สลักบุหลัน บทที่ 15 : ฉันจะไม่หนีอีกต่อไป

สลักบุหลัน บทที่ 15 : ฉันจะไม่หนีอีกต่อไป

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  15 –

เธอหาเวลากลับไปบ้านเช่าหลังเดิมอีกครั้งโดยเร็ว เนื่องจากกลัวว่าหากปล่อยให้เนิ่นนานเกินไป ตำรวจอย่างสารวัตรวีระจะสืบทราบเรื่องบ้านหลังนี้และเข้ามายุ่มย่ามเสียก่อน ในฐานะผู้ต้องสงสัย เขาคงไม่ยอมให้เธอเข้ามาในบ้านนี้แน่ๆ นั่นเท่ากับว่าโอกาสอ่านบันทึกและหาข้อมูลของธนดลจะยิ่งตีบตันไปอีก

ภายในสมุดบันทึกของเพื่อนผู้จากไป กุลกัลยาค้นพบหลายสิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากการที่เขาเขียนเนื้อความระบุถึงอารมณ์หงุดหงิดและความเกลียดชังอย่างรุนแรงในอะไรบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในใจ

มันอ่านยากและต้องใช้ความพยายามในการแกะรหัสถอดความอยู่บ้าง เธอเข้าใจว่าคงเป็นเรื่องปกติ สมุดบันทึกของธนดลก็สะท้อนถึงบุคลิกของเขา โดยปกติเพื่อนสนิทก็มีนิสัยแปลกไม่เหมือนคนทั่วไป ไม่ถนัดในการวางตัวและสื่อสารตามวิถีสังคมปกติอยู่แล้ว ดังนั้นการจดบันทึกประจำวันของชายหนุ่มก็เช่นเดียวกัน ในแต่ละหน้ากระดาษเป็นการผสมปนเปของหลายอย่างที่ไม่ได้ต่อเนื่องกัน เช่นเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นแบบห้วนสั้น ใช้คำย่อหรือรหัสลับเพื่อซ่อนความนัย บางจุดก็มีความคิดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมต่อทันที สำหรับคนทั่วไปคงรู้สึกราวกับเป็นกระดาษเขียนข้อความไร้ความหมาย เพื่อนสนิทอย่างเธอยังต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการทำความเข้าใจแต่ละประโยค แต่ละบรรทัด

สุดท้ายหลังจากใช้เวลาราวสองชั่วโมง พลิกเปิดจมอยู่กับหน้ากระดาษเหล่านั้น ก็พอจะสรุปข้อมูลใหม่ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้มาก่อนได้บ้าง โดยแบ่งออกเป็นสองประเด็นหลัก

หนึ่งคือ…เธอเพิ่งทราบว่าธนดลกำลังคบหากับใครบางคนอยู่ อีกฝ่ายเป็นผู้ชายชื่อว่าจอม แม้จะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ที่ผ่านมาธนดลไม่เคยเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องรสนิยมทางเพศหรือความรักความสัมพันธ์ของตัวเองให้ทราบเลย โดยปกติเขามักจมอยู่ในโลกส่วนตัว ทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนโปรแกรมและการคิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ไม่ได้แสดงความสนใจในกิจกรรมอื่นในชีวิตอย่างคนทั่วไปด้วยซ้ำ

ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของธนดลกับจอมเป็นอย่างไรก่อนเพื่อนเสียชีวิต หญิงสาวคิดย้อนไปถึงช่วงจัดงานศพ มีคนที่ไม่รู้จักโผล่หน้ามามากมายเกินไป ซ้ำยังเป็นช่วงเวลาเศร้าและอึมครึมจนไม่มีแก่ใจจะจดจำรายละเอียด ต่อให้มีใครเข้ามาพูดคุยเธอก็ตอบไปเพียงตามมารยาท ไม่ได้ใส่ใจจริงจังว่าใครเป็นใคร

ถ้าจอมจะโผล่หน้ามาร่วมงานสักวันหนึ่ง เธอก็คงไม่รู้อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลส่วนนี้อาจจะเป็นประโยชน์ในอนาคตก็ได้ ถ้าเป็นไปได้เธออยากจะหาทางติดต่อคนรักของเพื่อนดู อีกฝ่ายอาจจะรู้อะไรบ้างก็ได้เกี่ยวกับพฤติกรรมน่าสงสัยของธนดลก่อนเสียชีวิต

