สลักบุหลัน บทที่ 4 : ห้วงภวังค์

สลักบุหลัน บทที่ 4 : ห้วงภวังค์

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  4 –

 

คล้ายตกอยู่ในห้วงภวังค์ รู้ตัวอีกทีกุลกัลยาก็มายืนประชิดติดโต๊ะที่กล่องไม้วางอยู่ ก้มมองลงไปด้านในหลังจากฝาเปิดอ้าออกจนสุด

เธอประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าสิ่งที่รออยู่ด้านในคือความมืดมิด มีเพียงสีดำสนิทไม่เห็นทั้งผนังและก้นกล่อง เธอนิ่วหน้าก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นมาจ่อฉายไฟลงไปอีกขั้น ทว่ากลับไม่ได้ช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ยังคงมองเห็นเพียงความมืดมิด ราวกับกล่องนี้คือหลุมไร้ก้นอย่างนั้นละ

แต่จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะเห็นอยู่จากภายนอกว่ากล่องใบนี้ขนาดเล็กเพียงนิดเดียว ทำไมถึงไม่อาจมองเห็นว่ามีอะไรอยู่ในนั้น อย่างกับมันคือหลุมดำที่ดูดกลืนทุกอย่างเข้าไปกระทั่งแสงสว่าง กุลกัลยาตัดสินใจชะโงกหน้าลงไปมองในระยะใกล้ ฉับพลันระหว่างที่กำลังจ้องมองก็เหมือนอาณาเขตความมืดนั้นขยายตัวมากขึ้น

พื้นที่มืดมิดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ด้านในกล่องเท่านั้น รู้ตัวอีกทีมันก็ทะลักทลายออกมา แล้วครอบคลุมทั่วร่างเธอไปเรียบร้อยแล้ว!

ในชั่วขณะนั้นเหมือนกับว่าหญิงสาวตกอยู่ภายใต้มนตร์บางชนิด ร่างกายแข็งทื่อไม่ยอมขยับ อุณหภูมิและบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ต้องใช้เวลาสักพักจึงคืนสติอีกครั้ง

เธอกะพริบตาถี่ๆ หลังควบคุมร่างกายของตัวเองได้

นี่ฉันเป็นอะไรไป…เธอถามตัวเองในใจ จากนั้นก็เหลียวมองสำรวจรอบตัว โล่งใจนิดหน่อยตรงที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม โต๊ะไม้เบื้องหน้าก็ยังคงเป็นตัวเดิม แต่แล้วก็ต้องรู้สึกร้อนใจเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติอย่างหนึ่งเข้าจนได้

กล่องไม้เจ้าปัญหาได้หายไปแล้ว ตรงหน้าเธอเหลือเพียงแค่โต๊ะว่างเปล่าเท่านั้น

ความผิดปกตินั้นราวกับเถาวัลย์ที่รัดพันอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นด้วยปมแรกแล้วเธอก็มองเห็นปมที่สอง ไม่นานปมที่สามตามติดมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากกล่องไม้ที่หายสาบสูญไปแล้ว เธอยังพบว่ามีสิ่งอื่นที่ไม่เหมือนเดิม โทรศัพท์มือถือหายไปเช่นกันทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอยังกำเอาไว้ในมือแท้ๆ นอกจากนี้เมื่อมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง มันมีสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั่นคือแม้แต่พระจันทร์บนท้องฟ้าก็หายไปด้วย

กุลกัลยาเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป แม้เธอจะยังคงยืนอยู่ในห้องเดิม แต่มันมืดมากขึ้นเนื่องจากแหล่งกำเนิดแสงหายไปหมด

“มือถือฉันหายไปไหน” เธอพึมพำ ทั้งร้อนใจและหงุดหงิดกับสถานการณ์ตรงหน้า เมื่อสายตาเริ่มปรับเข้ากับความมืดได้มากขึ้นก็พยายามควานหาโทรศัพท์มือถือทั้งบนโต๊ะและรอบตัว คิดว่ามีความเป็นไปได้สูงว่ามันน่าจะตกอยู่แถวนี้ แต่ไม่สามารถหาเจอราวกับว่าได้หายสาบสูญไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่สิ ลางสังหรณ์อันหาที่มาไม่ได้บอกกับเธอว่า…โทรศัพท์มือถือไม่อยู่ ณ ที่แห่งนี้แน่ แต่หายไปไหน และหายไปได้อย่างไร เธอยังมืดแปดด้าน ตอบคำถามข้อนี้ไม่ได้

