สลักบุหลัน บทที่ 3 : เสี้ยวจันทร์

สลักบุหลัน บทที่ 3 : เสี้ยวจันทร์

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  3 –

ความสัมพันธ์ระหว่างกุลกัลยาและก้องฟ้าเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเธอเรียนอยู่มหาวิทยาลัยในชั้นปีที่สาม เขาเป็นรุ่นพี่ในคณะบริหารธุรกิจที่อายุมากกว่าสี่ปี เมื่อพบหน้ากันนั้นเขาเริ่มต้นทำงานในฐานะอาจารย์หนุ่มหน้าใหม่ประจำคณะ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่ทราบว่ากิตติ บิดาของเขาเป็นอาจารย์ตำแหน่งสูงผู้ได้รับการยอมรับนับถือในมหาวิทยาลัยตั้งแต่แรก ทั้งตระกูลนี้ก็มีทั้งเงินทองและชื่อเสียงได้รับการยอมรับในแวดวงสังคม เมื่อก้องฟ้าจะก้าวเดินตามเส้นทางเดียวกับบิดาจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต่างเห็นว่าสมควร ทั้งยังพร้อมจะสนับสนุนอีกด้วย

ก้องฟ้าในฐานะอาจารย์หนุ่มหน้าใหม่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักศึกษามากทีเดียว โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาหญิง  ถึงแม้เขาจะไม่ได้เป็นคนหน้าตาดีหล่อเหลาระดับดารา แต่ด้วยเกิดในตระกูลมีชื่อชั้น ฐานะดี คุณสมบัติเช่นนี้ย่อมเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติในสังคมไทย ด้วยร่างสูง บุคลิกดี มีมาดผสมผสานระหว่างการเป็นนักธุรกิจและนักวิชาการนั้นเตะตาและทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้สึกอ่อนระทวยได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม กุลกัลยาไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยเพราะชีวิตสมัยเป็นนักศึกษานั้นหญิงสาวต้องเผชิญกับปัญหาในแต่ละวันให้ฟันฝ่ามากมาย สิ่งที่เธอมุ่งมั่นที่สุดคือการเรียนให้ดีที่สุด เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้ตัวเอง อีกอย่างโดยธรรมชาติเธอเป็นพวกไม่ชอบทำอะไรตามกระแส ยิ่งเห็นพวกเพื่อนนักศึกษาวัยเดียวกันแสดงท่าเห่ออาจารย์หนุ่มรุ่นพี่มากเท่าไร เธอก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ควรถอยห่างมากเท่านั้น

ทว่าชะตากรรมเล่นตลก สุดท้ายก้องฟ้ากลับเป็นฝ่ายเข้าหารุ่นน้องผู้ไม่ได้แสดงท่าสนใจเขาเลยแม้แต่น้อย

มันเริ่มจากวิชาแผนการตลาดช่วงปีสาม งานใหญ่ปิดท้ายภาคสำหรับเก็บคะแนนจำนวนมากสุดนั้น กิตติซึ่งเป็นผู้สอนมอบหมายให้นักศึกษาทุกคนลองคิดแผนธุรกิจประหนึ่งเปิดกิจการจริง ผลลัพธ์ที่ออกมานั้น ท่ามกลางแผนงานแสนธรรมดาซ้ำซากจำนวนมากของนักศึกษาส่วนใหญ่ ซึ่งล้วนทำไปด้วยความคิดว่าเป็นเพียงหน้าที่เพื่อคะแนน มีงานของกุลกัลยาฉายแววโดดเด่นจนเกินใคร

ด้วยเหตุว่าหญิงสาวเป็นคนอย่างนี้เสมอ เวลาเธอจะลงมือทำอะไร เธอต้องทำให้ดีที่สุด เหมือนทั้งชีวิตเดิมพันกับสิ่งนั้น

ก้องฟ้าถูกบิดาเรียกตัวมาให้ช่วยออกความเห็นและตรวจให้คะแนน ผลงานของกุลกัลยาเตะตาเขาอย่างแรง มันทั้งละเอียด ซับซ้อน ทั้งยังสามารถนำไปใช้งานได้จริงในสนามธุรกิจ ยิ่งได้รู้ข้อมูลเพิ่มเติมจากพ่อว่านี่เป็นแผนการตลาดที่ออกแบบโดนนักศึกษาหญิงเพียงคนเดียวก็ยิ่งทำให้เขาประทับใจเข้าไปใหญ่ จนตัดสินใจโผล่หน้าไปพูดคุยกับเธอเอง

“งานของเธอทำออกมาได้ดีมากเลยนะ” ก้องฟ้าเปิดฉากด้วยการพูดเอ่ยชมตามตรงแทนคำทักทาย ทันทีเมื่อพบหน้า

