สาป บทที่ 8 : ล่าแม่มด

สาป บทที่ 8 : ล่าแม่มด

โดย : เยาวเรศ

สาป นวนิยายลึกลับ โดย เยาวเรศ เรื่องราวของสาวไทยที่ต้องไปเผชิญกับความลึกลับในบ้านชนบท ประเทศอังกฤษ โดยมีความรัก…ความแค้น…และความอาฆาตพยาบาทที่มาเดิมพันกับชีวิตของเธอ นิยายออนไลน์จากเว็บไซต์อ่านเอาที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์อีกเรื่อง

*************************

– 8 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

หญิงสาวพยายามลืมตาขึ้น หากแสงไฟจ้าทำให้ต้องกะพริบตาถี่ๆ อยู่เป็นครู่

“ฟื้นแล้ว…ฟื้นแล้ว” ไอลดาได้ยินเสียงใครบางคนอุทานเสียงดังอย่างดีใจจนเกือบจะเป็นเสียงตะโกน “ผมไปตามพยาบาลก่อนนะ”

“ถึงกับต้องให้น้ำเกลือเลยหรือคะนี่” หล่อนถามพยาบาลสาวในทันทีที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาตรวจชีพจร “ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากเลยค่ะ”

“หมดขวดนี้ก็ไม่ต้องให้ต่อแล้วค่ะ” อีกฝ่ายตอบยิ้มๆ “หมดแล้วก็คงกลับบ้านได้ คุณไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เป็นลมไปเท่านั้นเอง”

“ฉันไม่ได้ดื่มเยอะเลยนะคะ” ไอลดาค้าน “แค่สองแก้วเท่านั้น ก็ไม่ถึงกับน่าจะหมดสติไป”

“เราเจาะเลือดไปแล้วค่ะตั้งแต่คุณมาถึงห้องฉุกเฉิน แต่อาการไม่ได้หนักก็เลยย้ายคุณมาที่นี่ คงจะอ่อนเพลียหรือไม่ก็รับประทานอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายอ่อนแอ…แต่ไม่เป็นไรแล้วค่ะ พอน้ำเกลือหมดก็กลับบ้านได้แล้ว”

พยาบาลไม่อยู่รอให้หล่อนซักถามอะไรต่อ พอจบคำพูดหล่อนก็ยิ้มให้ไอลดานิดๆ แล้วเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยรวมไปในทันที ในขณะที่ลุคตะโกนขอบคุณไล่หลังไป

ชายหนุ่มจับมือหล่อนไว้แน่น เขายิ้มกว้างอย่างดีใจ

“คุณเป็นลมไปนานเลย เล่นเอาผมใจไม่ดี…กลัวคุณไม่ฟื้น”

“ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอกค่ะ” หญิงสาวอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ “แค่เป็นลมไปเท่านั้นเอง”

“ผมไม่เคยเห็นใครเป็นลมนานอย่างคุณมาก่อนเลย เป็นลมอะไรไปทีตั้งวันกับอีกคืนนึง”

“นานขนาดนั้นเลยหรือคะ…แต่ก็ช่างเถอะ แค่เป็นลมก็คงโอเคกระมังคะ”

“หมอกับพยาบาลเค้าว่างั้นนะ” ลุคพยักหน้า “ผมพาคุณมาส่งห้องฉุกเฉิน เขาก็บอกว่าชีพจรคุณต่ำมาก ทีแรกก็คิดว่าคุณหมดสติไปเพราะแอลกอฮอล์หรืออาจจะกินยาประจำตัวบางอย่างแล้วไปดื่ม แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่พบอะไรร้ายแรงที่น่าเป็นห่วง นอกจากชีพจรคุณเต้นเบามากๆ แล้วก็ยังไม่ได้สติ…เท่านั้นเอง”

“ฉันจำได้ว่ากำลังเดินกลับบ้านค่ะ”

“นั่นแหละ…ผมออกมาจากครัวก็ไม่เจอคุณเสียแล้ว ก็เลยรออยู่พักนึงเผื่อคุณเข้าห้องน้ำ รอจนคุณไม่ออกมาสักที ผมเลยเดาว่าคุณคงกลับบ้าน”

