สลักบุหลัน บทที่ 21 : อดีตอันหลอกหลอน

สลักบุหลัน บทที่ 21 : อดีตอันหลอกหลอน

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  21 –

“คุณว่ายังไงนะคะ”

เธอถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อ คิดในใจว่าต้องฟังผิดอย่างแน่นอน เขาจะรู้จักกับโศภิตาได้ยังไงกัน และทำไมช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาถึงไม่เคยพูดอะไรสักคำเลยล่ะ

“อย่าเพิ่งคุยกันตอนนี้เลย รีบหนีออกไปก่อนดีกว่า”

“ไม่ค่ะ” เธอดื้อดึง “คุณต้องตอบคำถามกัลมาก่อน อย่าเบี่ยงประเด็นเลยค่ะ คิรินทร์”

ทว่าชายหนุ่มไม่ตอบ เขาทุ่มแรงทั้งหมดไปกับการทำลายกำแพง และก็ทำได้สำเร็จ จากนั้นรีบคว้าข้อมือหญิงสาวพาออกวิ่งไปด้วยกัน แม้จะอยากขัดขืนสักแค่ไหน กุลกัลยาก็สู้แรงเขาไม่ได้ หรือจริงๆ แล้วเธอก็ยังอยากเชื่อมั่นในตัวเขา อยากได้ยินคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผล จึงให้เวลาเผื่อคิรินทร์จะหาคำอธิบายชัดเจนได้

ในที่สุดทั้งสองก็รอดพ้นสถานการณ์วิกฤติ เธอหอบหายใจเหนื่อยอ่อน หากไม่วายคาดคั้นเอาคำตอบจนได้

“ตอบมาได้แล้วค่ะ คิรินทร์ มันอะไรกัน”

ชายหนุ่มสูดลมหายใจ ก่อนจะถอนใจยาว นึกแล้วว่าวันนี้ต้องมาถึงเข้าสักวัน ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป เขาจึงเริ่มต้นเล่า

“ผมไม่ได้บอกคุณ ตอนแรกเพราะคิดว่าเราสองคนคงไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เวลาผ่านไป เราใกล้ชิดกันมากขึ้น ผมก็ตระหนักว่าไม่อยากให้คุณรับรู้ เพราะกลัวสายตาที่เรามองกันจะเปลี่ยนไป”

“เข้าเรื่องเลยเถอะค่ะ กัลไม่อยากได้ของหวาน อยากได้ความจริงมากกว่า”

“ผมกับโศภิตาเป็นพี่น้องกัน” เขาโพล่งออกมา

“ว่าไงนะคะ!”

ไม่เป็นดังคิดเลยแม้แต่น้อย คิรินทร์กับโศภิตาเป็นพี่น้องกัน

“ผมกับน้องไม่ค่อยสนิทกันนักเพราะช่องว่างระหว่างวัย และพอน้องเริ่มเข้าวัยรุ่น ผมก็ทำงานแล้ว แถมยังอยู่ต่างประเทศด้วย ตาอยู่กับญาติ แล้วจากนั้นก็ย้ายมาอยู่ตามลำพัง ผมไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ไม่มีเวลามาคอยแนะนำ บางทีผมอาจไม่ใส่ใจเองก็ได้” เขาทอดเสียงหม่น “ผมไม่รู้เรื่องส่วนตัวของน้องเลย จนกระทั่งเกิดเรื่อง”

“แล้วทำไมคุณถึงบอกว่าตัวเองทำให้โศภิตาต้องตาย”

“เพราะวันนั้น…” เขากลืนน้ำลาย “ผมไม่รู้ว่าคุณรู้แค่ไหนนะครับ กัล หรือแม้กระทั่งว่าคุณทำอะไร แต่คุณไม่ใช่คนผลักให้ตาต้องตายแน่ๆ เพราะคนนั้นคือผมเอง”

คิรินทร์เริ่มต้นเล่า…ความผิดของตัวเองที่ซุกซ่อนเอาไว้มานาน และเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่แตกต่างและกุลกัลยาไม่เคยรับรู้มาก่อน

