สลักบุหลัน บทที่ 16 : หนี

สลักบุหลัน บทที่ 16 : หนี

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  16 –

การไม่สามารถหาทางทำลายกล่องอาถรรพณ์ได้ทำให้กุลกัลยารู้สึกท้อ ทว่าการคุยกับคิรินทร์ ได้รับกำลังใจจากเขา ทำให้รู้สึกดีมากขึ้น ถึงไม่มีความหวัง อย่างน้อยก็พร้อมจะเผชิญกับอุปสรรคต่อไป

“เราแลกช่องทางติดต่อกันไว้เถอะ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนแยกจากกัน หลังจากเธอขับรถมาส่งเขาที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งแถวชานเมือง “ถ้าต้องการความช่วยเหลือ คุณติดต่อผมได้เสมอนะ”

“ตอนอยู่ในโลกปกติ คงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรหรอกค่ะ” นอกเหนือจากเรื่องคดีของธนดลที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย และชนาสินคอยเลื่อยขาเก้าอี้ เธอก็ไม่มีปัญหาอื่นแล้วจริงๆ แต่สองเรื่องนี้คงขอความช่วยเหลือจากคิรินทร์ไม่ได้อยู่แล้ว “คุณแน่ใจนะคะ คิรินทร์ ว่าให้ฉันส่งแค่นี้ ฉันไปส่งถึงบ้านก็ได้นะ”

“ไม่ต้องหรอก ผมกลับเองสะดวกกว่า”

“คุณไม่อยากให้ฉันรู้จักบ้านใช่ไหมล่ะ” แกล้งเย้าเล่นๆ

“เปล่า” เขารีบปฏิเสธ “เอาเป็นว่า…สักวันหนึ่งก็แล้วกัน ตอนนี้อย่าลืมเสียล่ะ ผมพร้อมช่วยคุณทุกเรื่อง ขอให้บอก อย่าได้เกรงใจ”

หญิงสาวสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีและจริงใจของเขา นอกจากทำให้หัวใจพองโตแล้ว มันยังเต้นเร็วผิดจังหวะอีกด้วย

เมื่อเขายืนยันว่าจะหาทางกลับเอง เธอก็ไม่แย้ง หลังจากคุยกัน เธอจึงได้รู้ว่าที่ผ่านมาทุกครั้งหลังจากเจอกันในโลกกลับหัว คิรินทร์ก็จะหาทางออก เพื่อไปโผล่ยังจุดเดิมก่อนร่างเขาโดนดึงเข้ามา หนนี้เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มออกมายังสถานที่เดียวกับเธอ

“รู้สึกว่าทุกครั้งที่คุณโดนดึงเข้ามา ผมก็จะเจอสถานการณ์เดียวกัน ดังนั้นเราคงได้เจอกันอีก”

“ฟังคุณพูดแบบนี้แล้วขำไม่ออกนะ” เธอว่า “ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากเจอคุณหรอกนะ แค่ไม่อยากเข้าไปในโลกนั้นอีกแล้ว”

“ผมเข้าใจ หวังว่าสักวันหนึ่งเราจะหาทางทำลายอาถรรพณ์นี้ได้”

“นั่นสิ”

“ระหว่างนี้คุณก็อย่าเพิ่งท้อไปนะ ผมพร้อมเป็นกำลังใจและจะคอยปกป้องคุณเอง”

เธอไม่รู้หรอกว่ามันเป็นความจริงหรือเปล่า เขาจะสามารถช่วยเหลือและปกป้องเธอได้ตลอดไหม แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมากทีเดียว

“จริงสิ ผมคิดอะไรขึ้นมาได้” คิรินทร์บอกก่อนลงไปจากรถ “เกี่ยวกับเรื่องเพื่อนของคุณ ผมว่าคุณควรพยายามติดต่อผู้ชายชื่อจอมนะ”

กุลกัลยาได้เล่าเรื่องคดีของธนดลรวมทั้งปัญหาที่กระทบต่อบริษัทให้คิรินทร์ฟังด้วย ถึงแม้เขาเป็นคนนอกและคงไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่การได้พูดระบายออกไปก็ทำให้สบายใจมากขึ้น

“ฉันก็อยากจะทำแบบนั้นหรอก แต่ไม่รู้จะติดต่อเขายังไง”

“รายชื่อผู้ติดต่อในโทรศัพท์มือถือล่ะ”

“ไม่มีใครหาโทรศัพท์ของดลเจอ ข้อมูลจากผู้ให้บริการเครือข่ายตำรวจก็เอาไว้ มันเป็นความลับ ฉันคงไปขอมาดูไม่ได้ แค่นี้ตัวเองก็น่าสงสัยมากพอแล้ว” เธอตอบอย่างผิดหวัง ก่อนนึกขึ้นได้ “แต่ว่า…ตอนนั้นตำรวจบอกฉันว่าก่อนเสียชีวิต ดลไม่ได้ติดต่อใคร มีแต่ฉันนี่แหละโทรหาเขา”

“ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าสองคนนี้คงติดต่อกันผ่านช่องทางอื่น เช่นแอปพลิเคชัน ถ้าอยู่ในโทรศัพท์ตำรวจจะหาไม่เจอก็คงไม่แปลก”

“ดลรักความเป็นส่วนตัวมาก และในบันทึกแค่บอกว่าติดต่อกัน ไม่รู้ว่าติดต่อทางไหนบ้าง แล้วจะหายังไงกันนะ”

“คุณลองหาดูหรือยังว่ามีจดหมายหรืออะไรอื่นๆ หรือเปล่า”

“เท่าที่หาดูยังไม่เจอค่ะ แต่ฉันแทบไม่มีเวลาค้นบ้านดลเลย คอยแต่ถูกขัดจังหวะอยู่เรื่อย” เธอส่ายศีรษะ “ฉันลองกลับไปดูให้ละเอียดดีกว่า”

