สายลมตะวันออก บทที่ 15 : ทำบุญวันเกิด

สายลมตะวันออก บทที่ 15 : ทำบุญวันเกิด

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

ผมและหนูยูมาถึงวัดย่านชานเมืองเมื่อตอนสิบโมงเศษ คนไม่พลุกพล่านอย่างวัดขนาดใหญ่มีเกจิดังกลางใจเมือง เรียกไม่ได้ว่าผมมาที่นี่บ่อยนัก เพียงวาระสำคัญๆ วันเกิด วันสำคัญทางศาสนาใหญ่ๆ บางครา

หลังจอดรถ ผมพาสาวน้อยไปหยิบดอกไม้ธูปเทียนและถังสังฆทานตรงโต๊ะหน้าบันไดทางขึ้นศาลาหลังใหญ่ หยอดเงินบริจาคใส่ตู้ แล้วพากันขึ้นไป นั่งลงหน้าภิกษุชราซึ่งรอทำหน้าที่อยู่แล้ว ท่านพูดจาทักทายเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มต้นพิธีกรรม บทสวดดำเนินไป เมื่อแล้วเสร็จ เด็กสาวยกถังวางบนผ้าสีเหลืองตรงหน้าภิกษุ กรวดน้ำ รับน้ำมนต์

เมื่อแล้วเสร็จจากพิธี เราสองคนเดินลงจากศาลา ผมเดินนำเธอไปตามทางแผ่นหิน ผ่านสวนหย่อมเล็กๆ มีบ่อน้ำขนาดไม่เกินสิบตารางเมตร จากตรงนั้น มองไปเห็นวิหารหลังเก่า ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่

ผมทราบมาว่าวิหารแห่งนี้เคยเป็นโบสถ์เมื่อแรกสร้างวัดเมื่อร้อยกว่าปีก่อน จนเมื่อสร้างโบสถ์หลังใหม่ ที่นี่จึงไม่ถูกใช้ประโยชน์ทางสงฆ์ เพียงเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้ชมภาพฝาผนัง และพักผ่อนทำสมาธิเท่านั้น แต่น้อยคนที่มาใช้ประโยชน์

ประตูวิหาร เป็นประตูไม้ไม่มีลวดลายสลักอย่างประตูโบสถ์วัดดังๆ ผนังวิหารมีร่องรอยปูนแตก ตะไคร่ รา ปรากฏให้เห็นบ้าง หน้าบันมีภาพนูนต่ำ แต่กะเทาะแตกเสียหายไปบ้างแล้ว

ภายในโบสถ์เงียบเย็นเมื่อเราสองคนก้าวเข้าไป บานหน้าต่างเปิดไม่หมดทุกบาน แต่ก็มากพอช่วยให้มีแสงสว่างโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ซึ่งวิหารแห่งนี้ไม่ได้มีติดตั้ง เบื้องหน้ามีพระพุทธรูปปูนปั้นเก่าปางมารวิชัย อายุคงมากพอๆ กับอายุวิหาร รายล้อมด้วยพระพุทธรูปปูนปั้นองค์เล็กลดหลั่นอีกหลายองค์ เทียนพรรษาใหญ่ตั้งอยู่สามสี่เล่ม บางเล่มมีร่องรอยถูกจุดมาก่อน

มีตู้บริจาคเก่าตั้งอยู่สองตู้ ผมหยอดเหรียญใส่ หนูยูมองผ่าน จากนั้นผมมาคุกเข่ากราบพระ เด็กสาวทรุดตัวลงกราบตาม นั่งนิ่งกันอยู่สักครู่ จึงลุกไปชมภาพฝาผนัง

ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่นี่มีรอยหลุดลอกอยู่บ้าง แต่โดยรวมยังแลเห็นเรื่องราวที่ถูกรังสรรค์ได้ ผมมองดูลายเส้น ภาพสไตล์สองมิติแบบศิลปะไทย เรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา มีทั้งภาพเทวดา มนุษย์ สัตว์ เรียงร้อยเป็นเรื่องราว

หนูยูมองภาพฝาผนังอย่างสนใจ เดินดูแทบทุกด้าน

“ภาพเรื่องอะไร” เธอถาม

โชคดีที่ผมเคยมาที่นี่แล้ว จึงเคยทราบจากภิกษุผู้ดูแลบอกไว้

“ทศชาติ”

“เป็นไง”

“เรื่องอดีตชาติของพระพุทธเจ้า สิบชาติ ก่อนมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า”

