ้าเห็นแก่ประโยชน์บริษัทจริง สมควรลงจากตำแหน่งเสียเอง ยื่นใบลาออกเสีย”

“ช่วงนี้” เธอเลิกคิ้ว “ช่วยทวนความจำดิฉันหน่อยแล้วกันค่ะ คุณชนาสิน ช่วงนี้…แตกต่างจากช่วงก่อนที่คุณเรียกประชุมยังไงไม่ทราบ เพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่วันเอง”

“เขาบอกว่าตำรวจกำลังออกหมายจับคุณ” กรรมการคนหนึ่งโพล่งขึ้น

“จริงหรือคะ คุณไปเอาข้อมูลมาจากไหน”

“ไม่ใช่อย่างนั้น ผมแค่ว่าตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน”

“งั้นก็ไม่มีอะไรใหม่ คุณรีบร้อนอยากยัดเยียดข้อหาให้ดิฉันเหลือเกิน ต้องเรียกประชุมกันรายวันเลยไหมคะ”

ชนาสินหน้าชา หงุดหงิดสีหน้าท่าทางราวกับเขาไม่ได้เรื่องที่หญิงสาวตรงหน้าแสดงออกมาจนแทบระงับตัวเองไว้ไม่อยู่ อยากเข้าไปตบสักฉาด!

“แต่ผมว่า…เรื่องนี้ก็น่าคิด ถ้าหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงกะทันหัน บริษัทเราจะรับมือไม่ทัน และผมเชื่อว่าทางจีนเองก็คงเหมือนกัน ถ้าคุณกุลกัลยาถูกจับจริง ไม่มีใครอยากร่วมมือกับบริษัทชื่อฉาวหรอก” อยู่ๆ กรรมการคนหนึ่งก็โพล่งขึ้น

หญิงสาวกัดริมฝีปาก คนพูดคือคนที่เธอประเมินแล้วว่าน่าจะอยู่ฝ่ายตรงกลาง ข้อหวั่นวิตกของเขาไม่สร้างผลดีกับเธอสักเท่าไรนัก เมื่อใครคนหนึ่งเสนอขึ้นมา ก็พร้อมมีคนอื่นคิดตามและเห็นไปในทางเดียวกัน

และก็จริงดังคาด มีอีกหลายคนทำท่าลังเล ก่อนพึมพำเห็นด้วย ก่อนใครอีกคนจะเอ่ย

“อาจเป็นผลดีกับบริษัทมากกว่าถ้าหากคุณกุลกัลยาจะ…เอ่อ…พักจากตำแหน่งสักช่วงหนึ่ง พอให้เรื่องนี้คลี่คลายไปสักหน่อยก็ได้”

“ดิฉันไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไรนะคะ” เธอแย้ง

“ทำไม” ชนาสินได้ทีเห็นอีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ รีบตอกย้ำ “หรือว่าคุณกลัว”

“ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะดิฉันไม่ได้ฆ่าดลอย่างที่ถูกกล่าวหา”

“ถ้าอย่างนั้นคุณควรทำให้โปร่งใส ทุกคนจะได้เห็นว่าบริสุทธิ์ใจ ดีกว่าเกาะตำแหน่งเอาไว้แบบนี้ ไหนว่ารักบริษัทนักหนา”

“ใช่ๆ พวกเราเห็นด้วย ลงจากตำแหน่งเถอะ นักข่าวจะได้ไม่เพ่งเล็งเรามาก” กรรมการฝั่งเดียวกับชนาสินรีบสนับสนุน “เห็นด้วยไหมครับ ทุกท่าน”

อยู่ๆ เธอก็กลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ กุลกัลยาชักวิตก ถ้าหากยังแก้เกมไม่ได้โดยเร็วจะกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ซึ่งเป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด

แต่จะทำอย่างไร ในเมื่ออีกฝ่ายเตรียมตัวมาดีกว่า ในขณะเธอไม่มีอะไรจะต่อกรเลย นอกจากขอให้ทุกคนเชื่อใจ ข้อนี้ชักเป็นไปได้ยากขึ้นทุกที เพราะแต่ละคนต่างลังเล คล้อยตามชนาสินมากขึ้นเรื่อยๆ

ความช่วยเหลือมาถึงอย่างไม่คาดฝัน ใครคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาในห้องประชุม ขัดจังหวะความตึงเครียด และพอเห็นหน้าผู้มาใหม่ ซีอีโอสาวก็แทบเก็บยิ้มไม่อยู่