หากซีอีโอสาวไม่ใช่คนเชื่ออะไรง่ายๆ แม้สัญชาตญาณจะบอกอย่างนั้น แต่เมื่อยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เธอก็จะไม่ยอมแพ้ คิดแล้วก็ย่อตัวลงหมายขยับขยายพื้นที่การค้นหามากขึ้น ในที่สุดมือก็ไปสัมผัสโดนอะไรบางอย่าง

ทว่าไม่ใช่สิ่งที่ตนกำลังตามหา แต่เป็นถาดสังกะสีเก่าๆ มีเทียนไขหนึ่งเล่มวางเอาไว้พร้อมกับกล่องไม้ขีดไฟ

ประหลาด หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ของพรรค์นี้มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงกัน ทำไมเธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

ไม่มีทางเลือกอื่น ร่างกายหญิงสาวเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ พยายามหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจุดไม้ขีดแล้วเอามาจ่อกับเทียนไข

หลังล้มเหลวอยู่สามสี่หน กุลกัลยารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นแสงไฟสว่างวาบขึ้นจากเทียนไข ในสถานการณ์เช่นนี้สิ่งใดที่ช่วยปัดเป่าความมืดไปได้ ถือเป็นเรื่องดีทั้งนั้น

“โอเค ใจเย็นเอาไว้ หามือถือให้ได้ก่อน” พูดเรียกสติตัวเองดังๆ มันก้องไปทั่วห้อง ชวนให้หวาดผวามากกว่าสร้างขวัญกำลังใจ

หญิงสาวหมุนตัว พยายามใช้แสงไฟจากเทียนเพื่อค้นหาของที่หายไป เดินวนอยู่ในห้องสักพัก ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่ไม่ต้องการแต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือโทรศัพท์ได้หายไปเรียบร้อยแล้วจริงๆ อันตรธานหายไปจากห้องอย่างเร้นลับ

เธอพยายามคิดอย่างเป็นเหตุผลเพื่อค้นหาคำตอบว่ามันเป็นไปได้อย่างไร แต่สุดท้ายก็นึกไม่ออกสักนิด ความเป็นไปได้อย่างเดียวคือระหว่างที่กำลังยืนเหม่อ มีใครบางคนแอบลอบเข้ามาในห้องแล้วขโมยมือถือไปต่อหน้าต่อตา ทว่าแค่เพียงคิดในหัวก็ยังดูเหลือเชื่อจนเกินไป ช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาที จะประมาทเลินเล่อถึงขนาดนั้นได้ยังไง อีกทั้งโอกาสที่คนร้ายสักคนจะเข้ามาในบ้านร้างตอนมืดๆ และทำเพียงแค่ขโมยของชิ้นเล็กชิ้นเดียวก็ไม่น่าเป็นไปได้ ถ้ามีใครอุกอาจขนาดนั้น ป่านนี้คงทุบหัวเธอสลบไปนานแล้ว

ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ในเมื่อหาไม่เจอก็ต้องเลือกทางสอง…กลับไปที่รถก่อน ขับออกไปจากที่นี่ ไว้พรุ่งนี้ยามเช้าแสงสว่างกลับมาอีกครั้งค่อยว่ากัน สถานการณ์ที่เป็นไปตอนนี้นั้นเข้าขั้นไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว

กุลกัลยาก้าวออกจากห้อง จากนั้นเลี้ยวกลับมาทางที่จำได้ว่ามีบันไดอยู่ ในความมืดเหลือเพียงแค่แสงสลัวจากเทียนไข รู้สึกว่าระยะทางจากห้องนอนไปถึงบันไดมันขยายไกลมากขึ้น แต่เลือกแย้งตัวเองว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพียงแค่รู้สึกไปเองเท่านั้น

เธอถึงกับเผลอผ่อนลมหายใจออกมาแรงๆ ด้วยความโล่งอกเมื่อเจอกับบันไดเดิม ในหัวสมองคิดไปถึงการกลับถึงรถและขับออกไปจากจุดนี้แล้ว