ผมเริ่มบอกเล่าแต่ละภาพอันเป็นแต่ละอดีตชาติของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ เตมีย มหาชนก สุวรรณสาม เนมีราช มโหสถ ภูริทัต จันทกุมาร มหานารทกัสสปะ วิธุร เวสสันดร

“จริงหรือ”

“จะโกหกทำไมล่ะ”

“จำได้ยังไง ตั้งยาว”

ผมลองคิด “ผมไม่ได้เชี่ยวชาญนักหรอก คิดว่าพอจำได้จากที่เคยอ่านมาตอนต้องใช้ข้อมูลประกอบงานเขียนบทความเก่าๆ”

สาวน้อยเดินมองตามภาพที่ผมบอกเล่าไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นความแปลกใหม่สำหรับเธอ

“คุณเชื่อว่าชาติหน้ามีจริงไหม” จู่ๆ เธอก็ถาม

“ผมโตมาในครอบครัวพุทธ”

“หนูถามว่าเชื่อไหม” เธอทำเสียงดุ

“ก็…มีแนวโน้มไปทางเชื่อมากกว่า ไม่รู้สิ ไม่ถึงกับเอามาคิดจริงจัง”

“คนที่ว่าระลึกชาติได้ คุณว่าจริงไหม”

สีหน้าท่าทางสาวน้อยให้ความสนใจจริงจัง แววตาเธอต้องการคำตอบ ไม่ล้อเล่น

“ศาสนาบอกว่าคนเรามีหลายภพชาติ หลายคนเชื่อว่า มนุษย์ระลึกชาติได้ นึกย้อนเรื่องราวไปกี่ภพกี่ชาติก็ได้ ขึ้นอยู่กับภาวะจิต ญาณวิเศษที่เรียกว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ” ผมเล่าระหว่างเดินชมภาพไปพร้อมกับสาวน้อย

“แล้วไงต่อ”

ผมว่าหนูยูมักสนใจเรื่องที่ผมคาดไม่ถึงเสมอ แต่ก็ยินดีอธิบาย

“ส่วนตามทฤษฎีวิทยาศาตร์ ผมเคยอ่านเจอว่าผู้ที่อ้างว่าสามารถระลึกชาติได้ ประมาณเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นพวกลวงโลก ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่อีกไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ ยังไม่พบข้อมูลพิสูจน์ว่าหลอก แต่ก็ยากจะบอกว่าระลึกชาติจริง”

ตากลมใสแป๋วของสาวน้อยยังมองผม เหมือนรอฟังต่อ ผมตอบสนอง

“ในพุทธศาสนายืนยันเรื่องชาติภพ แต่ถือเป็น ปัจจัตตัง”

เธอเลิกคิ้ว “คือ?”

“การรู้ได้ด้วยตนเอง รู้ได้ด้วยการปฏิบัติรู้”

หญิงสาวทำท่าพยักหน้าหงึกๆ อาจเพราะยากเกินเข้าใจ

“ดูคุณไม่เหมือนคนรู้เรื่องศาสนา” เธอพูดต่อมา

“งั้นหรือ หน้าตาผมห่างไกลศาสนาอย่างนั้นเชียว”

“ไม่รู้ ดูคุณเหมือนเป็นพวกเอธีอิซท์ (atheist) พวกไม่นับถือศาสนา”

ผมนึกขำ “ผมไม่ได้เป็นเอธีอิซท์ แต่ก็ไม่ใช่นักศาสนานิยม เพียงมีงานให้ต้องอ่าน ต้องทำความเข้าใจ ไม่ตีขลุม หลายงานเกี่ยวกับศาสนา เลยมีโอกาสศึกษาบ้างก็เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ก็รู้แค่ทฤษฎี ยังไม่เลยไปถึงเชี่ยวชาญทางการปฏิบัติ”

เธอไม่ว่าอะไร นอกจากยักไหล่

เราสองคนออกจากโบสถ์มาเกือบสิบเอ็ดโมงครึ่ง ผมพาสาวน้อยหามื้อเช้ารับประทาน ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย

“อยากกลับหรือยัง”

“ไม่อะ คุณกลับไปก่อนเถอะ ปล่อยหนูไว้ที่นี่ก็ได้ เดี๋ยวกลับเอง”

“จะทำอะไรต่อหรือ”

“ไม่รู้ แค่ยังขี้เกียจกลับ แค่นั้น”

ผมคิดอยู่อึดใจ “อยากไปเที่ยวอยุธยาไหม”

“คุณจะไปหรือ”

“ก็คิดๆ ไว้ว่าจะไป”

“ไปทำไร”