เรื่องที่สองก็คืออารมณ์ความรู้สึกของเขา

ภายใต้ทีท่านิ่งเฉยเย็นชาดูไม่ยี่หระต่อโลก ในแต่ละวันชายหนุ่มไม่ได้แสดงออกให้ใครเห็นว่าเขามีอารมณ์ความรู้สึกขึ้นลง แค่เลือกมาเขียนระบายไว้ในสมุดบันทึกพวกนี้ บางครั้งก็ซึมเศร้า บางครั้งก็เครียดกับการสร้างผลงานออกมาแล้วไม่ได้ดั่งใจ กระทั่งหวั่นวิตกว่าจะทำให้เพื่อนและหุ้นส่วนคนสำคัญอย่างเธอต้องผิดหวัง ระหว่างอ่านแต่ละบรรทัดกุลกัลยาทั้งเข้าใจและเห็นใจเพื่อนมากขึ้น

‘ถ้ามีอะไรในใจ เธอควรจะพูดกับฉันให้มากกว่านี้สิ’  กุลกัลยาบ่นในใจ เศร้ากับสถานการณ์ที่เป็นไป อดคิดไม่ได้ว่าถ้าธนดลเปิดเผยทุกอย่างกับเธอมากกว่านี้ สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้

คิดดูแล้วอย่างที่เธอกับเขาขัดแย้งกันในช่วงท้าย ธนดลก็ไม่ยอมเปิดเผยว่าเขามีปัญหาอะไรกันแน่ อยู่ดีๆ ถึงได้ค้านหัวชนฝากับทิศทางที่บริษัทกำลังเดินหน้าไปเช่นนั้น

ถ้าเป็นไปได้เธอคงต้องพยายามสืบหาความจริง ลงลึกให้มากกว่านี้ มันน่าจะเป็นคำตอบทุกอย่าง

ขณะที่ความคิดหลายอย่างอัดแน่นผสมกันในใจ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกวิงเวียนขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอเอนตัวไปพิงกับโต๊ะใกล้ตัวเพื่อไม่ให้ล้มทรุดลงไป ฉับพลับในวินาทีนั้นก็รู้สึกว่ารอบด้านมืดไปหมด

หัวใจวูบไหวด้วยความกังวล ด้วยคิดว่าตัวเองกำลังโดนดึงเข้าสู่โลกกลับหัวอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอยังคงอยู่ที่นี่ ในบ้านของธนดล ไม่ได้ถูกดึงไปยังมิติอื่น

เมื่อกี้คงแค่เหนื่อยจนหน้ามืดเท่านั้นเอง

ทว่าก็ไม่สามารถรู้สึกโล่งอกหรือสบายใจได้เพียงเพราะรอบนี้ไม่เกิดปัญหา เมื่อตระหนักว่าความหวาดระแวงที่เกาะกินอยู่ในจิตใจทำให้อ่อนแอลงในทุกวินาที รับรู้ว่าสิ่งนี้เหมือนกับโรคร้ายเรื้อรัง

เธอจำเป็นต้องเผชิญหน้าและหาทางรักษาจนกว่าจะจบสิ้น แต่เมื่อไรกันล่ะ จนกว่าชีวิตจะหาไม่เลยหรือเปล่า

เหตุนี้ทำให้กุลกัลยาตัดสินใจเดินทางไปยังบ้านหลังที่ได้รับจากกิตติอีกครั้ง ด้วยความตั้งใจว่าจะไม่หนีจากโลกกลับหัวอีกต่อไปแล้ว จะปล่อยให้มันเป็นฝ่ายรุกรานชีวิตอย่างนี้ไม่ได้ ถ้ามัวแต่ตั้งรับก็คงไม่ไปถึงไหน ต้องเป็นฝ่ายบุกบ้าง

เธอขุดกล่องไม้สลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่เคยฝังทิ้งไว้ขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็ยืนจ้องมองพิจารณาว่าควรจะทำอย่างไรดี ขั้นแรกลองพลิกหมุนดูรอบด้าน เผื่อว่าจะมีอะไรที่บ่งบอกถึงการถอนคำสาปบ้าง

น่าเสียดายว่าไม่ค้นพบอะไร สัญลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวบนพื้นผิวไม้คือการแกะสลักเป็นรูปพระจันทร์

ถ้าทำลายมันทิ้งล่ะ บางทีอาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่ง ถึงแม้คิรินทร์จะเคยบอกว่าเขาพยายามแล้วแต่ไม่ได้ผล แต่หญิงสาวก็อยากทดลองเอง

แม้จะเสี่ยงอยู่บ้างเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่หญิงสาวก็ตัดสินใจเดิมพันกับความเป็นไปได้นี้ เธอเคยได้ยินพวกเรื่องเล่าเกี่ยวกับวัตถุอาถรรพณ์ทั้งหลาย ถ้าโดนทำลายด้วยเปลวเพลิงมันก็จะสลายไป

รีบลงมือทันที หาซื้อน้ำมันเครื่องจากร้านแถวนั้นมาราดบนกล่องไม้ จากนั้นจุดไฟกับกระดาษหนังสือพิมพ์ปึกหนึ่งที่เธอพับเป็นแท่งแบบคบเพลิง จากนั้นก็จ่อปลายไปยังกล่องอาถรรพณ์อีกที