แต่เหมือนชะตากรรมเพียงแค่สร้างภาพลวงเพื่อหลอกให้หลงดีใจเท่านั้น เพราะเมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง ภาพตรงหน้าก็ทำให้กุลกัลยาตระหนักว่ากำลังเผชิญกับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ง่าย เพราะขณะนี้สภาพด้านล่างตัวบ้านเปลี่ยนแปลงไปหมด

บริเวณตีนบันไดขั้นสุดท้ายกลับมีประตูบานหนึ่งตั้งขวางทางไว้ กุลกัลยาประหลาดใจนิดหน่อย แต่ความอยากออกไปจากที่นี่มีพลังมากกว่า เธอจึงจับลูกบิดหมุนเปิดเข้าไป คิดเพียงว่ามันอาจจะเป็นอีกทางที่ไม่ได้สังเกตมาก่อน

หลังก้าวผ่านธรณีประตู สิ่งที่รออยู่ยิ่งชวนให้ตะลึงมากกว่านั้น…

เธอไม่ได้ยืนอยู่ในบ้านสองชั้นอีกต่อไป พื้นที่ซึ่งกำลังเหยียบย่างอยู่นี้ดูเหมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ตามมหาวิทยาลัยที่สามารถจุนักศึกษาได้ราวสองร้อยคน

เป็นไปได้ยังไง…

เธอถามตัวเองอย่างงุนงง ไม่สามารถหาคำตอบ ได้แต่ยืนนิ่งร่างแข็งทื่อ ที่แน่ๆ คือในใจตระหนักถึงความจริงอย่างหนึ่งที่ไม่อยากยอมรับ…สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ยามนี้ไม่ใช่สถานการณ์อันเป็นปกติอีกต่อไปแล้ว

ภายในชั่วเสี้ยววินาทีที่เกิดความคิดเช่นนั้น กุลกัลยาก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากบริเวณพื้นด้านล่าง

“ว้าย!” หญิงสาวร้องด้วยความตกใจก่อนล้มลงพังพาบกับพื้นเพราะเสียการทรงตัว เทียนไขหลุดจากมือ โชคดีว่าไฟยังไม่ดับอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เธอสามารถมองเห็นได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับพื้นรอบตัว

ราวกับในห้องนี้มีกลไกบางอย่างติดซ่อนไว้ เธอเห็นต่อหน้าต่อตาว่าพื้นที่เคยเหยียบเมื่อครู่พลิกเอียงไปด้านข้างจนมีสภาพเหมือนผนัง และยังขยับเลื่อนหมุนต่อไปจนในที่สุดไปอยู่บนเพดานแทน ตลอดเวลาราวยี่สิบวินาทีนั้นเธอได้แต่คลานคุกเข่าเอามือยันใกล้ตัวเอาไว้ สัมผัสได้ถึงตัวห้องที่เคลื่อนผ่านไป ในที่สุดเมื่อทุกอย่างหยุดนิ่งอีกครั้งก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในโลกกลับหัว!

โลกกลับหัว…ใช่แล้ว คงไม่มีหนทางอื่นในการนิยามให้ชัดเจนกว่านั้น

พื้นที่เคยยืนอยู่นั้นหมุนเปลี่ยนกลายสภาพเป็นเพดานอยู่ด้านบน ในขณะที่เพดานเก่ากลับกลายเป็นพื้นในตอนนี้ ที่แปลกคือทั้งโต๊ะเรียนและเก้าอี้ในห้องก็ยังเกาะติดอยู่บนพื้นเดิม ห้อยค้างอยู่อย่างนั้นไม่ได้พลิกหล่นลงมา ราวกับถูกยึดติดแน่นไว้ด้วยอะไรบางอย่าง

ภายในห้องนี้มีกฎแรงโน้มถ่วงที่ไม่เหมือนปกติ…

เธอถูกดึงเข้ามาในโลกอื่น…โลกที่หมุนกลับตาลปัตรจากกฎเกณฑ์ปกติที่เคยใช้ชีวิตอยู่

หัวใจเต้นแรงรัวขึ้น พร้อมกับเสียงกระซิบของบางสิ่งบางอย่างลอยแว่วเข้ามาในหู เป็นเสียงที่ทำให้ทั้งปวดหัวและหวาดหวั่น กุลกัลยาหลับตาลงอีกครั้งและพยายามตั้งสติ

