สายลมตะวันออก บทที่ 16 : ไอ้ภูผา

สายลมตะวันออก บทที่ 16 : ไอ้ภูผา

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

อาทิตย์ยามอรุณรุ่งเผยตัวจากทิวไม้ น้ำในลำคลองเคลื่อนไหล ปลาตัวจ้อยปล่อยตนไปตามกระแสก่อนจะเริ่มว่ายทวนอยู่กับที่ นกบินโฉบลงผิวน้ำ พยายามหาปลาที่เผลอไผลเป็นอาหาร พุ่มไม้ริมตลิ่งนิ่งงันด้วยลมแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก กลิ่นจวงจันทร์ยังรวยรินเจือจาง จนยามาดะซึ่งยังฟุ้งซ่านกับข่าวคนรักไม่อาจสัมผัส

เขาวางพู่กันในมือลง กระดาษบนโต๊ะตรงหน้ายังไม่ถูกขีดเขียน แม้เจ้าตัวพยายามสลัดทิ้งความอันว้าวุ่นเพื่อมุ่งจิตไปกับงานศิลป์ แต่ที่สุดก็ทำไม่ได้

เขาเฝ้าถามตัวเอง เป็นความสมัครใจของแม่จวงไหมหนอ? หากหล่อนยินยอมพร้อมใจ ก็ไม่มีเหตุใดให้ต้องเป็นห่วง คงจะได้พลอยยินดี แต่หากไม่ ขอเพียงบอกกล่าวสักคำ เขาก็พร้อมทำการใดๆ ให้หล่อนคลายทุกข์ จะให้พาหนีไปจนไกลโพ้นสุดหล้าท้องสมุทร เพื่ออยู่ร่วมเคียงกันแต่สองคนตราบลมหายใจสุดท้าย เขาก็หาหวั่นกลัวภัยใด ขอเพียงหล่อนบอกมาเท่านั้น

เซกิเลื่อนเปิดประตูเข้ามา “นากามาสะซัง”

“เซกิซัง มีอะไรหรือ?”

“มีจดหมายมาถึงเจ้า” เซกิยื่นจดหมายสีน้ำตาลออกมาให้ “บ่าวจากเรือนคุณพระสุนทรฯ เพิ่งนำมาส่ง”

ยามาดะรู้ดีว่า ไม่มีทางเป็นจดหมายจากใครอื่น

ความในจดหมาย ไม่ยาวนัก การอันเขาช่วยงานคิอิ คิวเอมอน ทำให้ได้เรียนรู้ภาษาของชาวอโยธยา จนพออ่านจับความได้ โดยไม่จำต้องใช้ผู้ช่วยแปล แม้ไม่คล่องแคล่ว แต่เนื้อความใช่ว่าซับซ้อนเกินเข้าใจ

 

พี่ท่านคงทราบความที่เกิดขึ้นแล้ว ข้ารู้ความในใจที่พี่ท่านมีต่อข้า ข้าซาบซึ้งใจหนักหนาต่อทุกอย่างที่พี่ท่านมอบให้ข้า ข้ารู้ดีว่าพี่ท่านเสียใจ ผิดหวัง ข้าเองก็เช่นกัน ข้ารักพี่ท่าน มิเคยรักใครเช่นนี้ แต่พ่อแม่มีพระคุณ จำต้องกตัญญู เมื่อท่านเห็นควร ข้าเป็นลูกก็มีหน้าที่ทำตาม เราสองไร้วาสนา ไม่อาจครองคู่ดั่งใจหมาย จึงขอให้เราสองได้ระลึกถึงกันเช่นพี่น้อง ดั่งคนรู้จักหวังดีต่อกัน เรื่องราวที่ผ่านมา ขอให้เป็นความทรงจำระหว่างเรา ข้าเชื่อว่าบุรุษผู้งดงามทั้งกายใจเช่นพี่ท่าน จะได้มีคู่ครองที่เหมาะสมสักวัน

รัก

จวง

 

ชายหนุ่มวางจดหมายลง เรี่ยวแรงที่หลงเหลือน้อยนิดแทบสิ้นไป สูดหายใจลึก ทำใจให้สงบ รู้สึกว่าในดวงตามีน้ำเอ่อคลอ

แม้เสียใจ แต่ความกระวนกระวายว้าวุ่นที่เคยมีก่อนหน้า กลับมลายหาย บางทีเพราะความชัดเจนช่วยให้ความสับสนหมดลงก็ได้

ความอันหล่อนเขียนมาในจดหมาย เท่ากับว่าหล่อนยอมรับความเป็นไปที่เกิดขึ้น ความรักที่ทั้งคู่มีให้กัน ไม่มากพอให้เปลี่ยนแปลงสิ่งใด ดังนั้นเขาจึงต้องยอมรับความจริง ยอมรับการตัดสินใจของหล่อน โดยไม่คิดโกรธเคือง

หากคิดด้วยใจเป็นธรรม หล่อนก็ได้คู่ครองที่ดี ออกพระจุฬาผู้เติบโตด้วยกันมา เป็นคนเก่งกล้า มีคุณธรรม ย่อมสามารถดูแลอุปถัมภ์หล่อนได้ประเสริฐกว่าผู้ใด หามีสิ่งใดน่าห่วง เขาเองเสียอีกที่เป็นสลัดพเนจร คนจรจากแดนไกล ไฉนเลยจะหาญกล้าอวดตนคุ้มครองบุตรีแห่งขุนนางอโยธยาได้ คิดแล้วสมควรยินดีกับหล่อนจึงจะถูก

หนุ่มญี่ปุ่นยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มให้กับตัวเอง ชีวิตนักรบซามูไรไม่สิ้นด้วยร้างรักหรอก พับจดหมายเก็บในหีบใบเล็ก ปิดลงสลักไว้สนิท ลุกไปยืนริมชาน ทอดตามอง กระแสน้ำไม่เคยหยุดไหล แล้วไฉนจะต้องทำให้ชีวิตของตนหยุดลงด้วยเล่า

สายลมพัดเบาๆ จวงจันทร์เริ่มจางกลิ่น ไม่นานคงได้สลายไปพร้อมความรักแรกในหัวใจชายหนุ่มต่างถิ่นจากแดนไกล

*

ควับ!