“เอ่อ…ขอบคุณค่ะ อาจารย์” กุลกัลยาอ้ำอึ้งเล็กน้อยคล้ายตั้งตัวไม่ติด เธอกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บริเวณม้าหินใต้ต้นไม้ซึ่งตั้งอยู่มุมด้านหนึ่งของคณะที่ค่อนข้างเงียบสงบ ไม่มีผู้คนเดินนัก เป็นมุมสงบที่เธอโปรดปราน การที่อยู่ดีๆ ก้องฟ้าเดินเข้ามาหาและพูดชมแบบนี้ เล่นเอาเธอไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรดี

“ขอนั่งด้วยได้ไหม” เขาเอ่ยถามหันมองไปทางม้านั่งตัวใกล้กันที่ว่างอยู่

“เชิญค่ะ”

ก้องฟ้ายิ้มก่อนนั่งฝั่งตรงข้ามหญิงสาวทันที ในมือเขามีแผนธุรกิจของนักศึกษาหลายคนที่เพิ่งลงมือตรวจจนเสร็จ ชายหนุ่มจงใจหยิบของกุลกัลยาออกมา

“เรื่องได้คะแนนเต็ม มันแน่นอนอยู่แล้ว แต่พี่ทึ่งมากเพราะที่น้องทำมันดีมากเหมือนกับแผนธุรกิจจริงๆ เลย”

“ค่ะ กัลคิดว่าจุดประสงค์ของงานนี้ ก็คงเป็นอย่างนั้น ต้องคิดเสมือนเราจับธุรกิจจริง” เธอตอบ สังเกตว่าเขาแทนตัวเองว่าพี่และเรียกเธอว่าน้อง

ก้องฟ้ายิ้มเมื่อเห็นการตอบสนอง รู้สึกได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าช่างแตกต่างจากนักศึกษาโดยทั่วไป

“ปกติแล้ว น้องเป็นอย่างนี้ตลอดเหรอ”

“หมายความว่ายังไงคะ” เธอเอียงคอ ไม่เข้าใจคำถาม

“ทำอะไรแล้วก็ดูจะตั้งใจกับมันจนเกินร้อยอย่างนี้”

“ชีวิตของกัลไม่ได้สุขสบายค่ะ แล้วคิดว่าโลกใบนี้ก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ดังนั้นทุกครั้งที่ลงมือทำอะไรก็ตาม กัลจะคิดในฐานะคนต้นทุนต่ำ ต้องทุ่มกับมันเต็มที่ ไม่สามารถทำเล่นๆ ได้หรอกค่ะ”

“คนต้นทุนต่ำอย่างนั้นเหรอ”

“ค่ะ ถ้าเป็นคนต้นทุนสูงจะทำเล่นๆ หรือผิดพลาดแค่ไหนก็ได้ ยังไงก็มีทุนให้สามารถประคองตัวไปต่อ มีเวลาปรับปรุงและเรียนรู้ได้ใหม่ ล้มได้ลุกได้ แต่สำหรับคนต้นทุนไม่สูง ถ้าพลาดก็หมายถึงล่มไปเลย แผนธุรกิจนี่ก็เหมือนกัน กัลคิดว่าถ้าตัวเองลงมือทำก็คงต้องให้รอดตั้งแต่แรก คิดน้อยจนปล่อยให้มันเสียหายก่อนแล้วค่อยมาเรียนรู้ทีหลังไม่ได้หรอกค่ะ เพราะโอกาสอาจจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

ทั้งคำตอบและสีหน้าแววตาของเธอในยามนี้ช่างทรงพลังอย่างประหลาด สร้างความประทับใจให้กับก้องฟ้าเป็นอย่างมาก ในเสี้ยววินาทีนี้เขาได้แต่นิ่งอึ้งและจับจ้องมองหญิงสาว

ไม่ใช่แค่สวย…แต่ยังฉลาดและมุ่งมั่น คุณสมบัตินี้หาได้ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะเด็กนักศึกษาวัยรุ่นที่ยังเห็นชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่เคยเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง

กุลกัลยาเห็นเขาเงียบไปและเอาแต่จ้องมองก็รู้สึกขัดเขินระคนอึดอัดนิดๆ จนต้องเป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบเสียเอง

“อาจารย์คงคิดว่ากัลเป็นคนแปลกสินะคะ”

“เปล่าหรอก ประทับใจคำตอบต่างหาก” เขาพูดออกมาจากใจ สัมผัสได้ว่ากุลกัลยากลั่นทุกอย่างออกจากประสบการณ์ชีวิตจริง เทียบกันแล้วเขาก็คงเป็นคนต้นทุนชีวิตสูงอย่างที่เธอว่า จึงรู้สึกชื่นชมเป็นพิเศษ “ไม่ต้องเรียกอาจารย์ก็ได้นะ ยังไงพี่ก็เป็นรุ่นพี่คณะ ถือว่าเราเป็นพี่น้องกัน”