“ค้นคว้า ดูสถานที่ หาข้อมูลเขียนงานสักหน่อย”

“น่าสน”

“ไปสิ ผมจะได้มีเพื่อนคุยระหว่างทาง”

 

รถคันเก่าเป็นพาหนะพาเราสองคนออกเดินทาง ผมขับรถ สาวน้อยนั่งข้างๆ ชันเข่าขึ้น ตาจ้องจอมือถือเช่นเคย

“เคยไปเที่ยวอยุธยาไหม” ผมชวนคุย

“น่าจะ ตอนเด็กๆ”

“แล้วปกติเวลาว่าง ชอบไปเที่ยวไหน”

“ไม่ได้ไปไหน” เธอตอบ สีหน้าเบื่อหน่าย

“ไหนบอกว่าชอบเที่ยว อยากเดินทาง ทำไมไม่ลองเที่ยวให้สุดกู่”

“ไม่รู้ดิ เริ่มไม่ถูก”

“ไม่มีตำราสอนวิชาการเที่ยวแบบแบ็กแพ็ก อาจมียูทูบเบอร์แชร์ประสบการณ์บ้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต้องลองให้รู้”

“จะลองคิดดู”

“ถ้าชอบแบบนี้ ทำไมไม่เรียนอะไรที่เกี่ยวข้อง อย่างไกด์ หรืออะไรทำนองนั้น ได้เดินทางเที่ยว ได้เงิน”

“ก็คิด แต่แม่อยากให้เรียนที่จะมาช่วยงานบริษัท”

“เลยมาจบที่บริหาร?”

“อื่อ” น้ำเสียงอยู่แค่ในลำคอ

“ชอบหรือ”

เธอส่ายหน้า

“ถ้าลองคุยดีๆ บอกเหตุผลที่หนูอยากทำ บางทีแม่อาจให้เรียนก็ได้ หรือไม่ก็ทำไประหว่างเรียน ชีวิตสมัยเรียน เป็นเวลาของการลองผิดถูก เราทำพลาดได้ มีโอกาสเริ่มใหม่ ไม่เหมือนชีวิตจริงหลังมหาวิทยาลัย”

“แม่ไม่สนหรอก รู้ไหม หนูได้ทุนจากสถานทูตสเปนไปแลกเปลี่ยนที่สเปนสามเดือน”

“ดีจัง ที่หนูได้ทุนไปสเปน สมัยเรียน แค่ปอยเปตผมยังไม่เคยได้ไป”

“แต่ตอนนี้ไม่มีประโยชน์แล้ว แม่ไม่ให้ไป เพราะเป็นกิจกรรมเรื่องประวัติศาสตร์วัฒนธรรม แม่ว่าไม่มีประโยชน์ ไว้เรียนจบ จะส่งไปอเมริกา”

ผมนึกเสียดายแทน “ลองคุยกับแม่ดีๆ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเป็นรากฐานของชีวิต ช่วยบอกว่าเราเป็นอะไร และรู้ว่าเราควรเดินทางไปไหน ถ้าไม่รู้ที่ที่เรามา ก็ยากจะรู้ว่าเราจะเดินไปไหน”

“ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ แม่ไม่สนที่หนูบอกหรอก” เธอตอบขุ่นๆ

“เคยคุยแล้วหรือ”

“เปล่า”

“หนูอาจคิดไปเองว่าแม่ไม่ฟัง”

เธอทำตาดุใส่ผม สะบัดหน้าเหมือนไม่อยากพูดให้เปลืองน้ำลาย

ผมหุบปากเงียบ คิดว่าดีที่สุดในเวลาอย่างนี้

 

ราวชั่วโมงเศษ รถก็เข้าเขตจังหวัดอยุธยา

“ไปไหนก่อนดี” ผมถาม

“คุณพามา ต้องมีจุดหมายสิ หนูจะรู้ได้ไง”

“เผื่ออยากไปไหนเป็นพิเศษ ผมมีจุดหมายอยู่แล้ว แต่หนูอุตส่าห์มาเป็นเพื่อนทั้งที ถ้ามีที่ไหนอยากไปก็บอกได้ ไหนๆ ก็มาแล้ว จะได้ไม่เสียเที่ยว”

เธอยักไหล่ “ไม่รู้ แล้วแต่คุณ”

“ก็ได้”