เสียงดาบไม้ฟาดลม แว่วจากในสวนข้างเรือนพักมาตั้งแต่เช้า จนเมื่อสาย จึงค่อยเงียบลง

ยามาดะวางดาบพิงกับเสาหิน นั่งลงบนท่อนไม้ ร่างส่วนบนเปลือยเปล่า ทำให้แลเห็นเนื้อตัวกำยำ เต็มไปด้วยมัดกล้าม ชโลมไปด้วยคราบเหงื่อ หยิบผ้าเช็ดใบหน้า สูดหายใจลึกหลายครั้งเพื่อคลายความเหนื่อยล้า ในตอนนั้นเซกิเดินเข้ามาหา

“มีอะไรหรือเซกิซัง?”

แม้น้ำเสียงและท่าทางของยามาดะ ปราศจากความโศกเศร้าแล้ว แต่ก็ยังไม่ทำให้เซกิห่วงใยลดลง เพราะธุระที่นำมาแจ้ง น่าเกรงทำให้เพื่อนกลับมาฟุ้งซ่านอีก

อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีทางเลือก

“คุณพระจุฬามาหาน่ะ”

 

ชายหนุ่มญี่ปุ่นเชื้อเชิญผู้มาเยือนนั่งในห้องรับแขก

สีหน้าขุนนางอโยธยาปรากฏความกังวลตั้งแต่เข้ามา อึกอักในตอนแรก เหมือนใช้เวลาคัดเลือกถ้อยคำเริ่มต้นที่ตรงใจ

“ท่านคงทราบแล้วว่าข้ามาด้วยเรื่องใด ข้าพอรู้ความรู้สึกระหว่างท่านและแม่จวง ไม่อยากให้ทั้งสองต้องผิดหวัง และไม่ประสงค์ให้ต้องมีเรื่องผิดใจกันระหว่างเรา ข้าจึงตั้งใจจะเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอให้ทรงยกเลิกงานสมรสระหว่างข้ากับแม่จวงเสีย”

ยามาดะตกใจ ไม่มีความยินดีใดๆ หากเพื่อนทำเช่นที่บอก รีบห้าม “ไม่ได้นะ! ท่านเหมาะแล้วสำหรับจะเป็นคู่เคียงกับแม่จวง” แล้วถอนใจทีหนึ่ง พูดเสียงอ่อย “ข้ายอมรับว่าข้าชอบพอแม่จวง แต่นั่นก็ด้วยความประทับใจที่หล่อนมอบไมตรีให้คนต่างเมืองเช่นข้า ข้ารู้ตัวดีว่าเป็นเพียงคนต่างแดน ไร้อำนาจวาสนา จะหาสิ่งใดคอยดูแลหล่อนได้อย่างสมฐานะ ข้าได้รู้จัก มีไมตรีกับหล่อน ได้เป็นเสมือนพี่น้อง ก็โชคดีหนักหนาแล้ว ไฉนจะกล้าคิดการอื่นให้มากกว่านั้น ท่านเองเสียอีกที่พร้อมครบทุกประการอันจะได้หล่อนเป็นคู่ครองเรือน ไม่ว่าจะฐานะ ยศศักดิ์ การงาน เป็นที่สบายใจของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหากข้ายอมให้ท่านทำตามเช่นว่า ก็เหมือนกับท่านทำให้ข้ากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดหวังเอาแต่ใจตนเป็นที่ตั้ง ใครๆ จะได้ดูแคลน ให้เป็นที่เสื่อมเกียรติไปอีกนาน อีกทั้งเมื่อเป็นงานพระราชทาน ย่อมแสดงว่าทรงไตร่ตรองชอบแล้ว”

ยามาดะยิ้มเหมือนบ่งบอกว่าให้เพื่อนสบายใจ “ท่านไม่มีประการใดต้องห่วงกังวลเรื่องข้าเลย ขอสบายใจเถิด”

สีหน้าขุนนางอโยธยายังไม่สู้คลายกังวลนัก

“แต่ข้าไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นเหตุให้สองคนต้องผิดหวัง ไม่สมรักตามปรารถนา”

“คู่ครองย่อมเกิดแต่พระเป็นเจ้าลิขิต หากแม้พระองค์มิได้กำหนดไว้ให้ข้ากับแม่จวงได้ครองเรือน ก็ไม่มีทางฝืน ท่านเองต่างหากเป็นผู้ที่พระองค์กำหนดไว้ ซึ่งข้าก็เห็นดีด้วย”

ออกพระจุฬายังลังเล ยามาดะบอกต่อไปว่า

“หากแม้ท่านปลงใจจะทูลขอให้พระเจ้ากรุงอโยธยายกเลิกงานมงคลนี้ ก็สมควรเป็นด้วยท่านหาได้มีใจรักในแม่จวง ไม่พร้อมดูแลคุ้มครองหล่อนไปตราบลมหายใจสุดท้ายเท่านั้น ที่ข้าจะยอมรับ”

ขุนนางหนุ่มอโยธยานิ่งไปเหมือนกำลังคิดทบทวนคำของสหายชาวญี่ปุ่น แล้วจึงเอ่ยออกมา

“ข้าและแม่จวงรู้จักกันมาแต่เด็ก ย่อมมีใจรักห่วงใยเสมอ ไม่อาจปฏิเสธ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเป็นรักแบบใด เสมอพี่น้องหรือไม่ ได้แต่รู้สึกว่าหากแม้มีผู้ใดคิดร้ายต่อหล่อน ข้าก็พร้อมจะสังหารมันให้ตายตก และหากแม้ปราศจากชายใดดีพร้อม ข้าก็ยินดีอยู่เคียงหล่อนเรื่อยไปไม่ต่างจากคราเป็นเด็ก พร้อมปกป้องดูแล มิให้หล่อนต้องทุกข์ร้อนใจ ตราบชีวิตข้าหาไม่”

“เหมาะแล้วที่แม่จวงจะมีท่านเป็นคู่ครองเรือน ขอทั้งสองมีความสุขในชีวิต” ยามาดะยิ้มมีไมตรีให้ด้วยใจจริง มิได้หลอกลวงสหายหรือแม้แต่ใจตนเอง

ออกพระจุฬาเห็นรอยยิ้มและแววตาของเพื่อน ก็สบายใจ ราวกับวางหินก้อนใหญ่ลงจากบ่า

“มาพบท่านวันนี้ทำให้ข้าเบาใจ ยอมรับว่าทีแรกเกรงว่าเรื่องนี้ จะทำให้เราต้องผิดใจกัน”