“อาจารย์…”

กิตตินั่นเอง ปกติแล้วอดีตอาจารย์ที่นับถือไม่ค่อยมาร่วมประชุมกรรมการและผู้ถือหุ้นเท่าใดนัก อีกฝ่ายมักบอกว่าเชื่อใจเธอเสมอมา แน่ใจว่าสิ่งที่กุลกัลยาทำก็เพื่อประโยชน์ของบริษัท

หันมองคนอื่นในห้อง ต่างก็แปลกใจเช่นกัน โดยเฉพาะชนาสิน เขาถึงกับชักสีหน้าอย่างหงุดหงิด คงสัมผัสได้ว่าเรื่องกำลังยุ่งยากขึ้น

หลายคนหันไปซุบซิบกันเองว่าการมาของกิตติเกินความคาดหมาย ด้วยความที่ชายชราถูกนับหน้าถือตาทั้งในแวดวงวิชาการและสายธุรกิจ คนจำนวนไม่น้อยเชื่อถือในตัวเขา ดังนั้นถ้าหากกิตติเอนเอียงไปทางฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นย่อมได้เปรียบกว่า

ชนาสินไม่ตระหนักในตอนแรก ทว่าพอเห็นสีหน้ากรรมการฝั่งตัวเองก็เริ่มเครียด รีบพูดรวบรัด

“เราคุยกันมาตั้งนานแล้ว รีบตัดสินใจกันดีกว่า”

“ไม่คิดจะทวนให้ผมฟังสักหน่อยเหรอ คุณชนาสิน ผมก็เป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ถึงจะไม่ใช่อันดับสองอย่างคุณ แต่ก็เป็นอันดับสี่นะ พวกเราต่างเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม”

“การประชุมเริ่มไปตั้งนานแล้ว จะให้รอคนมาสายได้ยังไงครับ” เพราะกังวลว่าจะแพ้ คนหนุ่มกว่าเลยเลิกรักษาอาการ ผิดมารยาทกับคนสูงวัย หมายใจเพียงว่าถ้าตนได้เป็นประธานบริษัท ผู้ถือหุ้นแค่อันดับสี่จะต้องใส่ใจอะไรนักหนา

“แค่อธิบายสักหน่อย ไม่เสียเวลาเท่าไรหรอก คุณชนาสิน พวกเราอยากฟังความคิดเห็นของคุณกิตติ” กรรมการคนอื่นแย้ง ทำให้ต้องจำยอมอย่างเสียไม่ได้

หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว กิตติก็พยักหน้า ก่อนเอ่ยเสียงนุ่มทว่าทรงอำนาจ

“คุณเสนอให้ถอดกุลกัลยาจากตำแหน่งเพราะคำนึงถึงความไม่เหมาะสมในเวลานี้ ถ้าอย่างนั้นใครกันล่ะจะเหมาะสมกว่า”

“แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็น…” ชนาสินอ้าปากพูด แต่ยังไม่ทันจบประโยค ชายชราก็พูดต่อ

“คุณคงไม่ได้คิดจะเสนอตัวเองหรอกนะ คุณชนาสิน” ชายชราโคลงศีรษะ หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนหันมองคนในห้อง “พวกคุณคิดจริงๆ หรือว่ากุลกัลยาไม่เหมาะกับหน้าที่นี้ แล้วชนาสินจะเหมาะสมกว่า ผมสงสัยว่าทุกคนมองความเป็นจริงบ้างหรือเปล่าว่าที่ผ่านมาใครเป็นคนทำงาน และใครเพียงแค่นั่งเฉยๆ แยกแยะไม่ออกด้วยซ้ำว่าสินค้าของบริษัทคืออะไร จุดเด่นจุดด้อยคืออะไร แล้วจะนำพาบริษัทไปได้ยังไงกัน”

รู้สึกเหมือนถูกหยามต่อหน้า ชนาสินรีบพูดโกรธๆ

“เราจ้างคนเก่งๆ มาสักคนก็ทำหน้าที่นี้ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องพึ่งแต่กุลกัลยา”

“อ้อ สรุปว่าคุณไม่ได้คิดจะทำงานเอง…อย่างเคย” กิตติยิ้มนิดๆ คล้ายผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก ทว่าแววตาตรงกันข้าม “บอกผมหน่อย ทำไมเราถึงต้องจ้างคนนอกมาทำงาน ในเมื่อมีประธานบริษัทเก่งๆ อยู่แล้วทั้งคน ในด้านความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์แล้ว ผมมองไม่เห็นเลยว่าใครจะทำงานนี้ได้ดีไปกว่ากุลกัลยา”

