สายลมตะวันออก บทที่ 18 : แม่อินตัวแสบ

สายลมตะวันออก บทที่ 18 : แม่อินตัวแสบ

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

“ดีขึ้นหรือยัง? ไอ้ภูผา” ครูเทียนถามขณะพาร่างเปลือยท่อนบน มานั่งบนแคร่หน้าเรือน

ยามาดะหยุดชกลม ขยับมานั่งข้างพ่อครู “ดีขึ้นมากแล้วจ้ะ” ใบหน้าเขาเวลานี้แทบไม่เหลือรอยฟกช้ำให้เห็นแล้ว

“ถ้ายังไม่หายก็ไม่ต้องรีบ ได้เจ็บอีกจะลำบาก”

“จ้ะ”

อินถือขันน้ำพร้อมสำรับหมากพลูบุหรี่ยาเส้นมาให้พ่อครู ชม้ายมองยามาดะนิดหนึ่ง แทนคำทักทาย ระคนยินดีที่แลเห็นอาการบาดเจ็บดีขึ้น

“หยูกยาสมุนไพรยังมีอยู่ใช่ไหมนางอิน?” พ่อครูถามหลานตน “จะได้ห่อให้ไอ้ภูผากลับไปต้มกิน แผลนอกดีขึ้น แต่แผลในยังต้องดูแล”

“ฉันจะเตรียมให้จ้ะ” ตอบแล้วลุกกลับเข้าเรือน

หนุ่มญี่ปุ่นมองตามหญิงสาวจนลับตา แล้วจึงค่อยพูดกับผู้ใหญ่

“พ่อครูกรุณาข้ามากนัก ทีจริงไม่สู้ต้องลำบาก ข้าซื้อเองได้ ร้านจีนตงก็มี”

“ข้ามีอยู่แล้ว จะต้องไปซื้อหาทำไมกัน รอนางอินเตรียมให้ มันช่วยข้าเรื่องสมุนไพรมาหลายครา จัดยาให้ตามส่วนตามสูตรโบราณ ต้มดื่มไม่กี่มื้อก็หาย”

ชายหนุ่มค้อมศีรษะด้วยความซาบซึ้ง แล้วพูดต่อว่า “แม่อินเห็นจะช่วยเหลือพ่อครูจนได้วิชาความรู้ทางสมุนไพรไปไม่น้อย”

“ก็อย่างว่าละ ช่วยมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย เด็กๆ ชอบหนีเที่ยวโน้นนี่ ได้แผลกลับมาไม่เว้นแต่ละวัน บ้างแอบไปเล่นน้ำ ฝนตกก็หนีไปเล่นน้ำฝน กลับมาก็ได้จับไข้ตัวสั่นทั้งคืน ข้าต้องหาหยูกยาให้บ่อยๆ นานไปมันคงจำได้ โตมาจึงช่วยข้าได้อย่างดี อีกอย่างนางอินมันยังชอบไปคุยกับพวกหมอฝรั่ง หมอจีนแถวปากคลองนายก่าย ทีแรกก็เอ็ดมันว่าไปคุยกับพวกผู้ชายพายเรือ แต่นานเข้าก็ขี้เกียจจะเอ็ดแล้ว” พูดจบพ่อครูก็หัวเราะ

“พ่อครูช่างเมตตานัก ถึงไม่ใช่สายเลือด แต่ก็ดูแลอย่างดี แม้เป็นเพียงเด็กเก็บมาเลี้ยง แต่ก็รักประหนึ่งลูกหลาน”

ครูผู้เฒ่าทำหน้างง “ไอ้ภูผา เอ็งพูดถึงใครกันวะ?”

“ก็แม่อินอย่างไรล่ะจ๊ะ หล่อนเป็นเพียงเด็กกำพร้า แต่พ่อครูก็ดูแลอย่างดี ประหนึ่งลูกหลานก็ไม่ปาน”

“เฮ้ย! นางอินเป็นเด็กกำพร้าเมื่อไรกัน?” พ่อครูโพล่งเสียงดังด้วยความสงสัย

คราวนี้ชายหนุ่มงงบ้าง “ก็วันก่อน แม่อินบอกข้า”

พ่อครูถอนใจ ส่ายหน้า บ่นพึมพำ “นางคนนี้ ชอบแกล้งหยอกอย่างนี้อยู่เรื่อยเทียว” ยิ้มอ่อนอกอ่อนใจ มองหน้าชายหนุ่ม “เอ็งถูกมันแกล้งแล้วละ”

ยามาดะไม่เข้าใจ

ครูเทียนหยิบผ้าขาวม้าจากไหล่ขวามาพาดไหล่ซ้าย “นางอินน่ะ มันเป็นหลานแท้ๆ ของข้าเอง เป็นลูกสาว นางนวล ลูกข้า กับขุนชาญรณฤทธิ์พ่อมัน เพลานี้ไปราชการหัวเมืองชัยนาท ส่วนแม่มันเดินทางไปฉะเชิงเทรา ไปเยี่ยมญาติ และเห็นว่าจะไปดูเรื่องการค้าด้วย แม่ของนางอินชอบเดินทางไปโน้นนี่ มิเหมือนหญิงทั่วไปเท่าไร ไม่ยอมอยู่เฉย ลูกสาวมันคงได้เชื้อนี้มากระมัง  เลยชอบแอบหนีไปเที่ยวเล่นไม่หยุด จำต้องเอ็ดไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นประเดี๋ยวเตลิดไปใหญ่”