กุลกัลยาคิดตามคำพูดเขาที่เหมือนต้องการเพิ่มความสนิทสนมดังกล่าว ก่อนส่ายศีรษะ

“อย่าดีกว่าค่ะ”

“อ้าว ทำไมล่ะ” เขาถามกลับ พลางหัวเราะเบาๆ แก้เก้อ

“ก็มันไม่สมควรนี่คะ ยังไงก็เป็นอาจารย์อยู่ดี ดังนั้นให้ถูกต้อง กัลก็ต้องเรียกว่าอาจารย์”

ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนดีดนิ้ว ทำท่าเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้

“ถ้าอย่างนั้นเรียกอาจารย์ไปก่อน พี่รอได้ ตอนนี้น้องอยู่ปีสามแล้วนี่นา”

“รอ…อะไรคะ”

“รอให้เรียนจบไง ถึงตอนนั้นค่อยเรียกว่าพี่ก็ได้ เพราะถือว่าเป็นคนเรียนจบแล้วทั้งคู่ สถานะเราเท่ากัน”

ในวินาทีนั้น คนจริงจังที่ปกติแล้วไม่ได้ใส่ใจเรื่องรักใคร่อย่างเพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่กลับรู้สึกได้ว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นผิดจังหวะ ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวยามตระหนักว่าผู้ชายตรงหน้าแสดงออกชัดว่าต้องการสานสัมพันธ์ให้ไปไกลเกินกว่าเพียงแค่รุ่นพี่และรุ่นน้องปกติ

กุลกัลยาประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ในตอนแรกก็ยังเชื่อว่าก้องฟ้าอาจเพียงแค่ประทับใจในผลงานและความคิดของเธอจนออกอาการชื่นชมชั่วคราวเท่านั้น หากปรากฏว่าเขายังคงรักษาระยะความสัมพันธ์อันพอดีและเจตนาอันชัดเจนไว้ตลอดในช่วงเวลาหลังจากนั้น

ในตอนที่เธอเรียนอยู่ เขาจะไม่เข้ามาใกล้ชิดมากเกินไป เพราะรู้ว่าหญิงสาวไม่อยากอึดอัด รวมทั้งไม่ชอบเป็นจุดสนใจของคนอื่น เพียงแค่คอยหยอดคอยเติมอย่างพอเหมาะให้รู้ว่าเธอเป็นคนพิเศษและเขาจะอยู่ตรงนี้ไม่หายหน้าไปไหน ส่วนใหญ่ทั้งคู่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับเรื่องการเรียน วิชาการ และธุรกิจ ตามบทบาทอาจารย์และศิษย์ ซึ่งกุลกัลยาเองก็พอใจเพราะว่าตั้งแต่เริ่มต้นกิตติก็เป็นอาจารย์คนโปรดของเธออยู่แล้ว การที่ก้องฟ้าเป็นลูกชายของเขาจึงถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของชายหนุ่มในการเอาชนะใจและทำให้เธอไม่ปฏิเสธหรือหนีห่าง

เกือบสองปีถัดมาเมื่อเรียนจบ ก้องฟ้าก็แสดงให้เห็นว่าเขาเฝ้ารอเวลาอันสมควรมาตลอด และขอให้เธอเป็นคนรักอย่างเป็นทางการในตอนนี้เอง

“เราก็รู้จักกันมาพอสมควรแล้ว กัลได้โปรดพิจารณาพี่เถอะนะ”

ในเวลานั้นหญิงสาวตอบตกลง เนื่องจากที่ผ่านมาก็คอยพิจารณาและสังเกตพฤติกรรมของหนุ่มรุ่นพี่มาตลอด เมื่อเขาแสดงออกถึงความรักและความจริงใจให้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เธอก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ

“ตกลงค่ะ พี่ก้อง” เธอเรียกเขาอย่างที่ชายหนุ่มต้องการมาตลอด

ในช่วงสองปีแรกของความสัมพันธ์นั้นทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ราบรื่นดังหวังและฝันเอาไว้ ก้องฟ้าเป็นทั้งอาจารย์และคนรักที่ดี การงานเขาก้าวหน้าไปเรื่อย ในขณะที่กุลกัลยาเองหลังจากเรียนจบก็จริงจังกับการก่อร่างธุรกิจ ร่วมมือกับธนดลก่อตั้งบริษัท โดยที่มีก้องฟ้าคอยให้คำปรึกษาสนับสนุนตลอดเวลา

ในขณะที่บริษัท BLOD ของเธอเริ่มออกทะยาน กิตติก็สนับสนุนให้ทั้งสองคนหมั้นหมายกัน คนไฟแรงอย่างกุลกัลยามองเห็นความสำเร็จอยู่รำไร เธอคิดว่าหลังผ่านชีวิตวัยรุ่นที่ค่อนข้างลำบากต้องฝ่าฟันมาตลอดราวกับคนมีเคราะห์ ในที่สุดโชคชะตาก็ถึงคราวเปลี่ยนผัน กลายเป็นผู้โชคดีประสบความสำเร็จทั้งชีวิตส่วนตัวและการงานจนได้