ในช่วงเวลาตอนเกิดเรื่องนั้น เขากำลังวุ่นกับงาน เมื่อโศภิตาโทรศัพท์มาปรับทุกข์ พร้อมกับปรึกษาพี่ชายคนเดียวถึงปัญหาที่ทำพลาด แทนที่เขาจะใส่ใจ กลับเย็นชาใส่เสียอย่างนั้น

‘เธอกำลังจะบอกพี่ว่า นอกจากจะพลาดท่าเสียทีให้อาจารย์ของตัวเองแล้ว ยังท้องกับเขาด้วย ทั้งที่ยังเรียนไม่จบน่ะเหรอ’

‘ตาควรทำยังไงคะ พี่คิรินทร์ คู่หมั้นของอาจารย์เขา…’

‘เขามีคู่หมั้นแล้ว’ ชายหนุ่มจำได้ว่าขึ้นเสียงใส่ปลายสาย การเป็นคนประสบความสำเร็จทำอะไรมีประสิทธิภาพตลอดส่งผลให้เขาหงุดหงิดมากยามพบว่ามีคนทำอะไรไม่รู้จักคิด ยิ่งเป็นคนในครอบครัว ‘ให้ตายเถอะ ตา ทำไมเธอถึงได้สิ้นคิดขนาดนี้ พี่ไม่อยากเชื่อว่าน้องสาวตัวเองจะคิดทำลายครอบครัวคนอื่น’

‘ตาไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่า…เรารักกัน พี่คิรินทร์คะ ตากับอาจารย์รักกัน’

‘แน่ใจได้ยังไง’ เขาไม่เชื่อสักนิด โคแก่อยากเคี้ยวหญ้าอ่อน มันก็พูดได้ทุกอย่าง ปรนเปรอคำหวานให้เด็กสาวๆ หัวอ่อนฟัง แค่นี้ก็หลงจนขาดวิจารณญาณแล้ว คำว่า ‘รัก’ จะมีค่าสักแค่ไหนกัน ‘ถ้าเขารักตา เขาก็ควรให้เกียรติ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ตาตกที่นั่งลำบาก ทั้งท้องโย้ก่อนเรียนจบ ทั้งกลายมาเป็นคนทำลายชีวิตแต่งงานคนอื่น’

‘อาจารย์ยังไม่แต่งงาน เขาจะเลิกกับคู่หมั้น’ น้องสาวโต้กลับ

‘ถ้าตาคิดอย่างนี้ พี่ก็ไม่รู้ว่าตาจะโทรมาหาพี่ทำไม’

‘ตาแค่…’

‘ฟังนะ ไม่ว่าตาจะโทรมาทำไมกันแน่ พี่บอกได้เลยว่าอย่าหวังว่าพี่จะยินดีด้วย สิ่งที่ตาทำมันผิด ทั้งกับตัวเองและคนรอบข้าง ตาควรละอายใจบ้าง’

‘พี่คิรินทร์! ตาเป็นน้องพี่นะ ทำไมต้องว่ากันแรงขนาดนี้ด้วย’

‘ถ้าเห็นเป็นพี่น้องก็ควรรู้จักคิดแต่แรก’ เขาว่า ‘ถ้าหากไม่พอใจกับคำพูดของพี่ อยากจะตัดพี่ตัดน้องก็ตามใจ พี่ไม่ว่า’

เขาวางสายไป โดยไม่คิดเหลียวแลเลยแม้แต่น้อย

จนกระทั่งได้ข่าวของน้องสาวสายเลือดเดียวกันในวันต่อมา…

 

กุลกัลยาฟังด้วยความรู้สึกปนเปกัน เธอเห็นใจและเศร้าไปกับชายหนุ่ม ทว่าขณะเดียวกันก็สับสนไม่น้อย ไม่นึกเลยว่าเขาจะเป็นคนใกล้ตัวกว่าที่คิด และยังปิดบังเรื่องนี้มาจนถึงตอนนี้อีก