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสียงกระซิบที่ลอยแว่วเข้าหูก็เงียบลงแม้รอบตัวจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ตาม เธอยังคงยืนอยู่ในสถานที่ที่ดูเหมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ตามมหาวิทยาลัย ซ้ำมันยังหมุนพลิกกลับหัวทำให้พื้นกลายเป็นเพดานอีกด้วย ไม่ว่าจะหลับตาอีกสักกี่ครั้งหรือภาวนาขอให้ตัวเองตื่น แต่ภาวะประหลาดเบื้องหน้าก็ยังคงอยู่

เธอคว้าเทียนกลับมาไว้ในมือ ก่อนก้าวเดินสำรวจไปทั่วพื้นที่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไม่คาดฝัน หลายครั้งก็เผลอเงยหน้าขึ้นไปมองบนเพดานที่มีโต๊ะเรียนจำนวนมากห้อยค้างอยู่ ระแวงว่ามันจะหล่นลงมา สติบอกให้ยอมรับว่าคงไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับเรื่องเหนือธรรมชาติ แม้มันจะดูเหลือเชื่อแค่ไหนก็ตาม

ฉับพลันเศษเสี้ยวของคำตอบก็ผุดขึ้นมาในหัว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะกล่องไม้ปริศนาอย่างนั้นเหรอ แล้วเธอควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

หันเหลียวมองรอบตัว ยิ่งใช้เวลาอยู่ที่นี่ก็ยิ่งรู้สึกว่าห้องเรียนแห่งนี้มันช่างคุ้นตาเหลือเกิน ในที่สุดก็จำได้ว่าเป็นห้องเรียนในคณะบริหารธุรกิจที่เธอเองก็เคยใช้งาน แม้ว่าตอนนี้ความมืดจะบดบังจนไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน ทั้งยังอยู่ในสภาพกลับหัวกลับหาง แต่เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับการกระตุ้นความทรงจำในวันเก่า

ห้องเรียนมีโครงสร้างเป็นรูปครึ่งวงกลม พื้นเป็นขั้นบันไดมีโต๊ะของนักศึกษาตั้งลดหลั่นลงไปสู่เบื้องล่างซึ่งเป็นที่วางโต๊ะของอาจารย์ประจำวิชาพร้อมกับหน้าจอสำหรับฉายภาพเนื้อหาทางวิชาการ ประตูหน้าบันไดที่กุลกัลยาใช้เมื่อครู่นั้นพาเธอมาโผล่บริเวณด้านหลังสุดของห้อง

เธอก้าวเดินไปข้างหน้า ตรงไปยังจุดที่มีโต๊ะของอาจารย์ประจำวิชาห้อยค้างอยู่บนพื้นเก่าที่พลิกหมุนเป็นเพดานในขณะนี้ ทันใดนั้นเองอยู่ดีๆ หน้าจอขนาดใหญ่เบื้องหน้าก็ติดสว่างขึ้น เธอชะงักเท้า จดจ้องด้วยความระแวงว่ามันจะฉายภาพสิ่งใด หรือมีเหตุการณ์ประหลาดอะไรต่อเนื่องมาอีก

สุดท้ายบนหน้าจอก็ไม่มีภาพอะไรปรากฏนอกจากพื้นสีขาวค้าง ทว่าสิ่งที่มันนำมาด้วยคือการทำหน้าที่เหมือนเป็นแหล่งกำเนิดแสง ช่วยทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในห้องมากขึ้น

“ว้าย!” เธอหลุดปากร้องออกมา สะดุ้งเฮือกใหญ่ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบนแล้วเห็นว่าโต๊ะเรียนที่ห้อยหัวลงมาเหล่านั้นไม่ได้ว่างเปล่าทั้งหมด เก้าอี้บางตัวมีร่างลึกลับนั่งอยู่

