สลักบุหลัน บทที่ 7 : อาณาจักรของหญิงเหล็ก

สลักบุหลัน บทที่ 7 : อาณาจักรของหญิงเหล็ก

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  7 –

ถึงแม้จะเคยเห็นหน้ามิสหลิงมาก่อน เนื่องจากฝ่ายนั้นเป็นนักธุรกิจคนดังระดับโลก มีสื่อทั้งในและนอกประเทศขอสัมภาษณ์ รวมถึงทำสกูปข่าวไม่เว้นแต่ละวัน ทว่าเมื่อได้มาเจอตัวจริง กุลกัลยาก็อดตื่นเต้นไม่ได้อยู่ดี ซีอีโอสาวเก่งกลายสภาพเป็นเหมือนเด็กนักเรียนวัยกระเตาะเจออาจารย์ครั้งแรก ถึงกับเงอะงะทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ลืมแม้กระทั่งประโยคทักทายง่ายๆ ที่เคยพูดมาเป็นร้อยครั้ง

จนเมื่อได้ยินเสียงกระแอมของธนดลนั่นละ หญิงสาวถึงเพิ่งตั้งสติได้

“สวัสดีค่ะ มิสหลิง ดิฉันกุลกัลยา ประธานบริษัท ยินดีต้อนรับสู่ BOLD ค่ะ” เธอพูดเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงไม่มีที่ติ

“ชื่อคุณเพราะดี” อีกฝ่ายตอบกลับ ก่อนทำให้ทุกคนประหลาดใจด้วยการพูดภาษาไทยราวกับเจ้าของภาษา “เรามาคุยกันสบายๆ ดีกว่า ฉันอยากรู้การทำงานของพวกคุณ”

กุลกัลยาลอบสังเกตหุ้นส่วนอีกสองคน เห็นชนาสินอ้าปากค้าง ส่วนธนดลขมวดคิ้วมุ่น เรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคนจริงๆ ใครเลยจะคาดคิดว่านักธุรกิจสาวบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนจะพูดไทยได้ แถมยังคล่องแคล่วเสียด้วย

“เชิญทางนี้ดีกว่าค่ะ” เธอผายมือ แล้วเดินเคียงข้างอีกฝ่ายไปยังห้องประชุมที่จัดเตรียมไว้

ผลของการเตรียมตัวอย่างดีทำให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยความราบรื่น แม้แต่ธนดลก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม ถึงแม้ชายหนุ่มจะทำสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลาก็ตาม ทำให้กุลกัลยาพอหายใจทั่วท้อง

ทุกอย่างเป็นใจไปหมด กระทั่งชนาสินยังละเว้นไม่ทำตัวมีปัญหา ในที่สุดหุ้นส่วนคนนี้ก็รู้ตัวสักทีว่าเมื่อใดควรทำตัวเช่นไร ถ้าหากเป็นเช่นนี้ตลอดก็คงดี

หลังจากเสร็จงานตามกำหนดแล้ว เธอก็พามิสหลิงเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว ธนดลนั้นขอตัวไปทำงานต่อนานแล้ว เหลือเพียงชนาสินที่ทำท่าจะตามมาด้วย แต่เธอก็สามารถสลัดเขาหลุดได้

เมื่ออยู่กันตามลำพัง นักธุรกิจชาวจีนก็เอ่ยตรงๆ

“ฉันชอบการนำเสนอของพวกคุณมาก แนวคิดของเราน่าจะเข้ากันได้”

“ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มกว้าง “ดิฉันเองก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยการร่วมมือกันของสองบริษัทเช่นกัน นโยบายการทำงานของฟาหมานน่าทึ่งมาก คงเพราะได้มิสหลิงเป็นคนคุมทั้งหมด”

“ฉันคงเอาเครดิตไว้คนเดียวไม่ได้” อีกฝ่ายยิ้มตอบ “ลูกน้องที่ดีมีส่วนช่วยผู้นำได้มาก คุณคิดอย่างนั้นไหม คุณกุลกัลยา”

“เรียกดิฉันว่ากัลก็ได้ค่ะ มิสหลิง”