แต่แล้วโลกใบนี้ก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรแน่นอน…

บริษัทของเธอกับธนดลประสบความสำเร็จดังคาด ทว่าความสัมพันธ์ของเธอและก้องฟ้ากลับเผชิญกับเหตุพลิกผันจากปัจจัยภายนอก ชนิดที่ต่อให้เธอมีความสามารถหรือเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่มีทางมองออกและหาทางหยุดยั้งมันได้แต่แรก

เธอไม่นึกเลยว่าวันหนึ่งก้องฟ้าจะนอกใจ แอบคบหากับผู้หญิงคนอื่น

ตอนที่รู้ความจริงเข้าเธอทั้งช้ำใจและโกรธแค้น แม้กระทั่งตอนนี้เขาได้ตายจากโลกไปแล้วก็ตาม กุลกัลยาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสามารถยกโทษให้ได้หรือยัง

ในทางตรงกันข้าม…เธอเองก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าวิญญาณของก้องฟ้าจะยกโทษให้เธอได้หรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกฝ่ายคล้ายถูกผูกกันไว้ด้วยกรรมอย่างไม่ตั้งใจ

เสียงโทรศัพท์มือถือดึงให้เธอหลุดจากภวังค์ความคิด…

แปลกอยู่เหมือนกัน ถึงแม้เธอไม่เคยมาบ้านหลังนี้มาก่อน แต่บรรยากาศนิ่งสงบกลับไปกระตุ้นให้ตะกอนแห่งอดีตเมื่อครั้งยังผูกพันกับก้องฟ้าลอยฟุ้งขึ้นมา

บางทีอาจเป็นเพราะการได้พบหน้ากิตติอีกครั้ง ถึงพยายามไม่คิดแค่ไหน แต่ก็ปฏิเสธความจริงอันสำคัญไม่ได้ว่าเขาเป็นบิดาของคู่หมั้นเก่า ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำชีวิตช่วงนั้นอีกด้วย

พอดีกว่า เลิกคิดถึงอดีต เดี๋ยวจะฟุ้งซ่านไปเปล่าๆ เธอเตือนตัวเองก่อนหันไปกดรับโทรศัพท์

“เป็นยังไงบ้างคะ คุณกัล” มนวดีนั่นเองเป็นคนโทรมา

“สบายดี ฉันถึงกาญจนบุรีเรียบร้อยแล้ว” เธอตอบสั้นๆ รักษาน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ “เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันไม่ได้ทำงานอยู่สักหน่อย”

“หมิวก็ต้องคอยตรวจเช็คสารทุกข์สุขดิบของเจ้านายสิคะ”

กุลกัลยาอดยิ้มไม่ได้หลังได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น เธอสัมผัสได้ว่าแม้เลขาฯ สาวจะพูดเหมือนล้อเล่น หากในขณะเดียวกันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ

“ฉันสบายดี ต้องเป็นฝ่ายถามเธอมากกว่า บริษัทเป็นยังไงบ้าง”

“ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ หมิวจัดการตามที่คุณกัลบอก ทุกคนกำลังเตรียมงานเพื่อเสนอมิสหลิง”

“ทุกอย่างราบรื่นหมดเลยเหรอ” เธอเอ่ยถามอย่างรู้ทัน

“มีแค่คุณดลกับคุณสินเถียงกันนิดหน่อยตอนเจอหน้ากันช่วงเช้า แต่ไม่รู้จะเรียกเป็นปัญหาหรือเรื่องปกตินะคะ”

คนเป็นเจ้านายหัวเราะหลังได้ยินลูกน้องคนสนิทรายงานเช่นนั้น มันก็จริงอยู่ การต่อปากต่อคำระหว่างผู้บริหารทั้งสามคนนั้นในมุมหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา พนักงานประจำก็ค่อนข้างคุ้นชินกันอยู่แล้ว ทว่าส่วนใหญ่มักเป็นเธอกับชนาสินมากกว่าอีกคู่หนึ่ง คงเพราะเธอไม่อยู่ สองคนนี้ถึงได้ไม่มีกันชน ต้องปะทะกันเอง

“เอาเป็นว่าเธอคอยดูอยู่ห่างๆ ถ้าเล็กน้อยก็ช่างมันเถอะ”

“รับทราบค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ หมิวจะทำให้ดีที่สุด คุณกัลพักผ่อนเยอะๆ เถอะค่ะ”

“ถ้ามีอะไรเร่งด่วนติดต่อฉันได้เสมอนะ”