“คุณไม่ได้ทำให้โศภิตาฆ่าตัวตายเหมือนกัน” สุดท้ายนั่นคือข้อสรุปที่เธอได้หลังจากฟังเรื่องทั้งหมด “คุณทำพลาดไป…เหมือนกับกัล”

“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกครับ” เขาถอนหายใจ “ผมทำมากกว่านั้น สิ่งสุดท้ายที่ผมพูดกับน้องก่อนวางสายต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้ไม่อาจลืม”

“อะไรคะ”

“ผมเผลอตะคอกใส่ตาว่าในเมื่อผูกไว้เอง โตขนาดนี้แล้ว ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ก็ไปตายเสียเถอะ”

“โธ่!”

“พอวันต่อมา ญาติคนหนึ่งทิ้งข้อความไว้ในโทรศัพท์ว่าตาผูกคอตาย ผมก็รู้สึกผิดมาตลอด ตอนนั้นตาคงจิตใจเปราะบางมาก และคำพูดของผมอาจเป็นฟางเส้นสุดท้าย”

“กัลเองก็เหมือนกัน ตลอดเวลากัลฝังใจว่าเพราะตัวเอง คืนนั้นกัลเมาและเจ็บแค้นมาก คิดเพียงอย่างเดียวว่าอยากเอาคืน ถึงได้ไปอาละวาดกับโศภิตา ถึงขั้นโกหกว่ามีลูกกับพี่ก้อง กัลกลัวมาตลอดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เธอทำอย่างนั้น กัลขอโทษนะคะ”

“อย่าโทษตัวเองเลย ผมเข้าใจกัล ตอนนั้นกัลเองก็เป็นผู้เสียหายเหมือนกัน” เขากอดปลอบโยน หนักอึ้งในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อนึกถึงว่าในคืนวันนั้น น้องสาวต้องเจอกับอะไรบ้าง ความกดดันและความรู้สึกผิดขมวดกันถึงขั้นไหน ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจคิดสั้น

“แต่การที่โศภิตามาหากัลในโลกกลับหัว แสดงว่าเธอก็ต้องแค้นกัล”

“ตาตามผมมาต่างหาก ทุกครั้งที่คุณเจอตา ก็เพราะว่าผมอยู่ในโลกด้วย” เขาตอบ “และเรื่องก็ไม่ได้มีแค่นี้หรอกครับ มันมีอะไรมากกว่านั้นทำให้ผมคิดว่าตัวเองคือคนที่ผลักให้ตาทำแบบนั้นลงไป”

เขาเล่าให้ฟังต่อมาว่าหลังจากเสียน้องสาวไป ความรู้สึกแรกคือผิดต่อตัวเอง ต่อญาติพี่น้อง และต่อตัวโศภิตา ทว่าตามประสามนุษย์ หลักผ่านขั้นแรกมาแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ…โกรธแค้น มันเป็นวิธีรับมือกับความสูญเสียของปุถุชน แทนที่จะโทษตัวเองก็โทษคนอื่น หาใครสักคนมารับผิดแทนเพื่อแบ่งเบาความเจ็บปวดของตัวเอง

คนที่เขามุ่งเป้าคือก้องฟ้า โทษฐานทำให้ชีวิตของโศภิตาที่กำลังรุ่งเรืองต้องดับแสงลงกะทันหัน

แต่แล้วเขาก็ต้องตกตะลึง เมื่อได้รับทราบความจริงว่าชายหนุ่มคนนั้นเสียชีวิตไปในคืนเดียวกันด้วยการกระโดดตึก!