“ฉัน…ฉัน…”

“เอาเถอะ” ชายหนุ่มแตะแขนหล่อนเบาๆ “ไม่เป็นไรแล้วนะ ทีหลังก็อย่ากลับคนเดียวแล้วกัน ทางมันมืดมากๆ เผื่อคุณจะเดินไปสะดุดอะไรแล้วหัวฟาดล้มลงมันจะยิ่งแย่กว่านี้ คราวนี้แค่เป็นลม…กับฟกช้ำดำเขียวนิดหน่อย เดี๋ยวก็หาย”

“ลุคคะ…ฟังฉันก่อน ฉันว่าจะถามคุณตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ก็พอดีไม่มีโอกาส”

“เรื่องอะไรครับ”

“ฉันอาจจะรู้สึกไปเองก็ได้นะคะ ตอนที่คุยกับปู่คุณน่ะ ตอนที่ฉันเล่าเรื่องความฝันให้ท่านฟังน่ะค่ะ ดูท่าทางท่านแปลกๆ ไป ฉันสังเกตเห็นปู่คุณมือสั่นด้วย…มันมีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่าคะ”

“เรื่องมือสั่นน่ะผมไม่เห็นนะ แต่พอคุณบรรยายลักษณะผู้หญิงที่คุณฝันเห็นบ่อยๆ น่ะ มันมาตรงเข้ากับตำนานของหมู่บ้านที่เล่าต่อกันมาหลายต่อหลายรุ่นนั่นแหละ คนแก่คนเฒ่าหลายคนยังคงเชื่อเรื่องโบราณเหล่านี้อยู่….ปู่ของผมก็ด้วย”

“ตำนานของหมู่บ้านเลยเหรอคะ”

“ผมก็ได้ยินมาจากปู่จากย่านั่นแหละ ตระกูลเก่าๆ ที่อยู่หมู่บ้านแถวนี้มานานจะรู้กันทั้งนั้นแหละคุณ ยกเว้นพวกที่ย้ายมาใหม่ๆ ไม่กี่สิบปีนี่ บ้านรุ่นใหม่ที่มาสร้างในหมู่บ้านนี่ก็หลังสงครามโลกที่สองไม่นานนัก นอกนั้นเป็นบ้านเก่าๆ สไตล์คอทเทจอย่างที่คุณเห็น อายุเป็นร้อยๆ ปี อยู่กันมานานหลายชั่วอายุคน…ตำนานก็เล่าๆ ต่อกันมาตั้งแต่สมัยล่าแม่มดโน่น”

“สมัยล่าแม่มด…” ไอลดาอุทานอย่างตกใจ “นี่หมู่บ้านเรามีแม่มดอย่างนั้นเหรอคะ”

“ในประวัติศาสตร์ก็ว่าอย่างนั้นนะ คุณไม่รู้เหรอว่าแคว้นเรา…เอสเซกซ์น่ะ มีชื่อเสียงเรื่องแม่มด ที่สำคัญ…แม่มดคนแรกที่ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในเมืองเชล์มสฟอร์ดซึ่งเป็นเมืองหลักของแคว้นเรานี่มาจากหมู่บ้านนี้เลย”

หล่อนนิ่งงัน

“คุณอย่าไปคิดเป็นจริงเป็นจังเลยไอลดา” ชายหนุ่มรีบพูดต่อเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย “ผมบอกแล้วไงมันเป็นแค่ตำนาน สมัยนี้ใครจะไปเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ มนตร์ดำ แม่มด พ่อมด เราอยู่ศตวรรษไหนแล้ว…นั่นมันเรื่องสมัยศตวรรษที่ 15 โน่น วิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญ มีเหตุการณ์อะไรที่คนอธิบายไม่ได้…ไม่เข้าใจ ก็โยนไปให้เป็นเรื่องของแม่มด พ่อมดไปโน่น”

“ฉันไม่รู้เลยนะคะนี่ว่าหมู่บ้านเรามีชื่อเสียงเรื่องแม่มด”