เธอพูดทิ้งท้ายก่อนวางหูไป จากนั้นถอนหายใจแรงคล้ายต้องการปลดปล่อยทั้งเรื่องอดีตที่ค้างคาในใจก่อนหน้านี้ รวมทั้งข่าวสารเกี่ยวกับการงาน ก่อนกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้ง

กุลกัลยาตัดสินใจเดินสำรวจบริเวณโดยรอบตัวบ้าน เมื่อใช้เวลาสักพักก็เริ่มรู้สึกคุ้นชินมากขึ้น รวมทั้งรู้สึกว่าที่นี่มีบรรยากาศดีไม่น้อย เริ่มนึกขอบคุณกิตติที่มอบมันเป็นของขวัญ หมอกควันจากความลังเลตอนแรกเริ่มสลายไป  หัวสมองเริ่มคิดวางแผนไปถึงอนาคตอีกครั้ง

ถ้าปรับปรุงให้สวยงาม บางทีอาจจะใช้เป็นบ้านพักตากอากาศเพื่อพักผ่อนหย่อนใจหรือกระทั่งต้อนรับแขกจากต่างประเทศที่มาเที่ยวเมืองไทยก็น่าจะเข้าท่าอยู่ หรือไม่ก็มีอีกทางเลือกคือขายต่อให้กับคนที่ต้องการ ซึ่งอย่างหลังก็ต้องอาศัยการลงทุนด้านทัศนียภาพอยู่ดี ไม่ว่าทำเลดีแค่ไหน แต่ขายในสภาพร้างเช่นนี้คงได้ราคาไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องของอนาคต ยังต้องใช้เวลาอีกยาว

เมื่อสำรวจรอบนอกจนพอใจแล้ว หญิงสาวก็คิดว่าถึงเวลาเข้าไปดูโครงสร้างภายใน หวังว่าจะสร้างความประทับใจให้ได้ไม่แพ้กัน

สภาพด้านในทำให้เกิดความรู้สึกไม่ต่างจากภายนอกนัก นั่นคือชวนให้คิดถึงศิลปะที่ค้างคา งานระหว่างทำที่มีศักยภาพในยามสำเร็จ ทว่ากลับถูกทิ้งร้างเอาไว้ในสภาพครึ่งๆ กลางๆ พื้นบางส่วนยังมีเพียงปูนเปลือยว่างเปล่าไม่มีการปูพื้น ในขณะที่บางห้องนั้นเริ่มเห็นการตกแต่งและตัดแบ่งพื้นที่ สะท้อนผลลัพธ์เลือนรางว่าตอนแรกเจ้าของตั้งใจให้มันเสร็จสมบูรณ์ในสภาพแบบไหน

เธอเดินสำรวจไปเรื่อย จ้องมองพิจารณาห้องต่างๆ พร้อมกับคิดจินตนาการไปด้วยว่าแต่ละจุดจะสามารถปรับปรุงอย่างไรได้บ้าง มาหยุดชะงักตอนเจออะไรแปลกกว่าส่วนอื่นบริเวณชั้นสอง ภายในห้องที่ดูเหมือนเจ้าของเดิมน่าจะตั้งใจเตรียมทำให้เป็นห้องนอนใหญ่ มันผิดแปลกกว่าส่วนอื่นในบ้านตรงเริ่มมีเฟอร์นิเจอร์วางทิ้งไว้สองสามชิ้น ทั้งหมดเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าและโครงสร้างเป็นเหล็ก แน่นอนว่าปัจจุบันทั้งหมดถูกกาลเวลาและการทิ้งร้างเกาะกินจนเก่าและมีฝุ่นเกาะหนา

กุลกัลยาเดาว่าเจ้าของเดิมอาจเริ่มขนของเข้ามาเพื่อลองตกแต่งดู แต่แล้วคงมีปัญหาบางอย่างทำให้หยุดชะงัก จากนั้นก็ไม่ได้หวนกลับมายกเฟอร์นิเจอร์พวกนี้กลับไปด้วยซ้ำ

สิ่งที่เตะตาที่สุดคือโต๊ะไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ตั้งอยู่ใกล้ริมหน้าต่างทรงแบบฝรั่งเศสบานสูงตลอดแนวผนังตั้งแต่พื้นจดเพดาน บนนั้นมีของชิ้นหนึ่งที่มองจากระยะไกลแล้วมีลักษณะเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมวางทิ้งไว้โดดเดี่ยว

ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ กุลกัลยาขยับเข้าไปใกล้ มองผ่านหน้าต่างออกไปเป็นเวิ้งน้ำ จัดว่าห้องนี้มีทิวทัศน์งดงามทีเดียว จากนั้นก้มมองสำรวจ เห็นว่าสิ่งที่วางอยู่นั้นคือกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีซีด ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของผู้ชายวัยผู้ใหญ่เล็กน้อย เนื้อไม้ด้านบนแกะเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว รวมทั้งบริเวณสลักกลอนส่วนที่งับปิดไว้นั้นก็มีรูปลักษณ์แบบเดียวกัน มองไปก็รู้สึกว่าเป็นงานศิลปะที่สวยแปลกตา ตอนแรกเธอสงสัยว่าเป็นงานศิลปะพื้นบ้านในย่านนี้หรือเปล่า หากพอพิจารณาดูให้ดีแล้วก็คิดว่าคงไม่ใช่ ดูเหมือนของจากต่างประเทศเสียมากกว่า

หญิงสาวหยิบกล่องขึ้นมาเขย่าดูด้วยสองมือ มันเบามากทีเดียว สัมผัสได้เพียงน้ำหนักของไม้ที่ประกอบเป็นโครงกล่อง ไม่รู้สึกถึงสิ่งที่บรรจุไว้ภายในแม้แต่น้อย จากนั้นลองใช้นิ้วเขี่ยเปิดบริเวณสลักกลอน ปรากฏว่าแข็งแรงเกินคาด ไม่ขยับแม้แต่น้อย

นึกสงสัยว่ามันคือกล่องอะไร และเหตุใดจึงมาวางทิ้งเอาไว้อยู่ในห้องนี้ได้ จะว่าเป็นของกิตติก็ไม่น่าใช่ เจ้าตัวเคยบอกว่าซื้อบ้านเอาไว้ แต่ไม่ได้ทำอะไรกับมันเลยแม้กระทั่งปรับปรุงเพียงเล็กน้อยก็ตาม ประสาอะไรกับจะเอาข้าวของส่วนตัวมาไว้ในบ้านร้างอยู่อาศัยแทบไม่ได้เช่นนี้

หรือจะเป็นของคนสร้างบ้านเริ่มแรก ทางนี้เป็นไปได้มากกว่า สังเกตจากเครื่องเรือนที่ขนมาตกแต่ง ไม่แน่อาจติดมาด้วยกัน

กุลกัลยามองมันอย่างชั่งใจ ก่อนตัดสินใจว่าก่อนกลับกรุงเทพฯ เธอจะนำมันกลับไปด้วย แล้วค่อยหาเวลาไปถามกิตติว่าเป็นของเขาหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็ค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน

หญิงสาวหยิบมันมาดูอีกรอบ นิ้วไล้ไปตามเนื้อไม้ลวดลายประณีต ปลายนิ้วสัมผัสความเย็นของสลัก ก่อนวางกลับไปบนโต๊ะเช่นเดิม

 

หลังสำรวจด้านในจนทั่วแล้ว กุลกัลยาเลือกเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเดินไปยังบริเวณริมแม่น้ำที่อยู่ใกล้บ้านหลังนี้แทน แถวนั้นมีก้อนหินใหญ่ตามธรรมชาติที่มีรูปร่างพอเหมาะให้นั่งพักได้ จึงเลือกหย่อนตัวลงตรงจุดนั้น

หญิงสาวจ้องมองสายน้ำที่ไหลผ่านเบื้องหน้า สักพักจิตใจก็ล่องลอยคิดไปถึงอดีตอีก…ทั้งเรื่องดีและร้าย วันนี้เธอช่างคิดถึงเรื่องในวันเก่ามากเหลือเกิน คงเพราะมีเวลาว่างมากกว่าปกติกระมัง งานยุ่งรัดตัวทำให้ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่นมากมายนัก ทุกวันผ่านไปโดยมีแต่เรื่องงานเป็นหลักเสียจนเคยชิน  พอห่างจากชีวิตประจำวันเช่นนั้นจึงคิดไปเรื่อยเปื่อยในสิ่งที่ไม่ได้นึกถึงมานานแล้ว อย่างไรก็ตามธรรมชาติเบื้องหน้าช่วยขับกล่อมจังหวะในจิตใจให้สงบขึ้นนิดหน่อย ไม่เอนเอียงไปทางเศร้าหมองจนเกินไปนัก

นั่งอยู่สักพักก็เห็นบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหวจากหางตาข้างซ้าย เมื่อหันไปมองก็เห็นสุนัขจรจัดพันธุ์ไทยขนสีน้ำตาลเดินกระดิกหางเข้ามาหาด้วยทีท่าร่าเริง

“ว่าไง อยู่แถวนี้เหรอเรา” หญิงสาวพูดทักทายมันซึ่งทำให้สุนัขยิ่งแสดงท่าเป็นมิตร มันขยับเข้ามาใกล้ ทำท่าเหมือนอยากเล่นด้วย กุลกัลยาเอามือลูบหัวมันแผ่วเบา