คนสองคน…คู่รักลับๆ ที่ใกล้เปิดเผยตัว กลับชิงฆ่าตัวตายในคืนเดียวกันอย่างเป็นปริศนา จะว่าต่างฝ่ายต่างทุกข์กับความผิดจนปลิดชีพตัวเองก็ไม่น่าใช่

คิรินทร์เก็บความสงสัยไม่อยู่ เขาเตรียมตัวกลับไทย พร้อมจ้างนักสืบหาความจริง จนได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกับกิตติ ผู้เป็นบิดาของฝ่ายชาย

ไม่ใช่แต่เพียงกุลกัลยาคนเดียวที่เจ็บช้ำและไม่เห็นด้วยกับความรักของคนทั้งคู่ ยังมีชายชราด้วยอีกคน

กิตติลงทุนกับบริษัทของหญิงสาวไว้มาก แทบจะเรียกว่าเอาเงินเกินกว่าครึ่งของกองทุนเกษียณของตัวเองมาใช้ซื้อหุ้นเหล่านั้น เพื่อหวังว่านอกจากทำเงินแล้ว ยังมุ่งหมายให้กลายเป็นกิจการตกทอดถึงทายาทตระกูลต่อไป ดังนั้นเมื่ออยู่ดีๆ ก้องฟ้าบอกว่าจะเลิกกับกุลกัลยาและไปอยู่กินกับเด็กสาวนักศึกษาที่เขาพลาดท่าทำให้ตั้งครรภ์ สายตาของบิดาจึงมองว่าเป็นเรื่องรับไม่ได้

กิตติมองโศภิตาเหมือนเด็กใจแตก หวังจับลูกชายเพราะเห็นว่าร่ำรวยและมีหน้ามีตาทางสังคมเท่านั้น ไม่ได้มีค่ามากไปกว่านั้นเลยแม้แต่น้อย

สองพ่อลูกทะเลาะกันใหญ่โต ก่อนก้องฟ้าจะตัดสินใจออกจากบ้าน หมายจะมาใช้ชีวิตร่วมกับโศภิตา ตัดพ่อตัดลูกกันไปสักพัก หวังว่าเมื่อลูกคลอดแล้ว คนเป็นพ่อจะยอมใจอ่อน

เสียดายที่วันนั้นไม่มีวันมาถึง…

ชายชราใจแข็งแต่แรก เขาไม่มีวันยอมรับมารหัวขนของเด็กใจแตก ในเมื่อรักลูกมาก การข่มขู่ทำรุนแรงกับก้องฟ้าจึงไม่ใช่คำตอบ ทุกอย่างจึงพุ่งเป้ามาที่คนอ่อนแอกว่า

ในคืนวิปโยค นักสืบทราบมาว่านอกจากกุลกัลยาแล้ว ยังมีแขกไม่ได้รับเชิญเข้าไปหาโศภิตาถึงห้องพักด้วยเช่นกัน

ไม่มีใครรู้ว่ากลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นทำอะไรกับน้องสาวคิรินทร์บ้าง และคงไม่มีใครได้รู้เพราะทุกอย่างเก็บซ่อนอยู่หลังบานประตูและจิตใจหยาบกระด้างของกิตติ ทว่าคิรินทร์แน่ใจว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ โศภิตาไม่มีอริที่ไหน ดังนั้นโอกาสที่กลุ่มชายท่าทางนักเลงจะบุกรุกเคหสถานในยามวิกาลจึงค่อนข้างน้อย และจำเพาะต้องเป็นห้องของหญิงสาวเพียงห้องเดียว ซ้ำร้ายยังลงเอยด้วยการฆ่าตัวตาย

ยิ่งเขารู้ว่าภายในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ชายหนุ่มก็มั่นใจว่าต้องมีเบื้องหลัง และคนกุมความลับก็คือกิตตินั่นเอง

แต่ยังมีอีกคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้…ถ้าหากกิตติเล่นงานโศภิตา ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย แล้วเหตุใดก้องฟ้าถึงเสียชีวิตในวันเดียวกัน และเวลาห่างกันไม่นาน

จะว่าชายชราสั่งให้คนฆ่าลูกตัวเองก็ไม่น่าใช่ เท่าที่เห็นฝ่ายนั้นรักลูกชายมากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แล้วจะทำรุนแรงเช่นนั้นได้อย่างไร อีกทั้งก้องฟ้าคงไม่ได้โดนลูกหลงแน่ เพราะตึกที่เจ้าตัวกระโดดลงมานั้นอยู่ห่างกันคนละมุมเมือง