ยามาดะส่ายหน้า “หากเพียงเพราะเรื่องนี้ ทำให้สหายเช่นเราผิดใจ เห็นจะไม่ใช่ข้าแล้ว”

“ข้ายินดีที่ได้ยินเช่นนั้น”

ยามาดะเอื้อมมือจับท่อนแขนสหายชาวอโยธยา เอ่ยบอกไปว่า

“เรายังเป็นสหายกันเสมอ จะไม่มีเรื่องใดทำลายไมตรีระหว่างของเราได้”

*

เรือไม้ลำน้อยล่องเข้าเทียบท่าน้ำของเรือนไม้สภาพกลางเก่ากลางใหม่ ขนาดไม่ถึงกับใหญ่โตนัก มีต้นจันทน์ใหญ่กลางชาน แคร่ไม้ไผ่ตัวหนึ่งวางอยู่ลานกว้างด้านหน้าเรือน ร่มเงาจากกิ่งก้านไม้ใหญ่ทำให้แลร่มรื่น

ก่อนหน้านี้สองวัน สมิงสามกรายมาแจ้งยามาดะให้ทราบว่า พระยาเกียนหาครูมวยให้พวกญี่ปุ่นร่ำเรียนได้แล้ว ชื่อครูเทียน บ้านอยู่ย่านวัดพุทไธศวรรย์

ชายหนุ่มยินดี ที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ พร้อมกันก็เป็นโอกาสได้ผละจากสถานที่ที่อาจต้องพบแม่ทับทิม แม้ละวางจากความโกรธเคืองและทำใจยอมรับเรื่องแม่จวงได้บ้างแล้ว แต่ยามาดะก็บอกตัวเองว่าไม่พร้อมพบหน้าหรือพูดจาใดๆ กับบุตรสาวพระยาเกียน หากต้องเผชิญหน้า ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องพูดจาให้ได้ผิดใจกันอีกหรือเปล่า

เขาจึงจัดแจงสั่งการให้สหายญี่ปุ่นซึ่งชาญวิชาดาบ แต่ไม่ปรารถนาร่ำเรียนการต่อสู้มือเปล่า ให้อยู่ฝึกฝนศาสตร์วิชาดาบญี่ปุ่นพร้อมกับนักรบอโยธยาต่อไป ส่วนตนกับพรรคพวกอีกไม่กี่คน จะไปร่วมฝึกวิชามวยกับครูเทียน

ยังมองไม่เห็นใครตอนที่ยามาดะก้าวขึ้นท่าน้ำ ลานด้านหน้าเงียบสงบ มีเพียงเสียงกิ่งไม้คลอนไหว กลุ่มคนญี่ปุ่นเดินมาชะเง้อชะแง้อยู่ตรงบันไดเรือน

“มีใครอยู่ไหมจ๊ะ?” ยามาดะส่งเสียง

ไม่มีเสียงตอบ

“มีใครอยู่ไหมจ๊ะ?” เขาเรียกซ้ำ

มีเพียงความเงียบตอบกลับ

“เรามาผิดที่หรือเปล่า?” เซกิเริ่มไม่แน่ใจ

“ไม่นะ ไม่น่าผิดหรอก” ยามาดะยังมั่นใจ

ตอนนั้นเองมีเสียงส่งลงมาจากบนเรือน

“ใครกันมาทำเสียงเอะอะแถวนี้!?”

เจ้าของเสียงเดินออกมาตรงริมชาน เป็นชายวัยสักห้าสิบเศษเห็นจะได้ เปลือยท่อนบน เหลือแต่โจงกระเบนสีเข้ม และผ้าขาวม้าพาดไหล่

“พวกเอ็งเป็นใครกันวะ?”

“ข้ายามาดะ นากามาสะ กับพรรคพวกจำนวนหนึ่ง รับคำสั่งจากพระยาเกียน มาเรียนวิชามวยจากครูเทียนจ้ะ ครูเทียนอยู่ไหมจ๊ะ?”

“มาหาครูเทียนเรอะ?”

“ใช่จ้ะ วานลุงเรียกครูเทียนให้ข้าหน่อยเถิด”

“เออๆ นั่งรอตรงกันก่อน”

พ่อเฒ่าหายเข้าไปในเรือนสักพัก ก่อนเดินกลับลงมานั่งบนแคร่กลางลาน ในมือถือหีบยาเส้นติดมาด้วย

“พวกเอ็งคือคนที่ท่านเจ้าคุณให้มาสินะ” แกสอบทาน

“จ้ะ” ยามาดะยังสงสัย สบตากับเพื่อนอย่างงงๆ แล้วจึงหันไปถามพ่อเฒ่าอีกครั้ง “แล้วครูเทียนละจ๊ะ?”

แกตบเข่าตัวเอง “ครูเทียนก็นั่งหัวโด่อยู่หน้าเอ็งนี่ยังไงละวะ”

ชายหนุ่มญี่ปุ่นและเพื่อนสะดุ้ง “ลุงคือครูเทียนน่ะหรือจ๊ะ?”

“ก็เออสิวะ ไม่อย่างนั้นจะเป็นใครได้”

เหล่าชายญี่ปุ่นรีบเข้ามาคุกเข่าใกล้ๆ ยามาดะเอ่ย “ต้องขอโทษด้วยจ้ะ พวกข้าไม่รู้ว่าลุงคือครูเทียน”

“ช่างเถอะ” พ่อเฒ่าหยิบผ้าจากที่พาดอยู่ไหล่ซ้าย สะบัดปัดหลัง ย้ายมาพาดไหล่ขวา “ข้าเองก็เคยมีเกลอเป็นญี่ปุ่นอยู่บ้าง เห็นว่ามีเพลงมวยมือเปล่าอยู่ เก่งกาจไม่เป็นรองใคร แล้วไยพวกเอ็งต้องการรู้วิชาเพลงมวยของอโยธยาอีกเล่า”

“พวกข้าเป็นเพียงคนโง่ จำต้องเรียนรู้ให้มาก วันหน้าจะได้ทำการเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้”

พ่อเฒ่ายิ้ม นัยน์ตามีแววชื่นชม “ดีๆ รักเรียนรักรู้ไว้ ภายหน้าจะได้มียศกินตำแหน่ง”

“แล้วพวกข้าจะต้องเริ่มเรียนอะไรบ้างหรือจ๊ะ?” เซกิถามขึ้นบ้าง

“พวกเอ็งจะเริ่มเรียนเลยรึ?” สูบควันจากยาเส้นทีหนึ่ง

“พวกข้าตั้งใจอย่างนั้นน่ะจ้ะ” เซกิตอบ

“เออ ดี ขยันขันแข็งดี” ครูเทียนยกเข่าชันขึ้นข้างหนึ่ง มือลูบคาง ทำท่าคิด “เอ แต่ก่อนจะเริ่มเรียน ก็จำต้องรู้ก่อนว่า พวกเอ็งมีวิชาเพียงไรแล้ว เห็นจะต้องทดสอบกันสักหน่อย” ว่าแล้วส่งเสียงเรียก “ไอ้ขาว ไอ้ขาวโว้ย!”