มันเดินเล่นเคียงข้างกับเธอตลอดช่วงเวลาราวหนึ่งชั่วโมงนั้น ไม่นานนักมีพ่อค้ารถเข็นติดมอเตอร์ไซค์ขายลูกชิ้นมาจอดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างจากบริเวณด้านหน้าที่ดินมากนัก เธอตัดสินใจเดินย้อนไปซื้อลูกชิ้นร่วมสิบไม้ กินเองเพียงแค่สอง ส่วนอีกแปดไม้นั้นมอบให้เพื่อนใหม่สี่ขาตรงหน้าทั้งหมด มันกระดิกหางอย่างลิงโลด

“เป็นไงชอบไหม กินเยอะๆ นะ ผอมเชียว ไม่มีใครเขาเลี้ยงดูแกเลยเหรอ” เธอพูดกับมันด้วยน้ำเสียงเอ็นดูขณะมองเจ้าสี่ขาก้มลงกินลูกชิ้นที่เธอแกะออกจากไม้และโปรยไว้บริเวณพื้นหินเบื้องหน้า

ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักเธอในนามผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่สุดแกร่งสุดเฮี้ยบ แต่ความจริงแล้วกุลกัลยามีด้านที่อ่อนโยนอยู่มาก เพียงแค่คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเห็น อย่างหนึ่งคือเธอเป็นคนรักสัตว์ โดยเฉพาะสุนัข เพราะตั้งแต่เด็กเคยเลี้ยงหมาตัวโปรดคู่ใจอยู่หนึ่ง เธอรับรู้ว่ามันเป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์และพร้อมอยู่เคียงข้างฟันฝ่าอุปสรรคไปกับเจ้านายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยามดีหรือร้าย ไม่ทอดทิ้งไปไหนจนกว่าชีวิตจะหาไม่

รู้ตัวอีกทีหลังใช้เวลาอยู่ริมน้ำพักใหญ่ก็พบว่าแดดร่มลมตกเริ่มเข้าสู่ช่วงเย็นเรียบร้อยแล้ว เธอตัดสินใจขับรถไปโรงแรมที่มนวดีจองไว้ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงแค่สิบกิโลเมตรในบริเวณย่านตัวเมือง คิดว่าเอาไว้ค่อยกลับมาดูบ้านหลังนี้อีกครั้งในวันถัดมา

หากแล้วโชคชะตากลับเล่นตลก ทำให้เธอต้องกลับไปที่นั่นเร็วกว่ากำหนดจนได้…

ในช่วงค่ำหลังอาหารเย็น ขณะนั่งเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจเช็คงานประจำวันที่มนวดีส่งรายงานมาให้ กุลกัลยากลับพบว่าไม่สามารถรวมรวมสมาธิให้จดจ่อกับงานตรงหน้าได้ สิ่งที่คอยแทรกเข้ามาในใจ ผุดในหัวสมองตลอดคือเจ้ากล่องไม้ปริศนานั่น ชนิดที่เจ้าตัวก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดถึงได้ติดตาตรึงใจถึงเพียงนี้ ราวกับมีอำนาจดึงดูดบางอย่าง

มันก็แค่กล่องไม้ธรรมดา ถึงลวดลายและสลักรูปจันทร์เสี้ยวจะแลดูสวยแปลกก็ตาม ทว่ามันไม่ได้มีค่าอะไร แค่กล่องเก่าๆ ถูกทิ้งไว้ในบ้านร้างเท่านั้น ควรค่าแก่การคำนึงถึงตรงไหนกัน

กระนั้นหญิงสาวก็ยังครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า รบกวนจิตใจจนไม่อาจจดจ่อกับงานได้ ในที่สุดกุลกัลยาก็ตัดสินใจลุกจากเก้าอี้ คว้ากุญแจรถแล้วออกจากห้องไป

ไม่ถึงสิบห้านาทีถัดมา รถก็มาจอดบริเวณด้านหน้าบ้านเก่าที่เพิ่งได้รับโอนสิทธิ์มาอีกครั้ง ในยามค่ำคืนเช่นนี้ บรรยากาศรอบตัวช่างเวิ้งว้าง แว่วเสียงแมลงร้องระงมและเสียงลำธารไหลตามธรรมชาติขับเน้นความรู้สึกวังเวงชวนให้รู้สึกหวั่นเกรงไม่น้อยเลย ผู้บริหารคนเก่งรู้ตัวว่าปกติแล้วเธอคงไม่มีทางมาสถานที่แบบนี้ตอนกลางคืนแน่ๆ เพราะตามหลักเหตุผลแล้วถือเป็นความเสี่ยงอันไม่สมควรเอาเสียเลย

ในขณะเดียวกันก็ได้แต่แก้ตัวว่าตัวเองเป็นคนประเภทไม่ชอบปล่อยอะไรทิ้งค้างคา ดังนั้นเมื่อเกิดความข้องใจก็ต้องหาต้นเหตุให้เจอ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายใจอีก คิดอย่างนั้นแล้วเธอก็เดินผ่าความมืดเข้าไปใกล้ตัวบ้าน