“แล้วทำไมกันคะ ทำไมพี่ก้องถึงฆ่าตัวตาย” เธอถามเสียงแหบพร่า “หรือว่าเขาไม่ได้…”

“เขาทำครับ” ชายหนุ่มพยักหน้า “ด้วยเหตุผลที่น่าสงสารทีเดียว”

ถึงแม้จะทำรุนแรงกับลูกชายไม่ได้ แต่สำหรับกิตติในเวลานั้นถือว่าก้องฟ้าทำตัวน่าผิดหวัง และเพราะอ้างเหตุผลอย่างไรก็ไม่ฟัง ยังยืนกรานว่าจะอยู่กินกับโศภิตา สุดท้ายสิ่งที่อดีตอาจารย์เลือกก็คือการขู่ลูกชายว่าจะจับนักศึกษาสาวไปทำแท้ง ไม่ยอมให้เลือดเนื้ออันเกิดจากสองคนผสมกันได้ลืมตาดูโลก และยังไม่รับรองความปลอดภัยของโศภิตาอีกด้วย

เขาไม่รู้ว่าก้องฟ้าคิดอย่างไร กระทั่งว่าได้มาหาโศภิตาหรือไม่ เรื่องเหล่านั้นเกินกำลังจะหยั่งรู้ แต่ไม่ว่าเหตุการณ์จริงจะเป็นอย่างไร สุดท้ายก็ลงเอยว่าชายหนุ่มคนนั้นจากลาโลกไปในคืนวันเดียวกัน

กุลกัลยารับฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยหัวใจหนักอึ้ง รู้สึกแน่นหน้าอก น้ำตาไหลอาบสองข้างแก้ม

“ถึงยังไงกัลก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่อง” เธอสะอื้น “ไม่นึกเลยว่าอาจารย์จะโหดร้ายขนาดนี้”

“เขาคงขาดสติจนเกินไป”

“กัลรู้มาตลอดว่าอาจารย์รักศักดิ์ศรีมาก แต่ไม่นึกว่า…”

“ก้องฟ้าเองก็คงคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าพ่อจะทำได้ลงคอ ถึงได้สิ้นหวังจนตัดสินใจอย่างคืนนั้น”

“ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เชื่อมโยง กระทบกันหมด กัลสงสัยเหลือเกินว่าถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป มันอาจไม่ลงเอยด้วยเรื่องเศร้า”

“แต่มันเกิดไปแล้ว ไม่มีทางย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้อีก เราทำได้แค่ทำใจเท่านั้น”

“คิรินทร์คะ คุณใจแข็งกว่ากัลเยอะ ถ้าหากกัลรู้เรื่องพวกนี้ คงไม่ยอมปล่อยอาจารย์ไว้แน่”

“ผมเองก็…” เขาหยุดพูดกะทันหัน เพราะสังเกตเห็นแสงเรืองที่อีกฟากของถนนใหญ่ที่ทั้งหมดวิ่งกลับมาหลังหนีจากกระท่อมไม้ “นั่นอาจเป็นทางออก เรารีบไปก่อนดีกว่า”

สองหนุ่มสาวรีบวิ่ง โดยมีทั้งความรู้สึกผิดถ่วงในใจ และวิญญาณอาฆาตไล่ตามหลัง

 

คืนเดียวกันนั้น…

กิตตินั่งอยู่ในบ้านอันว่างเปล่า ชายชราไม่เคยคิดมาก่อนว่าบั้นปลายชีวิตจะโดดเดี่ยวเช่นนี้ ไม่มีลูกหลานสักคนอยู่เคียงข้าง จะหวังฝากผีฝากไข้กับใครได้

นึกถึงก้องฟ้า บุตรชายคนเดียว เขาจากโลกไปได้สองปีแล้ว ทว่าความแค้นไม่เคยเลือนจากใจเลย

กิตติแค้นไปเสียทุกคน…ทุกอย่าง ในสายตาของเขา ทั้งโศภิตาและกุลกัลยาล้วนแล้วแต่มีส่วนทำให้ก้องฟ้าต้องตาย