“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกหรอกนะคุณ” ลุคตอบเจือหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “หมู่บ้านเราไม่เคยเอาแม่มดมาเป็นจุดขายนะ แฮทฟิลด์ เพเวอเริลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ไม่มีจุดสนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ เผอิญคุณแม่แอกเนส…แม่มดคนแรกที่ผมเล่าให้ฟังน่ะ แกอาศัยอยู่ที่นี่ ตอนยุคล่าแม่มด แกเป็นคนแรกที่โดนกล่าวหา แล้วก็อย่างที่ผมเล่า โดนประหารชีวิตไปในเมืองนั่น แกไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเมโดว์บรุคนะ เพราะแกไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่น แถมไม่ได้ตายที่นั่นอีกต่างหาก”

“แล้วผู้หญิงคนที่ฉันเห็น กับเด็กคนนั้นเป็นใครล่ะคะ ทำไมมาเกี่ยวพันกับบ้านหลังนั้น แล้วมาให้ฉันเห็นทำไม”

“มันมีตำนานแม่มดที่ไม่เกี่ยวกับคุณแม่แอกเนสโดยตรงนะ ที่ผมได้ยินมาก็เหมือนกับว่า ในหมู่บ้านเราแม่มดอีกหลายคนที่โดนจับไปทรมานให้สารภาพ แล้วก็โดนประหารชีวิต แต่มีอยู่คนหนึ่งที่วิญญาณไม่ไปไหน ยังหลอกหลอนผู้คนในหมู่บ้านเพราะว่านางโดนใส่ร้าย…ประมาณนั้นแหละ”

“แล้วเกี่ยวกับเมโดว์บรุคไหมคะ”

“ตำนานว่า แม่มดคนนี้เคยอาศัยอยู่แถวๆ นั้นแหละ แต่ไม่มีใครรู้ว่าตรงไหน หรือจริงไหม แต่ปู่ผมเล่าว่า แม่มดคนนี้มีเรื่องเกี่ยวพันบางอย่างกับบ้านนั้นน่ะ  อันนี้มาจากเรื่องซุบซิบนินทาของพวกคนรับใช้ในสมัยที่พวกเรย์ลีย์ยังอยู่ที่บ้านนั้น แต่ไม่มีใครยืนยันว่าจริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าผู้หญิงคนนี้ชื่ออะไร ผมถึงว่า…บางทีก็อาจจะเป็นเรื่อง ‘เขาเล่าว่า’ เท่านั้น…มันไม่มีหลักฐานอะไรจะให้เชื่อได้เลยสักอย่าง แล้วคนที่รู้เรื่องตำนานแม่มดนี่ก็มีแต่พวกคนที่เป็นลูกหลานของพวกที่เคยทำงานรับใช้พวกเรย์ลีย์เท่านั้น…ซึ่งก็ตายกันไปเป็นร้อยๆ ปีแล้ว มีคนรู้เรื่องตำนานนี้ไม่กี่คน”

“ซึ่งก็รวมถึงปู่คุณด้วย…”

“ไม่ใช่ปู่อย่างเดียว ญาติทางข้างยายผมก็เคยทำงานรับใช้ตระกูลนี้เหมือนกัน” ลุคเล่าต่อไปเรื่อยๆ “แต่บ้านหลังที่คุณอยู่นั่นน่ะ ปิดตายมาเป็นร้อยปีแล้วนะ ผมได้ยินว่าสมัยสงครามโลกน่ะ ทางรัฐบาลขอใช้เป็นที่ทำการอะไรสักอย่าง แล้วต่อมาก็ไม่ได้มีใครอาศัยอยู่อีกเลยจนกระทั่งมาถึงสมัยคุณนั่นแหละ”

“แล้วมีเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับบ้านนี้สมัยสงครามโลกมั้ยคะ”

“อันนี้ผมไม่รู้จริงๆ ผมเกิดไม่ทัน”

“ลุคคะ” ไอลดาเรียกเขาเสียงอ่อยๆ “อย่าพูดเล่นสิคะ”

“ผมจะไปถามปู่ให้ละเอียดเลย แล้วจะมาบอกคุณ” ลุคตัดบท “คุณหิวไหม เดี๋ยวพอน้ำเกลือหมดขวด ออกจากโรงพยาบาลแล้วคุณอยากกินอะไร ผมเลี้ยงเอง”