เมื่อมาถึงระเบียงด้านหน้า ตรงส่วนที่เว้นว่างไว้สำหรับเป็นจุดพักผ่อนนอกบ้าน กุลกัลยาเพิ่งตระหนักถึงความจริงอันสำคัญข้อหนึ่งที่หลงลืมไปสนิท…

บ้านตากอากาศอันไม่สมบูรณ์หลังนี้ไม่มีไฟฟ้าเพราะถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้นานแล้ว หมายความว่าเธอต้องสำรวจมันท่ามกลางความมืดมิด หนำซ้ำเมื่อมองท้องฟ้าหวังพึ่งแสงธรรมชาติก็ไม่ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย รอบด้านมีแต่ต้นไม้ใหญ่ช่วยบดบัดแสงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งคืนนี้ไม่ใช่เดือนเพ็ญ ดวงจันทร์รูปเคียวไม่ช่วยให้ความสว่างเลยสักนิด ยิ่งไม่มีทางลอดผ่านแมกไม้หนาทึบได้ ทำให้บรรยากาศรอบด้านเหมือนอยู่กลางป่าดงดิบไม่มีผิด

แม้บรรยากาศจะน่ากลัวอยู่สักหน่อย หากต้องเรียกว่าโชคดีที่กุลกัลยาเป็นคนจิตแข็ง เธอจึงเลือกเดินหน้าต่อโดยอาศัยไฟฉายในโทรศัพท์ส่องนำทาง เริ่มจากกวาดไปทั่วทั้งซ้ายขวาจากบริเวณปากทางให้พอแน่ใจว่าไม่มีคนจรจัดหรือบุคคลไม่พึงประสงค์ที่ไหนมาหลบซ่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้วจึงค่อยก้าวเข้าไป ระมัดระวังแต่ก็รักษาความเร็วในระดับมั่นคง จุดหมายคือห้องนอนใหญ่ชั้นสองซึ่งกล่องลึกลับถูกทิ้งไว้ พยายามไม่ใส่ใจกับบรรยากาศน่ากลัว

เนื่องจากหน้าต่างในห้องนั้นใหญ่โตตลอดแนวผนัง เปิดรับแสงจากด้านนอกได้เต็มที่โดยไม่มีต้นไม้ใหญ่บดบัง ภายในห้องนอนใหญ่จึงสว่างกว่าส่วนอื่นของบ้าน แม้มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวก็เพียงพอให้เห็นรายละเอียดโดยไม่ต้องใช้ไฟฉาย หญิงสาวสัมผัสได้ถึงลมเย็นพัดมาวูบแล้ววูบเล่าผ่านโครงหน้าต่างที่ไม่มีกระจกกั้น อดคิดไร้สาระไม่ได้ว่าเอาเข้าจริงก็ไม่แน่ใจว่าเจ้าของบ้านคนแรกตั้งใจทำให้เป็นประตูหรือหน้าต่างกันแน่

ไม่สิ ต้องเป็นหน้าต่าง เพราะด้านนอกไม่มีระเบียง คงประหลาดน่าดูถ้าหากสร้างประตูแต่เปิดออกสู่ความว่างเปล่าของชั้นสอง

“ฉันคิดอะไรเนี่ย ไม่เข้าท่าเลย” พึมพำแล้วก็หัวเราะเบาๆ คิดว่าตัวเองจงใจคิดเรื่องไม่เกี่ยวกับสถานการณ์เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในจิตใจนั่นเอง

แสงจันทร์สีนวลละมุนสาดส่องผ่านโครงหน้าต่าง ทำมุมตกกระทบกับโต๊ะตัวนั้นเข้าพอดิบพอดี…

กุลกัลยาก้าวเข้าไปหา ทันใดนั้นเองเรื่องแปลกประหลาดก็เกิดขึ้นต่อหน้า

อยู่ดีๆ สลักรูปพระจันทร์บริเวณด้านหน้ากล่องก็เริ่มคลายตัวและเคลื่อนไหวเองราวกับถูกกระตุ้นจากกลไกบางอย่าง ทั้งที่ก่อนหน้าพยายามเปิดเท่าไรก็เปิดไม่ออก

ฝากล่องค่อยๆ เปิดอ้าออกเองราวกับมีมือที่มองไม่เห็นยกมันขึ้นมาทีละน้อย หญิงสาวเบิกตากว้าง ไม่อาจขยับตัวไปไหนราวกับถูกดึงรั้งไว้โดยภาพตรงหน้า สายตาจับจ้องไม่วางตา

จากนั้นก็ทำสิ่งที่โง่เขลาที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต…

เธอก้าวขาเข้าไปใกล้กล่องใบนั้น

Don`t copy text!