“ฉันจะไม่อ้อมค้อมละนะ คุณกัล ฉันชอบบริษัทคุณ และก็ชอบตัวคุณด้วย หายากที่จะมีผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่คุมการบริหารทั้งหมด โดยไม่มีผู้ชายอยู่เหนือกว่า ฉันคิดว่าคุณคงต้องทำงานหนักมากถึงก้าวมาอยู่จุดนี้ได้ คุณทำให้ฉันนึกถึงตัวเอง”

“ถ้าอย่างนั้น…”

“แต่งานก็คืองาน” มิสหลิงว่า “เราจะใช้ความรู้สึกส่วนตัวไม่ได้”

“ดิฉันเข้าใจดีค่ะ” เธอพยักหน้า

“ยังไงก็ตาม ฉันชอบการนำเสนอของพวกคุณ ดังนั้นถ้าให้พูดตามตรง ฉันหวังว่าจะได้ร่วมงานกับทางคุณมากที่สุด” นักธุรกิจชาวจีนยิ้ม “เพื่อทำความรู้จักกันมากขึ้น ฉันอยากเชิญพวกคุณทั้งสามคนไปทานข้าวด้วยกันที่บ้านของฉัน เราจะได้คุยกันอย่างผ่อนคลาย จะเรียกว่าโบราณก็ได้ แต่ฉันมักคิดว่าได้เจอตัวกันนอกเหนือจากสถานที่ทำงานช่วยให้พิจารณาตัวตนของคนง่ายขึ้นและถูกต้องกว่า”

“บ้าน…หรือคะ”

“ฉันมีบ้านอยู่ที่ประเทศไทย ไม่แปลกอะไรหรอก ตัวฉันผูกพันกับที่นี่มากกว่าที่ใครๆ คาด” อีกฝ่ายพูดเพียงเท่านี้ ก่อนลุกขึ้นยืน “ฉันขอตัวก่อน ส่วนวันนัด…ฉันจะให้เลขาติดต่อมาก็แล้วกัน”

“ได้ค่ะ” เธอเองก็ลุกเช่นกัน พร้อมกับเดินไปส่งอีกฝ่าย

มิสหลิงมีบุคลิกเด็ดขาดสมกับเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ หญิงแกร่งสร้างความประทับใจให้แต่แรกเห็น ไม่นับรวมเรื่องไม่คาดฝันอย่างเช่นอีกฝ่ายพูดภาษาไทยและดูเหมือนจะใกล้ชิดกับประเทศของเธอมากทีเดียว ถึงขั้นซื้อบ้าน หมายความว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มิสหลิงมาเมืองไทย แต่กลับปิดเงียบ ไม่มีใครรู้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม กุลกัลยามองเป็นเรื่องดี ในเมื่อโอกาสมาถึงแล้ว เธอต้องรีบคว้าไว้ ไม่ยอมปล่อยให้ใครมาฉกฉวยไปเด็ดขาด หญิงสาวรีบสั่งให้มนวดีจัดตารางนัดให้ว่างเอาไว้ทั้งของตัวเองและธนดลด้วย และถึงแม้จะไม่เต็มใจสักเท่าไร เธอก็ยังเผื่อแผ่ให้เลขาฯ คู่ใจตรวจสอบทางฝั่งของชนาสินด้วยเช่นกัน

 

ไม่กี่วันหลังจากนั้น เธอก็ได้มาเยือนอาณาจักรของมิสหลิง

คำว่า ‘อาณาจักร’ เห็นจะไม่เป็นการพูดเกินเลยแม้สักนิด เนื่องด้วยคฤหาสน์หลังใหญ่กินเนื้อที่กว้างขวางเป็นสัดส่วนของประธานบริษัทสาวชาวจีนนั้นทั้งหรูหราอลังการ อีกทั้งยังก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบจีนอย่างน่าทึ่งจนแทบไม่น่าเชื่อว่าอยู่ในประเทศไทย

“โอ้โฮ! อย่างกับวังแน่ะ” ชนาสินอุทาน เบิกตาโต เธอเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน

แม่บ้านท่าทางนอบน้อมเดินมาต้อนรับ ก่อนพาทุกคนเข้าไปยังห้องรับรอง ซึ่งตกแต่งได้สอดคล้องกับภายนอก…แลดูน่าเกรงขามสมกับเป็นบ้านของคนใหญ่โต