ในช่วงวินาทีแรก ความตกใจเล่นงานจนเธอหยุดยืนนิ่งแทบไม่กล้าหายใจ เพราะคิดว่าเป็นมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตสักชนิดซุ่มซ่อนอยู่ สักพักจึงเห็นว่าร่างเหล่านั้นนิ่งไม่ขยับแม้แต่น้อย เธอจึงเลือกเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น จนสามารถเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้นว่าทั้งหมดคือสิ่งที่เกิดจากรากไม้ขนาดใหญ่ที่งอกออกมาจากพื้นและตวัดรัดพันกันจนมีรูปร่างคล้ายมนุษย์เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตามมีรากไม้ที่ตวัดพันกันจนเป็นรูปร่างชัดเจนแบบนี้อยู่ร่วมห้าหกตัวทีเดียวกระจายอยู่รอบห้อง ถึงแม้ตอนนี้มันจะไม่ได้แสดงให้เห็นถึงอันตราย หญิงสาวอดรู้สึกไม่ได้ว่าทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้ายามนี้ ไม่ว่าจะถูกสร้างขึ้นมาด้วยสิ่งใด ก็ล้วนแต่ชวนให้รู้สึกเหมือนมันกำลังจงใจหยอกเย้า ป่วนใจให้รู้สึกหวาดหวั่น

เธอก้าวเดินไปจนถึงบริเวณโต๊ะของอาจารย์ประจำวิชา สายตาจับจ้องไปยังหน้าจอที่เปิดค้างอยู่เช่นนั้นด้วยความหวาดระแวง

เรื่องประหลาดที่เธอเตรียมใจรับไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าจอ หากกลับเป็นเสียงที่กระจายออกมาจากบรรยากาศรอบห้อง ชนิดที่ไม่สามารถหาแหล่งกำเนิดได้ต่างหาก

“…สำหรับวิชานี้ ผมจะสอนพวกคุณเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารด้านการตลาด โดยเน้นหนักไปยัง…”

เสียงบรรยายเนิบนาบของชายหนุ่มผสานกับเนื้อหาวิชาการราวกับหลุดมาจากคลิปบันทึกการสอนสักอัน ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจแค่รู้สึกว่ามันแปลกเท่านั้น แต่สำหรับกุลกัลยาแล้ว เสียงนี้มีความหมายลึกซึ้งมากกว่านั้น

เธอจำได้ชัดเจนว่ามันคือเสียงของก้องฟ้า เนื่องจากเคยฟังเขาบรรยายเช่นนี้มาแล้วตอนเรียนอยู่ปีสี่ หญิงสาวกวาดตาหันมองไปรอบตัว สับสนในใจเหลือเกิน ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งผุดพรายในหัวนั่นคือในโลกแปลกประหลาดแห่งนี้…เธออาจจะได้เจอกับก้องฟ้าอีกครั้ง

ทว่าก้องฟ้าก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น มีเพียงแค่เสียงเท่านั้น

การบรรยายยังคงดำเนินต่อไป และถึงแม้คนรักเก่าจะไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็นเป็นรูปลักษณ์ชัดเจน แต่ทุกวินาทีที่ผ่านไป ยิ่งได้ยินเสียงของเขานานเท่าไร เธอก็ยิ่งเจ็บปวดภายในใจมากขึ้นเท่านั้น ประหนึ่งกำลังโดนบังคับให้ผจญกับความทุกข์ทรมาน

“ทั้งหมดนี้ต้องเป็นแค่ภาพหลอนแน่ มันไม่ใช่เรื่องจริง”

กุลกัลยาบอกตัวเองเช่นนั้นแล้วหลับตาลง พยายามควบคุมการสูดลมหายใจเข้าออกพร้อมกับภาวนาคิดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้ผ่านพ้นสถานการณ์ยามนี้ไปได้ หรืออย่างน้อยก็ขอเพียงช่วยบรรเทาให้จิตใจสงบลงบ้างก็ยังดี

สักพักเสียงของก้องฟ้าก็ค่อยๆ เบาลงทีละนิด…ทีละนิด จนในที่สุดก็กลืนหายไปกับความมืดรอบตัว

เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง หน้าจอขนาดใหญ่ก็กะพริบไหวก่อนดับวูบลง ผลักให้ทั้งห้องกลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง เหลือเพียงแค่แสงจากเทียนเล่มน้อยในมือเช่นเดิม