ในตอนแรกเห็นว่าเปลวเพลิงไม่ยอมเชื่อมต่อไปยังกล่อง เหงื่อไหลด้วยไอร้อนที่แผ่ออกมา จนกระทั่งในที่สุดเพลิงก็เชื่อมไปยังผิวไม้จนได้ หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น ภาวนาว่ามันจะสำเร็จตามที่คิดหรือเปล่า

แต่ก่อนจะมีโอกาสได้เห็นกล่องถูกเผาจนแตกสลายเป็นซาก ทันใดนั้นเองฝามันเปิดอ้าออกเองทั้งที่ไม่ได้สัมผัส และในเสี้ยววินาทีที่เผลอมองเข้าไปภายใน รู้ตัวอีกทีมันก็ครอบคลุมทั้งร่างเธอเรียบร้อยแล้ว

ร่างเพรียวบางทรุดตัวลงไปกองกับพื้น หลังจากความมืดคลายตัว ก็พบว่าทั้งเปลวเพลิงและกล่องไม้เบื้องหน้าได้สลายหายไปแล้ว

ทว่าความมืดยังวนเวียนไม่หนีหายไปไหน

เธอเข้ามาในโลกกลับหัวอีกแล้ว!

ซ้ำร้าย พอหมุนตัวกลับก็เจอวีรวุฒิในระยะประชิด ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงแค่ฝ่ามือ และก่อนจะทันได้หลุดเสียงร้องตกใจ มือของวิญญาณคนตายก็คว้าคอเอาไว้

แรงบีบหนักหน่วงทำให้ทั้งตกใจและเจ็บปวด พยายามดิ้นหนีเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณ หากแต่ช่างทำได้ยาก ส่วนหนึ่งเพราะไม่ทันตั้งตัวไว้ก่อน อีกส่วนเพราะพละกำลังของญาติหนุ่มช่างมากมายเหลือเกิน

แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ผิดจากทุกครั้ง

“พี่วุฒิ…” เอ่ยเสียงแหบแห้ง หายใจติดขัด

“เธอทำให้ฉันต้องตายก่อนเวลา”

คล้ายได้ยินเสียงเขากล่าวโทษพุ่งเข้ามาในหัวโดยตรง เธอไม่อาจเอ่ยปากขออภัยเขาได้ ทำได้เพียงส่งความคิดขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“กัลขอโทษ…”

มือที่บีบคอไว้ยังคงรัดแน่นไม่ปล่อย ตาเริ่มพร่า นึกอยากยอมแพ้ ปล่อยให้ตัวเองตายๆ ไปเสียให้จบปัญหา แต่ร่างกายไม่ยอมปล่อยให้ท้อถอยง่ายๆ มันยังคงดิ้นรน จนในที่สุดก็หลุดออกมาได้

เธอไออย่างแรงหลายครั้ง และเริ่มออกวิ่งหนี ในขณะวีรวุฒิเดินไล่ตามไม่ลดละ ตอนนั้นเองกุลกัลยาถึงเพิ่งสังเกตว่าตัวเองอยู่ในห้องจัดเลี้ยงที่คล้ายกับงานเลี้ยงบริษัทในคืนที่ธนดลถูกยิง ห้องตกแต่งไว้เหมือนวันนั้นไม่มีผิด ต่างกันเพียงอยู่ในสภาพกลับหัวเท่านั้น หญิงสาวปัดป่ายหนีอย่างทุลักทุเล หลบสิ่งกีดขวางอย่างแชนเดอเลียร์ทั้งใหญ่และเล็กซึ่งติดอยู่ทั่วเพดานห้อง และบัดนี้กลายมาเป็นพื้น

ทว่าเมื่อคิดได้ว่าอย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องวิ่งหนีในห้องจัดเลี้ยงที่มีโต๊ะเก้าอี้เรียงรายเกะกะไปทั่ว ห้องก็พลันกลับหัว ร่างเพรียวไม่ทันคาดหมายล้มลง เหมือนถูกแรงโน้มถ่วงให้ร่วงหล่นจากที่สูง ตกลงมากระทบกับโต๊ะตัวหนึ่งเข้าเต็มแรงจนเจ็บไปหมดทั้งกาย

วีรวุฒิยังคงไล่ตาม เทียบกับครั้งก่อนๆ แล้ว ดูเหมือนคราวนี้เขาจะก้าวขาเร็วกว่าเดิม ชั่วแป๊บเดียวก็เกือบจะมาถึงตัวอีกรอบแล้ว ทำให้เธอกัดฟันข่มความเจ็บ ผุดลุกแล้วกระโดดลงจากโต๊ะ เค้นแรงทั้งหมดวิ่งหนีให้ระยะห่างกันไปอีก สายตาก็กวาดมองหาประตูไปยังส่วนถัดไปด้วย