ลูกชายเขาเลือกผู้หญิงผิดทุกคน ไม่ว่าคนไหนก็ล้วนแต่สร้างปัญหา แม้กระทั่งคนที่เขาเห็นดีเห็นงามให้คบอย่างกุลกัลยาก็ตาม

“ก้อง พ่อคิดถึงลูก” เขาครวญ จะมีประโยชน์อะไรกับทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่หามาได้ ในเมื่อไม่มีทายาทสืบสกุลอีกต่อไปแล้ว

ชายชราไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าตัวเองนั่นละผลักดันให้ลูกชายสุดรักต้องฆ่าตัวตาย ความผิดที่เขากระทำต่างหากให้อภัยไม่ได้ หรือต่อให้คิด…ก็ไม่อยากจะยอมรับ เพราะนั่นเท่ากับรับว่าตัวเองคือปีศาจร้าย เลือดเย็นมากพอจะเห็นแก่ประโยชน์จนทำลายชีวิตน้อยๆ บริสุทธิ์ได้ลงคอ

เขาสั่งให้ชายกลุ่มนั้นข่มขู่โศภิตาถึงห้องพัก และบอกให้ทำ ‘อะไรก็ได้’ ให้ฝ่ายนั้นยอมถอย ไม่มายุ่งเกี่ยวกับบุตรชายอีก ส่วนจะทำอะไรนั้น เขารู้แก่ใจ แต่ทำเป็นไม่รับรู้ แกล้งเพิกเฉย

พอเสร็จงานแล้ว เขาจ่ายเงินให้พวกนั้นแยกย้ายกันไป ไม่นึกเลยว่ามันคือวันเริ่มต้นของฝันร้ายตลอดตราบจนวันสิ้นลมหายใจ

ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้…

ชายชราสบถเบาๆ สายตาพลันเหลือบไปเห็นกล่องไม้สลักลายจันทร์เสี้ยวประณีตงดงาม แล้วก็ให้หวนคิดถึงตอนตัวเองได้กล่องใบนี้มา

‘กล่องนี้จะทำให้คุณเจอกับคนที่ตายไปแล้วอีกครั้ง แต่เขาจะกลับมาในสภาพวิญญาณที่อยากสะสางปัญหาในใจ อยู่ที่ว่าคุณจะกล้าหรือเปล่า ตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน’

          เขาไม่กล้าพอจะเปิดกล่อง จึงหาทางนำมันไปส่งให้กุลกัลยา หวังให้ก้องฟ้าคืนชีพอีกครั้งและจัดการสะสางความผิดของคนชั่วช้า

แต่หญิงสาวกลับบอกว่าไม่เคยเห็นก้องฟ้าสักครั้ง…

ถ้าเขาเปิดกล่องเองล่ะ ก้องฟ้าจะกลับมาให้เห็นหรือเปล่าหนอ

หักห้ามความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ ประกอบกับจิตใจอ่อนแอ ชายชราเอื้อมมืออันเหี่ยวย่นสัมผัสฝากล่องและพยายามเปิดมันอย่างสั่นเทา ทว่าเปิดไม่ออก

มันเปิดยังไงกันล่ะ เขานึกสงสัย

กิตติหยิบมันมาถือไว้ แล้วเดินไปที่หน้าต่าง เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิด มีเพียงพระจันทร์เสี้ยวเล็กนิดเดียวโผล่พ้นฟ้า ส่องแสงลงมาเพียงริบหรี่ กระนั้นแสงของมันก็ยังส่องตรงลงมาที่มือของเขาอย่างน่าอัศจรรย์

พลันได้ยินเสียงคลิก พร้อมกับสลักจันทร์เด้งขึ้นเอง!