ยามาดะหน้าชาไป

พ่อครูหยิบผ้าพาดไหล่สะบัดปัดหลังสองสามที แล้วพูดต่อ

“ถึงมันโตเป็นสาวแล้ว แต่ยังชอบหยอกคนเหมือนเป็นเด็กไม่มีผิด ข้าเอ็ดไปหลายครา เลิกไปพักหนึ่ง ครานี้เอาอีก คงเห็นเอ็งมาใหม่กระมัง” พูดแล้วหัวเราะ ยกขันน้ำดื่ม “แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ได้มันคอยดูแลช่วยเหลือ นางคนนี้มันไม่ชอบการเรือน จะบังคับให้เย็บปักถักร้อย สลักผักผลไม้ ทำการประณีต เห็นจะได้หนีเตลิด ยังดีที่มันชอบเรื่องหยูกยาสมุนไพร จึงพอให้มีเรื่องสนใจ ละจากการเที่ยวเล่นได้ มันโตแล้ว ก็ต้องปล่อยมันบ้าง ไปเที่ยวหาหมอจีนหมอฝรั่ง คุยกันเรื่องหยูกยา ก็ว่ามันไม่ได้ พูดตามจริง หากไม่มีนางอินมัน คนแก่อย่างข้าคงทำอะไรได้ไม่มาก หนำซ้ำตอนนี้มันอาจจะรู้มากกว่าข้าแล้ว เพราะมันรู้เรื่องของพวกหมอฝรั่งหมอจีนด้วย ไอ้เรื่องที่มันแกล้งหยอกเอ็ง เอ็งก็อย่าไปถือสามันเลย”

“ข้ามิคิดถือโกรธแม่อินดอกจ้ะพ่อครู”

แม้ตอบไปอย่างนั้น แต่ที่จริงก็แอบเจ็บใจอยู่ เห็นทีเจออีกครา ต้องดุเสียให้เข็ด

 

นายเรืองแต่งตัวสะอาดเอี่ยม เดินยิ้มเผล่เข้ามาหาเซกิซึ่งกำลังเตรียมตัวกลับหลังฝึกมวยเสร็จ

“จะรีบกลับไปไหนกันเล่าเซกิ ตะวันยังไม่ตกดินเลย ข้าว่าจะไปวัดเตว็ดสักหน่อย วันนี้มีงานสมโภชฉลองพระพุทธรูปประธานองค์ใหม่”

“ข้าว่าเอ็งไม่ได้ตั้งใจไปร่วมงานบุญหรอกกระมัง เห็นจะได้นัดหมายลูกสาวบ้านไหนไว้ พากันไปเที่ยวชมมหรสพในงานละซี” เซกิตอบอย่างรู้ทัน

เรืองยิ้มยืดอก “นางเจียมมันเอาหมากพลูไปขายในงาน หากหมดเร็ว คงจะได้ชวนไปดูละครจีน ยินว่ามันชอบหนักหนา”

“พวกเอ็งฟังรู้เรื่องรึ ละครจีน ข้าเคยเห็นพูดแต่จีน ฟังมิรู้เรื่อง” ยามาดะเอ่ยปากถามขึ้น

“ก็ฟังไม่ได้ความดอก แต่ก็สนุกดี เครื่องชุดแต่งองค์ดูงดงาม ร้องเล่นสนุก เนื้อเรื่องก็พอคาดเดาเอาได้”

เรืองนั่งลงข้างเซกิ “พวกเอ็งสองคนไปกับข้าซี นอกจากนางเจียมแล้ว พวกนางเจื้อย นางช้อยมันก็จะมาดูละครจีนเหมือนกัน นางพวกนั้นมันหน้าตาสะสวย องค์เอวอ้อนแอ้นอกอวบอิ่มต้องตานัก”

“ข้าว่าเอ็งอยากให้เซกิ ช่วยเปิดทางให้เอ็งได้อยู่กับนางเจียมสองคนละสิไม่ว่า” ยามาดะรู้ทัน

นายเรืองเกาหัวยิ้มเจื่อนๆ

เซกิหัวเราะ หันมาทางเพื่อนญี่ปุ่น “ว่าอย่างไรล่ะ นากามาสะซัง จะไปไหม?”

“เจ้าไปกับไอ้เรืองเถิดเซกิ ไปช่วยไอ้เรืองให้สมหวังหน่อย ข้ามีกิจต้องทำต่อ มิเช่นนั้นก็หวังไปช่วยสงเคราะห์ไอ้เรืองมันเหมือนกัน” ยามาดะบอก

“มีกิจอันใดรึ?” เซกิสงสัย

“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่เรื่องเล็กน้อยน่ะ”

เมื่อเพื่อนบอกมาอย่างนี้ เซกิก็ไม่ซักไซ้ต่อ

“เช่นนั้นข้าจะทิ้งเรือไว้ให้เจ้าแล้วกัน”

ที่ยามาดะไม่ได้ไปกับนายเรือง เพราะในตอนนั้น เขาลอบสังเกตเห็นหลานสาวครูเทียนกำลังถือตะกร้า เก็บดอกขจรริมตลิ่งน้ำมาสักพักแล้ว คิดถึงเรื่องที่ถูกแกล้ง จึงอยากเอ็ดหล่อนให้รู้สำนึกสักหน่อย แอบคิดว่าหากเป็นน้องสาวแท้ๆ เห็นจะได้จับตีก้นเสียให้เข็ด

ชายหนุ่มเดินเข้าไปหา

“เจ้าโกหกข้า”

หญิงสาวรู้ตัวอยู่ก่อนแล้วว่ามีใครสักคนมุ่งมาหา หันมาเผชิญหน้า ทำซื่อตาแป๋ว

“ข้าไปโกหกอะไรพี่หรือจ๊ะ?”