เมื่อเจอประตูจนได้ เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด อุปสรรคใหม่ตามหาขัดขวางอีกแรง ห้องทั้งห้องเริ่มเคลื่อน มันกำลังจะพลิกกลับหัวอีกรอบ

ภาวะห้องหมุนทำให้กุลกัลยาเดินลำบากกว่าเดิม สิ่งที่ใช้เหยียบย่างอยู่เบื้องล่างไม่เสถียร เธอยังคงตะกายด้วยสองมือสองขาจนคว้าลูกบิดประตูหมุนเปิดสำเร็จ  ในจังหวะสุดท้ายก่อนวีรวุฒิประชิดถึงตัว หญิงสาวก็พุ่งเข้าไปในห้องถัดไปได้สำเร็จ

ลมหายใจติดขัดปั่นป่วนไปหมดเพราะความกลัวที่จู่โจมใจ จนเสียงหวีดร้องที่ก้องจากบรรยากาศเป็นตัวดึงให้เธอต้องหันไปมองรอบตัว พบว่าพื้นที่แห่งใหม่มีสภาพเหมือนกับป่าดงดิบ อัดแน่นด้วยต้นไม้สูงขึ้นหนาแน่นเสียดฟ้า ยังไม่รวมวัชพืช เถาวัลย์ และดอกไม้เล็กน้อยที่เบียดกันเต็มพื้น

ไม่รู้ว่าเสียงร้องเมื่อครู่มาจากไหนกัน ตอนนี้มันเงียบไปแล้ว

ผืนดินใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือนตอกย้ำให้รู้ว่าไม่ควรหยุดนิ่ง แม้ยังไม่พร้อมแต่ก็ต้องขยับเคลื่อนไปข้างหน้า หาทางออกไปจากที่นี่ก่อน

เดินไปได้ไม่ถึงห้านาทีก็ได้ยินเสียงหวีดร้องอีกครั้ง หนนี้ชัดเจนขึ้นว่าเป็นเสียงของผู้หญิง

ถึงแม้ไม่รู้ว่าเป็นเสียงใคร แต่ที่แน่ชัดอย่างหนึ่งคือมันช่างเป็นเสียงแห่งความทุกข์ทรมาน ไม่ว่ากำเนิดมาจากไหนก็ตามย่อมไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่

ในพื้นที่สภาพราวกับป่ารกอย่างนี้ มองไม่ออกเลยว่าจะหาประตูบานถัดไปจากไหน อย่างไรก็ตามคงได้แต่พยายามผลักดันตัวเองให้เดินหน้าต่อไปเท่านั้น

เธอสำรวจพื้นที่ได้ไม่นานนักก็ต้องชะงัก เพราะเห็นร่างใครบางคนโผล่ออกมาจากด้านหลังต้นไม้

โศภิตามาหยุดยืนดักด้านหน้าเอาไว้ ใบหน้านักศึกษาสาวก็บิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชังก่อนส่งเสียงหวีดแหลมทันที  ทำให้คนที่หลุดเข้ามาในมิติอาถรรพณ์รู้ว่าต้นกำเนิดเสียงน่าสะพรึงกลัวที่ได้ยินมาตลอดมาจากไหน ไม่นานเจ้าหล่อนก็วิ่งเข้ามาด้วยทีท่ากราดเกรี้ยว

กุลกัลยากลับหลังเตรียมหนีออกห่าง ทว่าก็ต้องชะงักเพราะเห็นร่างวีรวุฒิดักอยู่อีกทาง พริบตาเขาก็ขยับเข้ามาใกล้ พร้อมกับบีบคออย่างแรง

ก่อนวิญญาณญาติหนุ่มจะลงมือทำร้ายเธอมากกว่านั้น เขาถูกรั้งการเคลื่อนไหวไว้ด้วยเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่ดังมาจากด้านข้าง ทั้งคู่หันไปมองแล้วเห็นคิรินทร์กระโจนตัวออกมาจากป่าลึกด้านใน และโดยปราศจากความลังเล ฝ่ายหลังเหวี่ยงท่อนไม้ที่อยู่ในมือซัดเข้าใส่ศีรษะของวีรวุฒิเต็มแรง ทำเอาร่างฝ่ายหลังกระเด็นล้มไปอีกทาง ปล่อยให้กุลกัลยาเป็นอิสระอีกครั้ง

ผู้มาช่วยเหลือรีบพยุงร่างหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืน ในขณะเดียวกันโศภิตาก็กรีดร้องตั้งท่าจะเข้ามาทำร้ายทั้งสอง

คิรินทร์ไปยืนขวางเอาไว้ ยื่นไม้ขู่ ปกป้องไม่ให้คนตายเข้าถึงตัวได้

“ขอโทษนะ” เขาพูดเบาๆ จ้องมองไปยังผู้หญิงที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยสีหน้าลำบากใจ แล้วจากนั้นก็เขวี้ยงไม้ในมือใส่ จากนั้นรีบคว้ามือกุลกัลยาแล้วพาวิ่งหนีไปด้วยกัน