ผมขับรถเข้าไปที่ลานจอดรถของโบราณสถานแห่งหนึ่ง ลงจากรถ พากันเดินผ่านสะพานไม้ สองข้างเป็นแนวต้นลีลาวดีเรียงราย พื้นหญ้าญี่ปุ่นเขียวสดได้รับการดูแลอย่างดี เมฆบางลอยกระจายเต็มฟ้า ทำให้ไม่ร้อนนัก เดินชมได้ไม่ลำบาก เมื่อเข้ามาในอาณาบริเวณโบราณสถาน เด็กสาวยกโทรศัพท์ถ่ายภาพปรางค์ประธานใหญ่สุดของวัดไชยวัฒนาราม

วันนี้มีผู้คนไม่มากไม่น้อย ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่ง น่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลายคนสวมใส่ชุดไทย ยิ้มแป้นเวลาถ่ายรูป

“มีเช่าชุดใส่ด้วย เอาไหม”

“หึ” เธอตอบไม่ไยดี

เราเดินมาพบคณะทัวร์ต่างชาติ น่าจะเป็นชาวเอเชีย มีมัคคุเทศก์กำลังยืนบรรยายความเป็นมาของสถานที่

“คุณอธิบายให้หนูฟังบ้างสิ เหมือนไกด์นั่น”

“เอาจริงหรือ”

“อื่อ”

ผมพาเธอเดินไปตามระเบียงคด มีพระพุทธรูปปูนปั้นเก่าเรียงราย หลายองค์แตกหักเสียหาย บางองค์เศียรหาย ผมไม่ได้ตั้งใจพาเธอสำรวจจุดสำคัญ หรือหาบรรยากาศให้เอื้อต่อการบรรยาย เพียงอยากขอใช้เวลาคิดหาว่าควรเริ่มต้นเล่าเรื่องใดที่สำคัญ แต่ไม่เยิ่นเย้อ

“วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดที่ได้รับอิทธิพลศิลปะแบบเขมร เจดีย์องค์ประธานเป็นลักษณะปรางค์ แบบศิวลึงก์ตามคติเขมรโบราณ”

“ทำไมถึงต้องบูชากระจู๋ของเทพเจ้า”

ผมอึ้งแกมขำ แต่ก็พยายามคิดคำตอบให้เธอ “ศิวลึงค์เป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ”

เธอแค่ยักไหล่ ผมยินดีที่เธอไม่ถามอีก จึงเริ่มบรรยายต่อ

“วัดนี้สร้างขึ้นสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ.2478 ถูกนำมาเป็นฉากละครหลายเรื่อง”

“อะไรอีก”

ผมนึกข้อมูลนอกจากนี้ไม่ออก “อยากรู้ไรอีกล่ะ”

“ไม่รู้ คุณต้องรู้ดีกว่าหนูสิ”

ผมเกาหัว คิดว่าควรจะเล่าเรื่องอะไรให้เธอฟังดี

“พระเจ้าปราสาททองคนสร้างที่นี่ เกิดในตระกูลขุนนาง พ่อคือพระยาศรีธรรมาธิราช เป็นพี่ของแม่ของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม หลายคนจึงคิดว่าเพราะเหตุนี้ทำให้เมื่อเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็ก จึงทรงเติบโตในราชการรวดเร็ว อายุไม่ถึงยี่สิบก็ได้เป็นถึงหัวหมื่นมหาดเล็ก จากนั้นในสมัยพระเชษฐาธิราช ได้เป็นสมุหกลาโหม เขามีเพื่อนคนหนึ่งร่วมทำเรื่องสำคัญหลายครั้ง เป็นชาวต่างชาติที่คนอยุธยาสมัยนั้นยังต้องเกรงใจ”

“ใคร”

“ลองทาย”

“หนูจะรู้มั้ย!”

“เคยรู้จักแล้ว”

เธอลองนึก แต่นึกไม่ออก

“ยามาดะ นากามาสะไง”

“อ้อ อีตาญี่ปุ่นที่ตายเพราะผู้หญิง”

“เลือกประเด็นจำได้น่าสนใจ”

เธอยักไหล่ตามนิสัย

“วันไหนเป็นไกด์ ต้องเรียนรู้เรื่องของแต่ละสถานที่ ประวัติศาสตร์ที่มา และต้องฝึกทักษะการสื่อสาร” ผมบอก

“หนูไม่ได้เรื่องสักอย่าง”

“ฝึกฝนกันได้”

“ยากอย่างงี้ หนูไม่เป็นดีกว่า”

“อ้าว แล้วจะทำไร”

เธอคิดนิดหนึ่ง “หนูแค่อยากเดินทางเที่ยว เป็นยูทูบเบอร์ก็ได้ เที่ยวสะพายกล้องไปเรื่อยๆ”