ยังปากแข็งอีกแน่ะ เขานึก “ก็เรื่องพ่อครูอย่างไรล่ะ เจ้าเป็นหลานท่าน ไม่ใช่เด็กถูกเก็บมาเลี้ยง ไม่ใช่เด็กกำพร้า”

หญิงสาวทำไม่รู้ไม่ชี้ “ข้าไม่ได้โกหก ตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ก็ไม่ต่างอะไรกับกำพร้า”

“เจ้านี่นะ มันน่า..”

“พี่จะทำอะไรข้า” หล่อนยื่นหน้าหยอกทะเล้น

“หากเจ้าเป็นน้องสาวข้า จะลงโทษเสียให้หนัก”

หล่อนไม่กลัว “ถ้าพี่กล้าทำอะไรข้า ข้าจะฟ้องตา”

“พ่อครูก็จะต้องเอ็ดเจ้าเหมือนกัน”

หล่อนลอยหน้าลอยตาเหมือนบอกว่าไม่กลัวคำขู่สักนิด ทีแรกทำทีจะเดินหนีไป แต่นึกอะไรขึ้นมาได้ หันขวับกลับมา

“เกือบลืมไป พี่รอข้าอยู่ตรงนี้สักครู่เถิด” หล่อนหายไปในเรือน เรื่องที่ต่อปากต่อคำเมื่อครู่ หายไปเสียดื้อๆ เมื่อกลับออกมา มือหล่อนมีห่อยาสมุนไพรติดมาด้วย

“นี่ยาสมุนไพร ตาให้ต้มกินหลังข้าวเย็น สักสามวันห้าวัน อย่าให้ขาดละ” หล่อนยื่นให้

ชายหนุ่มเอื้อมจะรับมา แต่มือที่ยื่น แกล้งดึงกลับ

“เอ หรือจะไม่ให้ดี เมื่อครู่พี่ยังขู่จะลงโทษข้าอยู่เลย ไฉนข้าจะต้องรีบให้หายดี ดีละให้ได้เจ็บอย่างนี้ไปนานๆ” หล่อนถือห่อยากอดอก ทำมองโน้นมองนี่

“ยานี้ พ่อครูให้เจ้าจัดให้ข้า รีบส่งมา”

หล่อนทำไม่ได้ยิน

ชายหนุ่มตีหน้าดุ พูดเสียงแข็ง

“ข้าไม่เอาก็ได้” แล้วหันหลังแสร้งจะเดินไป

สาวน้อยรีบยั้ง “ประเดี๋ยว” วิ่งอ้อมไปขวางหน้า

“แหม แค่นี้ทำโกรธ” หล่อนยื่นห่อให้ แต่เมื่อชายหนุ่มกำลังจะรับไป หล่อนก็เฉมือหนี ยามาดะจะคว้าห่อยาทีไร หล่อนก็เฉมือไปทางโน้นทางนี้ หน้ายิ้มยั่วเย้า

ชายหนุ่มหน้านิ่ง ลดมือจากที่จะยื่นคว้า หญิงสาวเห็นเขาไม่สนุกด้วย ก็ลดอาการทีเล่นทีจริงลง

“ก็ได้… นี่” หล่อนยื่นให้

ชายหนุ่มมองตาหล่อน เชื่อลึกๆ ว่า แม่ตัวดีไม่ยอมให้ง่ายๆ แน่

เขาหลับตาลง หญิงสาวแปลกใจ คิดจะยื่นหน้าไปสังเกตใกล้ๆ ชั่วขณะนั้นเอง ยามาดะโพล่งลืมตา รีบยกมือคว้าห่อยาทันที หญิงสาวไม่ทันตั้งตัว ดึงมือหลบไม่ทัน

มือหนาคว้าได้ทั้งห่อยาและมือบางที่ถืออยู่ สัมผัสอ่อนนุ่ม รู้สึกไม่เหมือนหญิงชาวบ้านสามัญ

หญิงสาวที่ถูกกุมมือ คลายท่าทางทะเล้นลงทันที

ชายหนุ่มคลายจากมืออ่อนนุ่ม อยากจะเอ่ยขอโทษ แต่ความคิดนั้นเกิดหลังจากร่างน้อยเดินหายลับไปเสียแล้ว

*

น้ำค้างยามสายเริ่มแห้งลงจากยอดหญ้าและกิ่งสนแล้ว ในตอนที่ยามาดะนั่งลงบนแคร่อีกตัวใกล้ๆ วงสนทนาของเซกิกับนายเรือง นายยอด นายขาว นายทอง