“ฉันไม่หิวหรอกค่ะ ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว แต่ยังไม่อยากกลับไปบ้านน่ะค่ะ”

“คุณกลัวหรือ”

หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่หล่อนจะหมดสติไปยังแจ่มชัดทุกรายละเอียด ไอลดาตัวสั่นน้อยๆ เมื่อนึกถึงเสียงร้องไห้โหยหวน และเสียงกรีดร้องแหลมลึกที่ดูเหมือนกับยังก้องอยู่ในโสตประสาท…

“คุณหนาวเหรอ”

“เปล่าค่ะ” หล่อนห่อไหล่ ยกมือขึ้นกอดอกโดยอัตโนมัติ “ฉันคิดถึงเอ้อ…ผู้หญิงคนนั้นน่ะค่ะ เมื่อคืนน่ะ…”

“เฮ้อ” คนฟังถอนใจยาว เขาถือวิสาสะจับไหล่อันบอบบาง ทำให้ไอลดาต้องหันมาเผชิญหน้ากับเขา “ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าคุณเจออะไรบ้าง แต่เห็นคุณเป็นแบบนี้แล้วผมไม่สบายใจ ผมว่าคุณย้ายออกมาจากที่นั่นดีกว่า ผมจะช่วยหาบ้านให้…ไม่ยากหรอก คุณแค่ตัวคนเดียว ในช่วงนี้ถ้าคุณไม่รังเกียจ…จะไปอยู่กับผมก็ได้ บ้านผมมีห้องแขกแล้วยังมีห้องว่างอีกห้องหนึ่ง แถมคุณยังอยู่ใกล้ๆ ปู่ผมอีกด้วย อยากรู้อะไรจะได้เดินไปถามแกเลย…ดีมั้ย”

“ขอบคุณค่ะ…ฉันขอบคุณคุณจริงๆ แต่คิดว่ายังพอจะอยู่ที่นั่นได้ อย่างน้อยฉันก็ต้องคุยกับเพื่อนฉันก่อน เพราะตอนที่มาเช่าบ้านนั้นน่ะ เพื่อนฉันเป็นคนจ่ายค่าเช่า ค่ามัดจำ ฉันอยู่บ้านเดียวกับเธอที่ลอนดอนมาก่อนน่ะค่ะ…แต่ว่าบ้านนี้มันใหญ่ เพื่อนฉันก็เลยไม่อยากย้ายมาคนเดียว ฉันคงต้องบอกเธอก่อนว่าฉันจะไม่อยู่แล้ว…”

“คุณโทรไปบอกเค้าได้ไหมล่ะ”

“เรื่องมันมากกว่าที่คุณคิดค่ะ” ไอลดาถอนใจ “ฉันคิดว่าเธอคงไม่เคยเจออะไรแบบที่ฉันเจอเลย อีกอย่าง…ตอนนี้แดฟนีเพื่อนฉันก็มีปัญหาส่วนตัวอยู่ ฉันไม่อยากเอาเรื่องนี้ไปซ้ำเติมเธออีก”

“แล้วคุณจะเอายังไง”

“ฉันก็ยังไม่รู้เลยค่ะ” หล่อนส่ายหน้า “วันนี้คงจะต้องกลับไปบ้านก่อน รอจนเพื่อนฉันกลับมาจากลอนดอน…หรือที่ไหนสักแห่ง…แล้วฉันก็คงจะต้องคุยกับเธอ หลายเรื่องเลยค่ะ รวมทั้งเรื่องแปลกๆ ในบ้านหลังนี้ด้วย”

“มันก็เป็นเรื่องน่าแปลกนะ” ลุคตั้งข้อสังเกต “ถ้าเพื่อนของคุณไม่เคยเห็น ไม่เคยเจออะไรแปลกๆ เลยทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน พร้อมๆ กัน ผมสงสัยว่าทำไมมันเกิดขึ้นกับคุณคนเดียว”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นกับฉันคนเดียวหรือเปล่า ที่รู้ๆ เธอไม่เคยพูดถึงเรื่องแปลกๆ อย่างที่ฉันเจอ แล้วอีกอย่าง…แดฟนีเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ค่ะ เธออาจจะเห็นหรือได้ยินอะไรก็ได้ ฉันเองก็ไม่รู้…”