คนในห้องหันมองกันเองครู่หนึ่ง ก่อนในที่สุดก็เห็นพ้องกับกิตติว่าไม่มีผู้ใดสมควรดำรงตำแหน่งประธานบริษัทมากไปกว่าคนเดิมอีกแล้ว นั่นทำให้กุลกัลยารอดจากวิกฤติไปได้อีกครั้ง

ทว่าเธอไม่อาจโล่งใจได้นาน เพราะเมื่อมีชนาสินคอยหายใจรดต้นคออยู่อย่างนี้ ซ้ำยังมีเรื่องอื่นเข้าแทรก จะรับไหวได้อีกนานสักแค่ไหน

 

หลังจากจบเรื่องแล้ว หญิงสาวเชิญอดีตอาจารย์ที่เคารพเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว ก่อนเอ่ยขอบคุณเขาอย่างซาบซึ้ง

“ขอบคุณอาจารย์มากนะคะที่มาช่วย กัลรบกวนอาจารย์มากเหลือเกิน”

“คนกันเอง ผมยินดีช่วยอยู่แล้ว” อีกฝ่ายว่า “และผมก็เห็นจริงตามนั้น นายชนาสินทำงานไม่เป็น แต่ตัวสั่นอยากได้ตำแหน่ง คนอื่นๆ ก็สมควรมองออก แต่กลับลังเลใจ น่าตำหนินัก”

“เขาคงเตรียมการมาดี ผลประโยชน์เสนอให้ไม่รู้เท่าไร” เธอถอนหายใจ “อาจารย์ทราบเรื่องได้ยังไงคะ”

“ผมเองก็มีสายของตัวเองเหมือนกัน”

“ดลเคยบอกว่ากัลประมาทชนาสินเกินไป ตอนนี้ถึงเพิ่งเห็นว่าท่าจะจริง”

“คุณต้องระวังให้มาก ผมเองก็คอยช่วยตลอดไม่ได้หรอกนะ” คนอายุมากกว่าเตือน “แล้วเป็นยังไงบ้าง ไปที่บ้านหลังนั้นหรือยัง”

“ลองไปดูแล้วค่ะ”

“คิดเห็นยังไงบ้าง” เขาถามจ้องหน้าเธอ ดูเหมือนสนใจเรื่องนี้มากกว่าปัญหาของบริษัทที่เพิ่งผ่านไป

เธอลังเล แน่นอนว่าไม่อาจเล่าเรื่องกล่องบุหลันและโลกประหลาดนั่นได้ นอกจากกิตติจะไม่เชื่อแล้ว ยังอาจมองว่าเธอใกล้บ้าเพราะเครียดหนักเกินไปได้อีก ตอนนี้หญิงสาวต้องการพันธมิตร ถึงแม้คนตรงหน้าจะไม่ใช่ศัตรู หากแต่เธอรู้จักอาจารย์ดี เขาเป็นคนซื่อตรง ถ้าคิดแม้สักนิดว่าเธอเริ่มมีปัญหาทางจิต เขาย่อมไม่ลังเลจะส่งไปบำบัดอย่างแน่นอน

ทว่ากุลกัลยาไม่ได้บ้า โลกนั้นมีอยู่จริง คิรินทร์เป็นพยานได้!

แต่เขาคือใคร อยู่ที่ไหน ไม่รู้เลยสักนิด ลองค้นหาข้อมูลดูผลลัพธ์ก็คือไม่เจออะไรเลย ชายหนุ่มไม่ได้อยู่ในโลกโซเชียล เน็ตเวิร์กใดๆ เว็บไซต์อื่นๆ ก็ไม่ปรากฏชื่อเขา สุดท้ายก็เลยต้องยอมแพ้ เลิกค้นหาไปโดยปริยาย

ครั้นจะจ้างนักสืบตามหาก็ใช่ที่ ทำเช่นนั้นเหมือนสอดรู้สอดเห็น ยุ่มย่ามชีวิตส่วนตัวกันเกินไป ถ้าคิรินทร์อยากเปิดเผยชีวิตในโลกจริงให้รู้ ขอให้เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากมาเองดีกว่า

อีกหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ให้กิตติรู้ว่ากล่องบุหลันมีอยู่จริงคือต้องให้อีกฝ่ายเข้าไปในโลกนั้นด้วย ซึ่งเป็นวิธีไม่เข้าท่าและไม่มีทางทำเด็ดขาด ลำพังตัวเองยังไม่รู้จะรอดไปได้อย่างไรตลอดรอดฝั่ง แถมหาทางแก้ยังไม่ได้ เธอจะกล้านำผู้ใหญ่ที่เคารพรักเหมือนบุพการีมาเสี่ยงไปด้วยได้อย่างไรกัน

สุดท้ายเลยได้แต่ตอบไปว่า

“โครงบ้านสวย แต่ปล่อยรกร้าง ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ต้องปรับปรุงอีกเยอะ และค่อนข้างใหญ่ทีเดียวค่ะ กัลไม่แน่ใจว่าจะได้ไปอยู่หรือเปล่า”

“คุณพูดเหมือนอยากขาย”

โดนดักคอเข้าอย่างตั้งตัวไม่ติด กุลกัลยาจึงได้แต่อ้ำอึ้ง

“เอ่อ…”

“เดิมทีผมตั้งใจให้เป็นของขวัญคุณกับเจ้าก้อง ใช่ มันใหญ่ เพราะสมควรเป็นสถานที่อยู่อาศัยของครอบครัว”

“กัลเสียใจค่ะ” ไม่รู้จะพูดอะไรได้ดีกว่านี้ เรื่องราวของเธอและก้องฟ้า รวมถึงก้องฟ้าและโศภิตา ล้วนเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายรู้กันดีอยู่แล้ว รื้อฟื้นไปก็เท่านั้น

“ถ้าหากคุณเสียใจ ช่วยอะไรผมสักอย่างได้ไหม แลกกับการช่วยเหลือคุณในวันนี้” กิตติเอ่ยช้าๆ

“อะไรคะ” หญิงสาวประหลาดใจ

“ช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้นในคืนที่เจ้าก้องตาย จนถึงบัดนี้เราไม่เคยคุยกันตรงๆ เสียที”

คำขอแสนธรรมดา…ทว่าตอบยากเย็น เพราะมันเกี่ยวกับความลับที่เธอไม่อยากบอกใคร และไม่อาจบอกได้ เนื่องจากสาบานกับตัวเองเอาไว้ว่าจะเก็บไว้กับตัวเองจนกว่าชีวิตจะหาไม่ นำมันลงหลุมศพไปพร้อมกับร่างไร้วิญญาณ

โดยเฉพาะเมื่อใครคนนั้นคือกิตติ เธอย่อมไม่อาจเล่าให้เขาฟังอย่างเด็ดขาด

กุลกัลยาไม่อยากสูญเสียบุคคลที่เคารพรักไปอีกคน เพราะรู้ดีว่าถ้าบอกออกไปตามความจริง ชายชราจะต้องเกลียดเธออย่างแน่นอน

เกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น…

“ไม่มีอะไรนี่คะ” เธอปฏิเสธ เลือกจะโกหก ถึงอย่างไรก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้

“อย่าโกหกผม” อีกฝ่ายบอกเสียงเข้ม “มีอะไรบางอย่างในวันนั้น เพราะอะไรคนอย่างเจ้าก้องถึงฆ่าตัวตาย มันต้องเกิดบางอย่างแน่ๆ และเกี่ยวข้องกับคุณ”

แวบนั้นเธอสัมผัสได้ถึงความมุ่งร้าย คล้ายกิตติลืมตัวไปชั่วขณะ แปรเปลี่ยนจากชายแก่สุขุมเป็นคนเจ้าอารมณ์ ผุดลุกยืนทำท่าจะโผเข้าใส่จนกุลกัลยาถึงกับผงะ เผลอลุกยืนเดินหนีไปโดยทันใด

“กัล…บอกไม่ได้จริงๆ มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นค่ะ!” เธอเอ่ยเสียงสั่น แล้วเลือกเดินหนีออกไปจากห้องทำงาน หูยังได้ยินเสียงตามหลัง ไม่เชิงตะโกน ทว่าดังเอาการ

“ถ้าไม่บอก สักวันคุณจะเดือดร้อนแน่ จำคำผมเอาไว้!”

เธอไม่เข้าใจสักนิด กิตติกำลังขู่เธออยู่อย่างนั้นหรือ ดูเหมือนการพูดถึงลูกชายที่จากไปจะเป็นตัวกระตุ้นสิ่งที่ชายแก่อัดอั้นไว้ในใจมาตลอด

Don`t copy text!