“มาอยู่อโยธยาก็นาน แต่เหมือนเพิ่งรู้จักอโยธยาจริงก็วันนี้นี่เอง” เซกิคุยกับเพื่อนในวง เมื่อวานหลังจากกลับจากงานที่วัดเตว็ด เรือง ยอด ทอง พร้อมเซกิพากันไปเที่ยวต่อที่สำนักโคมเขียวของจีนฮก

“นี่ยังน้อยนะ เซกิ” เรืองบอก “ต่อไปข้าจะพาไปสนุกที่โรงบ่อนจีนเส็ง แล้วก็ไปผ่อนคลายที่โรงฝิ่นจีนฮวด ที่นั่นมีทั้งนางจีนนางมอญ จะอกเล็กอกใหญ่ องค์เอวหนาเอวบาง มีให้เลือกมารับใช้ รับรองลืมวันลืมคืนเลยทีเดียว”

“เอ็งไปเที่ยวสถานที่แบบนี้ วิชาคาถาที่ร่ำเรียน ทั้งคงกระพัน ทั้งคาถาจากหมอช้าง ไม่เสื่อมรึ ไอ้เรือง” นายขาวถาม

“ข้าไม่ได้ไปผิดลูกผิดเมียใครนี่หว่า คาถาไม่เสื่อมดอก” ตอบแล้วก็หัวเราะร่า พาให้เพื่อนส่ายหน้าระอาอย่างขำๆ

แม้การสนทนาเป็นไปอย่างเฮฮา แต่ยามาดะกลับไม่มีใจสนุกด้วย ไม่ใช่เพราะไม่นิยมการสังสรรค์เฮฮาตามประสาชายหนุ่ม แต่เพราะเช้านี้ เป็นอรุณของวันงานแต่งงานของออกพระจุฬาและแม่จวง

เขาปลีกตัวแต่เงียบๆ ไปยืนลำพังในศาลาท่าน้ำ ทอดสายตายังคุ้งน้ำไกลๆ แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นคนที่กำลังจะแต่งงาน

แม้เคยเชื่อว่าตนทำใจยอมรับได้แล้ว แต่เอาเข้าจริง หัวใจใช่แข็งดังอิฐปูน เมื่อนึกว่าหล่อนจะครองเรือนกับชายอื่น ความโศกอาลัยรักที่ซุกซ่อนอยู่ในใจ สยายความทุกข์คะนึงหาขึ้นอีกครา พยายามมองแง่ดี ออกพระจุฬาเป็นสหายรัก เป็นคนดีคนหนึ่ง เหมาะควรที่หล่อนจะฝากผีฝากไข้ได้

แต่เหตุผลดังกล่าวช่วยบรรเทาความโศกลงไม่ได้ ลมโชยคลอนกิ่งไม้ไหวโอนเอน กลิ่นดอกลำดวนเจือจางลงไปแทบหมดสิ้น เสียงนกเขาร้องเพลงหยอกล้อบนยอดไม้ ไม่ไพเราะเช่นเดิมอีก แต่ละโมงยามไม่ได้ช่วยให้ลืมภาพหญิงสาวที่รักในอ้อมกอดคนอื่น

สติที่ล่องลอยทำให้ใจเผลอไหลหลงลืมรอบตัว จนไม่รู้ว่าใครบางคนใกล้เข้ามา

“ยืนเหม่ออย่างนี้ คิดถึงใครกันอยู่นะ” อินพูดหยอกพร้อมรอยยิ้ม ตากลมโตยังใสซื่อ ร่าเริงเช่นเคย

แต่ชายหนุ่มไม่อยากสนุกด้วย ตอบกลับอย่างขัดๆ “เปล่าสักหน่อย”

หล่อนก้าวมาตรงหน้า จ้องเขา “ข้ารู้นะว่าพี่คิดอะไรอยู่”

คนกำลังเศร้าไม่สบตา ไม่ตอบอะไร

“วันนี้วันแต่งของแม่จวง พี่คิดถึงแม่จวงอยู่ใช่ไหม?”

ยามาดะชำลืองมองหล่อน “เจ้าพูดอะไรของเจ้า?”

“แหม ไม่ต้องมาปฏิเสธดอก ใครๆ เขาก็รู้”

หนุ่มญี่ปุ่นขยับหนีไปสองสามก้าว ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย แต่สาวน้อยก้าวตามมา หยอกตามนิสัย

“สงสัยยาสมุนไพรของตาจะไม่พอเสียแล้ว ต้องมีใบบัวบกให้ไปต้มแก้ช้ำใจ เอ้ย ช้ำใน อีกสักหลายมื้อกระมัง”

ชายหนุ่มทำตาดุใส่ แต่คนชอบแกล้งยังไม่ยอมเลิกรา ยิ้มเย้า พลางว่า

“แล้วมายืนอย่างนี้ จะได้อะไร ทำไมไม่บุกไปพาหล่อนหนี วิวาห์เหาะเสียเลยเล่า พาล่องออกทะเลไปเลยให้รู้แล้วรู้รอด”

ชายหนุ่มเสียงแข็ง “เจ้าพูดอะไร ข้าหาใช่คนจำพวกนั้น”

“หากไม่พาวิวาห์เหาะ ก็สู้ไปตลาด ร้องเพลงเกี้ยวสาวบ้านโน้นบ้านนี่ก็ได้ พี่เองก็หน้าตางาม เห็นจะมีลูกสาวหลายบ้านมองอยู่ หากแม้ไปพูดจากับพ่อแม่ คงได้มาเป็นคู่ตุนาหงันสักคนสองคน ได้แต่งทั้งเมียหลวงเมียน้อย เช่นนี้ข้าว่าพี่ต้องปลูกเรือนหลังใหญ่ๆ เตรียมไว้ แต่ระวังนะ เมียน้อยเมียหลวงจะตีกัน ให้พี่ปวดหัว หรือหากไม่อยากวุ่นวาย ก็ไปเที่ยวสำราญที่สำนักโคมเขียว โรงชำเราบุรุษ สูบฝิ่นเคล้ากลิ่นนารี เห็นจะช่วยคลายเศร้าพี่ได้ชะงัก”

“เจ้านี่ พูดได้ไม่อายปาก ประเดี๋ยวเถอะ!”