ไอลดาพูดยังไม่ทันจบประโยค ร่างสูงโปร่งในชุดเดรสสีดำของแดฟนีก็เดินตรงเข้ามา ในมือหล่อนมีดอกไม้ช่อใหญ่ผูกโบสวยงาม อีกมือหนึ่งมีกล่องขนมจากเบเกอรีชื่อดังของลอนดอน

“ลดา…”

แดฟนีโผเข้ากอดหล่อน หลังจากที่ยื่นดอกไม้และกล่องขนมในมือให้ลุคที่รับไปอย่างงงๆ

“ฉันขอโทษนะ…ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอไม่สบายถึงกับต้องมาโรงพยาบาล ฉันโทรมาหาเธอที่บ้านก็ไม่มีคนรับสาย โทรเข้ามือถือเธอตั้งแต่เมื่อคืนก็ติดต่อไม่ได้…”

“ไอลดาเพิ่งจะรู้สึกตัวเมื่อครึ่งชั่วโมงนี่เองครับ” ชายหนุ่มขัดขึ้น “คงยังไม่มีเวลาจะโทรแจ้งคุณ…”

“แดฟนีค่ะ” หญิงสาวยื่นมือไปให้เขาเพื่อเป็นการทักทายตามมารยาท “ว่าแต่คุณเป็นเพื่อนลดาหรือคะ…ทำไมรู้ข่าวเร็วจัง เร็วกว่าฉันอีก”

“เรื่องมันยาวน่ะ” ไอลดารีบตัดบท “ลุคเขาเป็นคนพาฉันส่งโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อคืน”

“หมอเขาว่าเป็นอะไร”

“แค่เป็นลมน่ะ ไม่มีอะไรมากหรอก…นี่ฉันก็รอให้น้ำเกลือหมดขวดแล้วก็กลับได้แล้ว”

“งั้นฉันรอ” เพื่อนสนิทของหล่อนลากเก้าอี้ใกล้เตียงมานั่ง “จะได้กลับบ้านด้วยกัน เออ…ทริสตันเขาโทรมาหา บอกจะมาที่บ้านคืนนี้ เธอไม่ต้องห่วงว่าจะต้องทำอะไรนะ…ฉันให้คนของแม่มาจัดการตั้งแต่ตอนสายๆ แล้วที่บ้าน ป่านนี้คงเตรียมดินเนอร์เรียบร้อยแล้ว”

แดฟนีหยุดพูดทันควัน เมื่อเห็นไอลดากับลุคสบตากัน แล้วต่างฝ่ายต่างก็นิ่งไป เพื่อนสนิทของหล่อนทำท่าอึกๆ อักๆ ในที่สุดหล่อนก็ตัดสินใจโพล่งออกมา

“คือ…คืนนี้ฉันจะไปค้างบ้านลุคน่ะ”

แดฟนีเลิกคิ้วสูง หันไปมองหน้าลุคแล้วก็มองหน้าไอลดาสลับไปมา ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ในขณะที่ลุคเองก็มองหน้าคนพูดอย่างประหลาดใจ

“เธอนี่นะลดา…จะไปนอนค้างที่อื่น…แน่ใจนะ”

“งั้นสิ”

“โอ๊ย ตายๆๆ ฉันจะเป็นลม” เพื่อนสาวจับแขนหล่อนเขย่าเบาๆ อย่างล้อเลียน “ฉันไม่ได้เจอเธอแค่สองอาทิตย์กว่าๆ เธอเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยหรือ”

“ฉันพูดจริงๆ นะแดฟนี” หล่อนทำท่าขึงขัง พลางหันไปถลึงตาใส่ลุคเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะเป็นลมล้มลงไปกับพื้น “ใช่ไหมคะลุค…”

ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มกว้าง

“รู้จักกันมาก็ตั้งหลายปี ฉันไม่เคยเห็นเธอสนใจผู้ชายคนไหนเลย แค่ฉันหายไปแป๊บเดียว เธอก็กลายเป็นไอลดาคนใหม่ไปเสียแล้ว” พูดจบหล่อนก็หันไปหาลุค “ขอฉันเสียมารยาทหน่อยเถอะค่ะ ในฐานะที่ไอลดาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดในโลกของฉัน คุณรู้จักกันนานแล้วเหรอคะ…แล้วคุณทำอะไร อยู่ที่ไหนมา ทำไมฉันถึงเพิ่งจะรู้จักคุณเนี่ย”