“เขาต้องมีช่องทางอะไรสักอย่างในการติดต่อเก็บไว้แน่ ทางที่ตำรวจยังหาไม่เจอ คุณลองหาดีๆ น่าจะเจออะไรบ้าง” คิรินทร์ว่า “ผมอยากช่วยคุณ แต่…”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรบกวนคุณมากพอแล้ว” เธอรีบตอบด้วยความเกรงใจ ทั้งสองเพิ่งผ่านช่วงวิกฤติมา ชายหนุ่มสมควรได้พัก แทนที่จะต้องมาช่วยเหลือกัน

เขาคล้ายลังเล แต่แล้วก็พยักหน้าก่อนเดินจากไป กุลกัลยาจอดรถนิ่งอยู่กับที่มองจนกระทั่งเขาหายไปลับตา แล้วจึงค่อยออกรถอีกครั้ง มุ่งหน้ากลับคอนโดมิเนียมของตัวเอง

เธอจะทำตามข้อแนะนำของเขา และหวังใจเหลือเกินว่ามันจะได้ผลบ้างสักครั้งก็ยังดี

 

ในช่วงวันแรกหลังกลับถึงกรุงเทพฯ กุลกัลยาเลือกที่จะเข้าไปทำงานบริษัทตามปกติเพื่อจัดการเรื่องงาน ควบคุมทุกอย่างให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด จนกระทั่งช่วงเย็นวันหนึ่งจึงเดินทางไปยังบ้านเก่าของธนดลอีกครั้งเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ คอมพิวเตอร์ของเพื่อนสนิทถูกตำรวจนำไปเก็บไว้เป็นหลักฐาน ถ้าหากพอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับคนรักลึกลับอยู่ในนั้น ก็น่าจะมีความคืบหน้าให้พอรู้บ้าง แต่ในเมื่อไม่มี ประกอบกับลักษณะนิสัยของเขา บางทีอาจมีช่องทางการติดต่ออื่นซุกซ่อนอยู่จริงดังคิรินทร์สันนิษฐาน

เพื่อนเธอเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะมีคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เฉพาะที่เก็บซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็นก็ได้ ที่ผ่านมาเธอไม่เคยสงสัยหรือสนใจจะค้นหาเพราะเข้าใจว่าข้าวของทุกอย่างที่ธนดลใช้เป็นประจำถูกค้นพบหมดหลังจากเขาเสียชีวิต

แต่ความจริงอาจจะไม่ต่างจากภาพลวงตาที่ชักจูงให้โดดสู่ข้อสรุปไปเอง

หญิงสาวตัดสินใจค้นให้ละเอียดกว่านั้น กลับมาหนนี้ เธอเข้าไปในห้องนอน แล้วจากนั้นก็รื้อทุกซอกทุกมุม เช่นลิ้นชักและตู้เก็บของซึ่งตอนแรกได้ปล่อยผ่าน ไม่ได้ใส่ใจเต็มที่

ในช่วงแรกไม่พบอะไรเพิ่มเติม จนขณะนั่งพักอยู่บนเตียงสายตามองไปยังเก้าอี้ไม้ตัวเล็กที่ตั้งอยู่ข้างตู้เสื้อผ้า มันสะกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา

เธอลุกเดินเข้าไปใกล้ มองเก้าอี้ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวก่อนเงยหน้ามองข้างบน ฉับพลันก็คิดถึงความเป็นไปได้บางอย่าง การที่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้มาตั้งอยู่ตรงนี้อย่างโดดเดี่ยว ธนดลน่าจะใช้มันเพื่อจุดประสงค์อะไรสักอย่าง ร่างกายขยับตามความคิดลองเดินเหยียบบนเก้าอี้ ปีนขึ้นไปด้านบน

เมื่อยืนอยู่บนเก้าอี้ เธอสามารถมองเห็นด้านบนตู้เสื้อผ้าได้ เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่บนนั้นก็อุทานออกมาอย่างยินดี รีบหยิบเน็ตบุ๊กตัวเล็กบางเฉียบสีดำสนิทที่วางซุกอยู่บนนั้น

กุลกัลยาหยิบมันลงมาเปิดดู ตื่นเต้นกับการค้นพบนี้ไม่น้อย ไม่ผิดจากที่คิดเอาไว้เลย เธอไม่เคยเห็นอุปกรณ์ชิ้นนี้มาก่อน ธนดลคงจงใจใช้งานมันเฉพาะในเวลาส่วนตัวเท่านั้น ไม่เคยพกไปบริษัทให้คนอื่นเห็น และภายในเน็ตบุ๊กเครื่องนี้ก็เจอสิ่งที่ต้องการ

ธนดลได้ทำการล็อกอินอัตโนมัติสำหรับทุกช่องทางออนไลน์เอาไว้ทั้งหมด คงเพราะมั่นใจว่าตัวเองเป็นผู้ใช้งานเพียงลำพังอยู่แล้ว เพียงแค่เปิดแต่ละเว็บไซต์ก็ค้นประวัติการใช้งานหรือติดต่อกับคนอื่นได้ทันที ไม่จำเป็นต้องหารหัสผ่านให้ลำบากด้วยซ้ำ

‘กระทั่งคนระมัดระวังก็ยังมีจุดเผอเรอสินะ’ กุลกัลยาแอบคิดในใจ ย้อนคิดไปถึงเมื่อก่อน เขามักบ่นเธอเป็นประจำว่าชอบตั้งรหัสผ่านง่ายเกินไปบ้าง ไม่ยอมรักษาความเป็นส่วนตัวให้มากพอบ้าง ‘ตัวเองก็ทำเหมือนกันละน่า’

หลังจากใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงกุลกัลยาก็สามารถหาช่องทางติดต่อกับจอมได้สำเร็จ ธนดลกับอีกฝ่ายพูดคุยกันบ่อยๆ ผ่านบัญชีอวตารเฟซบุ๊กที่เธอเองก็ไม่รู้มาก่อนว่าเขามีอยู่

หญิงสาวตัดสินใจลองพิมพ์ข้อความส่งไปหาจอม

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อกุลกัลยาเป็นเพื่อนของดล กรุณาติดต่อกลับฉันหน่อยได้ไหมคะ