“ทำไมรึ? พี่จะทำอะไรข้า?” หล่อนยื่นหน้าท้าทาย

ชายหนุ่มไม่อยากต่อคำ แต่สาวน้อยไม่หยุดสนุก

“แนะให้ไปพาหนีก็ไม่เอา ให้หาคนใหม่ก็ไม่เอา เสียแรงข้าอุตส่าห์อยากช่วย”

“นี่นะหรือ ช่วย?”

“ใช่ซี ผิดหวังจากคนรักเก่า ก็หาคนรักใหม่ จะได้ไม่เศร้า”

ชายหนุ่มญี่ปุ่นส่ายหน้า “เจ้ายังเด็ก จะเข้าใจอะไร บางอย่างไม่ใช่จะหามาทดแทนกันได้ง่ายๆ”

“ข้าไม่เด็กแล้ว” หล่อนเถียง “ข้ารู้ว่าเรื่องรักใคร่สิเน่หาเป็นเรื่องชะตา เป็นพรหมลิขิต หากเคยทำบุญร่วมคู่ตักบาตรร่วมขันกันมาแต่ชาติปางก่อน แม้อยู่ห่างไกล คนละแผ่นดินขอบฟ้า เพียงลืมตาเมียงมองไปตรงหน้า พรหมเทวาย่อมบันดาลให้ได้พบ”

ชายหนุ่มหัวเราะหึเบาๆ “มองไปตรงหน้า ข้าจะพบอะไรได้ เห็นก็แต่เจ้ายืนทำท่าทะเล้นอยู่นี้อย่างไรเล่า”

เขาคิดว่าหล่อนจะพูดโต้กลับมา แต่ตรงข้ามกลับเงียบลงพลัน ริมแก้มนวลเรื่อด้วยสีดอกพลับพลึง

“ข้าไปละ” หล่อนพูดอ้อมแอ้ม หันเดินไปโดยเร็ว

ทีแรกชายหนุ่มไม่ทันคิด แต่เมื่อลองตรองก็เข้าใจ อ้าปากจะรีบเอ่ยอธิบายความอันแท้จริง แต่ก็ชะงัก นึกขำอยู่คนเดียว สาวน้อยคนนี้ ก็มีคราที่พูดไม่ออกเหมือนกัน ดวงหน้ายามเอียงอาย ก็น่าเอ็นดูนะ

ยามาดะสังเกตตัวเองว่า ในยามใจเศร้า แต่ก็กลับมีรอยยิ้มได้ในชั่วเวลาไม่นาน เพราะอะไรกัน

ไม่หรอกกระมัง คนที่พระเป็นเจ้าประทานมาเมื่อมองไปตรงหน้า

คงไม่บังเอิญเช่นนี้หรอก

*

อดีตซามูไรแดนญี่ปุ่นฝึกฝนมวยและสรรพาวุธแบบชนสยามมาได้ราวสองเดือนเศษ ด้วยการมีพื้นฐานต่อสู้ทั้งมือเปล่าและอาวุธอยู่แล้ว จึงทำให้ฝีไม้ลายมือพัฒนารุดหน้ารวดเร็ว เคยได้โอกาสประลองฝีมือกับไอ้เรือง ไอ้ทองและเพื่อนคนอื่นบ้าง ก็ทำได้ดี มีชัย จนเป็นที่ชมเชยของครูเทียนและพรรคพวก

วันหนึ่งพ่อครูจึงอยากให้ลองฝีมือแสดงสรรพวิทยาทางมวยต่อหน้าพระยาเกียนซึ่งแวะเวียนมาเยี่ยมชมติดตามการฝึกฝนของสำนัก แม่อินแอบกระซิบกับชายหนุ่มว่า

“นานๆ ที ท่านเจ้าคุณก็จะมาดูสักครั้ง หากเจอใครดูดีมีฝีมือ ก็จะขอตัวไปร่วมงานราชการในสังกัดของท่าน”

พ่อครูเลือกคู่ประลองกันอย่างเหมาะสม สมน้ำสมเนื้อ โดยไอ้ขาวเป็นคู่ประลองเชิงมวยกับยามาดะ

ลูกศิษย์ในสำนักหลายคนต่างแสดงฝีมือเพลงดาบ เพลงมวยกันเรื่อยมา ท่าทางของพระยาเกียนชื่นชมสนใจ โดยเฉพาะเมื่อถึงครายามาดะเริ่มประลอง คงอยากรู้ว่าฝีมือของญี่ปุ่นรายนี้ จะดีมากน้อยเพียงไร เสียทีที่ให้มาฝึกซ้อมกับครูเทียนหรือไม่