บริเวณด้านหน้าของห้องบรรยายนี้มีประตูอยู่อีกบานหนึ่ง ในตอนแรกกุลกัลยาเคยคิดเอาไว้ว่าควรย้อนกลับทางเดิม มากกว่าก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง แต่ในเมื่อทั้งห้องหมุนกลับพลิกจากเพดานกลายเป็นพื้นเช่นนี้ก็ส่งผลให้ไม่อาจทำตามแผนการดังกล่าวได้แล้ว

ในตอนนี้ประตูเดิมลอยอยู่เหนือจากพื้นที่เธอยืนอยู่หลายเมตร เธอไม่มีทางปีนกลับไปทางเดิมได้แน่ ยกเว้นว่าห้องจะพลิกหมุนอีกรอบ แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มีวี่แววจะเป็นเช่นนั้น

ช่วยไม่ได้ ทางเลือกเดียวคือเดินหน้าต่อไป เผื่อจะพาเธอออกไปได้

เป็นอีกครั้งที่โลกแปลกประหลาดแห่งนี้เล่นตลก คล้ายกับแสดงเจตนาชัดเจนว่ามันจะไม่ยอมปล่อยเธอให้หลุดพ้นจากอุ้งมือไปโดยง่าย อยู่ดีๆ หลังจากก้าวผ่านประตูบานใหม่ กุลกัลยาก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนพื้นหญ้าราบเรียบ รอบตัวเปิดโล่งกว้าง

หญิงสาวนิ่งชะงัก เพราะไม่สามารถปรับตัวปรับใจตามสถานการณ์ที่พลิกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้ แต่ไม่อาจถอยหลังได้อีก เพราะเมื่อเหลียวมองไปด้านหลังก็พบว่าทั้งประตูและผนังส่วนที่เพิ่งก้าวผ่านเข้ามานั้นได้อันตรธานไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งตัวบ้านตากอากาศก็หายไปเช่นกัน

“เป็นไปได้ยังไง…” เธอคราง ก่อนเสียงขาดหายไป ตระหนักว่าไม่มีประโยชน์จะพูดประโยคทำนองนี้อีก นับตั้งแต่ตัดสินใจย้อนมากลางดึก เธอเจอเหตุการณ์ประหลาดหาคำอธิบายไม่ได้ และพูดคำนี้ไปกี่หนแล้วก็ไม่อยากจะนับ

ถึงไม่อยากเชื่อ แต่มันก็เกิดขึ้นอยู่ดี ปรากฏชัดต่อสายตาจนไม่อาจปฏิเสธได้ สายลมที่กำลังพัดสัมผัสใบหน้าเหมือนต้องการตอกย้ำให้แน่ใจว่ากำลังสัมผัสกับอากาศภายนอกจริง

ควรดีใจบ้างสักนิดที่ออกจากห้องเรียนลึกลับมาได้ แต่กลับรู้สึกเพียงฝาดเฝื่อนข้างในริมฝีปากและหัวใจ ความหวัง…ถ้าหากพอมีสักนิดก็ถูกทำลายทิ้งไม่มีชิ้นดี

เธอยืนอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ หนทางเดียวที่พอจะหลุดพ้นก็หายไปเรียบร้อยแล้ว เดินหน้าต่อคือผิดพลาดชัดๆ และหญิงสาวเรียนรู้โดยแลกกับความหวาดหวั่น

ไม่มีต้นไม้รกครึ้มเกือบคลุมตัวบ้าน ไม่มีทางเดินนำไปสู่ด้านนอกที่จอดรถเอาไว้ แน่นอนว่าย่อมไม่มีถนนตัดผ่านไปสู่หมู่บ้านข้างเคียง เท่ากับไม่มีทางขอความช่วยเหลือจากใครได้เช่นกัน ทั้งหมดนั่นหายไป เหลือเพียงทุ่งหญ้าโล่งเตียน หากจะพอหาข้อดีได้อยู่บ้างก็คงเป็นว่าสถานที่นี้…ไม่ว่ามันคือที่ไหน อยู่ในโลกอะไรก็ตาม มันไม่ได้มืดมิดเหมือนบริเวณบ้านตากอากาศริมน้ำ หากแต่แสงมาจากที่ใด อะไรคือแหล่งกำเนิดแสง กุลกัลยาไม่อาจตอบได้ พอเงยหน้ามองท้องฟ้าก็เป็นสีหม่นแปลกๆ ไม่มีพระจันทร์ ไม่มีดวงดาว จะว่าเมฆปกคลุมก็ไม่ใช่เช่นกัน ราวกับอยู่ในโลกซึ่งไม่มีฟากฟ้า แต่เป็นโดมคลุมไว้ก็ไม่ปาน

ประสาคนคลุกคลีกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เธอคิดขึ้นมาแวบหนึ่งว่าตัวเองกำลังติดอยู่ในการทดลองแผลงๆ หรือเปล่านะ ประเภทโลกสามมิติจำลอง หากแล้วก็ส่ายศีรษะแรงๆ ใครกันจะทำอย่างนั้น นอกจากต้องมีเวลาว่างมากและความคิดวิปริตพอควรแล้ว ยังต้องมีเงินลงทุนมหาศาลด้วย ใครกันจะบ้าพอจัดฉากเช่นนี้ได้

ฉับพลันร่างกายก็เหนื่อยอ่อนขึ้นกะทันหัน คงเพราะเผชิญความพรั่นพรึงติดต่อกันมาโดยไม่ได้หยุดพักจนประสาทตึงเครียดไปหมด พอได้เจอสถานที่ธรรมดาๆ บ้างเลยผ่อนคลายขึ้น ถึงยังหาทางออกไม่ได้ แต่เธอน่าจะหยุดพักได้บ้างนี่นา

เผื่อว่า…ถ้าหากเป็นความฝัน จะได้ตื่นขึ้นสักที

เธอนั่งชันเข่าบนผืนหญ้า มองไปเบื้องหน้า ถึงได้เห็นว่ามีแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ไม่ห่างออกไปมากนัก เธอรู้ว่ามันน่าจะเป็นน้ำเพราะแสงสะท้อนไหวกระเพื่อมเป็นพักๆ ราวกับน้ำสะท้อนแสง แม้จะไม่มีแหล่งกำเนิดแสงที่เห็นได้ชัดเจนก็ตาม

ไม่ทันได้พักให้คลายเหนื่อย หูพลันแว่วได้ยินเสียงน้ำไหวเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวข้างใต้

“ไม่นะ…เอาอีกแล้วเหรอ” เธอโอด ประสาทสัมผัสแข็งเกร็งขึ้นมาทันใด

อะไรบางอย่างขยับใต้น้ำ และค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากพื้นผิว!

อย่าบอกนะว่าเป็นก้องฟ้า! นั่นคือความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวสมอง ไม่รู้เพราะอะไรถึงได้คิดถึงเขา บางทีอาจเพราะห้องเรียนที่เพิ่งผ่านมาเมื่อครู่ แทบไม่ทันทบทวนให้ถี่ถ้วนด้วยซ้ำว่าการได้พบกับคนที่ตายไปแล้วหมายความถึงสิ่งใด และโลกที่กำลังยืนอยู่นั้นคือสถานที่ประเภทไหน

รู้เพียงว่าถ้าหากได้เจอเขาอีก ไม่แน่ว่า…

คิดไม่ทันจบดี ‘สิ่ง’ นั้นก็ก้าวพ้นน้ำขึ้นมาบนบก ส่งให้หญิงสาวหัวใจกระตุกวูบ ร่างกายเย็นเฉียบ มือไม้อ่อนขึ้นมาทันที

ไม่ใช่อดีตคู่หมั้นดังคาดไว้ หากเป็นอีกคนที่เธอรู้จักเช่นกัน

คนจากอดีต…ที่ไม่นึกเลยสักนิดว่าจะได้พบหน้าอีกหน หลังผ่านมากว่ายี่สิบปี!