หนนี้เธอไม่เอ่ยถามว่าเขาคิดจะพาไปไหน ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้รับรู้แน่ชัดว่าเขาเป็นคนที่สามารถไว้ใจได้

ทั้งสองวิ่งฝ่าต้นไม้ในป่าลึกซับซ้อน กุลกัลยารู้สึกเหนื่อยไม่น้อย แต่ขายังคงวิ่งต่อ การได้คิรินทร์มาอยู่เคียงข้างเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้มีแรงต่อไป สำหรับคนที่กำลังตกอยู่ในภาวะลำบากและรู้สึกเหมือนต้องสู้กับโลกทั้งใบเพียงลำพังในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผู้ช่วยเหลืออย่างเขาช่างมีค่าเหลือเกิน

ในช่วงหลังคล้ายกับว่าร่างกายขยับเขยื้อนไปตามสัญชาตญาณ แทบไม่รู้ตัวเลยว่าคิรินทร์หาประตูบานใหม่เจอแล้ว และทั้งสองผ่านมันออกมาตั้งแต่เมื่อไร มาได้สติอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มสะกิดเรียกนั่นละ

“คุณกัล ได้ยินผมหรือเปล่า” เธอกะพริบตาถี่ หันมองเขาอย่างงงๆ เห็นคิรินทร์มองด้วยแววตาห่วงใย เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนเอ่ยว่า “ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าคุณเป็นอะไรไปแล้ว เห็นเหม่อลอย ผมถามก็ไม่ตอบ”

“เราอยู่ที่ไหนกันคะ” พอรู้สึกตัวก็รีบถามอย่างเร่งร้อน หันมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนจะประหลาดใจเมื่อเห็นว่าทัศนียภาพคุ้นตา มันคือบ้านเก่าริมน้ำเจ้าปัญหาที่เธอเจอกล่องบ้าๆ เข้าครั้งแรกและหวนมาอีกครั้งเพราะต้องการกำจัดมัน

‘เห็นได้ชัดว่าไม่สำเร็จ’ คิดอย่างท้อใจ

“ผมไม่รู้จักที่นี่” คิรินทร์ว่า “แต่ดูแล้วคงไม่ได้อยู่ในกรุงเทพ นั่นรถคุณหรือเปล่า ขอผมติดรถไปด้วยได้ไหม”

“ได้ค่ะ ฉันเอารถมา…” ตอบแล้วก็ชะงัก หันมองชายหนุ่มก่อนถาม “เรากลับมาโลกปกติแล้วเหรอคะ”

“แล้วกัน ผมนึกว่าคุณรู้เสียอีก” เขาหัวเราะเบาๆ “วันนี้คุณคงตกใจมาก สติเลยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แยกโลกจริงกับโลกกลับหัวไม่ออกเสียแล้ว”

“ฉัน…” เธอยังคงงุนงง “คุณคิรินทร์ คุณออกจากโลกกลับหัวได้ด้วย!”

เขาทำหน้าคล้ายประหลาดใจ ก่อนหัวเราะอีกรอบอย่างขันๆ

“ผมก็ต้องออกมาได้สิ ขืนติดอยู่ในโลกน่ากลัวนั่นตลอดมีหวังเป็นบ้าตายไปนานแล้ว”

“ก็ที่ผ่านมาฉันเจอคุณแต่ในนั้น” เธอแก้ตัวเขินๆ “แถมหาข้อมูลคุณก็ไม่เจอ เลยนึกว่า…”

“นึกว่าผมเกิดในนั้น หรือไม่ก็เป็นคนของโลกนั้น แต่ไม่ใช่ผี หรือไม่ก็เป็นผี แต่ไม่รู้ตัวว่าตายแล้ว” เขาต่อให้เสร็จสรรพ “เคยบอกแล้วนี่ว่าเป็นมนุษย์ คุณไม่เชื่อผมหรอกเหรอ”

“บอกตรงๆ นะคะ ฉันแทบไม่มีเวลาคิดเลยว่าเชื่อคุณหรือเปล่า รู้แค่ว่ามีคุณร่วมทางด้วยแล้วฉันแน่ใจว่าตัวเองจะปลอดภัย” หญิงสาวบอกจากใจ “แต่มันเกิดอะไรขึ้นกันคะ ทุกครั้งพอเราหนีออกจากโลกกลับหัวได้ แม้ว่าจะผ่านประตูเดียวกัน แต่สุดท้ายก็แยกกันทุกที”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” เขาส่ายหน้า “แต่ยังยืนยันนะว่าเป็นมนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เชื่อลองแตะดูก็ได้”