“จ๋าพ่อครู” เป็นเสียงผู้ชายขานรับ ก่อนเจ้าตัวเดินกึ่งวิ่งออกมาจากหลังเรือน บนไหล่ยังแบกทะลายมะพร้าวอยู่ ผิวกายของเจ้าคนนั้นไม่ได้ขาวเช่นชื่อ แต่ออกคล้ำเสียมากกว่า ร่างกายแลดูกำยำล่ำสัน

“อ้าว แบกอะไรมาละเอ็ง”

“ฉันเพิ่งขนมะพร้าวจากสวนมาให้ครัวทำมื้อเย็นนี้น่ะจ้ะ”

“เออๆ เอาไปวางแล้วมาหาข้า ข้าจะให้ลองเปรียบมวยกับไอ้หนุ่มนี่สักหน่อย”

“ได้จ้ะ” ขาวทำตามอย่างว่าง่าย เหมือนว่าการชกมวยเป็นกิจวัตรปกติสามัญ หาได้ต้องใช้เวลาตระเตรียมตัวให้พรั่งพร้อมมากมายอะไรนัก

ไอ้ขาวหายไปยังเรือนครัวครู่หนึ่ง ก็กลับออกมา

“ขาว…เอ็งลองสู้กับไอ้…” พ่อเฒ่าทำท่าจะพูด “เอ็ง…เอ็งชื่ออะไรนะ?”

“ยามาดะจ้ะ ยามาดะ นากามาสะ”

“ชื่อเรียกยากจริงวะ แล้วไอ้ยามาดาอะไรนี่ มันหมายความว่าอย่างไรวะ?”

“ก็หมายถึงภูเขา ทุ่งนา ทำนองนี้ละจ้ะ”

“จะภูเขาหรือทุ่งนากันแน่วะ แต่ก็ช่างเถอะ” แกทำท่าคิด “เอาอย่างนี้ ข้าจะเรียกเอ็งว่าไอ้ภูผาแล้วกัน”

“ภูผา? …ยามาดะคิดพิจารณานามใหม่ที่ได้รับ ในใจยินดี “ได้จ้ะ เรียกตามพ่อครูว่าเลยจ้ะ”

พ่อเฒ่าหันไปทางลูกศิษย์ของตน “ไอ้ขาว เอ็งลองฝีมือกับไอ้ภูผาให้ข้าดูสักหน่อยเถอะ”

ยามาดะเริ่มเตรียมตัว ใช้ผ้าพันมือ พลางสังเกตคู่ต่อสู้ เห็นนายขาวจัดแจงพันมือด้วยผ้ายาวเลยขึ้นมาครึ่งแขน จากนั้นพันคาดทับข้อเท้าทั้งสองข้าง ไม่กี่อึดใจก็เดินกันมากลางลาน นายขาวคุกเข่าลง ร่ายรำท่วงท่ามวย เชื่องช้า แต่ก็แฝงความอ่อนช้อย ระหว่างนั้นยามาดะตรวจดูผ้าพันมือ ขยับเตรียมตัวให้พร้อม คิดในใจว่า ตนเองก็เคยเรียนรู้การต่อสู้ด้วยมือเปล่ามาบ้างแต่คราอยู่แผ่นดินเกิด แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญเป็นเอกอุ แต่ก็หามีใครเอาชัยได้ง่ายๆ นี่ถือเป็นโอกาสได้แสดงเพลงมวยต่อสู้ของตน ให้สำนักมวยอโยธยาแห่งนี้รู้ฤทธิ์เดชเสียบ้าง

เสียงฆ้องใบน้อยจากแคร่ครูเทียนดัง เป็นสัญญาณเริ่มต้นการต่อสู้ ยามาดะกำหมัดยกมือตั้งท่า แต่ยังไม่เริ่มต้นรุก รอคอยให้อีกฝ่ายเข้าจู่โจมก่อน เพื่อดูชั้นหยั่งเชิง อันถือเป็นความไม่ประมาท รอให้อีกฝ่ายโจมตี แล้วจึงตอบโต้ นี่คือแผนการที่วางไว้

ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น นายขาวเขม้นจ้องอยู่ชั่วครู่ ก็เริ่มขยับเข้ามาชกหมัดซ้าย

หนุ่มญี่ปุ่นรู้สึกว่าหมัดอีกฝ่ายไม่ได้รวดเร็วนัก จึงหลบฉากไปทางขวาได้ไม่ยากเย็น แล้วใช้เท้าขัดขาอีกฝ่ายจนล้มกอง ร่างนายขาวนอนแผ่สองสลึงบนพื้น

พ่อครูตบพื้นแคร่ดังฉาด “วะ! ไอ้นี่มันมีวิชาดีโว้ย”

ยามาดะยิ้มอยู่ในใจ คิดว่าฝีมือตนคงเป็นที่ครั่นคร้ามของบรรดานักมวยในสำนักนี้แน่

นายขาวลุกขึ้นมา ปากยังยิ้มเผล่จนเห็นฟันดำเรียง ราวกำลังสำราญกับการลงไปนอนแอ้งแม้ง นักมวยอโยธยายกกำปั้นตั้งท่าใหม่ สืบเท้าเข้ามา ขยับไหล่ทำท่าจะชกหมัดขวา แต่เปลี่ยนมาออกซ้ายแทน หมัดตรงมารวดเร็วกว่าคราแรก แต่ยามาดะยังรับมือทัน ฉากเบี่ยงขวา แล้วก้าวหวังสะกิดขาให้ล้มอีก แต่คราวนี้นายขาวรู้ทัน สะบัดศอกเข้าขมับกึ่งเบ้าตา หนุ่มญี่ปุ่นไม่ทันระวัง โดนเข้าเต็มเปา ทำเอามึน คิดจะถอยออกมาตั้งหลัก แต่กลับถูกไอ้ขาววาดแขนเกี่ยวคอ กระทุ้งเข่าเข้าท้องอีกสองดอก