หลังจากส่งข้อความไปเรียบร้อยพร้อมกับทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้เขาด้วย ความคิดในใจก็แกว่งไหวไปมาอยู่ตลอด ไม่แน่ใจว่าที่ตัวเองทำลงไปนั้นผิดหรือถูกกันแน่

ยิ่งสิ่งที่ตอบรับกลับมามีเพียงความเงียบ ก็ทำให้รู้สึกว่าบางทีจอมอาจจะหนีหายไปแล้วก็ได้ ฝ่ายนั้นต้องได้ยินข่าวเรื่องธนดลแน่ๆ การมีใครสักคนที่ไม่รู้จักติดต่อมาขอพูดคุยด้วย มันก็น่าสงสัยไม่น้อย สุดท้ายหลังจากผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงเธอก็ตัดสินใจปิดเครื่องและนำมันไปซ่อนไว้ในจุดเดียวกับที่สมุดบันทึกของธนดลเคยเก็บเพื่อความรอบคอบ ไม่ลืมยกเก้าอี้ออกห่าง กันไม่ให้มีใครสะกิดใจแบบเดียวกับตัวเอง

โทรศัพท์มือถือเธอสั่นขณะเดินลงจากบันไดลงมาชั้นหนึ่ง หยิบขึ้นมามองหน้าจอเห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ หญิงสาวรีบกดรับสายทันที หวังว่าจะเป็นคนที่คิดไว้นะ

“คุณกุลกัลยา เพื่อนของดลใช่ไหม” อีกด้านของสายเอ่ยถามทันทีหลังจากเธอกดรับ เป็นเสียงผู้ชายที่ฟังดูนุ่มนวล ในขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความระแวงระวัง

“ค่ะ แล้วคุณ…”

“ผมจอมครับ ที่คุณส่งข้อความมาหาเมื่อครู่”

“ขอบคุณนะคะที่ติดต่อกลับมา”

“คุณทิ้งเบอร์โทรเอาไว้ ผมเลยคิดว่าโทรมาหาน่าจะดีกว่า ให้คุยผ่านแอ็กเคานต์ของดลมันรู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะหลังจากเขาจากไปแล้ว”

คำพูดของเขาทำให้กุลกัลยารู้สึกได้ว่าจอมคงเป็นผู้ชายที่มีความละเอียดอ่อนพอสมควรเลยทีเดียว จุดนี้อาจจะเป็นส่วนที่โดนใจธนดลก็เป็นได้

“ฉันอยากจะคุยกับคุณเผื่อว่าจะช่วยให้หาตัวคนร้ายเจอค่ะ” เธอเข้าเรื่องทันที

“เห็นในข่าว คุณก็เป็นผู้ต้องสงสัยหลักคนหนึ่งนี่ครับ” จอมเอ่ยตามตรง

“ฉันสาบานได้เลยว่าไม่มีทางทำร้ายดลเด็ดขาด”

“ไม่ต้องห่วง ผมเชื่อครับ ดลเคยบอกว่าคุณเหมือนพี่น้อง พวกคุณสนิทกันมาก”

เธอรู้สึกยินดีที่อีกฝ่ายรู้สึกเช่นนั้น เกือบจะถามเจาะลึกข้อมูลมากขึ้นแล้ว ทว่าถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกริ่งจากด้านหน้าประตูเสียก่อน

แปลก ไม่น่าจะมีใครมีธุระกับบ้านหลังนี้ เพราะโดยปกติธนดลไม่ได้ติดต่อสังคมกับใคร แทบไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเขามีสินทรัพย์ชิ้นนี้อยู่ในความครอบครอง

“คุณจอม เดี๋ยวขอฉันติดต่อกลับทีหลังนะคะ” กุลกัลยาตัดสินใจตัดบท

“ได้ครับ ติดต่อผมมาที่เบอร์นี้ได้ตลอด ถ้าเป็นเรื่องดล ผมพอจะมีข้อมูลอยู่และยินดีจะช่วยคุณ” จอมตอบแล้ววางสายไป

 

นาทีถัดมาเธอเดินไปเปิดประตู แล้วพบว่าที่ยืนอยู่นอกรั้วนั้นไม่ใช่คนที่คาดหวังเอาไว้เลยแม้แต่น้อย เขาคือสารวัตรวีระ

“สารวัตรวีระ…” เธอนิ่วหน้า ทั้งตกใจระคนวิตก “คุณมาได้ยังไง”

“นี่เป็นบ้านของใครกันครับ” เขายิงคำถามกลับมาแทนการตอบ

“บ้านของดลค่ะ” เธอตัดสินใจตอบตามจริง เพราะรู้ว่าโกหกไปก็เปล่าประโยชน์ ในเมื่ออีกฝ่ายมายืนอยู่ตรงนี้แล้ว มีความเป็นไปได้สองทางคือ ตำรวจสืบจนพบบ้านหลังนี้ หรือไม่ก็สะกดรอยตามมา ไม่ว่าทางไหนความลับก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป ถึงอย่างไรเขาก็ต้องรู้อยู่ดี

“แสดงว่าคุณจงใจปกปิดข้อมูลส่วนนี้ไว้สินะครับ” นายตำรวจถือโอกาสจับผิด “ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงก็น่าจะเปิดเผยให้ทางตำรวจรู้แต่แรก คุณปิดบังอะไรเอาไว้อีกกันแน่”

“ไม่ใช่นะคะ” เธอรีบแก้ตัว ฉุนกึกไม่น้อยที่ถูกกล่าวหา “แต่บ้านหลังนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการสืบสวนสักหน่อย”

“ไปคุยกันที่โรงพักดีกว่า พฤติกรรมของคุณน่าสงสัยมาก ไหนจะทำตัวลึกลับอีก เห็นทีผมคงต้องสอบสวนให้ละเอียดขึ้น”

ถึงปากจะพูดว่า ‘สอบสวน’ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนอยากจับเธอเข้าคุกมากกว่า

“สารวัตรจะยัดข้อหาให้ฉันหรือไงคะ” หญิงสาวโต้ตอบอย่างเผ็ดร้อน “ที่ผ่านมาฉันก็ร่วมมือมาตลอด อะไรที่พอจะเป็นเบาะแสการสืบสวนได้ฉันก็ยกให้ทางตำรวจ แต่บ้านหลังนี้ไม่เกี่ยวข้องด้วย มันเป็นทรัพย์สินของดล ซึ่งอยู่ในส่วนที่ฉันเป็นคนจัดการอยู่แล้ว”

“ใช่สินะ คุณเป็นผู้รับมรดกของผู้ตาย” อีกฝ่ายจงใจเน้นเสียง ยิ่งยั่วโทสะคนฟังมากขึ้น

เขาอยากพูดอะไรกัน เธอฆ่าธนดลเพราะอยากได้สมบัติอย่างนั้นหรือ!