“รอสักครู่นะคะ ดิฉันจะไปเรียนมิสหลิงว่าแขกมาถึงแล้ว” ฝ่ายนั้นว่า แล้วเดินหายไป

เมื่ออยู่กันตามลำพัง ชนาสินก็เริ่มเดินสำรวจ พลางวิพากษ์วิจารณ์ตามประสาคนปากไว

“ลงทุนตกแต่งขนาดนี้ คงหมดเงินไปเยอะ ท่าทางมิสหลิงจะชอบเมืองไทยมาก”

“เท่าที่คุยกัน เห็นก็ว่าอย่างนั้นนะ”

“งั้นก็ง่ายเลยสิ ถึงขนาดชวนมาบ้าน งานคงไม่หนีบริษัทเราไปไหนแน่ คุณรีบๆ จับเซ็นสัญญาเลยนะ คุณกัล เดี๋ยวเปลี่ยนใจเสียก่อน” ชนาสินยุเป็นเด็กๆ

“ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนนั่นแหละค่ะ คุณสิน”

“รอช้าเดี๋ยวหมาคาบไปกิน” ฝ่ายนั้นว่า “ตั้งแต่วันนั้น นอกจากนายอภิวัฒน์แล้ว มีนักธุรกิจอีกตั้งหลายคนติดต่อผมมา อยากเข้ามาคุยด้วย สงสัยอยากมีเอี่ยว”

“เป็นเพราะใครกันล่ะ” เธอย้อนอย่างอดรนทนไม่ไหว แม้อยากจะปล่อยวาง แต่ก็ทำไม่ได้สักที

“โทษผมเหรอ” ชนาสินชักสีหน้า “ใครมันจะไปรู้ได้ทุกเรื่อง นายอภิวัฒน์นั่นฉากหน้าก็ดูพูดจาดี ผมจะรู้ได้ยังไงว่ามันหวังเข้ามาขโมยข้อมูลบริษัทเรา”

“คุณโทษทุกอย่าง นอกจากตัวเอง” เธอโต้ “ถ้ารู้จักคิดสักนิดก็น่าจะเห็นว่าบริษัทของเขาทำงานอะไรบ้าง”

“บอกแล้วไงว่าคนเราพลาดกันได้ ถึงยังไงเราก็ยังไม่เสียหายสักหน่อย”

หญิงสาวอยากถอนหายใจแรงๆ ใส่หน้า สาเหตุที่ยังไม่ทันเสียหายเพราะเธอมาเจอทันท่วงทีต่างหาก ไม่เช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้

“ช่างเถอะ ไว้เคลียร์กันทีหลัง ฉันไม่อยากให้มิสหลิงเห็นว่าบริษัทเราทะเลาะกันเอง”

“คิดได้ก็ดีแล้ว” ชนาสินได้ที “ผมยังไม่ได้คิดบัญชีกับคุณเลยนะ คุณกัล มีสิทธิ์อะไรมากันรองประธาน อย่างผมไม่ให้เข้าถึงข้อมูลภายในบริษัท มันต้องเข้าได้ทุกส่วนถึงจะถูก”

“ฉันให้ดลชี้แจงกับคุณแล้วนี่คะ ถ้ามีอะไรก็ถามดลแล้วกัน” เธอดึงเพื่อนมาเป็นทัพหน้า พอเห็นธนดลตีหน้าขรึมใส่ ชนาสินก็ได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ จากนั้นเบือนหน้าไปทางอื่น พอดีกับเจ้าของบ้านเดินเข้ามา

“ยินดีต้อนรับค่ะ รอนานไหมคะ”

“ไม่เลยค่ะ” กุลกัลยารีบตอบ ก่อนยกมือไหว้ “บ้านมิสหลิงสวยมากเลยค่ะ”

“ฉันเป็นคนโบราณ เลยชอบการตกแต่งแบบเก่าๆ สักหน่อย” อีกฝ่ายยิ้มบางๆ “คนหนุ่มสาวคงไม่ชอบนัก คิดว่าเทอะทะ”

“ความจริงมันก็…ออกจะจีนมากนะครับ” ชนาสินโพล่งขึ้นมา ก่อนหลบมองพื้นเมื่อเห็นซีอีโอสาวขึงตาใส่