ความมืดเข้าปกคลุมรอบตัวชายชรา เขาตกใจจนเผลอปล่อยกล่องบุหลันหลุดมือ ได้ยินเสียงไม้กระทบพื้นดังสนั่น หากนั่นไม่ชวนหวาดหวั่นเท่าความเย็นเยียบที่แทรกซึมเข้าผิวหนังจนถึงหัวใจอย่างไม่รู้สาเหตุ รู้เพียงว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

แล้วทันใด เขาก็เห็น…

เงาสีดำรูปร่างคล้ายมนุษย์ยืนขวางหน้าประตูห้องอยู่ เงานั้นยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่ขยับเขยื้อนไปทางใดสักทาง หัวใจชายสูงวัยเต้นแรงขึ้น ก่อนตะโกนออกไป

“ใคร!”

ไม่มีเสียงตอบราวกับใครที่ยืนอยู่นั้นไม่ได้ยิน หรือไม่สนใจ หรือแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่คนด้วยซ้ำ ถ้าเช่นนั้นมันคืออะไรกัน

กิตติเพิ่งนึกได้เดี๋ยวนี้เองว่าก่อนหน้าภายในห้องยังมีแสงไฟจากหลอดโคมติดไว้ให้ความสว่างชัดเจน แต่หลังจากกล่องนั่นเปิด อยู่ดีๆ ก็มืดลง ทั้งที่โคมดวงเดิมยังอยู่ และเขาไม่ได้เอื้อมมือไปปิดสักหน่อย

เจ้าของห้องวิ่งไปที่สวิตช์ไฟ กดเปิดปิดซ้ำอยู่หลายครั้ง ทว่าหลอดไม่ทำงาน ห้องยังอยู่ในความสลัว อาศัยเพียงแสงจากจันทร์เคียว ซึ่งก็ริบหรี่เต็มทน

อยู่ๆ เงาดำก็ขยับ ก่อนจะเคลื่อนไหวเข้ามาในห้อง กิตติถอยหลังกรูด หัวใจเต้นรัวแรงมากขึ้นทุกที กระทั่งเมื่อเงานั้นเคลื่อนมาจนใกล้กับหน้าต่าง แสงจันทร์จึงสาดให้เห็นว่าแท้จริงคือสิ่งใดกันแน่

“เป็นไปไม่ได้…” กิตติเบิกตากว้าง “เจ้าก้อง…”

สิ่งนี้คือก้องฟ้าไม่ผิดแน่ เขาไม่มีทางลืมหน้าลูกชายตัวเองได้ หากทว่า…โอ มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน

ก้องฟ้าไม่ใช่ชายหนุ่มหล่อเหลาอีกต่อไป หากแต่เป็นซากศพเดินได้ ดวงหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ซ้ำยังสีคล้ำ เมื่อกวาดตามองต่ำจากใบหน้าลงมา คนมองก็แทบลมจับด้วยความหวาดกลัว

ช่วงเนื้อตัวของลูกชายไม่สมประกอบ กลับขาดวิ่นเป็นส่วนๆ มีเพียงเส้นเลือดทำหน้าที่เชื่อมต่อเนื้อเละเน่าที่ยังเหลืออยู่ให้ประกอบเป็นโครงร่างมนุษย์ได้เท่านั้นเอง ซ้ำร้ายเขาก็เพิ่งสังเกตเห็นชัดๆ ว่าส่วนศีรษะนั้นก็ใช่ว่าจะดีกว่ากัน ใบหน้ายังคงสมบูรณ์ แต่ส่วนกะโหลกบุบยุบเข้าไปทางด้านข้าง เผยให้เห็นเนื้อสมองสีสว่างภายในชัดเจน

ก้องฟ้าไม่พูดจา หากส่งสายตากราดเกรี้ยวจับจ้องผู้เป็นพ่อไม่วางตา และค่อยๆ ขยับก้าวเข้าหาไปเรื่อยๆ

กิตติถอยกรูดจนชิดฝาผนัง หมดทางหนีอีกต่อไป

คนไม่ได้คาดคิด ไม่ได้เตรียมใจรับ อีกทั้งแก่เกินกว่าจะฮึดสู้ และตรงหน้าคือลูกชายเพียงคนเดียว ทำให้ชายชราไม่อาจทนรับไหวได้อีกต่อไป