กุลกัลยามองนายตำรวจอย่างเกลียดชัง นอกจากไม่รอบคอบและไม่มีฝีมือการสืบสวนแล้ว เขายังใจแคบและมองอะไรไม่รอบด้าน จนป่านนี้ถึงยังไม่รู้เรื่องจอม และไม่สามารถหาคนร้ายได้เลยสักนิด แต่มาวิ่งไล่ตามจับผิดคนบริสุทธิ์อยู่ได้

“แล้วยังไง” เธอพูดเสียงแข็ง

“ยิ่งเพิ่มเหตุผลให้คุณเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง…”

การแสดงทีท่าเป็นปรปักษ์อย่างชัดเจนเช่นนี้ เบื้องหลังเกิดขึ้นเพราะนายตำรวจไม่ได้คิดพิจารณาทุกอย่างโดยยึดถือหลักฐานตามที่ควรเป็น หากเลือกเอาอคติเป็นที่ตั้ง

โดยพื้นฐานแต่แรกในเส้นทางอาชีพการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สารวัตรวีระก้าวขึ้นมาโดยพึ่งพาเส้นสายเป็นหลัก เขาไม่เคยรับผิดชอบงานหนัก ไม่เคยทำงานประเภทเสี่ยงตายหรือชนกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลใหญ่ เน้นจับคดีที่มีสีสันได้รับความสนใจจากสังคมเพราะส่งผลให้ตำรวจเจ้าของคดีเด่นดัง ได้รับการจดจำไปด้วย

คดีฆาตกรรมธนดลก็เข้าข่ายดังกล่าว มีผู้คนให้ความสนใจกล่าวถึงกันเยอะ สำนักข่าวต่างๆ เกาะติดไม่เว้นแต่ละวัน ซ้ำยังเป็นคดีสะเทือนขวัญ ถ้าเขาปิดคดีได้ แถลงข่าวเมื่อไหร่ก็คงถือเป็นบันไดไต่ไปสู่ตำแหน่งสูงขึ้นได้อย่างสวยงาม ถึงขนาดหวังว่ากุลกัลยาจะเป็นคนร้าย ผู้หญิงสวยเก่ง แต่ร้ายกาจและเลือดเย็นพร้อมฆ่าเพื่อนเพื่อผลประโยชน์เป็นบทบาทที่เข้ากับเธอเป็นอย่างดีทีเดียว

นอกจากนี้เมื่อวันก่อน เขาได้รับการผลักดันเป็นพิเศษจากชนาสินอีกด้วย ฝ่ายหลังเปิดใจพูดกับเขาโดยตรงว่า

‘พูดกันตรงๆ เถอะสารวัตร ถ้าคุณจับเธอ มันจะเป็นผลดีต่อเราทั้งคู่’

‘คุณต้องการให้เธอถอนตัวจากบริษัทหรือไงครับ’ เขาถามกลับไป แม้ไม่รู้ถึงสภาพธุรกิจหรือการดำเนินงานทุกอย่าง แต่ก็พอจะเดาได้

‘มันก็ทำนองนั้น ในฐานะคนก่อตั้งมากับมือ ผมก็อยากรักษาผลประโยชน์ของบริษัท” ชนาสินอ้างว่าตัวเองเป็นคนสร้างทุกอย่างเสียแทน ทั้งที่ความจริงเป็นตรงกันข้าม

‘ผมก็อยากลงมือให้หนักกว่านี้หรอกนะ แต่กลัวว่าถ้าไปจับเธอสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วเจอทางนั้นโต้กลับมา ผมจะแย่เอา’ สารวัตรบอก เขาอยากดังอยากได้ผลงาน แต่ก็ไม่อยากพลาด

‘แล้วถ้าผมช่วยสนับสนุนล่ะ ผมรู้ว่างานทุกอย่างมีต้นทุน พอไม่ต้องกังวลเรื่องนี้งานก็ลื่นไหลขึ้น’

‘เอ๊ะ! มันจะดีเหรอครับคุณชนาสิน พูดเล่นแบบนี้มันไม่ดีนะ เดี๋ยวจะเข้าข่ายติดสินบนเจ้าหน้าที่’ สารวัตรออกปากห้าม แต่นักธุรกิจหนุ่มก็จับน้ำเสียงได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้จริงจังอะไรนัก

‘อย่าไปคิดอย่างนั้นสิครับ ผมแค่อยากสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐต่างหาก อีกอย่างเราก็รู้กันอยู่ว่าคนร้ายน่าจะเป็นกุลกัลยาแน่ๆ จริงไหมครับ’

ในตอนท้ายเมื่อชนาสินเสนอเงินให้จำนวนหนึ่ง สารวัตรวีระก็ถือโอกาสรับเอาไว้ ไม่คิดว่าเสียหาย ถึงอย่างไรจนถึงบัดนี้เขาก็ไม่มีผู้ต้องสงสัยอื่น

ด้วยเหตุนี้ หลังจากนั้นเขาจึงทำงานนอกแบบแผนปกติ จ้างวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนหนึ่งที่เคยทำงานเป็นสายให้ตำรวจ ให้คอยไปเฝ้าอยู่ที่บริษัทของหญิงสาว สะกดรอยและรายงานทุกความเคลื่อนไหว