สำหรับยามาดะ ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้วัดฝีมือกับนายขาวอีกครั้ง การต่อสู้ครั้งนี้ต่างจากคราแรก นายขาวยังมีฝีมือดี หมัด เท้ายังรวดเร็วหนักหน่วง แต่ยามาดะก็รับมือกับอาวุธแม่ไม้ของขาวได้หมด ไม่พลาดพลั้งเช่นคราก่อน การประลองดำเนินไป ผลัดกันรุกรับ ต่างโดนหมัด เท้ากันไปคนละหลายที แต่ก็ไม่มีใครเสียอาการ หรือยอมลงไปนอนกองให้เสียรูป

การต่อสู้ผ่านไปพักใหญ่ จนพระยาเกียนเห็นฝีมือทั้งคู่จนพอใจแล้ว ก็สั่งยุติ เนื่องจากไม่ต้องการให้ทั้งสองต้องเจ็บตัวเกินไป

“ศิษย์ครูเทียนฝีมือดีทั้งนั้น ยิ่งเจ้าญี่ปุ่นรายนี้ ฝีมือดีเกินกว่าที่คาดไว้”

 

เสร็จจากชมการประลองมวย พระยาเกียนขึ้นเรือนไปคุยต่อกับครูเทียน ยามาดะใช้เวลาระหว่างนั้นนั่งพัก มือลูบข้างปากที่บวมช้ำจากฤทธิ์หมัดคู่ต่อสู้

“เอ็งนี่ทนมือทนตีนกว่าก่อนนักนะ ไอ้ภูผา” นายขาวชมพร้อมรอยยิ้มกว้างตามนิสัย มือลูบข้างลำตัวซึ่งถูกแข้งของยามาดะหวดเข้าไปหลายครั้งเช่นกัน

“อย่างไรข้าก็ยังสู้เอ็งไม่ได้ หมัดเอ็งหนักนัก ตอนโดนสองหมัดสุดท้าย หากเจ้าคุณไม่ให้หยุดไว้เสียก่อน ข้าคงได้ลงไปนอนหลับยาวแน่”

“เอ็งก็ใช่ย่อย แข้งหนัก ข้าไม่เคยเห็นพวกต่างถิ่นเตะหนักได้ตำแหน่งแม่นยำเท่าเอ็งเลย”

อินและสาวๆ อีกสองสามคน ถือถาดยาสมุนไพรลูกประคบออกมาจากหลังเรือน ทาบรรเทาอาการของคนบาดเจ็บ

แม่อินนั่งลงข้างยามาดะ ส่งถ้วยน้ำสมุนไพรอะไรสักอย่างมาให้ ระหว่างนั้นก็จัดการตระเตรียมลูกประคบ

“ทีแรกข้าคิดว่าพี่จะโดนพี่ขาวอัดจนร่วงต่อหน้าเจ้าคุณเสียแล้ว” หล่อนพูด

“ข้าไม่ยอมง่ายๆ หรอก เสียชื่อชนญี่ปุ่นหมด” เขาตอบอย่างไว้เชิง มาดมั่น ยกถ้วยสมุนไพรที่หล่อนนำมาให้ดื่ม แต่พอน้ำต้องลิ้นเท่านั้น ก็ถึงกับหน้าเหยเก

“ยาอะไรนี่!? ขมนัก” เขาแทบอยากบ้วนทิ้ง

“อย่าบ้วนทิ้งนะ ยาพ่อครูลงคาถา บ้วนทิ้ง พ่อครูรู้เข้าเสียใจแย่”

ชายหนุ่มต้องจำใจทนกระเดือกลงคอ หญิงสาวหลุดหัวเราะออกมา

“เจ้าหัวเราะอะไร?”

หล่อนทำหน้าเหลอหลา

เขามองถ้วยที่เพิ่งดื่ม พอเดาได้ “เจ้าแกล้งข้าอีกแล้วใช่ไหม?”

“เปล่า นี่สมุนไพรของตาจริงๆ”

“สมนุไพรอะไร?”

“น้ำบอระเพ็ด แก้ไข้แก้เจ็บคอได้ชะงักนัก” หล่อนบอกหน้าตาเฉย

คนเพิ่งดื่มบอระเพ็ดขมวดคิ้ว ทำตาดุใส่ “ข้าเจ็บจากซ้อมมวย ไฉนเอายาแก้ไข้แก้เจ็บคอมาให้”

หล่อนตอบสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ก็เผื่อไว้วันหน้าพี่เป็นไข้อย่างไรล่ะ กินยาดักไว้ โรคมันจะได้กลัว”

“บ้าบอนะเจ้า” เขาถอนใจ นึกอยากดุเสียให้หนัก แต่ไม่ทันอ้าปาก หญิงสาวพูดขึ้นมาก่อน

“หยุดพูดได้แล้ว ข้าจะได้ทายาให้” หล่อนเริ่มประคบทายาสมุนไพรตามรอยฟกช้ำ ทีแรกชายหนุ่มนึกระแวง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงยอมตามแม้ขัดใจ

สาวคนอื่นๆ ซึ่งออกมาพร้อมอิน ต่างแยกกันไปทายาให้บรรดาคนบาดเจ็บจากการประลอง โดยลูกศิษย์ที่วันนี้ไม่ได้ร่วมสู้ด้วยคอยช่วยเหลือ

