สายลมตะวันออก บทที่ 14 : อำนาจเสน่หา

สายลมตะวันออก บทที่ 14 : อำนาจเสน่หา

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

พระยาเกียนหาพื้นที่โล่งสำหรับกองทหารฝึกซ้อมศาสตรา อยู่ที่ฝั่งตะวันออกของคลองตะเคียน ใกล้หมู่บ้านโปรตุเกส ติดกับทุ่งหญ้าที่พวกตะพุ่นหญ้าช้าง ตัดไปเลี้ยงดูคชสารหลวง

ยามาดะ เซกิ และพรรคพวกอาสาญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายญี่ปุ่นมาแลกเปลี่ยนศาสตร์พิชัยยุทธของตนให้ไพร่พลฝ่ายอโยธยา ทั้งเรื่องของศาสตราวุธ ทั้งดาบ ธนูทั้งบนพื้นและบนหลังม้า รวมถึงแบบแผนธรรมเนียมญี่ปุ่นต่างๆ ผู้ที่มาฝึกฝนมิใช่พวกไพร่เลว แต่เป็นบรรดาทหารหลวงมีฝีมือพอตัว จึงเป็นโอกาสให้ยามาดะได้สนทนาแลกเปลี่ยนสรรพวิทยาด้านต่างๆ ระหว่างกันด้วย

วันแรกๆ พระยาเกียนมักมาตรวจตราการฝึกด้วยตนเอง แสดงความพอใจที่เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของทหารทั้งของอโยธยาและญี่ปุ่น

“ยินดีที่ได้พ่อหนุ่มมา หากแม้วันหน้า จะได้ทูลขอให้ได้รับราชการมียศกินตำแหน่งต่อไป”

“ทหารหลายคนที่ทักษะดาบอยู่แล้ว ฝึกเพิ่มเติมได้ไม่ยากขอรับ” ยามาดะบอก

“ศาสตร์สองแดนมีดีด้อยต่างกัน หากประสานรวมกัน จะทรงพลังยากมีใครต้าน” ขุนนางใหญ่ว่า “เจ้าเป็นเลิศทางการรบแบบญี่ปุ่น หากได้เรียนรู้วิชาแบบอโยธยาอีก เห็นจะไร้ใครทัดเทียม”

“มาช่วยฝึกฝนกองทหารแห่งนี้ กระผมได้แลกเปลี่ยนความรู้กับขุนทหารหลายคนแล้วขอรับ”

พระยาเกียนส่ายหน้า “ไม่เพียงพอดอก ยังมีอีกมากที่เจ้าน่าจะได้เรียนรู้น่ะพ่อหนุ่ม จำต้องมีครูประสาทวิชาให้ จึงจะเป็นการดี”

“เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าคุณเมตตาขอรับ”

ทุกคราที่พระยาเกียนมาตรวจตราการฝึก คุณทับทิมมักติดตามมาด้วยเสมอ คอยดูแลหาน้ำท่า พัดวีให้บิดา บางคราลอบส่งสายตามาจนยามาดะทำตัวไม่ถูก จะว่าไม่ชอบใจก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่ายินดีกับท่าทีดังกล่าว ก็ไม่ถูกต้อง เหมือนเป็นความรู้สึกที่อยู่กลางระหว่างความพอใจและความอึดอัด

วันนี้ขุนนางใหญ่กลับออกจากลานฝึกราวเที่ยง ไพร่พลทยอยกันพักผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ต่างแยกย้ายกันไป ใต้ร่มไม้บ้าง ตามเถียงที่ปกติเอาไว้พักสำหรับพวกตะพุ่นหญ้าช้างบ้าง

ยามาดะไปพักในเถียงมุงจากหลังหนึ่ง นั่งจนเหงื่อเริ่มแห้ง จึงได้ยินเสียงบุตรสาวขุนนางใหญ่

“ดื่มน้ำก่อนเถิดจ้ะ” ร่างอรชรเอ่ยพร้อมถือขันน้ำลอยดอกมะลิ ยื่นให้

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพร้อมความแปลกใจ “ข้าคิดว่า คุณทับทิมกลับไปแล้วเสียอีก”

“ข้าบอกเจ้าคุณพ่อว่าขออยู่ดูแลเหล่าขุนทหารทั้งหลายอีกสักชั่วมื้อชั่วยาม ไพร่พลทั้งหลายนี้เป็นขุนทหารรับใช้ภักดีมา เราเป็นนายต้องแสดงไมตรี จึงจะซื้อใจได้”

“คุณทับทิมมีน้ำจิตน้ำใจกับผู้ใต้บังคับมากนัก”

หล่อนนั่งลงข้างชายหนุ่ม “ดื่มน้ำก่อนเถิด”

ชายหนุ่มลงนั่งตาม ดื่มน้ำลอยดอกมะลิหอม ช่วยคลายความร้อนความเหนื่อยได้ดีนัก

“ข้ายินว่าเจ้าคุณพ่อหมายตาครูมวยให้เจ้าไว้คนหนึ่ง คงจะได้สั่งให้ไปกราบเป็นลูกศิษย์อีกไม่นานนี้”

“อย่างนั้นหรือขอรับ ท่านเจ้าคุณยังไม่เคยบอกข้า”

“เห็นว่าชื่อครูเทียน มีวิชาเป็นที่นับถือ มีลูกศิษย์ลูกหามากนัก”

“ท่านเจ้าคุณกรุณาข้ามาก ยากจะหาอะไรตอบแทน”

หญิงสาวยิ้มด้วยริมฝีปากแดงสด “เจ้าคุณพ่อนิยมชื่นชมเจ้านะ หวังจะได้มาช่วยทำงานราชการ เชื่อว่าด้วยความสามารถของเจ้า วันหน้าจะได้เป็นขุนทหารคนสำคัญยศศักดิ์สูง เป็นที่นับหน้าถือตาของใครต่อใครแน่”

ชายหนุ่มค้อมศีรษะแสดงความซาบซึ้ง รับรู้ได้ถึงสายตาคมดำจ้องมองไม่วาง พยายามละเว้นไม่สบสู้ แต่ร่างสูงโปร่งในเครื่องชุดชนชาวรามัญ เกล้าผมมวย ประดับปิ่น อันไม่ใคร่ได้เห็นนักในอโยธยา จนแลโดดเด่นมากกว่าแปลกแยก ทำให้อดชำเลืองมองไม่ได้ ดวงหน้าเรียวงาม ซึ่งประสานกับคิ้วโก่งหนา ตาดวงกลมโต จมูกโด่งเป็นสัน และรูปริมฝีปากสวย จัดวางเหมาะเจาะ ไม่เกินไปกว่าคำว่าวิจิตร