ไม่พูดเปล่า เขาดึงมือเธอไปสัมผัสหน้าอกตัวเองราวกับท้าทาย กุลกัลยาสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแน่น รวมถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากเลือดเนื้อ บ่งบอกให้รู้ว่าชายชื่อคิรินทร์มีชีวิตเป็นแน่แท้ หาใช่วิญญาณแต่อย่างใด

ครู่เดียวก็รู้สึกตัวว่าเผลอแตะตัวเขานานเกินไปแล้ว จึงรีบชักมือกลับ ก่อนกระแอมแก้เขิน

“ฉันเชื่อแล้วค่ะ”

“ดีมาก” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “เอาเข้าจริงก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันนะ”

“อะไรแปลกคะ”

“การได้คุยกับคุณด้วยเรื่องทั่วไปโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีวิญญาณไล่ตามเรามา หรือโลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้ายยังไงบ้าง”

“นั่นสินะคะ แปลกจริงๆ ด้วย ไม่ชินเลย แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถ้าเราจะร่วมทางกลับกรุงเทพด้วยกัน คุณควรเล่าเรื่องตัวเองให้ฉันฟังบ้างนะคะ คิรินทร์”

ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ดูลังเลหรือไม่ก็ต้องใช้เวลารวบรวมความคิดแล้วจึงตอบกลับมา

“ผมก็เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ชีวิตส่วนตัวก็ไม่ได้น่าสนใจอะไรหรอก เคยทำงานอยู่สายการเงิน ปัจจุบันเป็นนักลงทุนอิสระ ส่วนใหญ่ผมทำงานคนเดียว ไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่ใช่คนดังมีบริษัทใหญ่โตแบบคุณหรอก”

“พูดแบบนี้แสดงว่าคุณรู้ว่าฉันทำมาหากินที่ไหนสิ”

“แน่นอน คุณกุลกัลยา ผู้บริหารสตาร์ตอัปชื่อดังอย่าง BOLD แถมตอนนี้ยังเป็นคนในกระแสอีก ถ้าใครไม่รู้จักคุณก็คงตกข่าวน่าดู”

“ถ้าคุณรู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นใคร แถมยังเจอกันในโลกภายนอกแบบนี้ได้ แล้วทำไม…”

“ทำไมผมถึงไม่เคยโผล่หน้าไปหาคุณอย่างนั้นเหรอ” เขาเดาได้ว่าเธอจะพูดอะไร

“ก็ทำนองนั้น”

“ทำยังกับว่าคุณคิดถึงหรืออยากเห็นหน้าผมตลอดเวลาอย่างนั้นแหละ” รู้อยู่หรอกว่าคิรินทร์เพียงแค่พูดเล่นพูดหยอกเท่านั้น แต่ไม่รู้ทำไมมันส่งผลให้เธอรู้สึกขัดเขิน วางตัวไม่ถูกเอาดื้อๆ

“อย่าพูดเล่นได้ไหม”

“ก็ไม่มีอะไรหรอก ผมแค่…ไม่รู้จะทำตัวยังไงถ้าเจอคุณในโลกภายนอกเท่านั้นเอง และชีวิตของเราก็ไม่ได้บรรจบกันด้วย ผมไม่คิดว่าคุณอยากเจอผมให้นึกถึงโลกนั้นเปล่าๆ เพราะชีวิตคุณก็ยุ่งยากพอตัว”

นอกจากจะเป็นครั้งแรกที่เธอได้พบเขาในโลกภายนอกแล้ว หนนี้ยังเป็นโอกาสให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกันยาวๆ ไม่ใช่พูดไปวิ่งหนีไป มีอะไรโผล่มาขัดจังหวะอยู่เรื่อย

กุลกัลยาชวนคิรินทร์ไปนั่งคุยกันบริเวณริมแม่น้ำที่อยู่ใกล้ตัวบ้าน หลังจากทำความรู้จักแนะนำตัวในเบื้องต้นกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็คุยเกี่ยวกับโลกกลับหัวต่อ ชายหนุ่มเปิดเผยประสบการณ์ผจญอาถรรพณ์จากกล่องไม้ลึกลับนี้

“ผมอยู่ในโลกกลับหัวก่อนคุณประมาณครึ่งปี ที่ผ่านมาก็เอาตัวรอดมาตลอด”

“ครึ่งปี!” เธออ้าปากค้าง ในขณะเดียวกันก็คิดว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ ความเยือกเย็น…พร้อมรับมือกับปัญหาและพร้อมชี้แนะแนวทางให้เธอ ทั้งหมดเขาคงหล่อหลอมมาจากประสบการณ์นั่นเอง

“ใช่ ตอนแรกก็ลำบากอยู่เหมือนกัน แต่พอปรับตัวได้ มันก็เริ่มชิน”