“คุณเล่นถามเป็นชุดอย่างนี้ผมก็เขินแย่ ผมไม่ตอบดีกว่า…คุณเป็นเพื่อนสนิทกัน คุณถามกันเอาเองแล้วกัน”

ไอลดาเองก็อดหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินคำตอบของชายหนุ่ม

“ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนละนะ…อ้อ…เกือบลืมเลย” แดฟนีลุกขึ้นยืนแล้วจุมพิตแก้มหล่อนเบาๆ “ขอบคุณอีกทีที่เป็นธุระจัดการเรื่องนั้นให้ฉันนะ คืนนี้เขาจะมาหาฉันที่บ้านน่ะ”

คนฟังหลบตาลงต่ำ ก่อนจะตอบไม่เต็มเสียงนัก

“ไม่เป็นไร…ฉันไม่ได้ทำอะไรมากเลย…”

“ใครว่าเธอไม่ได้ทำอะไร…แค่เขาโทรมานัดฉันก็ดีใจแล้ว” หญิงสาวจับมือไอลดาบีบเบาๆ “ขอบคุณนะ เธอช่วยฉันทุกครั้งเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร…วันไหนเธอจะกลับบ้านก็บอกฉันด้วยแล้วกัน หลังจากวันนี้ไปฉันคงจะอยู่เมโดว์บรุคมากกว่าบ้านแม่แล้วแหละ”

ไอลดาโบกมือให้เพื่อนสาว อดถอนหายใจยาวไม่ได้เมื่อเห็นท่าทีร่าเริงและรอยยิ้มสดใสของอีกฝ่าย แดฟนีกลับมาเป็นสาวสวย ร่าเริงคนเก่า เพียงแค่ทริสตันติดต่อมาเท่านั้น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพื่อนสาวจะดีใจแค่ไหน หล่อนคงคิดว่าชายหนุ่มผู้นั้นคงจะมาปรับความเข้าใจหรือขอคืนดี ไอลดาได้แต่หวังว่าทริสตันคงจะเปลี่ยนใจ หันมาคบกับแดฟนีอย่างเป็นเรื่องเป็นราวให้สมกับที่เพื่อนของหล่อนทุ่มเททั้งตัวและจิตใจให้เขา หากคืนนี้ ทริสตันเป็นฝ่ายขอยุติความสัมพันธ์ไม่ว่าจะในฐานะใด และสารภาพความจริงกับแดฟนีว่าเขาใช้แดฟนีเป็นสะพานเพื่อจะรู้จักไอลดาให้ดีขึ้น เพื่อนรักของหล่อนจะรู้สึกอย่างไร

คิดมาถึงตรงนี้แล้วหญิงสาวก็รู้สึกขอบใจตนเองที่ตัดสินใจที่จะไม่กลับไปที่บ้านในคืนนี้ หล่อนไม่อยากเผชิญหน้าทริสตัน อีก ไม่ว่าคืนนี้หรือวันไหนๆ ไอลดาเกลียดตัวเองที่รู้สึกอ่อนไหวทุกครั้งที่คิดถึงเขาทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าเพื่อนของเธอตกหลุมรักชายหนุ่มคนนั้นอย่างจริงจังปานใด

“ผมดีใจนะเนี่ย…คุณบอกกับเพื่อนคุณว่าจะไปค้างกับผม…”

“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย” ไอลดาหัวเราะ “คุณก็รู้ว่าฉันยังไม่อยากกลับไป ทุกอย่างมันยังติดตาอยู่ จะว่าฉันกลัวก็ยอมรับแหละค่ะ อีกอย่าง…ช่วงนี้ฉันไม่ต้องไปมหาวิทยาลัย ถ้าจะต้องให้ทำงานวิจัยอยู่ที่บ้านนั้นตลอดวัน ตลอดคืน แล้วแดฟนีไม่อยู่ด้วยนี่…ฉันกลัวว่าถ้าเจออีกทีก็คงไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงเลยค่ะ”