มิน่าเล่าถึงมีข่าวร่ำลือกันว่า บุตรขุนนางทั้งหลายต่างหมายปองหล่อนเป็นศรีภรรยา

*

งานเลี้ยงฉลองชัยชนะอันราชสำนักอโยธยาและบริษัทการค้าของฮอลันดาร่วมจัด มีขึ้นตอนค่ำ กลางแจ้ง ณ ลานหน้าพระที่นั่งวิหารสมเด็จ ภายในพระราชวัง มีผู้มาร่วมงานมาก คะเนแล้วกว่าร้อยเห็นจะได้ ยามาดะพบสหายเก่าแต่ครั้งศึกล้านช้างและศึกเมืองบางกอก หลายคนมาทักทายโอภาปราศรัยพอหายคิดถึง

ทหารรับจ้าง ทั้งอาสามัวร์ และโปรตุเกส รวมถึงบรรดาพ่อค้าฮอลันดา อังกฤษ เปอร์เซีย อาหรับ ก็มาร่วมงานด้วยจำนวนมาก สหายทางการค้าหลายคนเข้ามาทักทายหัวหน้าหมู่บ้านญี่ปุ่น การสนทนาเป็นไปอย่างสบายๆ

หลายคนยามาดะไม่รู้จัก ยังไม่เคยเห็นหน้า คงเพิ่งกลับจากการเดินเรือกระมัง แต่ดูเหมือนท่านคิอิรู้จักเป็นอย่างดี สานสนทนาไม่ติดขัด คุยกันเรื่องอดีต ความหลัง ชายหนุ่มญี่ปุ่นไม่พึงสนใจรับฟัง จึงเลือกปลีกตัวออกมา

ทีแรกคิดไปร่วมกลุ่มสนทนากับสหายชาติเดียวกันที่จับกลุ่มอยู่ไม่ห่าง แต่สายลมวูบไหว พัดพากลิ่นหอมจรุงอันคุ้นเคย เขากวาดตามองไปทางลานด้านทิศใต้ เหล่าสตรีนางรำกำลังเยื้องย่างเป็นแถวผ่านเข้ามา มุ่งไปยังกระโจมพักที่อยู่ใกล้ๆ กลิ่นหอมมาจากนางเหล่านี้ไม่ผิด เขาจับจ้องมองบรรดาสตรีผู้นุ่งผ้าสีม่วง ห่มสไบเขียวโศก แต่ละนางปล่อยเรือนผมยาว แตกต่างจากนางเมืองสยามส่วนใหญ่ แต่นั่นไม่ทำให้เขาต้องชะงักได้มากเท่ากับการแลเห็นนางหนึ่งในนั้น

แม้ห่างไกล แต่สายตาเขาย่อมไม่พลั้งพลาดหากนางที่เขาจับจ้อง คือบุตรีออกพระสุนทรโวหาร

คืนนี้หล่อนมาฐานะนางรำ ร่วมรำถวายต่อหน้าพระพักตร์ บ่อยครั้งยามล่องเรือผ่านเรือน ยังแอบเห็นหล่อนซักซ้อม ได้ยินเสียงดนตรีอยู่บ่อยๆ หล่อนเคยว่าอาของตนเป็นจางวางในคณะนาฏศิลป์หลวง เคยแสดงถวายหลายครา วันนี้มีวาสนาชมลีลาร่ายรำของหล่อนเสียที

เมื่อใกล้เวลาเริ่มงาน ยามาดะนั่งลงตามจุดที่ได้รับการจัดไว้เฉพาะสำหรับอาสาญี่ปุ่น ที่ประทับสีทองของพระเจ้ากรุงอโยธยา ตั้งอยู่ตรงกลางด้านหน้าสุดของลาน ขณะที่แถวขุนนางและคณะผู้ร่วมงานทั้งสยามและต่างชาติ เรียงต่อกันลงมาโดยไว้ช่องตรงกลาง

ยามาดะนั่งอยู่ข้างท่านคิอิ ห่างจากที่ประทับของเจ้าอโยธยาสักยี่สิบวา ด้านตรงข้ามเยื้องกับที่นั่งออกหลวงรามเดชะ ส่วนแถวด้านหน้าขึ้นไป เป็นที่นั่งของขุนนางผู้ใหญ่ มีพระยาเกียนเป็นหนึ่งในนั้น

งานนี้แม้ทราบกันว่าฮอลันดาเสนอเป็นเจ้าภาพจัดงาน แสดงความซาบซึ้งสำหรับความช่วยเหลือขจัดภัยร้าย ถือเป็นการเพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างฮอลันดาและอโยธยา แต่อีกนัยหนึ่ง การอันมีขุนนางฝ่ายทหารคุมกำลัง และไพร่พลอาสาต่างชาติมาร่วมงานจำนวนมาก ก็เสมือนเป็นโอกาสของพระเจ้ากรุงอโยธยาในการประกาศความมั่นคงของพระราชอาณาจักร ต่อทั้งผู้คิดต่อต้านทั้งในและนอก

ราวสองทุ่มเศษ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ผู้บริหารบริษัทการค้าของฮอลันดากล่าวถวายการต้อนรับ พระเจ้ากรุงอโยธยาทรงมีพระราชดำรัสตอบ ทรงกล่าวชื่นชมทหารหาญ ขุนนางใหญ่น้อยทั้งปวงที่ทำการเพื่ออโยธยาสำเร็จลุล่วงด้วยดีตลอดมา จากนั้นผู้อำนวยการบริษัทการค้าของฮอลันดาเชิญชวนดื่มถวายพระพร

การแสดงเพื่อความสำราญเริ่มต้นด้วยชุดการร่ายรำ วงปี่พาทย์บรรเลงท่วงทำนองไพเราะ นางรำรายหนึ่งก้าวออกมาหน้าพระพักตร์ เริ่มขยับแขนขา ศีรษะ ตามท่วงท่าที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แต่ละท่าล้วนงดงามสอดประสานรับกับเสียงดนตรี

ยามาดะไม่รู้ว่า บทเพลงและชุดการแสดงเรียกว่าอย่างไร แต่ความสนใจถูกดึงดูดจากร่างองค์งดงามของนางรำ หล่อนโดดเด่น ไม่ใช่สำหรับเขาคนเดียว แต่รวมถึงผู้ร่วมงานอีกหลายต่อหลายคน เหมือนต้องมนตรานาฏกรรมที่ถูกถ่ายทอดผ่านท่วงท่าอ่อนช้อย ในชุดองค์ประดับเครื่องถนิมพิมพาภรณ์

คุณทับทิมร่ายรำงดงามอ่อนช้อยอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ ใบหน้าได้รับการประทินอย่างประณีต ริมฝีปากสีกุหลาบสดอวบอิ่ม ผมมวยสวมมงกุฎทองลวดลายวิจิตร ชุดสไบสองชายปักลวดลายทอง นุ่งจีบหน้านางสีเขียวอ่อน เข็มขัด กำไลข้อมือข้อเท้าทองอร่ามต้องแสงคบไฟรอบบริเวณยามร่างงามระหงเคลื่อนไหว สีหน้าพระยาเกียนยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ เมื่อเห็นลูกสาวตนร่ายรำงดงามเป็นที่เกษมสำราญขององค์กษัตริย์