มีเสียง โอ้ย! ดังลั่นลาน ต้นเหตุมาจากปากไอ้เรือง

“หยุดร้องซะทีสิ พี่เรือง” หญิงที่กำลังช่วยประคบยาให้นายเรืองเอ็ด พยายามประคบยาต่อไปไม่สนใจเสียงโอดโอย

“ก็เอ็งมันมือหนักนัก อีบัว”

อินหันไปพูดยิ้มๆ กับคนร้อง

“ทีฝ่าดงหนามไผ่ปีนหน้าต่างเข้าหานางเอี่ยม นางเจียม ไม่เห็นสำออยอย่างนี้”

“ก็นั่นหัวใจรักของข้ามันทำให้ลืมความเจ็บปวดไปน่ะสิ”

“แหวะ! นี่นะหรือคำจาพวกเจ้าชู้ อยากจะอ้วก” หล่อนทำท่าเหมือนจะอาเจียน

“แล้วเป็นอย่างไรล่ะไอ้เรือง นางๆ ที่เอ็งปีนหน้าต่างเข้าไปหา มันสมยอมพร้อมใจ หรือเอาสากไล่ตีหัวใจรักของเอ็งออกมาละ” นายขาวถามขำๆ พลางหัวเราะ

“ก็มีทั้งสองอย่างละ” ตอบไปก็หัวร่อ “แต่ข้ามันไว หลบลี้ได้สบาย”

“แล้วทำไมไม่ร่ายมนตราที่เอ็งร่ำเรียนมาบ้างเล่า หรือไม่ก็ดีดน้ำมันพรายที่คุยว่าได้มาจากหมอรามัญสักหยด จะได้ไม่ถูกไล่แพ่นกบาล”

ยามาดะได้ยินความที่นายยอดถามก็สงสัย “เอ็งมีวิชามนตราให้คนรักคนหลงด้วยหรือ? นึกว่าชาญแต่เพียงคาถาทางคชศาสตร์”

แต่ไม่ทันที่เจ้าตัวตอบ อินแทรกขึ้นมาแทน “พี่ภูผาอย่าไปเชื่อพี่เรืองนักเลย จะวิชาอะไรก็แค่คุย ได้เรื่องเสียที่ไหน”

“อย่าดูถูกไป น้ำมันพรายหมอชาวมอญของข้าศักดิ์สิทธิ์นักนะแม่อิน ใครโดนเข้าเป็นต้องหลง แต่ข้าไม่คิดใช้กับนางพวกนั้นดอก ชายชาตรีเช่นข้า หากพวกมันจะรักข้า ก็ต้องรักจากหัวใจพวกมันเอง”

“โอ้ย จะอ้วก ข้ากินอะไรมากันนะ ทำไมผะอืดผะอมอย่างนี้”

ได้ยินหลานสาวครูเทียนดูถูกกันอย่างนี้ นายเรืองจึงโต้กลับ

“พูดดีไปเถอะ นี่ถ้าข้าไม่เห็นแก่พ่อครู เห็นจะได้ลองดีดน้ำมันพรายใส่เจ้าเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้รู้กันว่าน้ำมันพรายของข้าได้ผลจริงดังว่าไหม”

“ลองสิ แม่ได้เอาสากตีหัวแบะ” หล่อนทำหน้าดุ ทำท่าง้างมือ

“โอ้ย กลัวแล้วจ้าๆ” เรืองแสร้งหงอทีเล่นทีจริง นางบัวกดลูกประคบใส่ข้างแก้ม จนมันร้องโอ้ยลั่น พาให้เฮฮาหัวร่อกันยกใหญ่

อินหันพูดกับยามาดะ

“พี่ภูผาจะขอน้ำมันพราย หรือมนตราเสน่หายาแฝดไปใช้กับลูกสาวบ้านไหนรึเปล่า บอกข้าสิ ข้าจะได้ช่วย”

ชายหนุ่มหัวเราะ “ข้าไม่ต้องการของพวกนี้หรอก หากจะมีคนอยากใช้ ก็เห็นจะต้องเอาไปให้เซกิเขาน่ะ คบหากันมานาน ไม่เห็นจะมีหญิงใดให้ชอบพอบ้าง เสียดายวันนี้ต้องอยู่ฝึกดาบญี่ปุ่น มิฉะนั้นจะให้ไอ้เรืองพาไปหาหมอผีชาวมอญของมันสักครั้ง”

“โอ้ย รายนั้น เอ็งจะไปห่วงอะไร ไอ้ภูผา” เรืองส่งเสียงมา “เจ้านั่นใช่เล่นเสียที่ไหน ทั้งรูปโฉมโนมพรรณ ทั้งคารมไม่เป็นรองใคร ฐานะเงินทองก็มี บรรดานางสำนักโคมเขียวแม่ยี่สุ่น ชอบพอกันนักหนา”

“พี่เซกินิยมไปเที่ยวสำนักโคมเขียวด้วยรึ” อินไม่คิดว่าสหายของชายญี่ปุ่นข้างๆ จะนิยมไปสถานที่เช่นนี้ มองหน้ายามาดะ ที่กำลังยิ้มเฮฮาไปกับคนอื่นๆ ไม่มีทีท่าแปลกใจเมื่อรู้ความนี้