เรี่ยวแรงแข้งขาดูเหมือนหายลงไปทันใด เข่าอ่อนถึงกับทรุด จนอยากจะล้มลงกองนอนตัวงอเสียให้ได้

“เอาละ พอๆ” ครูเทียนสั่งยุติ

ยามาดะประคองตัวขึ้นยืนอย่างยากลำบาก รู้สึกจุกเสียด แรงจะยืนแทบไม่เหลือ แต่ก็กัดฟัน ค่อยๆ ย่องมาคุกเข่าหน้าครูมวย

“ฝีมือเอ็งก็มีมากอยู่” ครูเทียนชม “หากได้รู้ทักษะมวยอโยธยาอีกสักหน่อย เห็นจะเป็นเลิศได้”

“พวกข้าขอความกรุณาครูด้วยเถิดจ้ะ”

วันรุ่งขึ้น ยามาดะ และพวกอีกสามสี่คนพร้อมพานดอกไม้ธูปเทียนแพคนละชุด พากันเข้ากราบครูเทียนเป็นอาจารย์นับแต่บัดนั้น

อดีตซามูไรเมืองญี่ปุ่นเริ่มเรียนรู้วิชามวย ทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก และแม่ไม้มวยหลากหลายแบบ ครูเทียนชื่นชมความตั้งใจ และยังว่า

“นอกจากวิชามวยแล้ว ควรที่เอ็งจะได้เรียนเรื่องอาวุธแบบสยามด้วย ทั้งวิชาดาบ สรรพวิทยาอาคมและพุทธคุณทางพระศาสนา”

ยามาดะตั้งใจศึกษาเรียนรู้สรรพวิทยา ไม่ว่าจะเป็นวิชามวย เพลงดาบ รวมถึงอาคมศาสตร์ต่างๆ อันต้องใช้ในราชการและงานศึก มีท่านเจ้าประคุณวัดพุทไธศวรรย์สักเลกยันตร์เป่าลงมนตราให้ ชายหนุ่มยอมรับ ให้ความเคารพนับถือสรรพวิทยาใหม่

โดยเฉพาะเรื่องของคชศาสตร์ มาอยู่เมืองสยามหลายปี เห็นคนที่นี่ใช้ช้างช่วยเหลืองาน ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงในราชการงานศึก ความสัมพันธ์ระหว่างช้างกับคน จึงหาใช่เช่นสัตว์ใช้งาน แต่เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ยิ่งในราชการ ช้างทรงสำคัญยังมียศศักดิ์เฉกเช่นขุนนางคนหนึ่ง

“ช้างเป็นสัตว์สำคัญของอโยธยา โบราณมีวิชาคชศาสตร์ แบ่งเป็นวิชาคชลักษณ์ อธิบายลักษณะช้างมงคล และวิชาคชกรรม บอกเล่าวิชาคาถา วิธีการจับ รักษา และการดูแลเลี้ยงดูช้าง” นายเรือง เพื่อนร่วมสำนักมวยอธิบายให้ฟังในเย็นวันหนึ่ง

เพื่อนใหม่รายนี้ไม่ใช่คนร่างใหญ่อย่างนายขาว แต่ใกล้เคียงกับตัวยามาดะ เนื้อกายออกเหลืองน้ำผึ้ง ใบหน้าคมขำ นุ่งโจงกระเบนเปลือยท่อนบน โพกผ้าบนหัวเป็นภาพคุ้นตา นิสัยใจคอของมันเป็นคนพูดมาก ปากที่มีไฝเม็ดน้อยตรงมุมขวา หนักไปทางพล่อย โดยเฉพาะกับหญิงสาวรูปงาม มักถูกพูดจาเกี้ยวพา เลยเถิดไปถึงสัปดนอยู่บ่อยๆ

“คชศาสตร์เป็นวิชาน่าสนใจนัก ข้าอยู่อโยธยามานาน เห็นช้างอยู่ทุกที่ ทั้งตัวจริงๆ และที่เป็นภาพวาด รูปปั้นทั้งเล็กใหญ่” ยามาดะบอก

“หากเอ็งสนใจ ข้าจะพาไปหาครูพราหมณ์บ้านคลองตะเคียน คงจะได้ช่วยสอนและคลายข้อสงสัยให้เอ็งได้”

นายเรืองนำยามาดะไปยังสำนักพราหมณ์ ไม่ไกลจากเรือนครูเทียนนัก ที่นั่นครูพราหมณ์วัยล่วงห้าสิบ ในชุดขาว เป็นผู้ดูแล

พ่อครูพราหมณ์ช่วยอธิบายให้ยามาดะรู้จักเรื่องของช้างในคติความเชื่อแบบพราหมณ์หลายเรื่อง ทั้งยังได้รับการบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับช้างในถิ่นแดนอโยธยา คนที่นี่ถือว่าช้างเป็นสัตว์ใหญ่ เป็นสัตว์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ ชาติภพต่อๆ ไป ช้างจะได้มาเกิดเป็ นคน เพื่อบำเพ็ญบารมีตามหลักพระพุทธศาสนา ผู้คนจึงให้ความรักเคารพช้างยิ่งกว่าสัตว์อื่นใด มีพิธีกรรมและวิถีความสัมพันธ์ระหว่างช้างและคนมากมาย ทั้งเจ้านาย ขุนนาง และชาวบ้าน ช้างทรงของกษัตริย์ถือเป็นสัตว์คู่บารมี จะถูกดูแลอย่างดีเพื่อออกศึก โดยมียศศักดิ์สูงเทียบเท่าออกญา

“มิน่า ข้าจึงเห็นช้างทุกแห่งแฝงอยู่ในชีวิต ตลอดการอยู่อโยธยา พบเห็นควาญช้างอโยธยา ต่างสั่งการบังคับช้างให้ทำตามได้สะดวกดาย ราวกับฟังภาษากันรู้เรื่อง ยังนึกแปลกใจอยู่ จะว่าเหมือนม้า ก็หาใช่ เพราะม้ามักถูกสั่งยามใช้ประโยชน์ตามที่ฝึกฝน แต่ช้าง นอกจากสามารถบังคับได้ตามใจยามใช้งาน ยามปกติก็ยังดำรงอยู่ร่วมกันชีวิตประจำวัน หยอกล้อกันราวคนในครอบครัว”