งานเลี้ยงดำเนินต่อไป พระเจ้ากรุงอโยธยามีพระราชปฏิสันถารกับเจ้านาย ขุนนางและชาวต่างชาติอีกหลายเพลา อาหารอันอุดมถูกลิ้มลองไม่หยุด มีเติมให้ไม่ขาดพร่อง เมรัยสุราถูกดื่มกินกันไม่เว้นว่าง เสียงดนตรียังบรรเลงเสริมรสอาหารและการสนทนา

ในห้วงเวลาแห่งความสังสรรค์ ยามาดะเห็นบุตรสาวของพระยาเกียนซึ่งเสร็จสิ้นจากหน้าที่ของตนแล้ว เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวมานั่งหลังบิดา หล่อนไม่พลาดชำเลืองมองเขา ชายหนุ่มเลือกหลบสายตา

กลิ่นจวงจันทร์รวยรินจากที่ไหนสักแห่งแตะจมูกของชายหนุ่มญี่ปุ่น พร้อมกับเสียงดนตรีวงปี่พาทย์เริ่มบรรเลงอีกครั้ง ลานหน้าพระพักตร์ ปรากฏกลุ่มนางรำ ยามาดะหลงลืมสายตาคมที่เขาไม่กล้าเมียงมอง หันไปจับจ้องหนึ่งในนางรำ สตรีร่างอ้อนแอ้น บุตรีแห่งออกพระสุนทรโวหาร

แม่จวงนุ่งผ้ายาวสีเข้ม คาดอกด้วยแถบสีอ่อน กรองคอสีดำขลิบทอง เช่นเดียวกับสีของรัดเอว และกำไลข้อมือข้อเท้า บนศีรษะสวมเกี้ยววงยอดแหลม ใบหน้าประทินบางเบา แววตาใสน่าเอ็นดู มองผิวเผินไม่ต่างจากนางร่วมร่ายรำรายอื่น แต่ในใจเขากลับรู้สึกว่าหล่อนโดดเด่นกว่า

ดนตรีบรรเลงทำนองเสนาะหู อ่อนหวานสอดรับกับท่วงท่าร่ายรำของเหล่าสาวงาม แม่จวงไม่ใช่คนแถวหน้า แต่สำหรับเขา ไม่มีเหตุผลใดให้ละสายตามองคนอื่น บางครารู้สึกว่าหล่อนชำเลืองมองมา เท่านี้ก็ใจชุ่มชื่น อบอุ่นเหมือนอยู่ใต้ผ้าขนสัตว์ยามหิมะโปรย

ชายหนุ่มเหม่อมองสตรีอันต้องใจ จนแทบหลงลืมสิ่งรอบข้าง หลงลืมกระทั่งสายตาของใครอีกคน ดวงตาคมที่เคยอ่อนโยน

ทว่าเพลานี้กลับเริ่มกร้าวคุกรุ่น

 

เมื่องานเลี้ยงเสร็จสิ้น พระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับ เหล่าเจ้านายขุนนางเริ่มทยอยออกจากบริเวณงาน บางส่วนยังพูดคุย ร่ำลากันตามประสา ยามาดะปลีกตัวออกมา ไม่อยากคุยกับใครตอนนี้ ลอบมากระโจมที่พักนางรำ ชะเง้อชะแง้อยู่สักพัก

คงด้วยเพื่อนร่วมการแสดงเห็น ไปกระซิบบอกแม่จวง หล่อนจึงปลีกตัวออกมานอกกระโจม ทำท่ามาดูแลจัดการโน่นนี่ ยามาดะไม่ปล่อยโอกาส

“เจ้าช่างงามนัก ทั้งการร่ายรำและรูปโฉม”

หญิงสาวอมยิ้มเขินอาย ใบหน้าเรื่อสีกุหลาบริมสองแก้มนวล

ชายหนุ่มยื่นดอกลำดวน สีเหลืองนวลหอมกรุ่นให้

หญิงสาวรับมา กลีบดอกนุ่มสด กลิ่นหอมตราตรึง นัยน์ตาสบประสานกันระหว่างทั้งสอง ในห้วงสายลมแผ่วกลางแสงเงินยวงเบื้องบน ไม่มีอะไรจำต้องกล่าวให้มาก เสมือนรู้กันด้วยใจ

ยามาดะผละจากกระโจมนางรำด้วยใจอิ่มเอิบ ยิ้มไม่หุบ ด้วยความสุขใจ เขาปรารถนาความรู้สึกเช่นนี้

แสงจันทร์คืนนี้แลดูงามกว่าราตรีใด ดาวพรายดวงโตวิบวับประดับฟ้า เสียงจักจั่นร้องบรรเลงเคล้าเสียงหวีดหวิวของนกกลางคืน ช่างน่าฟังราววงปี่พาทย์ลือชื่อ

ความสุขใจพาให้เผลอไผลเหม่อลอย จนเกือบไม่ทันเห็นใครบางคนเคลื่อนกายพร้อมนางบ่าวอีกสองคนมาหยุดลงตรงหน้า ร่างสูงเพรียวบาง ห่มคลุมไหล่ด้วยผ้าสีเข้ม แถบแดง คิ้วคมยังปรากฏรอยเขียนประทินมาแต่การแสดง

“ไฉนเจ้าจึงมาอยู่ตรงนี้” ทับทิมถามเสียงต่ำๆ ริมฝีปากอวบ ไม่มีรอยยิ้มแฝงไมตรี

“ข้าเพียงผ่านมาเท่านั้น” เขาตอบอ้อมแอ้ม ไม่เต็มเสียง

สายตาของหญิงสาวเหลือบมองกระโจมนางรำ “อย่างนั้นรึ” แล้วตวัดสายตาแข็งกลับมาจ้อง ทำเอาชายหนุ่มใจหาย ไม่อยากสบตา ความอึดอัดแม้เพียงชั่วอึดใจ แต่กลับรู้สึกนานราวขวบปี

ไร้คำพูดใดออกจากริมฝีปากสีชาด ร่างงามเดินจากไปปราศจากคำเอ่ยร่ำลา

*

จันทร์เพ็ญลอยกลางฟ้าไร้เมฆ แสงนวลทอลงฉาบผิวน้ำในลำคลอง แสงเล็กๆ ของหิ่งห้อยวนเวียนอยู่ตรงพุ่มไม้ริมตลิ่ง ดอกประยงค์รวยรินความหอมอ่อนๆ มาตามลม

ยามาดะละความสนใจจากกลิ่นดอกไม้ราตรี เมื่อเรือที่พายมาหยุดลงหน้าเรือนแพ

ตอนบ่าย บ่าวของคุณทับทิมมาแจ้งว่าพระยาเกียนต้องการพบตัวเขา ไม่ทราบว่ามีเรื่องใดกัน จะหารือเรื่องการฝึกฝนศาสตรา หรืออาจเป็นเรื่องครูมวยครูดาบที่แนะนำให้เขาไปกราบขอเป็นลูกศิษย์