“ยูทูบเบอร์ก็เถอะ ยิ่งต้องรู้จักพูดถ่ายทอดเรื่องราวให้สนุก น่าสนใจ บางคนเอาแต่สนุก ไม่มีเนื้อหา ก็ไร้ค่า เสียเวลาดู”

“อย่างน้อยก็ได้ทำอย่างที่ต้องการ ไม่ต้องคอยเอาใจใคร รับผิดชอบใคร หรือทนอารมณ์ความงี่เง่าของคนอื่น”

“อย่างนี้นี่เอง”

เธอหันมามองผม “คุณรู้เรื่องพวกนี้เยอะ ทำไมไม่เป็นไกด์”

ผมคิดสักพัก “ไม่รู้สิ ไม่อยากต้องคอยเอาใจใคร ดูแลรับผิดชอบใคร หรือทนความงี่เง่าของคนอื่นมั้ง”

เธอมุ่ยหน้าใส่ ผละตัวเองเดินเที่ยวไปคนเดียว

ผมเดินไปชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำ เรือท่องเที่ยวสองชั้นล่องเอื่อยผ่านไปช้าๆ ผมละสายตามาทางขวามือไม่ห่างไปนัก สาวสวยสะพายกล้องสองคนกำลังง่วนอยู่กับการถ่ายวิดีโอ บางทีอาจเป็นยูทูบเบอร์สักช่อง สองสาวพูดจาฉะฉานหน้ากล้อง บางทีผมน่าจะลองกดติดตามช่องของพวกเธอดู ปกติแล้วผมไม่เคยกดติดตามช่องยูทูบไหนเลยสักช่อง

สาวน้อยว่าที่ยูทูบเบอร์ของผมละ ตอนนี้เดินไปไหนเสียแล้ว อ้อ เธอกลับไปแถวระเบียงคด กำลังคุยอยู่กับฝรั่งสองผัวเมียร่างท้วมทั้งคู่ การสนทนาดูเป็นไปด้วยดี มีไมตรี สาวน้อยมีรอยยิ้มซึ่งไม่ค่อยเห็นนัก เธอเป็นสุขที่ได้คุยกันฝรั่งมากกว่าผมอย่างนั้นหรือ

ช่างน่าเศร้า…

คุยกันอยู่สักนาทีกว่า เธอเดินกลับมา

“คุยไรกับฝรั่งหรือ” ผมถาม

“คนสเปนน่ะ ถามเรื่องพระพุทธรูปคอขาด”

“พูดสเปนได้หรือ”

“ถ้าไม่ได้แล้วจะคุยรู้เรื่องมั้ยล่ะ” เธอตอบฉุนๆ

“แล้วตอบไปว่ายังไง”

“บอกว่ามีคนตัดเอาไปขาย แต่ไม่ต้องห่วง พอวันพระจันทร์เต็มดวง หัวพระก็จะงอกขึ้นมาใหม่ เหมือนหน่อไม้”

ผมทำได้แค่ถอนใจ

 

เดินชมสถานที่กันไปอีกครู่ เราสองคนก็มานั่งลงริมแม่น้ำ ลมแรงพัดไม่ขาดสาย ลดความร้อนได้อย่างดี สายน้ำไหลเป็นริ้วสีมรกตดูงดงาม ปราศจากผักตบชวาให้เห็น มีเรือนำเที่ยวอีกลำล่องผ่านมา คนบนเรือยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพบนฝั่ง

“สมัยก่อนมีเรือผ่านแถวนี้เยอะใช่มั้ย หมายถึงสมัยอยุธยา” เธอถาม

“ก็มี แต่อาจไม่เยอะเท่าตรงแม่น้ำทางใต้เกาะเมือง แถวนั้นเป็นหมู่บ้านต่างชาติ เรือสินค้ามักจอดแถวนั้นมาก”

“มีชาติไหนบ้าง”

“ก็โปรตุเกส ฮอลันดา ญี่ปุ่น แต่ก็มีพ่อค้าอีกหลายชาติเดินเรือมาค้าขาย ในอยุธยามีคนหลากหลาย เลยมีเรื่องมากมายถูกบันทึกจากมุมมองของคนหลายกลุ่ม แต่งเติมไปตามเจตนาของแต่ละคน”

“เรื่องไรบ้างที่ถูกแต่ง”

“ก็เกือบทุกเรื่องในประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั้นก็เรื่องยามาดะ เรื่องสมบัติจอมสลัดที่เคยพูดถึงไง”