“ที่นี่ยังมีตำรับตำราเกี่ยวกับช้างด้วย” พ่อพราหมณ์บอกแล้วเดินนำเข้าไปในหอตำรา ทีแรกยามาดะคิดจะเรียกนายเรืองเข้าไปด้วยกัน แต่พอเห็นว่าเพื่อนร่วมสำนัก มัวไปเกี้ยวพาสาวแขกในชุดส่าหรี ข้างประตูอาราม ก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้ม ละเลิกชักชวน

ในหอตำราไม่กว้างนัก แต่มีตำรับตำราจำนวนมาก วางอยู่บนชั้นไม้ ส่วนใหญ่เป็นใบลาน จารึกภาษาซึ่งยามาดะอ่านไม่ออก บางเล่มมีภาพประกอบเป็นรูปช้างหลากหลายลักษณะต่างกันไป

“คติพราหมณ์แบ่งช้างเป็นสี่พงศ์” ครูพราหมณ์เล่า “พราหมณ์พงศ์ อิศวรพงศ์ วิษณุพงศ์ อัคนีพงศ์ ตามเทวาผู้สร้าง มีลักษณะมงคลต่างกันออกไป”

ยามาดะก้มมองใบลานหนึ่ง จารึกอักษรหยึกยืออ่านไม่ออก แต่ภาพช้างลายเส้นสีดำภาพหนึ่ง

ชัดเจนงดงาม ครูพราหมณ์เห็นยามาดะสนใจ จึงอธิบายให้ฟัง

“นี่เป็นช้างพงศ์อิศวร เป็นช้างในวงศ์กษัตริย์ เนื้อหนังดำสนิท ผิวละเอียด เกลี้ยง หน้าใหญ่ โขมดสูง น้ำเต้ากลม งาเรียวโง้งเสมอกัน ปากรีรูปหอยสังข์ คอกลมสูงกว่าท้ายเวลาเดิน อกผึ่งผาย ท้ายสุกร หลังดั่งคันศร ขนดท้องตามวงหลัง ขาหน้าประหนึ่งแขนเท้า เท้าและข้อเท้าหลังดังฝักบัวกลม หางเป็นข้อห่วง ขมับเต็มไม่พร่อง หูใหญ่”

ชายหนุ่มไม่เคยเห็นช้างลักษณะเช่นนี้มาก่อน

“หากเจ้าสนใจก็มาศึกษาได้ ข้าพร้อมช่วยไขข้อสงสัย” พ่อพราหมณ์บอก

“เป็นพระคุณจ้ะ”

ยามาดะรู้สึกว่า แม้อาศัยอยู่ที่นี่ได้สักระยะหนึ่งแล้ว แต่อโยธยาก็ยังมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้อีกมาก

เมื่อออกจากอารามโบสถ์พราหมณ์ นายเรืองยังชม้ายตา มองยิ้มหวานกลับให้สาวเจ้าที่ยืนส่งอยู่ปากประตู

ยามาดะส่ายหน้าอย่างขำๆ “เอ็งนี่เกี้ยวพาสาวไปทั่วนะ”

“หญิงงามดังบุปผาแรกแย้มยามต้องสุริยา ไฉนเลยภุมราเช่นข้าจะละเลยมิดอมดมเล่า” พูดแล้วยังยิ้มกริ่มไม่หยุด พาชายหนุ่มญี่ปุ่นอารมณ์ดีไปด้วย

“แล้วเป็นอย่างไรบ้าง พ่อครูพราหมณ์ท่านว่าอย่างไร” เรืองถามเมื่อเดินพ้นโบสถ์พราหมณ์ออกมาจนเกินสายตามองเห็นดอกไม้แรกต้องแสงสุริยาของมัน

“ท่านกรุณามาก คงจะได้มาขอความรู้อีก”

“ดีแล้ว นอกจากพ่อครูพราหมณ์ในอารามนี้ หากเอ็งสนใจ ข้าจะพาไปให้ร่ำเรียน เรื่องวิชาอาคม คาถาสะกดช้างให้ด้วยก็ได้นะ”

“คาถาสะกดช้าง?”

“สะกดบังคับให้ทำตาม จะช้างเถื่อนช้างบ้าน ต้องคาถานี้ เป็นชะงักทุกตัว” นายเรืองคุยโว

ยามาดะยังไม่เชื่อ “แล้วเอ็งเคยลองแล้วรึ”

“ยัง” คนชอบโวตอบเสียงอ่อย หัวเราะแหะๆ “ข้ายังร่ำเรียนไม่ครบตามตำรับตำราน่ะ” กระนั้นมันก็ยังยืนยัน “แต่จริงนา อย่าดูแคลน หากเอ็งอยากมาร่ำเรียน ข้าจะพาไปหาพ่อปู่หมอช้างชาวกูย ท่านอยู่ไม่ไกลนี้เอง ท่านคงยินดีรับเอ็งไว้อีกสักคน”

“ไว้ข้าร่ำเรียนวิชาดาบ ทวน และวิชามวยกับครูเทียนให้เสร็จสรรพเสียก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที” ชายหนุ่มบอกปัดไปอย่างสุภาพ ในใจอยากเรียนรู้คชศาสตร์เกี่ยวกับคชสาร แต่เรื่องคาถาอาคมสะกดช้างนั้นยังลังเล ไม่มั่นใจว่าจะใช้การได้เพียงไร ยิ่งคนพูดคือไอ้เรืองด้วยแล้ว ยิ่งต้องตรองให้จงหนัก

 

เมื่อแยกกับนายเรือง ยามาดะเดินทางกลับบ้านแต่ลำพัง ใจคิดว่าการมาเรียนในสำนักครูเทียนได้อะไรมากกว่าที่คาดไว้ ทั้งวิชามวยและศาสตร์ทั้งหลายของชนอโยธยา ที่สำคัญยังได้สหายใหม่ แม้บางคนออกจะคุยโว แถมเจ้าชู้ไปบ้าง แต่น้ำใจไมตรีที่มีต่อกัน ก็ช่วยให้กลมเกลียวกันโดยง่าย

เดินใจลอยจนเผลอไผลไม่ทันสังเกตว่า มีใครบางคนลอบติดตามมา กระทั่ง เมื่อมาถึงทางเปลี่ยวก่อนพ้นชายทุ่ง ชายฉกรรจ์ร่างโตสามคน กระโจนมาขวางทั้งหน้าหลัง พวกมันแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่ใช้ผ้าดำปิดหน้าปิดตา

“พวกเอ็งเป็นใคร!? มีอะไรกับข้า!?”