“คุณนี่เก่งนะ ฉันอยู่กับสถานการณ์แบบนี้มาไม่กี่วันก็รู้สึกหลอนไปหมดแล้ว กลัวว่าจะโดนดึงเข้าไปในโลกกลับหัวตอนไหน”

“เท่าที่เห็นผมว่าคุณก็รับมือได้ดีนะ เก่งมากแล้ว”

“คุณอยู่มานานขนาดนี้ แล้วคุณได้พยายามหาทางบ้างหรือเปล่าว่าต้องทำยังไงถึงจะหลุดพ้นไปได้”

“ผมพยายามหาคำตอบอยู่ตลอด แต่ก็ยังไม่เจอ” เขาส่ายหัวแล้วก้มมองสิ่งที่วางไว้บนตักตอนนี้ กล่องไม้อาถรรพณ์นั่นเอง

กุลกัลยาค้นพบหลังจากกลับมาโลกปกติว่าเธอไม่สามารถทำลายมันได้ กล่องไม้ยังคงวางอยู่บนพื้นตรงจุดเดิม ไม่มีแม้แต่รอยไหม้หรือรอยขีดข่วนเพียงน้อย สิ่งเดียวที่เป็นหลักฐานยืนยันสิ่งที่เธอพยายามทำคือซากกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ไหม้เป็นเถ้าถ่านเท่านั้น

“สิ่งที่คุณทำผมเคยลองมาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ทั้งเผา ทั้งทุบ เอารถทับ เครนบด กล่องใบนี้ไม่สะดุ้งสะเทือนเลย แถมจะยิ่งทำให้เราเดือดร้อนมากขึ้นด้วย” คิรินทร์เล่า “เมื่อคุณพยายามทำลายกล่อง มันจะดูดคุณเข้าไปในโลกกลับหัวทันที และวิญญาณคนตายจะยิ่งมีพฤติกรรมก้าวร้าวกว่าปกติ”

กุลกัลยาคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น วีรวุฒิและโศภิตาพุ่งเข้ามาทำร้ายเธออย่างบ้าคลั่งกว่าครั้งใด ทุกอย่างตรงกับที่เขาบรรยายมากเลยทีเดียว

หญิงสาวนิ่งเงียบไปหลังจากฟังเขาพูดมาถึงตอนนี้ จิตใจโดนปกคลุมด้วยอารมณ์มัวหมอง เมื่อเห็นใบหน้าซีดลงอย่างฉับพลันก็ทำเอาคิรินทร์รู้สึกเป็นห่วง

“คุณกัล…เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ที่คุณพูดมาฉันก็เข้าใจนะ แต่มันทำให้ฉันรู้สึกท้อเหลือเกิน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “หมายความว่าเราต้องติดอยู่ในโลกประหลาดนี้ ไม่มีทางหนีออกไปได้เหรอ”

สิ้นสุดคำพูดนี้อยู่ดีๆ หยดน้ำตาก็ร่วงจากขอบตา ไม่อาจสะกดกลั้นมันไว้อีกต่อไป คล้ายกับความทุกข์ที่ต้องเผชิญมาตลอดระเบิดออกมาจนทำให้รู้สึกว่ายามนี้เธอช่างอ่อนแอเหลือเกิน

คิรินทร์ตกใจไม่น้อยเลยเมื่อเห็นหญิงสาวข้างกายออกอาการเช่นนี้ สุดท้ายเขาเลือกใช้วงแขนกว้างโอบไหล่เธออย่างอ่อนโยนก่อนดึงร่างบางเข้ามาซบกับตัวเอง หวังเพียงจะปลอบโยน

ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจความรู้สึก ยิ่งอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง แต่ต้องมารับรู้ว่าไม่มีทางหลบหนีจากฝันร้ายนี้พ้น จะรู้สึกอัดอั้นเพียงใด

“ไม่เป็นไรนะ ผมจะคอยอยู่เป็นเพื่อนคุณเอง ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม” เขากระซิบแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นไปด้วยความตั้งใจ

 

สารวัตรวีระผู้รับผิดชอบคดีของธนดลกำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟใหญ่ไม่ห่างจากสถานีตำรวจที่ประจำการอยู่ ขณะนี้เขาไม่ได้สวมเครื่องแบบจึงดูกลมกลืนกับลูกค้าทั่วไป หลังจากซื้อเครื่องดื่มเรียบร้อยนายตำรวจมองนาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เฝ้ารอคนนัดหมายให้ปรากฏตัว

ไม่ถึงห้านาที ประตูร้านถูกผลักเปิด คนที่ก้าวเดินเข้ามาคือชนาสิน เมื่อเขาเห็นนายตำรวจที่มานั่งรอก่อนแล้วก็โบกมือทักทายก่อนเดินไปซื้อเครื่องดื่มอย่างใจเย็น แล้วเดินมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“ขอโทษนะสารวัตร ผมมาช้าไปหน่อย”