“ฉันสร้างบ้านนี้เอาไว้ เพราะเห็นว่าที่ดินสวย ใกล้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ แถมยังใกล้ภูเขาด้วย ถึงจะไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่ก็มีข้อดีคือเงียบ ปีปีหนึ่งฉันมาไม่กี่ครั้งก็จริง แต่ก็ยังอยากได้ความสงบ คนมีอายุแล้วก็อยากผ่อนคลาย ไม่สนใจความเจริญอะไรแล้ว”

เธอออกจะเข้าใจและเห็นด้วย ทว่าบ้านต่างจังหวัดชวนให้นึกถึงบ้านตากอากาศริมน้ำเจ้าปัญหาหลังนั้น มันโผล่เข้ามาในความคิดเป็นพักๆ เช่นเดียวกับชายหนุ่มลึกลับด้วย ได้แต่บอกตัวเองว่าถ้าหากขายไปเมื่อไร ทุกอย่างก็จะเข้าที่เข้าทางเอง

พอเห็นหน้าตาหญิงสาวเคร่งเครียดขึ้น ธนดลก็กระเถิบมากระซิบ

“เป็นอะไรไป เครียดเหรอ”

“เปล่า” เธอปฏิเสธ “คิดเรื่องอื่นน่ะ”

“งั้นก็อย่าเพิ่งคิด โฟกัสตรงนี้ก่อน เธอคงไม่อยากให้งานเสียหรอกนะ”

กุลกัลยาลอบยิ้ม สมกับเป็นเพื่อนสนิทผู้มีความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ระดับติดลบ แต่หมกมุ่นกับการทำความเข้าใจโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เวลาพูดอะไรมักขวานผ่าซาก เข้าหาเป้าหมายโดยไม่อ้อมค้อม หากเพราะรู้จักกันมานาน นอกจากไม่ถือสาแล้ว เธอยังรู้ด้วยว่าที่จริงธนดลก็มีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน แค่พูดไม่เป็นเท่านั้นเอง

อีกอย่างตอนแรกยังกังวลอยู่เลยว่าจะมีปัญหาเรื่องการขอปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการทำงานร่วมกันในส่วนโปรแกรมเอไอจากทางฟาหมาน ซึ่งพอทางนั้นส่งรายละเอียดเป็นเอกสารมา เธอก็รีบส่งให้ธนดลดูทันที ชายหนุ่มก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ยังยอมให้เธอนัดเจอกับผู้บริหารสาวใหญ่จนลากเรื่องกันมาถึงตอนนี้อย่างราบรื่น

เธอคิดว่าเขาคงยอมรับเงื่อนไขที่ทางนั้นขอเพิ่มมาได้กระมัง โล่งใจไป

“โอเค ฉันจะพยายามให้ดีที่สุด ไม่ต้องห่วง”

สายเกินไป มิสหลิงเองก็สังเกตเห็นสีหน้าของหญิงสาวเช่นกัน จึงเอ่ยถาม

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีอะไรค่ะ”

“เข้าใจว่าคงจะเกร็งสินะ ไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันเชิญพวกคุณทุกคนมาเพื่อจะได้คุยกันอย่างผ่อนคลาย ขืนเครียดกันอย่างนี้เห็นท่าจะผิดจุดประสงค์”

“ไม่เลยสักนิดครับ ประธานบริษัทเราก็เป็นอย่างนี้แหละ ทำหน้าเครียดจนติดเป็นนิสัย ขนาดลูกน้องยังกลัว” ชนาสินรีบพูด ไม่รู้ว่าเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายหรือหมายจะซ้ำเติมกันแน่ ทว่าอย่างน้อยคำพูดนั้นก็ให้ผลในทางแรกมากกว่า

“คนเป็นหัวหน้าต้องคุมลูกน้องให้อยู่ ถ้าหากปล่อยให้เล่นกันมากไป พอถึงเวลาก็จะไม่เชื่อฟัง ฉันเข้าใจคุณกัลดี” มิสหลิงพยักหน้า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เรากินอาหารกันก่อน ฉันให้แม่บ้านจัดโต๊ะไว้แล้ว จากนั้นฉันจะพาพวกคุณไปดูอะไรบางอย่าง”

ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เจ้าของบ้านต้องการให้ดูคืออะไรกันแน่ ต่างเกิดความอยากรู้อยากเห็น ที่แน่ๆ มันทำให้กุลกัลยาเลิกคิดถึงเรื่องประหลาดก่อนหน้าของตัวเองชั่วคราว สมกับที่หุ้นส่วนตั้งใจ

หลังอาหารมื้อนั้น มิสหลิงก็ทำตามสัญญา โดยบอกให้ทุกคนตามไปยังที่แห่งหนึ่ง

มันคืออาคารหลังเล็กแยกต่างหากจากตัวบ้านใหญ่ แต่เชื่อมกันด้วยทางเดินตัดผ่านสวนเล็กๆ ร่มรื่น ถัดจากสวนหย่อมไปเป็นกำแพงไม้ไผ่กั้นสัดส่วน บอกให้รู้ว่าอาคารเล็กหลังนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของอาคารหลัก ซึ่งเดินไปถึงได้ด้วยประตูจากห้องทำงานของเจ้าของบ้านเท่านั้น

“ฉันจัดมันไว้เป็นห้องเก็บของส่วนตัว จะทิ้งก็เสียดาย ทุกอย่างคือประวัติศาสตร์ทั้งนั้น” นักธุรกิจชาวจีนเกริ่นนำ ก่อนเปิดไฟในห้อง

พอแสงสว่างเข้าถึง ทั้งหมดจึงได้เห็นความน่าทึ่งของห้องนี้…

มันห่างไกลจากคำว่า ‘ห้องเก็บของ’ ที่อีกฝ่ายออกตัวไว้ไกลโข ผนังรอบด้านเต็มไปด้วยชั้นสูงจดเพดานอันมีข้าวของวางไว้อย่างเป็นระเบียบ พอสังเกตจึงเห็นว่าล้วนแล้วแต่เป็นผลิตภัณฑ์ของฟาหมานตั้งแต่เพิ่งเริ่มเปิดบริษัท

“ทั้งหมดนี่…” เธอตะลึงจนพูดไม่ออก

“ฉันเก็บต้นแบบสินค้าของบริษัทไว้ทั้งหมด ทุกชิ้นมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก”

“เหมือนพิพิธภัณฑ์เลยนะครับ” ธนดลออกความเห็น

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ความตั้งใจแรกก็แค่อยากเก็บสิ่งของในประวัติศาสตร์ของตัวเองเอาไว้เท่านั้นละ”

“ตรงนั้นคืออะไรคะ” เธอถาม เดินไปหยุดตรงกลางห้อง ซึ่งมีโต๊ะครอบกระจกจัดวางของไว้เช่นกัน หากแตกต่างจากของชิ้นอื่นๆ ในห้องตรงที่เป็นสมุดค่อนข้างเก่าและกระดาษอีกสองสามแผ่นซึ่งดูเก่าเป็นคราบเหลืองไม่แพ้กัน

“อ๋อ นั่น” มิสหลิงทำท่านึก ก่อนยิ้มนิดๆ “ของสำคัญเชียวละ”

“ยังไงหรือคะ” ยิ่งได้ยินอีกฝ่ายเกริ่นว่าสำคัญ เธอก็ชักอยากรู้ว่าของสำคัญสำหรับนักธุรกิจต้นแบบตรงหน้าคืออะไรกัน

“เรียกได้ว่าถ้าหากไม่มีสิ่งนี้ก็คงไม่มีฉัน และฟาหมานก็คงไม่เติบโตจนถึงขั้นนี้แน่”

“มิสหลิงพูดมาขนาดนี้แล้ว พวกเราสนใจมากเลยค่ะ”

“เข้ามาใกล้ๆ สิ ฉันจะให้ดูเป็นพิเศษ”

ทุกคนล้อมวงรอบโต๊ะ เจ้าของห้องเปิดกระจกจากนั้นหยิบสมุดออกมาอย่างทะนุถนอม ค่อยๆ บรรจงเปิดออก เผยให้เห็นเนื้อความด้านใน