เมื่อหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาผู้ถูกจ้างวานติดต่อมาว่าเธอเดินทางมาบ้านหลังนี้ เขาจึงรีบเดินทางมาดูด้วยตัวเอง เมื่อกุลกัลยาทำตัวน่าสงสัย มีพฤติกรรมปกปิดข้อมูลก็ยิ่งเข้าทางให้เขาสามารถยัดเยียดให้เธอเป็นคนผิดได้มากขึ้น

“ว่าไงครับ คุณกุลกัลยา ไปโรงพักกับผมเสียดีๆ” สารวัตรวีระเร่งเร้า ทำเสียงข่มขู่กลายๆ

อย่างไรก็ตามหญิงสาวก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติดังกล่าวเช่นเดียวกัน รู้สึกได้ว่าถ้ายอมทำตามที่สารวัตรพูด จะไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแน่

“คุณมีหมายค้นหรือหมายจับไหมล่ะ” เธอย้อน

“ว่าไงนะ”

“ถ้าคุณไม่มีสักอย่างที่ว่ามา ฉันไม่จำเป็นต้องออกไปคุยกับคุณ และไม่ต้องเปิดให้คุณเข้ามาในบ้านด้วย อย่างที่บอก ฉันเป็นผู้จัดการมรดกของดล เพราะฉะนั้นบ้านหลังนี้จึงเป็นสิทธิ์ของฉัน”

“หัวหมอนักนะ…” ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กัดฟัน เอ่ยอย่างหงุดหงิด

“ถ้าคุณไม่มีหลักฐานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อยู่ดีๆ จะมาจับฉันไม่ได้หรอก” เธอยืนยันเสียงแข็ง

“เดี๋ยวก็รู้ ระหว่างผมกับคุณใครจะชนะ แค่จับไปขังคุกได้ก็พอ แล้วค่อยขอหมายศาลมาค้นบ้าน ต้องเจอแน่ว่าคุณปิดบังอะไรไว้”

มาถึงตอนนี้วีระไม่ยอมปล่อยให้ทุกอย่างย้อนกลับไปจุดเดิม ในเมื่อแบไพ่ออกมาขนาดนี้แล้ว ต้องไปให้สุดทาง อีกทั้งก่อนมาที่นี่ เขาติดต่อกับนักข่าวที่สนิทสนมคอยสนับสนุนช่วยเหลือกันมาตลอด ฝ่ายนั้นกำลังรออยู่ที่โรงพักแล้ว ขอแค่เขาคุมตัวกุลกัลยาไปได้ สร้างภาพให้ดูมีประเด็น เป็นข่าวกระพือกระแสขึ้นมาอีก ก็น่าจะเพิ่มความได้เปรียบ

ทว่าหมูที่คิดว่าจะจับเข้าอวยง่ายๆ กลับไม่เป็นดังคาด อย่าว่าแต่จะจับตัวเลย หญิงสาวไม่ยอมให้เข้าบ้านด้วยซ้ำ ใบหน้าหวานดุดัน ตั้งท่าชัดว่าเอาจริง ชื่อเสียงโจษจันปากต่อปากของกุลกัลยาไม่ได้พูดกันเล่นๆ สารวัตรเพิ่งเห็นจริงเอาตอนนี้

แต่จะให้กลับ…เขาทำไม่ได้!

ไวเท่าความคิด สารวัตรวีระตัดสินใจทำสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน ความอยากมีชื่อเสียงเข้าครอบงำจนลืมตัว คิดเพียงว่าต้องจับหญิงสาวให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม และต้องทำให้ได้ในตอนนี้ ไม่รออีกต่อไปแล้ว

กุลกัลยาตกใจที่เห็นหนุ่มใหญ่ตั้งท่าจะปีนรั้ว ร้องเสียงหลง

“คุณจะทำอะไรน่ะ! อย่าเข้ามานะ ไม่อย่างนั้นฉันจะเรียกตำรวจข้อหาบุกรุก”

“เรียกมาเลย ผมจะได้บอกว่าคุณเป็นคนร้ายขัดขืนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ดูสิว่าตำรวจยศเล็กๆ แถวนี้จะเชื่อใครมากกว่ากัน”

ถ้าเขาอาศัยความได้เปรียบในฐานะคนทำงานอาชีพเดียวกัน ทั้งยังตำแหน่งสูงกว่า มีหรือพวกตัวเล็กๆ จะกล้าต่อกรด้วย และสารวัตรวีระค่อนข้างแน่ใจว่ากว่าตำรวจจะมาถึง เขาคงจับตัวเธอได้แล้ว

หญิงสาวคงคิดเห็นอย่างเดียวกัน แทนที่จะยืนรอให้จับ จึงรีบหันหลังวิ่งตรงกลับเข้าบ้านทันที

“หยุดเดี๋ยวนี้” เขาร้อง รีบปีนป่ายลงไปอย่างทุลักทุเล แล้วออกวิ่งตาม

เธอกำลังจะปิดประตู หนุ่มวัยกลางคนรีบใช้แรงยันไว้ไม่ให้ปิดได้ สองฝ่ายออกแรงต้านกันพักใหญ่ ที่สุดฝ่ายหญิงก็เสียเปรียบเพราะแรงน้อยกว่าตั้งแต่แรก ทำให้คนแรงเยอะกว่าคล้ายจะผลักดันเข้ามาจนได้

“เสร็จฉันละ…” สารวัตรร้องอย่างกระหยิ่มใจ

แต่แล้วเมื่อดันประตูเปิดเข้าไป เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อสิ่งที่รออยู่ด้านหลังประตูอีกด้านคือความว่างเปล่า เป็นไปได้อย่างไรกัน เมื่อกี้ยังรู้สึกถึงแรงดันอยู่เลย จะว่าวิ่งหนีไปก่อน บ้านหลังเล็กนิดเดียว กวาดตามองก็ทั่วแล้ว ไม่มีทางที่จะหลุดรอดสายตาไปได้