เรือนแพห่างจากเรือนใหญ่ไม่มาก เป็นเรือนไม้ขัดมัน เข้าไม้ประณีต หลังคามุงจาก ริมตลิ่งมีต้นก้ามปูใหญ่ และแนวต้นประยงค์เรียงรายประดับอยู่ตรงปากทางขึ้น

แสงตะเกียงวอมแวมให้เห็นตอนชายหนุ่มก้าวขึ้นไป กลางความเงียบบนชานเรือน สตรีนางหนึ่งในชุดพื้นเมืองรามัญ นั่งอยู่ตรงโต๊ะไม้ที่มีสำรับอาหารวางเตรียมไว้พร้อม ใบหน้าหล่อนผุดผ่องแม้อยู่ใต้แสงตะเกียง รอยยิ้มด้วยริมฝีปากอวบอิ่ม เปลี่ยนเป็นคำพูดเมื่อเห็นเขา

“เชิญเข้ามานั่งก่อนสิ”

ชายหนุ่มมองไปรอบๆ ไม่เห็นบ่าวไพร่สักคน กลายเป็นว่าเขาและหล่อนอยู่กันลำพัง รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา แต่ไร้หนทางหลีกเลี่ยง ลงนั่งอย่างไม่เต็มใจนัก ประยงค์ริมฝั่งยังรวยรินกลิ่นหอมแรงกว่าเมื่อแรก

“ท่านเจ้าคุณยังไม่ลงมาหรือ”

“เจ้าคุณพ่อเข้าวังไปแล้ว คืนนี้คงได้ค้างในวังกระมัง”

ชายหนุ่มแปลกใจ “แต่เจ้าคุณเรียกให้ข้ามาพบ”

“เป็นข้าเองที่เชิญให้เจ้ามา”

ชายหนุ่มใจหาย เริ่มทำตัวไม่ถูก “ท่านมีเรื่องใด ไฉนไม่ให้มากลางวัน”

หล่อนรินน้ำให้เขา “ไม่พอใจข้าที่เชิญมารึ”

“มิได้” เขาตอบ “ข้าเพียงไม่ทราบประสงค์ที่คุณทับทิมเชิญมา”

หล่อนวางกาน้ำลง ทอดสายตาไปยังสายน้ำใต้แสงจันทร์

“ข้าเป็นลูกสาวคนเดียว ได้รับการดูแลเอาใส่ใจไม่ได้ขาดตก แต่เจ้าคุณพ่อมีราชการมากนัก คุณแม่ก็ไม่แข็งแรง แม้ข้าทาสบริวารมีมากมายรายล้อม แต่ก็หามีใครเป็นเพื่อนสนทนา พูดจากันโดยจริงใจ เพื่อคลายโดดเดี่ยว มื้อเย็นก็มักรับแต่ลำพัง จึงเดียวดายนัก หวังใจว่าจะมีเจ้ามาเป็นเพื่อนสนทนา พูดจาปราศรัยกันประสาคนรู้จักรักใคร่ เจ้าคงไม่รังเกียจ”

ชายหนุ่มยอมรับว่าทำตัวไม่ถูก ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะคุมสติ หาคำที่เหมาะสมตอบกลับได้

“ข้าไม่รังเกียจการเป็นเพื่อนคุยในทางไมตรีเฉกเช่นคนรู้จัก แต่เกรงว่าเวลาและสถานที่เช่นนี้ไม่เหมาะ ใครเห็นเข้าจะเข้าใจผิด”

“หากใจบริสุทธิ์ ไยต้องสนคำนกกาเล่า”

ชายหนุ่มพูดอะไรไม่ถูก

หญิงสาวพูดต่อไปว่า “เพิ่งมาถึง เชิญดื่มน้ำก่อนเถิด เราจะได้พูดจากัน ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้าตั้งหลายเรื่อง”

“ท่านมีเรื่องใดอยากถามรึ” หนุ่มญี่ปุ่นถาม

หญิงสาวไม่ตอบ นิ่งจ้องมองเหมือนรอคอยให้เขายกจอกน้ำดื่มเสียก่อน

ชายหนุ่มจนใจ ทำตามอย่างเสียไม่ได้ หญิงสาวยิ้มอย่างผู้มีชัย

เมื่อวางจอกลง จึงถามย้ำ “คุณทับทิมมีเรื่องใดอยากถามข้าหรือ”

หล่อนขยับตัวนั่งให้สบาย “บาดแผลเจ้าเป็นอย่างไรแล้ว”

“ดีขึ้นจนแทบเป็นปกติแล้ว”

ทับทิมยกจอกสุราของตนดื่มนิดหนึ่ง แล้วพูดต่อมา

“เราพบกันมาก็หลายครา แต่ข้ายังไม่รู้เรื่องราวของเจ้าเลย”

“เรื่องข้าหาได้น่าสนใจ”

“ไม่จริงกระมัง ข้าเคยยินว่าเคยเป็นโจรสลัดในทะเล”

“เรื่องจำใจ เป็นแต่เวลาสั้นๆ เท่านั้น”

“มิน่าเล่า เจ้าคุณพ่อบอกว่าเจ้าชาญการยุทธ์โดยเฉพาะการศึกทางน้ำ”

“ท่านเจ้าคุณยกยอข้าเกินไป ข้ายังรู้น้อยนัก”

หล่อนยกสุราในเหยือกสัมฤทธิ์ รินใส่จอกให้เขา พลางว่า “สุราจากเมืองละโว้ เจ้าคุณพ่อว่ารสดีนัก มีไว้สำหรับรับรองขุนนางใหญ่ เชิญท่านลิ้มลองเถิด”

ชายหนุ่มยกดื่ม รสดีตามคำบอก

หญิงสาวดื่มสุราไปพร้อมกัน เมื่อวางจอกลง จึงถามต่อ

“บ้านเกิดของเจ้าเป็นอย่างไร เล่าให้ข้าฟังบ้างเถิด”

ชายหนุ่มค่อยๆ ละความกังวลแต่เมื่อแรก มาระลึกถึงอดีตคราวอยู่บ้านเกิด

“ข้าเกิดที่เมืองชนบทเล็กๆ มีทุ่งนากว้างเขียวสุดตา ธารน้ำเล็กๆ จากทิวเขาไหลผ่านมาถึงหลังบ้าน มีปลาตัวเล็กๆ ให้คอยจับเล่น บ้านข้าอยู่ในย่านตลาด ถนนหน้าบ้านเป็นเส้นทางที่ขบวนเจ้าเมืองมักผ่าน ข้าจึงเห็นซามูไรองอาจเดินนำขบวนอยู่บ่อยๆ นั่นทำให้ข้าอยากเป็นนักรบ”

หญิงสาวฟังด้วยความพอใจ ราวกับกำลังฟังลำนำดนตรี เอนร่างอรชรอิงหมอนขวาน

“ฟังแล้วเป็นสถานที่น่าอยู่ แล้วไฉนจึงเดินทางออกมา”