มันเต็มไปด้วยภาพร่างคร่าวๆ และลายมือหวัดเป็นภาษาอังกฤษ พอเห็นทุกคนทำหน้างุนงง หล่อนก็อธิบาย

“สมุดเล่มนี้คือสมุดร่างแผนสำหรับเว็บไซต์เริ่มแรกของบริษัท…ก่อนที่เราจะตั้งตัวได้”

กุลกัลยาเบิกตาอย่างตื่นเต้น เธอได้ยินมานานแล้วว่าแต่แรกนั้นฟาหมานไม่ได้เป็นบริษัทสื่อมัลติมีเดียอย่างเช่นทุกวันนี้ แต่เริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกธุรกิจจากการสร้างเว็บไซต์รวบรวมข่าวสารและให้ผู้คนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การใช้งานง่ายและเข้าถึงผู้ใช้งานทำให้ได้รับความนิยม จากนั้นบริษัทก็ขายเว็บไซต์ไปด้วยราคาสูงลิบ ก่อนผันตัวมาจับงานทั้งผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีทางออนไลน์และสื่อต่างๆ ในปัจจุบัน ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นต้นแบบกับตาเช่นนี้ ต่อให้ไม่ได้ร่วมงานกันก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

เธอหันไปมองเพื่อนสนิท คิดว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกเช่นเดียวกัน อาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ในฐานะคนสนใจทางด้านเทคโนโลยี ธนดลมักตื่นเต้นเสมอเมื่อเห็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของความเจริญก้าวหน้า อย่างไรก็ตามนอกจากเพื่อนจะไม่ได้แสดงท่าทางสนใจอย่างออกนอกหน้าแล้ว หากเพียงจ้องมองมันด้วยสีหน้านิ่งเฉยคล้ายในใจกำลังครุ่นคิดถึงอย่างอื่น

เธอตั้งใจว่าจะหาทางถามอีกฝ่ายว่าตกลงคิดเห็นอย่างไรบ้าง หลังจากคุยกันมาถึงตอนนี้ แต่ไม่มีโอกาส รู้ตัวอีกทีธนดลก็หายออกไปจากห้อง เช่นเดียวกับมิสหลิงและชนาสิน เหลือเธออยู่แค่คนเดียว รออีกสักพักนั่นละ ชนาสินถึงโผล่กลับมาคนแรก

“ดลหายไปไหน” กุลกัลยาถาม

“จะไปรู้เหรอ ไม่ได้ตัวติดกันสักหน่อย” เขายักไหล่ ตอบกวนๆ

“แล้วคุณสินออกไปที่ไหนมา”

“ห้องน้ำ” อีกฝ่ายตอบ “คงไม่ถามอีกนะว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหน ต้องวาดแผนที่ให้ด้วยไหม”

เธอไม่ใส่ใจคำพูดยียวนของเขา มัวแต่กังวลกับท่าทีของธนดลมากกว่า ในที่สุดเพื่อนก็เดินกลับเข้ามา ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ เพียงพูดเบาๆ ข้างหู

“กลับกันเถอะ ฉันเริ่มเบื่อแล้ว”

“ได้สิ” เธอรับลูก เห็นว่าเป็นเวลาที่พอเหมาะพอดีเช่นกัน

“พวกคุณจะกลับก็ไปกันก่อนได้เลยนะ ผมว่าจะอยู่คุยกับมิสหลิงอีกสักหน่อย เมื่อครู่คุยกันถูกคอ” ชนาสินรีบพูด

เธอหรี่ตามอง ไม่ไว้ใจเลยสักนิด การปล่อยให้รองประธานฯ ตัวแสบอยู่กับนักธุรกิจสาวคนสำคัญตามลำพังก็เหมือนปล่อยไฟไว้ใกล้น้ำมันนั่นละ ใครจะรู้ว่าชนาสินจะทำให้เกิดระเบิดขึ้นเมื่อไร ปล่อยให้ใกล้ความเสี่ยงสักนิดไม่ได้เด็ดขาด

“กลับพร้อมกันค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเฉียบ “ในเมื่อมาด้วยธุระเดียวกันก็ต้องออกไปด้วยกัน ถ้าคุณสินอยู่ ฉันกับดลก็อยู่ด้วย”