หัวใจอ่อนแอเมื่อเต้นรัว ทำหน้าที่เกินกำลังร่างกายพร้อมรับ มันจึงหยุดเต้นเอาเสียเฉยๆ เขาล้มทั้งยืน ไม่มีโอกาสหนี ไม่มีโอกาสต่อต้านดิ้นรนในทางใดแม้แต่น้อย

 

ข่าวมาถึงหูกุลกัลยาในวันต่อมา เธอได้แต่สมเพชเวทนาชายชรา และเนื่องจากฝ่ายนั้นไม่มีลูกหลานที่ไหน เธอจึงรับหน้าที่เป็นคนจัดการงานศพให้ อย่างน้อยก็ในฐานะคนเคยนับถือ ทำให้ทราบว่ามีแม่บ้านรายวันมาพบศพกิตติในสภาพนอนหัวใจวายอยู่ในห้องทำงาน ใกล้กันมีกล่องไม้ตกอยู่

ไม่มีใครเอะใจสงสัย เพราะกิตติเองก็อายุไม่น้อยแล้ว ยิ่งไม่มีทางคิดเชื่อมโยงได้เลยว่ากล่องไม้ลักษณะไม่มีพิษภัยนั้นแท้จริงแล้วอาจเป็นฆาตกรคร่าชีวิตชายแก่

“คุณคิดว่าเหตุการณ์เป็นยังไง” คิรินทร์ถามขณะนั่งเคียงข้างกันในศาลาวัดในเย็นวันหนึ่ง ก่อนงานสวดพระอภิธรรมจะเริ่มต้น

“อาจารย์อาจจะต้องการเปิดกล่องนั่น หรือไม่ก็กล่องบังเอิญเปิดออกเอง เขาคงจะเห็นสิ่งที่ไม่น่าเห็นมั้งคะ” เธอสันนิษฐาน

“คุณว่าเขาเห็นก้องฟ้าหรือเปล่าครับ”

“ไม่แน่ค่ะ” เธอถอนหายใจยาว “สุดท้ายแล้วอาจารย์เองก็อยากเห็นพี่ก้อง แต่สภาพคงไม่ค่อยดีนัก”

“เขาปล่อยให้คุณเป็นหนูทดลอง หวังจะแก้แค้น แต่กลับเป็นตัวเองที่โดนย้อนเกล็ด” คิรินทร์ว่า “กรรมตามสนองแล้วละ”

“กัลไม่อยากโกรธแค้นอาจารย์อีกต่อไปแล้ว” เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า “ความสูญเสียเกิดขึ้นรอบตัวกัลมากเกินไป คิรินทร์คะ กัลอยากขออโหสิกรรมให้อาจารย์ได้ไหม”

ชายหนุ่มนิ่งไปครู่ราวกับกำลังใคร่ครวญ เขาไม่เคยคิดมาก่อน อีกทั้งไม่อาจตอบได้ว่าพร้อมจะยกโทษให้ชายสูงวัยหรือยัง แต่ไม่ว่าจะคิดเห็นอย่างไรก็คงไม่มีประโยชน์แล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายเหลือเพียงร่างไร้ลมหายใจ นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงศพห่างไปไม่กี่เมตรนี่เอง

ถ้าหากโลกกลับหัวจะสอนอะไรเขาบ้าง ก็คงเป็นว่าอยากจบความแค้นกันไปเสียทีกระมัง

“ผมคิดว่าคงทำได้ อาจจะไม่เต็มร้อย แต่ก็จะพยายาม”

“ขอบคุณค่ะ”

หญิงสาวเอนศีรษะลงซบไหล่กว้างของคนรัก หลับตาลง ปล่อยให้กระแสลมเอื่อยพัดผ่านเส้นผมระใบหน้า ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไรต่อ เธอก็อยากให้มีสักครั้งในช่วงเวลานี้ที่จิตใจได้สัมผัสความสงบสักที แม้เพียงแค่ช่วงสั้นๆ ก็ตาม

Don`t copy text!