“หลังจากข้าเป็นนักรบ แผ่นดินญี่ปุ่นเกิดสงครามระหว่างแคว้น ความงามของดอกไม้ถูกผลาญเป็นธุลี ทุ่งนากลายเป็นสนามต่อสู้ กลิ่นหอมของขนมดังโกะเลือนหาย กลายเป็นคาวเลือด ม่านหมอกไอเย็นบนทิวเขา กลายเป็นควันของไฟเผาปราสาทและบ้านเรือน”

“เจ้าจึงต้องหลบหนีภัยสงครามมาอย่างนั้นหรือ”

“เจ้านายของข้าพ่ายศึก เพื่อรักษาเกียรติ จึงปลิดชีพตนเอง เมื่อไร้นาย ข้าต้องหาหนทางเอาตัวรอด จึงเดินทางออกจากญี่ปุ่น ได้อโยธยาเป็นที่พักพิง”

หญิงสาวรินสุราให้ทั้งคู่ หล่อนดื่มของตนเองไปจนหมด

“ครั้งยังอยู่ยั้งเมืองญี่ปุ่น เจ้ามีคนรักไหม”

ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่ ข้าอยู่ลำพัง เลี้ยงดูพ่อแม่เท่านั้น แต่เมื่อทั้งสองป่วยจนสิ้นไป ข้าก็เหลือตัวคนเดียว จึงตัดสินใจไม่ยากที่จะออกมาจากญี่ปุ่น เพราะไม่มีห่วงข้างหลัง”

หญิงสาวดื่มสุราอีกจอกหนึ่ง หยิบพัดขนนก โบกสะบัดคลายร้อน ผ้าคลุมหัวไหล่เลื่อนลงกองตรงข้อแขน เผยผิวนวลบนบ่าและต้นแขนเรียว

“ไฉนบุรุษรูปงามเช่นเจ้าจึงไร้คู่รัก ไร้สตรีใดปรารถนา กลายมาต้องอยู่โดดเดี่ยวเอกา”

“หาใช่เรื่องสำคัญสำหรับข้า หากแม้พระเป็นเจ้าประสงค์ พระองค์คงประทานมาให้ข้ามีคู่เอง”

“เอ…แต่ที่จริง เจ้าก็มีคนที่ถูกตาต้องใจหวังเคียงคู่อยู่ในอโยธยาแล้วกระมัง” ดวงตางามคู่กลมคมดำจ้องมา ริมฝีปากของเจ้าของสายตาปราศจากรอยยิ้ม ทำให้ยามาดะไม่รู้ความคิดของหล่อนว่าเป็นคำพูดหยอกเย้า หรือมีความขัดเคืองใดแฝงอยู่ด้วยหรือเปล่า

หญิงสาววางพัดขนนกลง ยกมือดึงปิ่นเงินบนศีรษะออก แพผมยาวทิ้งตัวลงประบ่า หล่อนขยับตัวไปริมชาน ระดับน้ำสูงปริ่มชานเรือน ห้อยขาจุ่ม แล้วก้มตัวใช้มือวักน้ำเล่น

“โปรดระวัง วันนี้น้ำหลากมาแรง หากพลาดพลัดตกน้ำ อันตรายนัก” ชายหนุ่มเตือน

หญิงสาวชม้ายตามองเพียงนิด ไม่ใส่ใจ ยังเอนกายรามือกับสายน้ำ ไอหมอกลอยเหนือผิวธาร ลมพัดเพียงแผ่ว แต่ก็คลอนกิ่งไม้เล็กๆ ให้ส่ายไหว เสียงจิ้งหรีดที่ระงมอยู่ก่อนหน้า เพลานี้เงียบลงแล้ว แต่กลิ่นหอมของประยงค์ยังรวยรินให้สัมผัส

อาจเพราะฤทธิ์สุรา จึงทำให้หญิงสาวที่เอนกายใช้มือราผิวน้ำด้วยเพลิดเพลิน ซวนเซ ร่างเอนโอน จนกำลังจะผลัดตกลงน้ำ

ชายหนุ่มรีบพุ่งตัวเข้าประคองกอด ฉวยร่างนางไว้ได้ทัน ผ้าคลุมไหล่เลื่อนหลุดจากเรือนกาย ร่างงามในอ้อมแขนชายหนุ่มเพลานี้มีเพียงอาภรณ์แถบผืนน้อย รัดรั้งปทุมชาติแห่งสตรีคู่งาม เนินเนื้อผุดผ่องอวดสะท้านอยู่ต่อหน้า ผิวเนียนนุ่มบนบ่าเปลือยเปล่าถูกมือหนาประคองสัมผัส ไออุ่นของผิวกายถ่ายทอดมาถึงชายหนุ่ม มิใช่เพียงสัมผัสทางกาย แต่ลึกเข้าไปถึงหัวใจสั่นรัว

กลิ่นประยงค์หอมแฝงเลิศนัย เหมือนเร่งเร้าสิเน่หา

สายตาประสานสบเนิ่นนาน ไม่อาจถอนราวต้องมนตร์ ปลายจมูกห่างกันไม่ถึงคืบ

ลมแผ่วพัดเปลวตะเกียงลานลู่ล้มจนเกือบดับ ความมืดครอบครองเรือนแพไปชั่วขณะ เป็นเวลาเดียวกับที่หญิงสาวค่อยๆ แนบริมแก้มลงบนแผ่นอกใต้เสื้อคลุมสีเทา

“บางทีนี่เป็นเวลาที่ท่านจะได้มีคู่คิดครองเรือน ผู้ที่พร้อมเกื้อกูลหนุนเนื่องให้เป็นที่นับถือ อยู่ครองรักกันไป ตราบจนแก่เฒ่า”

ชายหนุ่มอึ้งไป ละลักละล่ำพูด “ไยท่านจึงกล่าวเช่นนี้”

หญิงสาวเงยสบตา “เจ้าไม่รู้รึ”

สายตาคมจากใบหน้าดังจันทร์เพ็ญราวปลายศรพุ่งทะลวงไปถึงกลางใจให้แทบหยุดลงเดี๋ยวนั้น ลำแขนเรียวบางๆ เคลื่อนเข้าโอบกายหนา แผ่วเบาแต่เหนียวแน่น ใบหน้ายังขยับซุกอกหนา

ห้วงสิเน่หาคราใคร่เห็นจะได้ชัยเหนือมโนธรรมโดยมิต้องสงสัย ท่ามกลางแสงจันทร์เงินยวง ไอเย็นจากสายน้ำ เคล้ากลิ่นประยงค์หอมรัญจวน ชวนยั่วเย้า

หากแม้ชายหนุ่มปล่อยกายไปตามสามัญจิต คงได้สุขสมอารมณ์หมาย จากความเต็มใจของอีกฝ่ายหนึ่ง

ทว่าเขาหาใช่บุรุษผู้ฉวยโอกาส มาดหมายในกายสตรีที่หาใช่ภรรยาตน

ยามาดะประคองร่างอ้อนแอ้นให้นั่ง แล้วถอยตัวเองออกมา หยิบผ้าคลุมไหล่ บรรจงพับวางลงตรงหน้าหล่อน

“ข้าเป็นเพียงคนจร ไม่คิดหาญกล้าหาคู่ครองเรือนฐานะสูงกว่าตน ขอเพียงอยู่ลำพังอย่างเป็นสุข มีข้าวกรอกหม้อ มีเรือนไว้ซุกนอน ก็ถือเป็นพรอันประเสริฐจากพระเป็นเจ้าแล้ว”

หญิงสาวอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้ ทั้งโกรธทั้งอับอาย นึกอยากจะฆ่าเจ้าคนนี้ให้ตายเสียตรงนี้ โพล่งออกมาเสียงแข็งกระแทกกระทั้น

“หากเป็นลูกสาวพระสุนทรโวหาร เจ้าคงไม่ปฏิเสธลุกหนีจากไปเช่นนี้สินะ!”