เธอแค่พยักหน้าหงึกๆ

ผมค่อยๆ ลุก “มาสิ จะพาไปหาที่มาของสมบัติจอมสลัด”

 

ผมใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงจุดหมาย เมื่อลงจากรถ ตรงหน้าเป็นซากโบราณสถาน ฐานสิ่งก่อสร้างจากอิฐสีแดงขนาดราวสนามบาสเกตบอล มีซากผนังก่อขึ้นมาแต่โดดๆ ที่เหลือคงผุพังไปตามเวลา ติดกันมีเรือกำปั่นใหญ่หลับใหลนิ่งสงบ เรือสินค้าของฮอลันดาในอดีต

สาวน้อยเดินไปอ่านป้ายที่เขียนบอกอยู่ใกล้ๆ

หมู่บ้านฮอลันดา

“เดากันว่าตรงนี้น่าจะเคยเป็นโรงเก็บสินค้าของบริษัทดัตช์” ผมบอก

“สมบัติอะไรนั่น มาจากที่นี่หรือ”

“เปล่า อยู่ที่โน่น” ผมชี้ไปทางอาคารที่ปลูกถัดจากส่วนโบราณสถานเล็กน้อย เป็นอาคารสมัยใหม่สองชั้น สถาปัตยกรรมแบบยุโรป ทางด้วยสีโอลด์โรส รอบกรอบหน้าต่างและเสาเป็นสีขาว หลังคากระเบื้องสีแดงเข้ม ยังแลดูใหม่ สดใส ปราศจากร่องรอยหลุดลอกให้เห็นชัด มีบันไดภายนอกทอดขึ้นไปชั้นสอง

“สิ่งก่อสร้างสมัยก่อนพังจนไม่เหลือแล้ว นอกจากที่เห็น พื้นที่ที่เหลือจึงถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์แทน”

เธอเออออไปตามเรื่อง

“มาเถอะ” ผมนำเธอเข้าไปยังชั้นล่างของอาคาร ภายในจัดเป็นร้านคอฟฟีช็อป มีโต๊ะตัวเล็กๆ วางรอรับลูกค้าไม่กี่ตัว

“พิพิธภัณฑ์อยู่ด้านบน เรากินอะไรสักหน่อยก่อนก็ได้” ผมบอก

เราสั่งกาแฟพร้อมสตูปวาฟเฟิล กาแฟรสชาติดี ขณะที่วาฟเฟิลสร้างความพอใจให้สาวน้อยได้ไม่น้อยทีเดียว

กินจนเกือบเรียบร้อย โทรศัพท์ของสาวน้อยดัง เธอเดินออกไปข้างนอก พูดคุยอยู่ครู่ใหญ่ก็กลับมา

“แม่โทรมา” เธอบอกโดยไม่ต้องถาม “ถามว่าไปทำบุญมาหรือยัง”

“แล้วป๊าล่ะ โทรมายัง”

“ไม่รู้สิ สงสัยจำไม่ได้หรอกว่าวันเกิดหนู”

“คงงานยุ่งน่ะ มีเวลาว่างคงมาหา” ผมปลอบใจเธอ

แต่สาวน้อยแค่ยักไหล่

เราซื้อตั๋ว แล้วขึ้นไปชั้นสอง

พิพิธภัณฑ์ชั้นบนจัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของบริษัทการค้าอินเดียตะวันออกของฮอลันดา มีทั้งเนื้อหา ประวัติ ภาพวาดบนคัตเอาต์สี่สี มีเรือกำปั่นจำลองขนาดราวยาวสองฟุตอยู่ในครอบกระจก

ผมเริ่มสวมวิญญาณมัคคุเทศก์อธิบาย “ชาติยุโรปเดินทางเข้ามาแถบอุษาคเนย์นานแล้ว ชาวฮอลันดาให้ความสำคัญกับดินแดนแถบนี้หลังจากโปรตุเกสและสเปนบุกเบิกเส้นทางทางทะเล และได้กำไรมหาศาลจากการค้าเครื่องเทศ ฮอลันดาจึงเริ่มเข้ามาสร้างอิทธิพลบ้าง โดยเฉพาะในแถบอินโดนีเซียปัจจุบัน สร้างกองเรือทันสมัย เรือรบรุ่นใหม่ พวกดัตช์เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามอย่างเป็นทางการครั้งแรกช่วงปลายสมัยของสมเด็จพระนเรศวร ต่อมาได้รับอนุญาตจากพระเอกาทศรถให้ตั้งสถานีการค้าแห่งแรก ซึ่งเชื่อว่าตั้งอยู่เกาะเมืองด้านใต้ ทำการค้าผ่านบริษัทการค้าอินเดียตะวันออก หรือที่ผมมักเรียกว่า วีโอซี[1]”