“พี่วุฒิ…” เธอเรียกชื่อ ลำคอแห้งผาก รู้สึกราวกับเส้นเสียงถูกทำลายโดยความมืด กลืนกินไปจนสูญสิ้น

แม้ผ่านมานานแค่ไหน แต่กุลกัลยาไม่มีทางจำผิด คนตรงหน้าคือวีรวุฒิ ญาติผู้พี่ที่อายุมากกว่าราวสิบปี ถ้าเป็นปัจจุบันเขาคงมีอายุเกือบสี่สิบปีแล้ว ทว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ายังคงมีรูปลักษณ์เหมือนครั้งสุดท้ายที่เธอเคยเห็นและจดจำ…เด็กมัธยมปลายวัยสิบหก

หากก่อนหน้ากุลกัลยาเพียงหวั่นเกรงและไม่ไว้วางใจกับสถานการณ์ แต่ยังพอควบคุมสติได้บ้าง ณ เวลานี้ ในยามที่เห็นวีรวุฒิค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาด้วยใบหน้านิ่งเรียบ หญิงสาวก็เพิ่งตระหนักว่าความกลัวเป็นเช่นไร

ไม่มีสิ่งใดในโลกน่ากลัวเท่ากับคนตายอีกแล้ว

เขาสวมเสื้อผ้าเปียกโชก ดวงหน้าเรียบนั้นซีดเผือดไร้สีเลือด เช่นเดียวกับผิวกาย เขาเหมือนกระดาษเปียกยุ่ยชุ่มน้ำ เธอได้ยินกระทั่งเสียงน้ำหยดจากกางเกงลงพื้นทั้งที่ไม่ควรได้ยิน แต่ละหยดนั้นทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อีกนิดเดียวเท่านั้นเธอคงหัวใจวายตายแน่ๆ

วีรวุฒิไม่มีทางเป็นมนุษย์…

เพราะเขาตายในวัยสิบหกปี ผ่านมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ในวันเดียวกับที่เธอเกือบตายเช่นกัน!

สายตาของเด็กหนุ่มว่างเปล่า ทว่าหญิงสาวกลับสัมผัสได้ถึงแววมุ่งร้ายในนั้น สัญชาตญาณร้องบอกว่าอย่าให้เขาเข้ามาถึงตัวได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นต้องเกิดเรื่องร้ายขึ้นแน่

ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เธอเลือกจะเชื่อ ดังนั้นจึงหันหลัง ตัดสินใจออกวิ่ง ทันก่อนอีกฝ่ายจะมาถึงตัวได้อย่างจวนเจียน

วิ่งไปได้เพียงไม่ไกลก็พบอีกร่างดักรอ คราวนี้คนบอกตัวเองว่าใจแข็งถึงกับหลุดปากหวีดร้องอย่างตกใจ เบิกตากว้างแล้วเข่าอ่อน ทรุดตัวลงไปกองกับพื้น หมดแรงจะเอาตัวรอด

“โศภิตา…”

ใช่แล้ว คนตรงหน้าคือคนตายอีกคน…

เธอจำใบหน้าได้ดี เพราะนี่คือศัตรูหัวใจคนสำคัญ โศภิตา ผู้หญิงที่แย่งก้องฟ้าไปจากเธอ!

“ไม่นะ อย่าเข้ามา!”

พูดไปก็รู้ว่าเปล่าประโยชน์ ไม่อาจหยุดยั้งอีกฝ่ายได้ หญิงสาวคนตายก้าวเข้ามาเชื่องช้า ในขณะเธอหมดเรี่ยวแรง จะสั่งตัวเองให้ผุดลุกยังทำไม่ได้ ประสาอะไรจะสั่งผีสางไม่ให้หลอกหลอน

ร่างไร้ชีวิตเยื้องย่างประกบจากคนละด้าน ทว่าก่อนจะโดนต้อนจนมุม มือที่สามก็เข้ามาแทรก ใครคนหนึ่งพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือฉุดร่างให้ลุกขึ้นยืน ก่อนตะโกนก้อง

“รีบหนีไปจากตรงนี้ก่อน!” เสียงบ่งบอกว่าเป็นเพศชาย ไม่รอคำตอบรับ เขาออกวิ่ง พร้อมกับฉุดข้อมือเธอไปด้วยกัน

กุลกัลยาจับต้นชนปลายไม่ถูก ในชั่วเวลาหนึ่งคืน เธอเผชิญทั้งโลกประหลาด สถานที่แปลก วิญญาณคนตายปรากฏตัวให้เห็น แล้วยังเจอผู้ชายลึกลับช่วยเหลืออีก

ทั้งหมดนี้คืออะไรกัน

Don`t copy text!