ลุคไม่ตอบ เขาบีบมือหล่อนเบาๆ อย่างปลอบใจ ถ้าจะต้องรอ ใจเย็นๆ รอต่อไปสักนิดเพื่อให้หญิงสาวสวยคนนี้ใจอ่อน ยอมคบกับเขาเป็นเรื่องเป็นราว เขาก็รอได้…นานเท่าไรเขาก็จะรอ

ลอร์ดเรย์มอนด์เดินกระสับกระส่ายเหมือนหนูติดจั่นอยู่ในห้องทำงานของคฤหาสน์หลังงามประจำตระกูลเรย์ลีย์ เขาสั่งให้เลขานุการโทรศัพท์ไปสั่งผู้เป็นหลานชายให้มาหาเขาทันทีที่ทริสตันกลับบ้าน แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าชายหนุ่มจะกลับเข้าบ้าน

เขาทรุดตัวลงนั่งในที่สุด ความกังวลในตอนแรกที่เห็นไอลดากับหลานชายของเขาดูเหมือนจะมีอะไรลึกซึ้งมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้เช่าบ้านและเจ้าของบ้าน มาบัดนี้กลับกลายเป็นความปริวิตกอย่างหนัก หญิงสาวคนนั้นไม่ได้มีแค่ความสวยแปลกตา แต่หล่อนมีอะไรมากกว่านั้น และสิ่งที่หล่อนมีนั่นแหละจะนำความอันตรายร้ายแรงมาสู่ทริสตันและครอบครัวของเขาได้

ลอร์ดผู้ชราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า หลานชายของเขาไปตกหลุมรักหญิงสาวชาวไทยคนนี้ตั้งแต่เมื่อใด และนานแค่ไหนแล้ว แววตาที่ทริสตันมองไอลดาบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขารู้สึกอย่างไรต่อหล่อน เขาไม่เคยเห็นหลานชายของเขาปฏิบัติต่อผู้หญิงคนไหนอย่างอ่อนโยน ปกป้องเท่านี้มาก่อน แม้แต่หญิงสาวผู้หนึ่งที่เขาเคยคบหาอยู่ระยะหนึ่งก่อนที่จะเลิกราไปในสมัยวัยรุ่น ทริสตันก็ไม่เคยมีท่าทีเช่นนี้

เรย์มอนด์ เรย์ลีย์ไม่เคยเชื่อเรื่องตำนานเหลวไหลเกี่ยวกับเมโดว์บรุคมาก่อน เขาใช้ชีวิตวัยหนุ่มไปกับการทำงานและการออกเดินทางท่องเที่ยว จนเมื่อเขาตกหลุมรักหญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในทวีปอเมริกาใต้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เรย์มอนด์จึงตัดสินใจแต่งงาน…

หากแต่ช่วงเวลาแห่งความสุขก็อยู่กับเขาได้ไม่นานเลย

เขารีบปาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่…ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมนิ่งดูดาย ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงเพราะมันเป็นเรื่องเหลวไหลที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้อย่างที่ผ่านมา

ถ้าเพียงแต่ตอนนั้นเขาจะเชื่อ…เรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขาก็คงไม่เกิดขึ้น!

มาบัดนี้ ตระกูลเรย์ลีย์ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่เก่าแก่ สืบทอดมายาวนานตั้งแต่ก่อนสมัยศตวรรษที่ 15 สมาชิกในตระกูลเคยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ในเมโดว์บรุค พร้อมบริวาร คนรับใช้ ก็เหลือแต่เพียงสองคน คือ เขาและทริสตัน…

และตระกูลเรย์ลีย์ในวันนี้…ไม่มีผู้หญิงในครอบครัวเหลืออยู่เลย!

ลอร์ดเรย์มอนด์ถอนหายใจยาว เขารู้สึกหนักใจไม่น้อย ทำอย่างไรเขาจึงจะอธิบายเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นให้ทริสตันเข้าใจได้โดยที่หลานชายไม่คิดว่าเขาเสียสติไปเสียก่อนที่ฟังจบ…

อย่างไรก็แล้วแต่ ครั้งนี้ทริสตันจะต้องรับฟัง และชายหนุ่มจะไม่มีทางเลือกใด นอกจากจะต้องปฏิบัติตามที่เขาสั่ง ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นลุง แต่จุดประสงค์ที่สำคัญคือความปลอดภัยของชีวิตทั้งตัวเขาและทริสตันเองด้วย!