ผมพาสาวน้อยไปตู้กระจกแสดงข้าวของหน้าตาแปลก “สินค้าสำคัญก็อย่างของพวกนี้…”

สาวน้อยมองดูตัวอย่างสินค้าสำคัญในอดีต ไล่อ่านตามป้ายที่ติดไว้ “หนังปลากระเบน หนังกวาง ไม้ฝาง ไม้กฤษณา” แล้วหันมาถาม “เอาไปทำอะไร ไม่เห็นน่าจะมีค่า”

“สมัยนี้อาจแปลกๆ แต่เมื่อก่อนสินค้าพวกนี้มีค่ามาก หากรวมกับบรรดาเครื่องเทศต่างๆ ที่มีมากแถวหมู่เกาะโมลุกกะในอินโดนีเชียปัจจุบัน มีผลขนาดให้พวกยุโรปเสี่ยงเดินทางมาค่อนโลกเพื่อขนเอากลับไป”

“เอาไปทำไรได้ พวกนี้”

“อาหาร ยาสมุนไพร เครื่องหอม ของใช้ ชุดเกราะนักรบแล้วก็อีกหลายอย่าง”

ผมเห็นเธอยังสนใจ จึงเล่าต่อไป

“พวกดัตช์นอกจากเก่งด้านการค้าแล้ว ยังเป็นนักบันทึก หลายบันทึกของหลายคนถูกตีพิมพ์ ให้ข้อมูลเรื่องราวของอาณาจักรอยุธยาด้วย แน่นอนไม่ใช่แค่อยุธยา เรื่องในดินแดนและน่านน้ำแถบนี้ก็ถูกบันทึก หนึ่งในนั้นก็คือบันทึกของจอร์จ อันเดรส ฟาน เดอลามา” ผมก้าวไปหยุดต่อหน้าคัตเอาต์สีขนาดสูงสักสองเมตร มีภาพครึ่งตัวชายสูงวัย ไว้หนวดสวมแว่นกรอบกลม

“ตานี่บันทึกไร” สาวน้อยถาม

“หลายเรื่อง แต่ที่ผมสนใจตอนนี้ ก็เรื่องที่บางคนบอกว่าเป็นเรื่องแต่ง…เรื่องของสมบัติจอมสลัดแห่งทะเลตะวันออก”

เธอมองผมเงียบๆ เหมือนรอให้เล่าต่อ

“เมื่อโปรตุเกสค้นพบเส้นทางเดินเรือมาทางตะวันออก การค้าก็เริ่มต้นยุคความรุ่งเรือง เครื่องเทศถือเป็นสินค้าสำคัญ หลายชาติแข่งกันออกเดินทางสู่แดนตะวันออก สเปนเองซึ่งถือตนว่ายิ่งใหญ่ ไม่ต้องการตกเป็นเบอร์สอง ที่ต้องอาศัยเส้นทางที่คนอื่นค้นพบ จึงพยายามหาเส้นทางเดินเรือใหม่ ในที่สุดก็ค้นพบ แน่นอนช่วยเพิ่มพูนการค้าและพ่อค้าจำนวนมาก แต่ไม่ใช่แค่พ่อค้าเท่านั้นที่ได้เส้นทางใหม่สู่เอเชีย แต่รวมถึงพวกโจรสลัดด้วย พวกนี้ต้องการถิ่นอิทธิพลใหม่ตามการค้าที่รุ่งเรือง บางคนทำตนอยากเป็นตำนานครอบครองท้องทะเลทั่วโลก ไม่ง่ายนัก มีไม่กี่คนที่ท่องไปทั่วทั้งน่านน้ำตะวันตก และตะวันออก แต่หนึ่งในนั้นคือกลุ่มสลัดของโรเบิร์ต บาร์โธโลมิว”

“คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินชื่อ”

“สลัดในตำนาน ถูกเอาชื่อมาใช้ในหนังโจรสลัดหลายเรื่องเลย”