“ไม่เป็นไร ว่าแต่คุณนัดผมมาเพื่ออะไรครับ”

นายตำรวจถามเข้าเรื่องทันที การนัดหมายครั้งนี้ชนาสินเป็นคนติดต่อมาเองซึ่งเขาก็ประหลาดใจไม่น้อย แต่ก็ตกลงเพราะฝ่ายนักธุรกิจหนุ่มบอกว่าต้องการคุยเกี่ยวกับคดีของธนดล

“ผมอยากจะถามเรื่องคดีว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”

“เราก็ยังทำงานกันอยู่ครับ เป็นไปตามขั้นตอน” เจ้าหน้าที่รัฐเลือกตอบแบ่งรับแบ่งสู้

“ช้าไปหน่อยไหม สารวัตร” ชนาสินพูดทีเล่นทีจริง “ช่วงหลังมานี่ดูเงียบๆ ไป สังคมต้องการคำตอบในเรื่องนี้นะครับ”

“พูดแบบนี้ คุณมีข้อมูลอะไรใหม่ๆ ที่จะช่วยผมให้ไขคดีได้ไหมล่ะ” เขาชักฉุน

“ผมว่ามันก็ชัดเจนอยู่นะครับ คนร้ายน่าจะเป็นกุลกัลยานั่นแหละ ผมว่าสารวัตรควรคุมตัวเธอไปสอบสวนให้หนัก จะได้สารภาพมาให้หมด” อีกฝ่ายพุ่งเข้าเรื่องที่ตัวเองอยากพูดทันที “ผมไปถามพนักงานมาเป็นสิบ ทุกคนยืนยันเหมือนกันว่าเธอหายไปนานมาก แทบไม่อยู่ในงานเลี้ยงเลย”

“ผมก็สงสัยเหมือนคุณ น่าเสียดายว่าเราไม่มีหลักฐานชัดเจน อาวุธสังหารก็ยังหาไม่เจอ งานตำรวจก็มีขั้นตอนนะครับ จะให้จับคนสุ่มสี่สุ่มห้าคงไม่ได้ พลาดขึ้นมาโดนฟ้องกลับจะแย่เอา”

“โธ่! เป็นคนร้ายก็ต้องเอาไปซ่อนอยู่แล้ว ถ้าเธอทำจริง คงไม่โง่ขนาดทิ้งไว้ให้ใครมาเจอหรอก” ชนาสินเอนตัวไปพิงกับพนักเก้าอี้ “แต่สุดท้ายเราจะเจอคำตอบว่ากุลกัลยาเป็นฆาตกรฆ่าเพื่อนตัวเอง ผมว่าสารวัตรต้องเดินเกมบุกให้มากกว่านี้ ลากตัวมาขังไว้ เค้นคอหนักๆ สักวันสองวัน รับรองว่าต้องหลุดแน่”

“คุณชักจะพูดจาเลื่อนเปื้อนเกินไปแล้ว ผมเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นะ ไม่ใช่มาเฟีย จะได้จับคนมาทรมาน” สารวัตรวีระชักรำคาญ “พวกคุณทำงานด้วยกันไม่ใช่หรือ ถ้าข่าวแพร่ออกไปว่าประธานบริษัทเป็นฆาตกร ไม่กลัวบริษัทตัวเองเสียหายหรือไงครับ”

วีระอายุไม่ใช่น้อยๆ ไม่ได้เพิ่งเกิดเมื่อวานซืน ดังนั้นถึงอยากปิดคดีโดยเร็วแค่ไหน และปักใจว่าสาวสวยคนนั้นเป็นคนร้ายสักแค่ไหน แต่ทุกอย่างย่อมต้องมีขั้นตอน ใช่ว่าคิดง่ายๆ อย่างคนตรงหน้า

อีกอย่าง ก่อนหน้าชนาสินเองก็ถือเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย ซ้ำสองคนนี้ยังทำงานใกล้ชิดกัน การที่คนหนึ่งลอบมาคุยกับเขาลับหลัง จะให้ไม่ระแวงเลยคงไม่ได้

“ผมแค่ต้องการให้คนผิดถูกนำตัวไปลงโทษ นั่นคือสิ่งที่สังคมต้องการ และเป็นสิ่งที่บริษัทต้องการด้วย ความยุติธรรมไงครับ สารวัตร” นักธุรกิจหนุ่มยืนยันหน้าตาย

ชนาสินเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่จะโค่นล้มกุลกัลยาออกจากตำแหน่ง แม้ว่าสองครั้งก่อนหน้าจะยังทำไม่สำเร็จก็ตาม แต่เขาจะไม่ยอมปล่อยเด็ดขาด คนเรามันต้องปรับตัว พร้อมทำทุกทางเพื่อชัยชนะ ต่อให้เป็นหนทางไม่ซื่อก็ตาม

Don`t copy text!