กระนั้นเพื่อความรอบคอบ เขาวิ่งวนรอบบ้านทั้งชั้นบนและล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนได้ข้อสรุปว่าหญิงสาวหายตัวไปแล้ว ไม่อยู่ส่วนไหนของในและนอกบ้าน

แต่จะเป็นไปได้อย่างไร คนทั้งคนจะหายตัวไปไหนได้ในชั่วเสี้ยววินาที

กุลกัลยาไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือไม่ เธอต้องการหนีจากสารวัตรวีระ แล้วโชคชะตาก็จัดให้สมใจในรูปแบบอันไม่คาดหมาย ในเสี้ยววินาทีหลังจากเกือบพ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายนั้น เธอก็ถูกดึงตัวเข้ามาในโลกกลับหัว

ตอนนี้หญิงสาวกำลังเดินอยู่ในสถานที่ซึ่งดูเหมือนกับโรงเรียนสมัยประถม แต่ทุกอย่างหมุนพลิกกลับหัวกลับหางไปหมด เดินสำรวจได้เพียงนิดเดียวก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคย

“ใจคงเชื่อมกัน เราสองคนถึงแยกกันได้ไม่นานเลยนะ”

คิรินทร์พูดทักทายแล้วเดินมาจากอีกด้าน

“ดีจังที่เจอคุณ” ไม่รู้ทำไม แต่ยามนี้พอเจอหน้าเขาแล้วรู้สึกดีใจทุกที คงเพราะเขาเหมือนแสงสว่างหนึ่งเดียวท่ามกลางชีวิตอันวุ่นวายของเธอกระมัง

“ผมว่าคุณต้องเป็นฝ่ายโดนดึงเข้ามาในโลกนี้แน่ๆ ผมเลยถูกฉุดติดมาด้วย” เขาเดาตามประสาคนมีประสบการณ์กับโลกใบนี้มากกว่า

“ฉันเจอปัญหานิดหน่อยค่ะ”

“วิ่งไปเล่าไปดีกว่า” เขาบอกก่อนเดินนำเธอไป

“ได้ เราไม่ควรหยุดนิ่งสินะ” เธอคุ้นชินกับกฎเกณฑ์พื้นฐานแล้ว เทียบกับงวดก่อน การเข้ามาในโลกกลับหัวครั้งนี้จัดว่าราบรื่นกว่าเดิมมาก ผ่านมาราวครึ่งชั่วโมงโดยทั้งคู่ไม่เจอกับเรื่องน่ากลัว หรือวิญญาณคนตายแม้แต่หนึ่งเดียว มีเพียงแค่สภาพแวดล้อมแปลกประหลาดหลากหลายซึ่งกุลกัลยาเองก็เริ่มชินแล้ว

“คุณนี่เป็นคนโชคร้ายน่าดูเลยนะ” เขาอดพูดแบบนั้นไมได้ หลังจากฟังเธอเล่าถึงปัญหาล่าสุด

“ฉันก็ว่าถ้าผ่านเรื่องช่วงนี้ไปได้ เห็นทีคงต้องไปทำบุญล้างซวยสักที ปกติไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้นักหรอก แต่หนนี้เข็ดจริงๆ”

“เอาอย่างนี้ คุณให้ผมเป็นคนเปิดประตูทุกบานเอง ถ้าเจอทางออกจากโลกนี้เมื่อไหร่ เราจับมือกันไว้แล้วก้าวขาตามผมมาแบบไม่เว้นระยะห่าง มันน่าจะพาพวกเราไปยังจุดที่ผมอยู่ คุณคงไม่อยากกลับไปบ้านหลังนั้นเพื่อเจอกับตำรวจใช่ไหมล่ะ”

“จริงด้วย ทำแบบนั้นน่าจะดีกว่า” เธอเห็นด้วย “หวังว่าเราจะไม่แยกกันนะคะ เพราะบางทีมันก็ไม่ให้ผลตามที่เราหวัง”

ทั้งสองวิ่งผ่านพื้นที่ห้าแบบของโลกกลับหัว มีตั้งแต่โรงเรียนประถมร้าง สนามหญ้ากว้างสุดตา ห้องที่เต็มไปด้วยสีสันราวกับสายรุ้ง บ้านเช่าที่กุลกัลยาเคยอาศัยอยู่กับธนดลแต่เป็นเวอร์ชันถูกขีดเขียนข้อความจากสมุดบันทึกเต็มทั้งพื้นและผนังก็ยังมี ปิดท้ายด้วยห้องขาวโพลนว่างเปล่าที่มีประตูสีดำสนิทอยู่อีกด้าน

หนนี้โลกกลับหัวส่งทั้งสองสู่จุดหมายปลายทางที่หวังไว้ ประตูบานดังกล่าวนำทั้งคู่กลับมาสู่โลกปกติอีกครั้ง ตอนแรกเมื่อเห็นฉากไม่คุ้นตา กุลกัลยายังนึกว่าตัวเองยังหนีไม่พ้นจากโลกกลับหัว แต่คิรินทร์บอกว่านี่คือห้องคอนโดฯ ของเขาเอง

เธอกวาดตามองห้องรับแขกขนาดใหญ่ตรงหน้า ชุดโซฟาโครงไม้จริงเบาะเป็นหนังแท้ราคาแพง ผนังทั้งหมดเป็นกระจกเผยให้เห็นวิวริมแม่น้ำและกรุงเทพมหานคร ไม่เพียงเท่านั้นห้องนี้ยังมีสองชั้น ดูจากโครงสร้างคงเป็นเพนต์เฮาส์หรูๆ สักแห่ง หลังจากพิจารณาพักหนึ่ง เธอก็เอ่ยปากว่า

“ฉันไม่สังเกตมาก่อนเลยว่าคุณเป็นคนมีเงิน”

“ผมคงดูจนมากสินะ” เขาพูดกลั้วหัวเราะ ขณะเดินไปเปิดตู้เย็นในส่วนพื้นที่ครัวที่อยู่อีกด้าน หยิบเครื่องดื่มมาให้

“ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย” เธอตอบอุบอิบ หน้าร้อนผ่าวเพราะนึกได้ว่าเผลอพูดจาไม่เข้าท่าไปเสียแล้ว

“ผมแค่พอมีพอกิน เทียบกันแล้วประธานบริษัทดาวรุ่งน่าจะรวยกว่าเยอะ”

ประเมินด้วยสายตาจากทำเลคอนโดฯ ขนาดห้องทั้งการตกแต่งหรูหราแล้ว กุลกัลยาไม่คิดว่าเขาแค่พอมีพอกินอย่างปากพูดแน่

“ฉันโดนเล่นงานกลับแล้วสิเนี่ย”

ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดัง เอนตัวลงนั่งบนโซฟา ดื่มน้ำอึกใหญ่ ก่อนปรับสีหน้าจริงจัง

“คุณหลบอยู่ที่นี่ชั่วคราวก็ได้นะ ถ้าไม่มีที่ไป”

“ขอบคุณนะ แต่ถ้าเป็นไปได้ฉันคงไม่อยากทำแบบนั้น”

“ทำไมล่ะ หรือคุณกลัวใครจะนินทาว่าแอบขึ้นคอนโดผู้ชาย” เขาพูดเล่น “ไม่ต้องห่วงหรอก ห้องนี้มีลิฟต์ส่วนตัวแยกต่างหากจากห้องพักอื่นๆ อีกอย่างกว่าจะรู้ตัวอีกทีเราก็คงโดนดูดเข้าโลกกลับหัวอีก เผลอๆ คุณอาจไม่ทันได้เดินออกไปหน้าคอนโดด้วยซ้ำมั้ง”

“ยังกล้าพูดเล่นอีก”

“ในสถานการณ์ย่ำแย่ อารมณ์ขันเล็กๆ น้อยๆ ก็พอช่วยไม่ให้เราเป็นบ้าได้”

กุลกัลยานิ่งเงียบไป ตระหนักว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ถ้าหากต้องอยู่ในโลกนั่นเป็นเดือนเป็นปี กระทั่งตลอดชีวิต เธอจะทนไม่เสียสติไปก่อนได้หรือไม่

คิรินทร์คงเดาความคิดได้ จึงเอ่ยปลอบ

“ไม่ต้องห่วงนะ คุณจะไม่เผชิญกับเรื่องนี้ตามลำพัง ผมบอกแล้วไงว่าจะคอยปกป้องคุณเอง”

“ทำไมคุณถึงดีกับฉันนัก” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่ว

เขายังไม่ทันตอบ โทรศัพท์มือถือของกุลกัลยาก็ส่งเสียงเรียกเข้า เป็นการยืนยันอีกทางว่าเธอกลับเข้ามาสู่โลกปกติแล้วจริงๆ

“ตอนนี้คุณกัลอยู่ที่ไหนคะ” มนวดีถามด้วยเสียงร้อนใจ

“มีอะไรเหรอ หมิว”

“คุณชนาสินก่อเรื่องอีกแล้วค่ะ เที่ยวป่าวประกาศไปทั่วทั้งบริษัท แถมยังไลฟ์สดว่าคุณกัลจะถูกตำรวจจับในเร็ววันนี้”

“ทำไมถึงไม่ยอมเลิกราสักทีนะ”

“แต่คราวนี้เขาบอกว่ามีนักข่าวไปรอที่สถานีตำรวจแล้ว สารวัตรวีระกำลังคุมตัวคุณกัลไป จริงหรือเปล่าคะ” เลขานุการส่วนตัวถามเร่งร้อน ก่อนตอบเออเอง “ต้องไม่จริงแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคุณกัลคงไม่รับโทรศัพท์คุยกับหมิวแบบนี้”

“ก็ต้องไม่จริงอยู่แล้ว สารวัตรวีระสะกดรอยตามฉัน แต่ฉันหนีมาได้”

“คุณกัล…หนีตำรวจเหรอคะ” น้ำเสียงปลายทางเหมือนตกใจระคนทึ่ง

“ตอนนี้ฉันกลายเป็นคนหนีคดีไปแล้วมั้ง” เธอแกล้งพูดเล่น เอาเข้าจริงก็ไม่แน่ใจกับสถานการณ์ “เรื่องนั้นอย่าเพิ่งห่วงเลย สารวัตรก็ยังไม่มีหลักฐานมาจับฉันหรอก เขาตั้งใจจะมัดมือชกหาเรื่องให้ฉันเสียชื่อมากกว่า ตอนนี้เราต้องใส่ใจเรื่องชนาสินก่อน”

“หมิวว่าคุณชนาสินคงมีเป้าหมายทำลายชื่อเสียงคุณกัลไปเรื่อยๆ เผื่อว่ากรรมการบริษัทจะได้เปลี่ยนใจ”

“ตื๊อไม่เลิก แถมยังใช้มุกเดิมๆ ด้วย” เธอถอนหายใจ

ทว่าถึงแม้ชนาสินจะขาดความคิดสร้างสรรค์อย่างรุนแรง ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางสำเร็จเลย คราวก่อนเขาเกือบโน้มน้าวที่ประชุมได้อยู่แล้ว ถ้าหากไม่ได้กิตติซึ่งทุกคนนับหน้าถือตาแล้วละก็…เธอก็อาจไม่รอดเหมือนกัน

ครั้งนี้เห็นทีคงต้องขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรหนึ่งเดียวที่ยังพอมีเหลืออยู่ ประสานกับการรุกเข้าหากรรมการคนอื่นบ้าง ในเมื่อเขาใช้วิธีไหนเล่นงานมา เธอก็ต้องใช้วิธีแบบเดียวกันนี่ละ

 

ช่วงค่ำวันเดียวกัน กุลกัลยาเดินทางไปพบกิตติที่บ้านด้วยความหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมช่วยเหลือไม่ต่างจากคราวก่อน ทว่าคำตอบกลับเป็นในทางตรงกันข้าม