แววตาของหล่อนเพลานี้เขม้นจ้องราวนางเสือร้าย ชายหนุ่มสู้สายตาไม่เกรงกลัว หากแม้จะตอบกลับยอมรับว่าใช่ ก็ย่อมทำได้โดยชอบ แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า จะกลายเป็นการต่อความยาวเสียเปล่าๆ จึงเพียงค้อมศีรษะน้อยๆ แล้วลุกขึ้นพาตัวเองออกมาจากเรือนแพ ปล่อยให้หญิงสาวนั่งกัดฟันจนหน้าแดง กำหมัดแน่นอยู่แต่ผู้เดียว

*

ยามาดะวางพู่กันลงบนโต๊ะ หยิบภาพแขวนรูปสายน้ำและนกกระเรียนกลางทุ่งหญ้าฝีมือตนเองขึ้นมา ท่านอายะเดินถือถาดน้ำชาของว่างเข้ามาให้

“ลำบากท่านป้าแล้ว”

“ไม่เป็นไร…นี่เขียนภาพอยู่หรือ”

“ขอรับ ภาพเขียนทำให้ใจสงบ นักรบบางคน ยามว่างบ้างเล่นดนตรี บางคนอ่านหนังสือ เขียนกลอน ร่ายกวี แต่ข้าเลือกวาดภาพ เขียนกลอน”

ภรรยาผู้นำชาวญี่ปุ่นในอโยธยามองภาพที่ชายหนุ่มวาด “งามนัก มิคิดว่าเจ้าจะมีฝีมือทางนี้”

“ฝีมือข้ายังด้อยนักขอรับ”

ครู่ต่อมา ยามาดะลุกเอาภาพแขวนประดับไว้ในห้อง ถอยหลังมามอง แม้ไม่ใช่ภาพเลิศด้วยฝีมือ แต่ก็พอใจ นกกระเรียนพาให้คิดถึงบ้านเกิด แต่ดอกจวงจันทร์ที่อยู่เคียงใกล้กระเรียนแดง ทำให้เขารู้ว่า ที่อโยธยามีสิ่งน่าปรารถนา ให้เขาปักหลักพักอาศัยอยู่อีกเนิ่นนาน

“นากามาสะซัง!” เสียงเรียกของเซกิดังมาจากข้างนอก เจ้าตัวท่าทางเร่งร้อน เลื่อนประตูเปิด รีบเข้ามาทรุดตัวนั่ง

“เซกิซัง รีบร้อนมาเทียว” ยามาดะเห็นสีหน้าสหายสนิทไม่ดีนัก คิ้วขมวด ท่าทางกระสับกระส่าย ก็สงสัย “มีเรื่องอะไรรึ”

อีกฝ่ายทำทีอึกอัก ยังไม่ยอมบอกอะไร

“แล้วกัน รีบร้อนมา แต่พอเจอ กลับอ้ำๆ อึ้งๆ”

“คือว่า…” คนพูดยังอึกอัก

“เอ หรือมีเรื่องร้าย” ยามาดะพยายามเดา

“ก็ไม่เชิง” เซกิถอนใจทีหนึ่ง แล้วตัดสินใจบอก “ข้าเพิ่งยินข่าวมาว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าอวยยศหลวงจุฬาขึ้นเป็นพระจุฬา”

“จริงรึ!  ยามาดะอุทานด้วยความดีใจ “เป็นเรื่องดีนี่นา หลวงจุฬาทำคุณในราชการมาหลายต่อหลายครั้ง ครานี้ได้เลื่อนเป็นคุณพระก็เหมาะควรแล้ว”

สีหน้าเพื่อนไม่ดีใจไปกับเขา “ไม่แค่นั้นน่ะซี ยังทรงโปรดเกล้าให้มีงานสมรสพระราชทานด้วย”

“หา!” ยามาดะยิ่งยินดี แม้แอบสงสัย “แต่เอ…ก่อนนี้ ข้าไม่เคยระแคะระคายว่าเพื่อนข้ารายนี้มีคู่รักหรือเมียงมองสาวใดไว้เลย หลวงจุฬาจะออกเรือนกับใครเล่า”

เพื่อนของเขาท่าทางอึดอัด เหมือนไม่อยากจะบอก

“มีอะไรรึ” เขาคิดว่าน่าจะมีอะไรไม่ปกติ

“คือ…” เซกิถอนใจแรงออกมาเหมือนรวบรวมความกล้า “พระเจ้ากรุงอโยธยาพระราชทานสมรสแก่คุณหลวงจุฬากับบุตรสาวของคุณพระสุนทรโวหาร”

“บุตรสาวคุณพระสุนทร” ชายหนุ่มงงไปชั่วอึดใจ แต่สหายรู้ว่าไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจความ

เซกิช่วยบอกย้ำให้ชัด

“ใช่ แม่จวง”

“เจ้า…เจ้าว่าอะไรนะ เซกิซัง” ชายหนุ่มละลักละล่ำ

เซกิไม่อยากพูดซ้ำ แต่ก็จำใจต้องพูด “ออกพระจุฬาจะออกเรือนกับแม่จวง”

ยามาดะอึ้งไปเนิ่นนาน

ผ่านไปหลายเพลาทีเดียวกว่าชายหนุ่มพอมีสติ เซกิอธิบายเพิ่ม แม้ไม่อยากย้ำให้เพื่อนต้องช้ำใจ แต่จะให้คาใจ ไม่อธิบายให้สิ้นกระแสความในเวลาเดียวกันนี้เลย ต่อไปเห็นจะต้องมาบอกกล่าวเพิ่มอีก จะยิ่งตอกย้ำความโศกโดยใช่เหตุ

“ข้ายินว่าพระยาเกียนเป็นผู้ทูลเสนอต่อพระเจ้ากรุงอโยธยา ว่าคุณหลวงจุฬาทำคุณเพื่อบ้านเมืองมาหลายครา สมควรเลื่อนยศ พระราชทานรางวัล พระเจ้ากรุงอโยธยาจึงโปรดเกล้าอวยยศให้เป็นขุนนางชั้นพระ และยังพระราชทานงานสมรส กับบุตรีออกพระสุนทรโวหาร ด้วยทั้งสองสนิทสนมรักใคร่ สองครอบครัว รู้จักใกล้ชิดกันมานานแต่ครั้งยังยั้งอยู่หัวเมืองเหนือ”