แววตาเธอบ่งบอกว่าอยากฟังต่อ

“โรเบิร์ต บาร์โธโลมิว เกิดในแคว้นเวลส์ เป็นคนประเภทที่ให้ความสำคัญกับพิธีกรรม ความเชื่อทางไสยศาสตร์ มนตร์ดำ หรืออะไรทำนองนี้ เขาออกปล้นโดยไม่เคยถูกจับ หลายคนจึงพูดกันว่าเขาคือพ่อมด บาร์โธโลมิวครองทะเล เป็นที่หวั่นเกรงของเรือพาณิชย์ ตั้งแต่น่านน้ำทะเลแคริบเบียนถึงแอตแลนติก เล่ากันว่า ทรัพย์สินสำคัญที่สาบสูญ ล้วนตกอยู่ในการครอบครองของเขา ทั้งมงกุฎเพชรของพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ และแผนที่ตำแหน่งเมืองไพตีตี้ของชาวอินคา บางตำนานบอกว่าบั้นปลายชีวิต เขาถูกจับที่ยุโรป โดยกองเรืออังกฤษ แต่บันทึกของตาจอร์จนี่บอกว่าเขารอดพ้นมาได้ และทำตนหายสาบสูญ แต่ไม่กี่ปีต่อมาก็โผล่ที่น่านน้ำตะวันออก จอร์จยังบอกว่า บาร์โธโลมิวเริ่มสร้างชื่อในน่านน้ำทะเลตะวันออกอย่างรวดเร็ว สลัดท้องถิ่นยากจะเทียบ ที่สุดก็ยอมเคารพ ไม่ว่าจะสลัดจีน พวกวาโคะของญี่ปุ่น เขาท่องไปทุกน่านน้ำโดยไร้คู่ต่อกร บนเรือไม่เหลือที่เก็บสมบัติที่ปล้นได้ กองเรือสเปน ฮอลันดา อังกฤษ พยายามตามล่า ก็ไม่สำเร็จ

ว่ากันว่าการปล้นครั้งสุดท้ายของเขามีเป้าหมายที่เรือฟรอล เดอ ลา แมร์ ( Frol de la Mar) ของกษัตริย์มะละกา บันทึกเล่าว่า บาร์โธโลมิวปล้นสำเร็จ และนำลูกเรือที่เหลือห้าคน มุ่งไปหาจุดที่เก็บซ่อนสมบัติ บันทึกเรียกว่า ทาร์ทารัส หมายถึงแดนนรก จากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเขาและลูกเรือเหล่านั้นอีก”

“ก็ไม่มีใครรู้ว่าเก็บสมบัติที่ไหนสิ”

“เขาทำแผนที่ไว้ฉบับหนึ่ง มอบส่งให้คนสนิทต่อๆ มา จากนั้นทั้งบรรดาสลัด บริษัทการค้า รวมถึงราชนาวีของรัฐต่างๆ ก็พยายามค้นหาแย่งชิง ลือกันว่าแผนที่ตกไปอยู่ในมือคนโน้นคนนี้ แต่ไม่มีใครยืนยัน ที่สุดก็ค่อยๆ กลายเป็นเพียงตำนานเล่าขานถึงขุมสมบัติล้ำค่าที่สุดเท่าที่น่านน้ำทะเลตะวันออกเคยมี”

“สมบัติเยอะสักแค่ไหน ถึงต้องแย่งกันขนาดนั้น”

“ว่ากันว่าแม้สิบโจรสลัดนอนหลับเฝ้าฝันกว่าสิบราตรี ก็จินตนาการได้ไม่มากเท่า”

“เสียดายแผนที่หาย”

“แต่ล่าสุด มีกลุ่มคนที่ตั้งข้อสงสัยว่าบางทีแผนที่อาจตกอยู่ในมือของจอมสลัดคนหนึ่งชื่อเจิ้งอี้ ซึ่งเคยเป็นกัปตันเรือที่เพื่อนเราเคยอาศัยอยู่”

“ใคร…เพื่อนคุณ?”

“ยามาดะไง”

“ตาญี่ปุ่นคนนั้น?”

“ประเด็นคือเริ่มมีคนสงสัยว่าบางที ยามาดะอาจได้รับต่อมาจากเจิ้งอี้”

“คุณเลยสนใจ อยากเขียนขึ้นมาหรือ”

“ก็มีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ล่าสมบัติอาจทำให้คนสนใจอ่านบทความ แต่อย่างที่เคยบอก ผมสนเรื่องอื่นของยามาดะมากกว่าเรื่องสมบัติสลัด”

“การตาย?”

ผมยินดีที่เธอจำได้ “ใช่ วาระสุดท้ายของเขา…” ผมหันมองเธอ “มา เราไปหาเขากันเถอะ”

 

เชิงอรรถ : 

[1]  VOC – Vereenigde Oostindische Compagnie หรือ บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (The Dutch East India Company)  ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1602



Don`t copy text!