ไม่มีคำตอบ พวกตัวโตทั้งสามคนรุดเข้ากระหน่ำหมัดเท้าเข่าศอกใส่ แม้หนุ่มญี่ปุ่นพยายามปิดป้อง แต่ก็รับมือทั้งสามคนพร้อมกันไม่ไหว ถูกอาวุธแม่ไม้มวยอัดเข้าร่างจนสิ้นแรงทรุดลง

เมื่อกลุ้มรุมทำร้ายจนหนำใจ พวกปิดหน้าสามคนก็กระจายหายไปคนละทาง ปล่อยให้คนเจ็บกองอยู่ตรงนั้นอีกนานหลายเพลา

*

ยามาดะไปถึงเรือนครูเทียนในอรุณวันใหม่ด้วยสภาพที่ยังบอบช้ำ แก้มเขียว ตายังบวม

“อ้าว! ไปโดนอะไรมานั่น?” พ่อครูถาม

“ไม่มีอะไรมากหรอกจ้ะ ข้าเพียงอยากลองวิชา จึงไปเปรียบมวยกับสหาย แต่เห็นที คงต้องเรียนจากพ่อครูอีกมาก” เขาไม่บอกความจริง มีประโยชน์ใดเล่า ต้นสายปลายเหตุ คนก่อเหตุก็ยังไม่รู้ อีกทั้งเรื่องก็เกิดขึ้นแต่ตัวเขาโดยลำพัง หาได้เกี่ยวข้องใดๆ กับครูเทียนและสำนัก ไยต้องบอกกล่าวให้ท่านเป็นห่วง

พ่อครูหรี่ตามองเขา ซึ่งหลบสายตาโดยไม่รู้ตัว ครูเทียนอาจรู้ว่าเขาโกหก แต่กระนั้นก็ไม่ได้ไถ่ถามอะไรมากไปกว่านี้ บางทีเพราะไม่ต้องการให้เขาลำบากใจก็เป็นได้

“อย่างนั้นก็ฝึกแต่เบาๆ ไปก่อน ประเดี๋ยวข้าจะให้คนเอาหยูกยามาให้” ครูเทียนบอก

“ไม่ต้องรบกวนครูดอกจ้า ข้ามียากินอยู่ที่เรือนแล้ว”

“ยาเอ็งจะดีเท่ายาตำรับข้าได้อย่างไร” แกพูดพลางชะเง้อไปทางหลังเรือน เหมือนหาใครสักคน แล้วก็บ่นพึมพำฟังไม่ได้สรรพอีกสักครู่ ก่อนลุกเดินหายเข้าไปใต้ถุนุ

ยามาดะนั่งพักอยู่บนแคร่ ปล่อยให้พรรคพวกคนอื่นฝึกมวยกันไป ยกมือขึ้นแตะคางที่ยังระบม ชำเลืองมองไอ้ขาว มันยังฝึกซ้อมแข็งขัน เตะต่อยหนักหน่วง แต่ก็รวดเร็ว คิดๆ ดู อยากหาโอกาสประลองกับมันอีกครั้ง เพราะขาวถือเป็นนักมวยฝีมือต้นๆ ของสำนัก แต่จำต้องฝึกให้ชำนาญกว่านี้เสียก่อน ฝีมือเพลานี้คงยังสู้ขาวไม่ได้

“เอ็งไปฟัดกับหมาที่ไหนมารึ ไอ้ภูผา? หน้าตาถึงเป็นอย่างนั้น” นายขาวถามเมื่อเห็นใบหน้าปูดโปน นั่งรอยาอยู่บนแคร่

“หมาที่ไหนข้าก็เห็นไม่ชัด มันหนีไปก่อนได้ไถ่ถาม” เขาตอบยิ้มๆ

นักมวยร่วมสำนักอีกสองสามคนอย่างไอ้แดง ไอ้ยอด ไอ้ทอง ก็ชำเลืองมองมาเช่นกัน แต่ก็ละสายตาไม่ใส่ใจ คงเป็นเรื่องชาชินไปแล้วที่นักมวยจะต้องบาดเจ็บ เนื้อตัวบอบช้ำได้แผลได้เลือด จะเป็นยอดมวยย่อมต้องผ่านความเจ็บปวด

“ยังเจ็บแผลอยู่หรือเปล่าจ๊ะ?” เสียงหวานๆ แว่วมา ดึงเขากลับมาจากความคิดวิชามวย สบใบหน้าเรียวรีของสาวน้อยนางหนึ่ง วัยหล่อนสักสิบหกเห็นจะได้ ผมสั้น ทิ้งปอยไว้สองข้างแก้ม ร่างผอมเพรียวบาง ห่มแถบสีโศก หล่อนถือสำรับหยูกยาสมุนไพร วางลงบนแคร่ ยิ้มน้อยๆ ตอนที่เอ่ยต่อมา

“พ่อครูว่า พี่ได้เจ็บ จึงสั่งให้ข้าเอาหยูกยามาใส่ให้พี่” เสียงหล่อนชัดถ้อยชัดคำ หยิบลูกประคบชุบผงยา ขยับตัวมาใกล้ ยามาดะกระเถิบหนี

“อ้าว จะถอยไปไหนล่ะจ๊ะ หรืออยากจะหน้าบวมอย่างนี้ไปอีกหลายวัน” หล่อนดุ แต่ไม่จริงจังนัก

“ข้าว่าข้าทำเองดีกว่า”

“พี่รังเกียจไม่อยากให้ข้าประคบยาให้หรือ?” หล่อนทำหน้าเสีย

“เปล่าจ้ะ เปล่า ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้น”

หญิงสาวกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง บอกกล่าวชัดเจนราวคำสั่ง “อย่างนั้นก็อยู่เฉยๆ”

ชายหนุ่มปล่อยหญิงสาวค่อยวางลูกประคบบนข้างแก้ม รู้สึกอุ่นเกือบเป็นร้อน แต่ก็เป็นความร้อนที่ทำให้สบาย

“ยานี้พ่อครูท่านบดเอง ให้กับพวกลูกศิษย์ที่ซ้อมมวย ยาดี จะเจ็บแค่ไหน ประคบไม่กี่วันก็หาย” หล่อนว่า