“ทำไมเป็นอย่างนี้ได้นะ” เสียงแผ่วอ่อนแรงเหมือนบ่นกับตนเอง

เซกิยังพูดต่อไปว่า “แต่บ่าวเรือนพระยาเกียนว่ากันว่า เรื่องนี้คุณทับทิมบอกพ่อของหล่อนให้ทำ”

“คุณทับทิมอย่างนั้นรึ!?” เขาร้องออกมา ‘ทำไมหล่อนต้องทำอย่างนี้’ เขาถามตัวเอง

หรือหล่อนโกรธเคืองเขาแต่คราที่เรือนแพ จึงหาหนทางแก้แค้น

ไม่มีทางที่พระยาเกียนจะทูลเรื่องนี้ด้วยตนเองโดยไม่มีใครโน้มน้าว

ในใจชายหนุ่มตอนนี้มีทั้งความโศก และความโกรธ ระคนเคล้ากันโดยแยกแยะไม่ออก

แต่ท่ามกลางความโกรธระคนเศร้า แล้วแม่จวงเล่า หล่อนรู้ความนี้มาก่อนหรือเปล่า ไยจึงไม่เคยบอกกล่าวกัน หากแต่หล่อนมิได้ล่วงรู้มาก่อน ตอนนี้หล่อนจะเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไรกันหนอ

ยามาดะรีบลงเรือพายไปยังเรือนคนรักทันที ในใจกระวนกระวายตลอดทาง นึกคาดหวังให้เรื่องที่เซกิเล่า เป็นเพียงข่าวลือของพวกปากตลาดพูดจาไร้แก่นสาร

เมื่อก้าวขึ้นศาลาท่าน้ำเรือนคุณพระสุนทรฯ นางบ่าวเก่าแก่รีบเข้ามาขวางไว้

“พ่อจะมาพบใครกันรึ”

“มีข่าวร่ำลือว่าแม่จวงจะออกเรือน ข้ามิเชื่อ จึงอยากพบเพื่อถามความให้สิ้นสงสัย ขอเจ้าเปิดทางให้ข้าพบแม่จวงด้วยเถิด”

สีหน้านางบ่าวปรากฏแววกังวลใจ “คุณเธอไม่สะดวกจะพบพ่อดอก”

ชายหนุ่มไม่ยอม “ข้าขอถามหล่อนให้กระจ่างสักประเดี๋ยวเท่านั้น” ว่าแล้วจะถลันตัวผ่านไป แต่นางบ่าวรีบขวาง ยกมือดันอกเป็นพัลวัน “ไม่ได้! ไม่ได้!”

“ทำไมกันเล่า เพียงชั่วประเดี๋ยวเท่านั้น” ชายหนุ่มพูดอย่างขัดใจ

บ่าวของเรือนยกมือเกาต้นคอ หันซ้ายขวาเหมือนทำอะไรไม่ถูก สีหน้าอึดอัด ที่สุดเอ่ยออกมา

“เอาเป็นว่า เรื่องที่พ่อได้ยินมา ก็เป็นอย่างที่ว่านั่นละ”

ได้ยินอย่างนั้น ชายหนุ่มแทบเข่าทรุด

บ่าวสูงวัยพูดต่อ “ข้าเข้าใจพ่อ แต่ตอนนี้พ่ออย่าให้คุณจวงเธอลำบาก หากพ่อยังรัก ก็ขออย่าให้คุณเธอทุกข์ใจเลย”

ยามาดะรู้สึกเหมือนตนเองตกอยู่กลางกองไฟ ไม่รู้ว่าควรหนีทางไหน รุ่มร้อนใจ อยากรู้จากปากเจ้าตัวเอง แม้อาจต้องเจ็บปวดก็ตาม

“ไม่ ข้าจะถามหล่อน ฟังจากปากหล่อนเอง”

“ไม่ได้!” บ่าวรีบเอาตัวขวาง “หากพ่อทำเช่นนั้นก็เหมือนทำร้ายคุณเธอ พ่อคงไม่อยากให้คุณจวงเธอถูกว่ากล่าวไม่ใช่รึ” นางถอนใจ เอ่ยต่อมาน้ำเสียงอ่อนลง “เอาอย่างนี้ หากพ่อมีความใดอยากบอกคุณจวงเธอ ขอให้ฝากข้าไปเถิด หากแม้คุณเธอมีคำตอบใดมา ข้าจะนำความไปแจ้งพ่อให้”

มีคำใดอยากบอกหล่อนอย่างนั้นหรือ เขาเพียงอยากไถ่ถาม หากแต่คำตอบก็แทบนอนรออยู่แล้วมิใช่รึ เช่นนั้นจะมีคำใดฝากถึงหล่อนอีกเล่า เขาคิดไม่ออกจริงๆ นึกโกรธตัวเองนัก

ชายหนุ่มผละจากเรือนหญิงคนรักโดยไร้คำฝากถึง ลงเรือล่องไปปราศจากจุดหมาย สติแทบไม่รับรู้รอบกาย เรือล่องไปทางใด แทบระบุบอกชัดไม่ได้ เพียงจะบังคับไม่ให้ชนเรือลำอื่นก็แสนยากแล้ว จะมีสติคิดเรื่องอื่นใดได้อีกเล่า เหมือนว่าการล่องเรือคือสิ่งแปลกใหม่ ไม่คุ้นเคย ที่นี่ดูแปลกไปราวการมาเยือนครั้งแรก

ชายหนุ่มขึ้นฝั่ง ณ ที่ใดสักแห่ง แทบไม่รับรู้ คล้ายกับว่าชะตาเป็นผู้นำพามา กระนั้นผู้คนร้องเรียกลูกค้าซื้อหา และกลิ่นผักปลา ช่วยบอกให้รู้ว่าเป็นตลาด ชายหนุ่มเดินใจลอย ผู้คนเดินสวนไปมาคึกคัก แต่เขากลับรู้สึกราวอยู่ลำพัง เรี่ยวแรงไม่รู้จะหลงเหลืออีกมากเพียงไร บางทีอาจหมดสิ้นลง ณ ก้าวใดก้าวหนึ่ง เสียงพูดคุยรอบตัว เหมือนสรรพเสียงธรรมชาติที่เขาไม่อาจแปลความหมาย

เว้นพียงเสียงหนึ่ง ที่แว่วผ่านเข้าโสตประสาท เป็นความเดียวที่รับรู้ได้

“มาเดินชมตลาดเพื่อหาซื้อของไปกำนัลผู้ใดกระนั้นหรือ”

นั่นเป็นเสียงของสตรี ที่ก่อนนี้คงให้ความแว่วหวาน แต่เพลานี้ทุกอย่างเลือนหายไปแล้ว