“เสียใจด้วยนะ ผมช่วยคุณไม่ได้”

“ทำไมล่ะคะ อาจารย์” เธอทั้งตกใจและผิดหวัง ไม่นึกว่าจะลงเอยรูปแบบนี้ หรือว่า…เพราะคราวก่อนหญิงสาวไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องให้เล่าเรื่องก้องฟ้า ชายชราจึงโกรธจนไม่ยอมช่วย “ถ้าหากเป็นเรื่องพี่ก้อง กัลมีเหตุผลของตัวเอง”

“เปล่า” กิตติตัดบท “ที่บอกว่าช่วยไม่ได้ เพราะอีกไม่นานผมจะไม่เกี่ยวข้องกับ BOLD อีกต่อไปแล้ว”

ถ้าหากคำปฏิเสธตอนแรกเหมือนก้อนหินโยนเข้าใส่ คราวนี้เธอรู้สึกเหมือนโดนค้อนทุบเลยทีเดียว ละล่ำละลักถาม

“อะ…อะไรกันคะ ทำไมอาจารย์ถึง…”

“ผมตัดสินใจขายหุ้นของตัวเองทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนดำเนินงานอยู่”

“ขายให้ใครกันคะ”

กุลกัลยานึกหวั่น คงไม่ใช่ชนาสินหรอกนะ เพราะเหตุนี้หรือเปล่าฝ่ายนั้นถึงได้ย่ามใจ รุกหนักไม่เว้นแต่ละวัน

“นักลงทุนนิรนาม คิดว่าคงเป็นต่างชาติสักราย”

คำตอบพอทำให้หายใจหายคอได้บ้าง แต่ก็ใช่จะวางใจได้ ไม่แน่ชนาสินอาจฉลาดพอจะใช้นอมินีซื้อ ก่อนจะเปิดเผยความจริงภายหลังก็ได้

“ทำไมอาจารย์ถึงทำแบบนี้กับกัลคะ ถ้าหากอาจารย์คิดจะขายหุ้น อย่างน้อยก็น่าจะบอกกันก่อน”

“มันคือหุ้นของผม เงินก็ของผม ทำไมต้องบอกคุณด้วย” คำพูดเย็นชาราวกับคนไม่เคยเอ็นดูกันมาก่อน ทำให้เธอสะอึก มองชายสูงวัยอย่างไม่เชื่อสายตา

ทว่าแววที่จ้องตอบทำให้สั่นสะท้าน…

กิตติยังคงวางหน้าเรียบเฉย ใช้น้ำเสียงเหมือนเคย ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปคือแววตาฉายชัดว่าจงเกลียดจงชังขนาดไหน!

หญิงสาวไม่เข้าใจเลยสักนิด เธอทำอะไรถึงทำให้เขาโกรธขนาดนี้ได้ การขายหุ้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ กิตติเองก็ถือหุ้นใหญ่ ซ้ำยังเป็นที่นับหน้าถือตาของกรรมการอื่นๆ ถ้าหากขาดไปสักคน แล้วจะเหลือใครอยู่ฝ่ายเธออีก

“กัลแค่อยากให้อาจารย์เชื่อมั่นในบริษัท เชื่อในตัวกัล”

“ผมจะเชื่อคุณได้ยังไง ในเมื่อคุณปิดบังความจริงอยู่”

“ความจริง…อะไรกันคะ”

“ผมเคยถามคุณแล้ว เกิดอะไรขึ้นในคืนที่เจ้าก้องตาย ทำไมถึงไม่บอกผม ผมเตือนคุณไม่ใช่เหรอว่าสักวันจะเดือดร้อน”

กุลกัลยามึนงงไปหมด ตกลงแล้วทั้งหมดนี้เป็นการแก้คืนที่เธอไม่ยอมเล่าเรื่องก้องฟ้าอย่างนั้นหรือ กิตติกลายเป็นคนไร้เหตุผลตั้งแต่เมื่อไร

“อาจารย์…”

“เธอคงทุกข์ใจมากสินะ” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็พูดขึ้น

“คะ?”

“เจ็บใจมากหรือเปล่าที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ควบคุม คนอย่างเธอคงวาดฝันเอาไว้ เห็นทุกคนเป็นแค่หมากละสิ”

เธอทั้งงุนงงและนิ่งอึ้ง บางอย่างไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว กิตติพูดอะไรกัน แถมท่าทียังแปลกประหลาดไม่เหมือนเคยอีกด้วย

“ทุกวันนี้กินอยู่หลับนอนได้สุขสบายดีไหมล่ะ ตั้งแต่ได้กล่องบุหลันนั่นไป”

น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ราวกับคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่าใจความของมันต่างหากทำให้คนฟังตัวเย็นวาบ เบิกตาอย่างไม่อยากเชื่อ

กล่องบุหลัน…

กิตติรู้จักกล่องนั่น!

“อาจารย์รู้ได้ยังไง” ถามออกไปก็รู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เขลาเสียเต็มประดา คำตอบมีเพียงข้อเดียวแท้ๆ ราวชิ้นส่วนของจิกซอว์ต่อเข้าที่ของมัน ประกอบกันเป็นรูปภาพสมบูรณ์

ความจริงที่เธอควรมองเห็นมานานแล้ว ทว่าละเลยมันไป เพราะหลงเชื่อใจคนตรงหน้าว่าจะไม่มีทางทำร้ายกันแน่ๆ หากที่ไหนได้กลับเป็นเขานั่นเอง

สีหน้าท่าทางและน้ำเสียงของชายชรากรีดลึกเข้าไปถึงภายในจิตใจ ก่อเกิดบาดแผลเหวอะหวะ เจ็บจนเกินกว่าจะคาดคิด เพราะผสมปนเปด้วยรสชาติของการถูกหักหลัง

“ฉันเป็นคนวางแผนให้เธอได้เจอกล่องนั่นเอง”

รอยยิ้มของเขาเยือกเย็น ทว่าแฝงรอยวิกลจริต

Don`t copy text!