เขาจะอ้าปากถาม แต่หล่อนพูดต่อขึ้นมาก่อน

“พ่อครูได้วิชาปรุงยาสมุนไพรแต่โบราณมา สูตรยาตำรับของท่าน เป็นที่พูดถึงกันทั้งชาวบ้าน เรื่อยขึ้นไปถึงเหล่าขุนนาง ว่าได้ผลนัก มีหลายคนอยากมาร่ำเรียน แต่ท่านก็ไม่ยอม หากไม่เห็นว่าคนนั้นดีพอ แกว่าคนปรุงยารักษาต้องเปี่ยมด้วยศีลธรรม หาใช่มาเอาตำรับไปหาประโยชน์ส่วนตัว”

หญิงสาวบรรจงใช้ลูกประคบแตะไปตามรอยช้ำอย่างเบามือ ทั่วทั้งใบหน้าและร่างกาย กลิ่นสมุนไพรหอมเย็นๆ เหมือนช่วยให้หายใจโล่งขึ้นด้วย ชายหนุ่มผ่อนคลายอย่างประหลาด นึกถึงครั้งบาดเจ็บอยู่ในเรือสลัด พวกลูกเรือหาหยูกยามาทา มือหนักราวกับจะฆ่ากันให้ตายแทนที่จะรักษา ทว่าคราลูกประคบจากมือหญิงสาวผู้นี้สัมผัส กลับนุ่มนวล

“ขอโทษเถิด ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้า เจ้าคือ…?” เขาไม่แน่ใจนักว่าควรใช้คำถามว่าอย่างไรดี แน่ใจว่าเคยเห็นหล่อนเพียงไกลๆ ตั้งแต่วันแรกๆ ที่มาสำนัก แต่ไม่เคยได้พบสนทนา เพิ่งมาได้พูดจากันใกล้ๆ ก็วันนี้

“ข้าชื่ออิน เป็นหลานพ่อครูจ้ะ” หล่อนชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วจึงบอกต่อมา “ทีจริงข้าเป็นเพียงเด็กกำพร้า โชคดีได้พ่อครูเมตตาเก็บข้ามาชุบเลี้ยง”

“จริงหรือ?” ชายหนุ่มเห็นใจ

“หันหน้ามาอีกด้านสิจ๊ะ”

ยามาดะค่อยๆ หันใบหน้าอีกข้างให้ หล่อนวางลูกประคบบนรอยช้ำ ตอนนั้นเองชายหนุ่มจึงได้แลเห็นใบหน้าหล่อนชัดๆ ดวงตากลมโตใสซื่อ แต่แฝงแววหวาน โดยเฉพาะเมื่อปากบางสีชมพูปรากฏรอยหยักยิ้มน้อยๆ ปอยผมยาวดำเงาเคล้าเคลียริมแก้มนวลผ่อง

ชายหนุ่มนึกเวทนา สาวน้อยเปี่ยมด้วยรูปสมบัติ กลับมีชะตาลำเค็ญ โชคดีที่ได้เจอพ่อครูผู้เมตตา

เมื่อรู้สึกว่าตนถูกจ้องมองอยู่นาน หญิงสาวจึงคลายมือจากที่ประคบบาดแผล

“ทำไมพี่จ้องข้าอย่างนั้นล่ะจ๊ะ?”

ยามาดะเกือบสะดุ้ง รู้ว่าตนทำตัวไม่เหมาะ “ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ”

ไม่ทันพูดจากันต่อ เสียงของไอ้เรืองก็แว่วมา

“แหม แม่อิน ทีกับพี่น่ะ ไม่เคยประคบหยูกยาให้เช่นนี้ ไฉนเลย กับไอ้ภูผากลับคอยดูแล หรือชาวต่างแดนเช่นไอ้ภูผา ต้องตาต้องใจเจ้ามากกว่าพวกพี่กันนะ”

หญิงสาวสนิทกับนายเรืองมานาน จึงไม่ได้เกรงกลัว หรือต้องมาเขินอาย สำรวมกิริยาเฉกเช่นยามปะคนแปลกหน้า วางลูกประคบกลับลงในถาด แล้วต่อปาก

“พี่ภูผาเคยทำราชการสำคัญมา อีกทั้งรับคำสั่งจากท่านเจ้าคุณให้มาฝึกฝน เพื่อราชการวันหน้า พ่อครูก็ต้องดูแล หาได้เหมือนพี่ ที่หาทำการใดได้ความไม่ จะมีก็แต่เรื่องลามกจกเปรต ร่ายเพลงยาวสัปดน กับลูกสาวบ้านโน้นนี่ ถ้ามิใช่เป็นลูกศิษย์ครูเทียน พี่คงถูกนักเลงทั้งหลายไล่กระทืบ เพราะชอบเอาปากไปเกี้ยวพาลูกสาวน้องสาวเขาเข้า ถ้าวันไหนสะบักสะบอมมา ข้าจะปล่อยทิ้งไว้ให้ตายอยู่ชายคลอง ให้หมูหมามาแทะกินไปเสีย”

คนอื่นร้องโห่ฮา ซะใจกับคำตอบโต้ นายเรืองหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย แต่ไม่วายโต้กลับ

“แม่อินจ๋า เจ้าอย่าพูดจาเช่นนี้เลย พี่ว่า ไอ้ภูผา มันคงไม่พึงใจชอบพอหญิงปากร้ายเช่นนี้ดอก”

หญิงสาวตีหน้าดุ “พูดอะไรบ้าๆ” กระนั้นสายตาก็ยังแอบเผลอไผลเบือนไปประสานเข้ากับตากลมดวงน้อยบนใบหน้าเหลอหลาของชายที่ถูกกล่าวถึง หญิงสาวค้อนให้กับสีหน้าซื่อๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่ หยิบลูกประคบกดลงรอยช้ำอย่างแรง จนหนุ่มญี่ปุ่นร้องโอ๊ย

“ช่วยเบามือหน่อยเถิดจ้ะแม่อิน” เขาพูดเสียงอ่อน ขอความเห็นใจ

แต่หล่อนกลับดุ “ทนไม่ได้ก็ตายอยู่ตรงนี้แหละ” แม้พูดสำเนียงขุ่นเคือง แต่ริมแก้มกลับเจือจางด้วยสีเรื่อๆ ของจำปาแดง



Don`t copy text!