เขาจำน้ำเสียงนั้นได้โดยไม่ต้องมอง

ดีเหมือนกัน จะได้ถือโอกาสไถ่ถามให้แน่ว่า เรื่องที่รับฟังมา เท็จจริงอย่างไร

ทับทิมเดินนวยนาดจากหน้าร้านขายผ้าของพ่อค้าเปอร์เซีย พร้อมบ่าวติดตามอีกสองคน เข้ามาหยุดตรงหน้าเขา ใบหน้านวลปรากฏรอยยิ้ม ทว่าสำหรับยามาดะกลับไม่รู้สึกถึงไมตรี ตรงข้ามประหนึ่งถูกยิ้มเยาะ

หญิงสาวเห็นสีหน้าบึ้งตึง ก็นึกสงสัย “ไฉนเจ้าจ้องข้าเช่นนี้ ราวกับโกรธเคืองข้าหนักหนาอย่างนั้นละ”

ชายหนุ่มคิดว่าหล่อนรู้คำตอบดี สีหน้าไร้เดียงสาทำให้เขานึกอยากโพล่งออกไป ว่า ‘เจ้าก็รู้อยู่แล้วมิใช่รึ’ แต่ที่สุดก็เงียบไว้

หล่อนขยับมาใกล้ ริมฝีปากยังยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ชายหนุ่มอ่านความไม่ออก

“ว่าอย่างไร จะซื้อหาของประดับไปกำนัลผู้ใดหรือ” หล่อนเอ่ยสนทนาอย่างธรรมดาสามัญ

“ข้าไม่ได้มาซื้อหาของกำนัลใดไปมอบให้ใครทั้งนั้น” ชายหนุ่มตอบห้วนๆ

“อ้อ จริงซีนะ หญิงที่เจ้ามีใจ คงจะรับของกำนัลใดจากเจ้าไม่ได้แล้ว ข้ายินว่ามีพระราชโองการยกนางให้บุรุษอื่นไปเสียแล้ว”

เขากัดฟัน รู้สึกเหมือนถูกเยาะเย้ย “เพราะท่านสินะ ทำให้เรื่องเป็นอย่างนี้”

หญิงสาวขมวดคิ้ว “ทำไมเจ้าพูดเช่นนี้ นี่เป็นเรื่องของเจ้าคุณพ่อทูลต่อองค์พระเจ้าอยู่หัว หาได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้า”

“ท่านเจ้าคุณไม่คิดทำการเช่นว่านี้ หากไม่มีใครบอกให้ทำหรอก”

หล่อนหัวเราะในลำคอ “ท่านจึงคิดว่าเป็นข้าสินะ” แล้วเริ่มเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง เขม้นมอง “แต่จะเป็นข้าหรือใครอื่นใด จะสำคัญอย่างไร”

ชายหนุ่มอดกลั้น กัดฟันกรอด

ทับทิมพูดต่อ “ข้าเองพอรู้จักบุตรสาวคุณพระสุนทรอยู่บ้าง เห็นว่าเป็นคนงาม เหมาะแล้วจะได้ครองคู่กับคุณพระจุฬา อีกทั้งสองคนสนิทสนมกันมาแต่เยาว์ มีเชื้อสายหัวเมืองเหนือเหมือนกัน คนหนึ่งสองแคว คนหนึ่งจากศรีสัชนาลัย เหมาะสมกันทุกประการ”

“ท่านคือคนแนะนำท่านเจ้าคุณให้ทูลเสนอการแต่งงานครั้งนี้ใช่ไหม” ชายหนุ่มทำตาดุ ทับทิมไม่ชอบใจนัก ไม่เคยมีใครหาญกล้าจ้องหล่อนด้วยสายตาแบบนี้

“หากเป็นข้าแล้วจะทำไม!” หล่อนตวัดเสียงห้วนๆ “นางคนนั้นมันมีดีอะไร ท่านจึงมีใจให้มันเช่นนี้!?”

ชายหนุ่มเห็นความโกรธเกรี้ยวในดวงตาหล่อน จึงพยายามระงับโทสะของตนเอง  ไม่อยากให้ไฟโกรธปะทะกัน เพราะจะยิ่งเผาผลาญจนเจ็บหนักทั้งคู่ เพียงความที่หล่อนเอ่ยมา ก็ทราบคำตอบที่คาใจแล้ว หันหลังจะเดินจากไป

“ประเดี๋ยวก่อน!” ทับทิมเรียกเขาไว้ ก้าวเข้ามาหยุดห่างเขาเพียงศอก เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“เพลานี้มีพระบรมราชโองการลงมาแล้ว จะแก้ไข หรือมัวโศกเศร้าต่อไปก็ไร้ประโยชน์” หล่อนหยุดไปอึดใจหนึ่ง “เจ้าไม่ควรยึดติดกับเรื่องเก่า หากเจ้าจะหาสตรีผู้อุดมด้วยรูปโฉม มีใจสมัครรักใคร่ พร้อมอยู่เคียงกาย เกื้อหนุนให้มีอำนาจวาสนาในยศถาราชการ เห็นจะไม่ยาก หากเจ้าปรารถนา”

ชายหนุ่มเข้าใจความหมายนั้นดี อำนาจเสน่หาทำให้หล่อนทำทุกอย่างให้ได้ตามต้องการ คงด้วยเหตุที่ถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวของผู้ทรงอำนาจ ไม่มีใครขัดใจกระมัง จึงใช้ตนเองเป็นที่ตั้ง หวังคนอื่นยอมตามความพอใจตน เขามองใบหน้านวลนั้น คิดในใจว่า หล่อนจะรู้ไหมว่า รักหาใช่เกิดจากเพียงรูปโฉม หรือยศถาอันเป็นเครื่องล่อ หาใช่สิ่งที่จะเพียงออกคำสั่งให้ทำตามความปรารถนาของผู้อื่นใดได้ แต่อยู่ที่ใจสมัคร ผูกพันระหว่างสองคน ซึ่งบางทีก็หาเหตุผลอธิบายให้กระจ่างชัดไม่ได้ ว่าเพราะเหตุใด

ชายหนุ่มหลับตาลง รู้สึกว่าโทสะบรรเทาลงไปพอสมควร ตั้งใจจะเดินจากไป แต่อีกฝ่ายยังก้าวมาขวางหน้า นัยน์งามคมจ้องมองไม่วางยามเสียงพูดอ่อนหวาน เอ่ยแผ่ว

“ยังมีคนที่รักเจ้า คนที่ไม่มีสิ่งใดต้อยต่ำกว่าคนที่เจ้าเคยเสน่หา”

เขาเข้าใจความนั้น มองสบตาคู่งามด้วยความเห็นใจ ค้อมศีรษะให้เล็กๆ แล้วว่า

“ข้าซาบซึ้งนัก ขอรับความรู้สึกที่ดีของท่านไว้ด้วยใจ หากแต่ใจข้า ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย”



Don`t copy text!