“ขอโทษด้วยครับ” เขารีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ พร้อมกับลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงทริสตันมาก่อนตัว “ผมมัวแต่วุ่นๆ กว่าจะเสร็จธุระก็ช้าไปหน่อย…ว่าแต่คุณลุงมีธุระด่วนอะไรกับผมเหรอครับ”

“นั่งลงก่อน…เรื่องมันยาว ลุงจะค่อยๆ อธิบายให้เข้าใจ”

“ถ้าไม่ด่วน เราค่อยคุยกันวันพรุ่งนี้ได้มั้ยครับ” เขาเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ “พอดีผมนัดแดฟนีไว้ที่บ้านเธอ มีธุระสำคัญที่จะต้องคุยกับเธอ ไม่อยากจะให้มันล่าช้าไปกว่านี้”

ท่านลอร์ดพยักหน้า

“เรื่องด่วน…น่าจะสำคัญมากกว่าเรื่องที่หลานจะไปหาแดฟนี”

“คุณลุงว่ามาเลยครับ”

“ตอนบ่ายที่ลุงเข้าไปในห้องทำงาน ขอให้เชื่อฟังและทำตามโดยด่วนด้วย ในเมื่อหลานจะไปหาแดฟนีคืนนี้ก็ดีแล้ว ลุงขอให้หลานบอกกับเธอเรื่องเราขอยกเลิกสัญญาเช่า ทางบริษัทยินดีที่จะคืนเงินมัดจำให้ครบจำนวน คืนค่าเช่าทั้งหมดที่แดฟนี…อ้อ…เลดี้ไวโอเล็ตซินะ จ่ายมาแล้วครบปี พร้อมทั้งค่าขนย้าย ถ้าหากแดฟนียินดีที่จะอยู่ต่อไปก็สามารถทำได้ โดยมีอยู่ข้อแม้เดียวที่ลุงขอ ผู้หญิงชาวไทยคนนั้น…จะอยู่ที่บ้านนั้นต่อไปไม่ได้เด็ดขาด”

“คุณลุง! นี่มันเรื่องอะไรกันครับนี่”

“ลุงพูดหมดแล้ว ขอให้ทำตามนั้น” ลอร์ดเรย์ลีย์หันหลังให้เขาเพื่อเป็นการตัดบท “ลุงต้องการให้ผู้หญิงคนนั้นย้ายออกไปเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าเขาเป็นเพื่อนสนิทของแดฟนีอย่างที่ลุงรู้มา แล้วแดฟนีเองก็ไม่อยากอยู่ที่บ้านนั้นคนเดียว ก็แล้วแต่…”

“คุณลุง…”

“ครบสัญญาหนึ่งปี ไม่ต้องต่อสัญญาเช่า บ้านนั้นจะปิดตายอย่างเดิม แล้วถ้าหากทั้งคู่ตกลงจะย้ายออกไปด้วยกัน ลุงก็ขอปิดบ้านนั้น ไม่ให้เช่า ไม่ให้ใช้ประโยชน์อะไรอีกต่อไป ยกเว้นหากมีใครมาขอซื้อที่ดินไปทำอย่างอื่น โดยมีข้อแม้ว่าต้องรื้อบ้านหลังนั้นทิ้งให้หมดอย่าให้เหลือซาก! หรือถ้าไม่มีใครอยากจะซื้อที่ดินไปทำประโยชน์อะไร ลุงจะรื้อบ้านหลังนั้นลงด้วยมือของลุงเอง…เข้าใจไหม”

ร่างที่สั่นเทิ้มด้วยโทสะของชายชราค่อยๆ ทรุดตัวลงกับพื้น แล้วลอร์ดเรย์มอนด์ก็รู้สึกเหมือนเสียงของหลานชายแผ่วเบาลงไปทุกทีๆ และความรู้สึกทั้งหมดก็ดับวูบไปโดยพลัน

Don`t copy text!