“อะไรกัน…” อีกฝ่ายถลึงตา แต่เธอไม่ยอมแพ้เช่นกัน สองฝ่ายจ้องตาไม่ลดละ สุดท้ายชนาสินก็เป็นฝ่ายหลบตาและต้องยอมแพ้ “ก็ได้ รำคาญจริง ผมถือหุ้นบริษัทอยู่นะ ไม่ใช่ลูกจ้าง คุณจะออกคำสั่งมั่วๆ ไม่ได้”   “ก็ถ้าคุณอยากอยู่ พวกเราแค่อยู่ด้วย ผิดตรงไหนกัน”

“เออๆ รู้แล้ว ไปด้วยกันนี่แหละ เจ้าของบ้านอยู่ไหนล่ะ จะได้ลาแล้วกลับกันสักที” ชนาสินจัดแจงเดินนำหน้าออกจากห้องพิพิธภัณฑ์ด้วยท่าทางหัวเสีย

ไม่นานพวกเธอทั้งหมดก็ขับรถออกจากบ้านมิสหลิง ทิ้งคฤหาสน์หลังงามไว้เบื้องหลัง โดยไม่คาดคิดเลยว่าไม่นานหลังจากนั้นจะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นจนได้

ปัญหาที่ว่านั้นไม่ได้เกิดจากชนาสิน ทว่ากลับเกิดจากธนดล

หลังจากวันนั้น เขาก็ไม่ได้โผล่มาที่บริษัทอีกเลยเป็นเวลากว่าสองวัน ไม่ว่าใครก็ติดต่อเขาไม่ได้ รวมถึงเธอด้วย แม้ว่าจะเพียรโทร.หาสักเท่าไรก็ตาม

ตอนแรกเธอคิดว่าเขาอาจเบื่อหน่ายตามประสา จึงปล่อยเวลาเว้นว่างไว้หนึ่งวันเต็ม ทว่าพอเข้าวันที่สองก็ชักไม่แน่ใจ

“ดลยังไม่มาทำงานอีกเหรอ หมิว” เธอถามเลขาฯ

“ยังค่ะ” อีกฝ่ายส่ายศีรษะ “คนในแผนกนึกว่าคุณดลลาพักร้อน”

“ดลวางแผนงานไว้ล่วงหน้าเสมอ เพราะฉะนั้นต่อให้เขาไม่อยู่ก็ไม่กระทบ” เธอถอนหายใจ “แต่หัวหน้าไม่อยู่ อย่างน้อยก็ควรเอะใจบ้างสิว่าคนอย่างเขาเคยลาพักร้อนที่ไหนกัน”

“แหม คุณกัล ใครก็รู้ว่าคนแผนกผลิตออกจะ…แปลกๆ โทษพวกเขาไม่ได้หรอกค่ะ”

“เฮ้อ ฉันควรทำยังไงดี” หญิงสาวชักจนปัญญา “ดลไม่เคยขาดงาน แถมไม่ติดต่อมาบอกด้วย เขาไม่เคยเป็นแบบนี้เลย”

“มีอะไรเกิดขึ้นที่บ้านมิสหลิงหรือเปล่าคะ”

“ไม่เห็นมีอะไร” เธอขมวดคิ้ว นึกขึ้นได้ “เขาดูใจลอยอยู่กับความคิดตัวเอง แต่ดลก็ทำตัวแบบนี้เป็นประจำ ฉันนึกว่าเขาแค่เบื่อ”

“สงสัยจะไม่ใช่แล้วละค่ะ หมิวคิดว่าคงมีเรื่องอื่นอีกแน่ คุณกัลควรคุยกับคุณดลนะคะ”

“คงต้องอย่างนั้น” กุลกัลยาว่า “เย็นนี้ฉันจะแวะไปหาเขา ในเมื่อโทรไม่ติดก็ต้องเข้าถึงตัว อยากรู้นักว่าดลมีปัญหาอะไรกันแน่”

เธอไม่จำเป็นต้องรอถึงตอนเย็น เพราะธนดลติดต่อมาเองในช่วงบ่ายวันนั้น พร้อมกับข่าวว่า…เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทำงานร่วมกับบริษัทฟาหมาน

Don`t copy text!