“พี่ภูผารู้ว่าเพื่อนรักของพี่ไปเที่ยวที่อโคจรแล้ว ไฉนไม่ยอมตักเตือนให้ละเลิกเสีย” หล่อนทำหน้าดุ

หนุ่มญี่ปุ่นไม่ทันตอบ นายเรืองก็แทรกขึ้นมาก่อน

“จะให้ไอ้ภูผามันเตือนด้วยเหตุใดกันเล่า ก็ไอ้ภูผาน่ะมันเป็นคนพาไอ้เซกิไปเที่ยวเองอย่างไรเล่าจ๊ะแม่อิน” พูดแล้วก็หัวร่อกันครืนใหญ่

“จริงหรือ!?” หญิงสาวเขม้นจ้อง

ยามาดะสะดุ้ง รีบหันไปเอ็ดเพื่อนคนไทย “ไอ้เรือง เอ็งพูดอะไรของเอ็ง ข้าไม่เคยไปเที่ยวสถานที่เช่นว่านั้นแม้สักครั้ง” แล้วหันมาหาหญิงสาว ราวขอให้เชื่อคำเขาเถิด

หญิงสาวทำหน้าดุอยู่สักครู่ ก็หลุดยิ้มออกมา พอช่วยให้ยามาดะโล่งอกได้

ทุกคนที่ลานหน้าเรือน ยังคุยกันสรวลเสต่อไปอีกนาน โดยนายเรืองหาเรื่องมาให้เพื่อนได้หัวร่อกันไม่หยุด

ถึงตอนนี้ยามาดะสัมผัสได้ถึงไมตรีที่ทุกคนมีให้กัน เป็นมิตรภาพอย่างสหาย อย่างญาติมิตร ภาพรอบตัวอันสรวลเสเต็มไปด้วยความสุขเพลานี้ ทำให้ชายหนุ่มอบอุ่น ตลอดมานับแต่ออกจากแผ่นดินเกิด ระหว่างการเดินทาง มีเพียงสหายไม่กี่คน ไร้ญาติขาดมิตร จนหลายครารู้สึกโดดเดี่ยว แต่วันนี้เขาอบอุ่นอยู่กับผู้คนที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน ไม่ใช่คนท้องถิ่นบ้านเกิด แต่ก็กลมกลืนไม่แปลกแยก เหมือนเขากลายส่วนหนึ่ง เป็นครอบครัวคนเหล่านี้โดยมีพ่อครูเสมือนญาติผู้ใหญ่ เป็นที่เคารพคุ้มครองสั่งสอน หากจะมีสายใยใหม่ถูกถักทอขึ้นเพื่อสานสัมพันธ์ให้เขาไม่เป็นคนหัวเดียวเดี่ยวโดด ไร้รากอีก ก็เห็นจะเกิดขึ้นบนแผ่นดินอโยธยากับผู้คนเหล่านี้ละ

“พี่อยากจะไปบ้างไหม?” อินเอ่ยถามขึ้นมา

ชายหนุ่มละความในใจ กลับมาที่คนถาม “อะ อะไร เจ้าว่าอะไรนะ?”

เขาเห็นดวงตากลมใสมองมาพร้อมคำพูดกระเซ้า “ข้ายินว่าสำนักแม่ยี่สุ่น มีหญิงงามหลายคน พี่อาจจะติดอกติดใจ อย่างพี่เซกิก็ได้ มิคิดอยากลองไปเที่ยวชมบ้างรึ?”

ยามาดะยิ้มน้อยๆ พลางส่ายหน้า “ไยข้าต้องไปที่แบบนั้นกันเล่า อย่าว่าแต่นางงามสำนักแม่ยี่สุ่นเลย จะบุตรีขุนนางพ่อค้าคหบดี หรือกระทั่งหญิงงามคนอื่นใดในอโยธยา ก็เห็นจะงามเทียบได้มากสุดเพียงครึ่งหนึ่งของเจ้าเท่านั้น”

หญิงสาวนิ่งอึ้ง ริมแก้มเริ่มเรื่อสีกุหลาบ ละสายตาหลบไม่กล้าประสาน แสร้งตีหน้าบึ้ง ชายหนุ่มชอบใจ อยากเห็นสีหน้าเขินอายอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

หญิงสาวรู้ตัวว่าเสียเชิง จึงหยิบลูกประคบกดไปตรงมุมปากที่เปื้อนรอยช้ำ จนชายหนุ่มร้องโอ้ย

“นี่พี่ชักจะเหมือนพี่เรืองไปทุกทีแล้วนะ” หล่อนบ่นเบาๆ ได้ยินกันสองคน

ชายหนุ่มเพียงหัวเราะ

“ไม่เหมือนหรอก ข้าหาใช่คนเจ้าชู้อย่างไอ้เรือง ที่เที่ยวพอใจเกี้ยวพาลูกสาวบ้านโน้นนี่”  เขามองเข้าไปในดวงตาที่สบมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“หากข้าจะมีรัก ก็จะขอมีแต่หญิงเดียวในหัวใจ”

 

เมื่อรักษาบาดแผลกันเรียบร้อย บรรดานักมวยในสำนักต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามพอใจ ยามาดะนั่งชมสายน้ำในคลอง มองบัวหลวงสีชมพูที่เพลานี้หุบกลีบลงแล้ว แต่ฝูงปลาก็ยังคลอเคลียอยู่ในกอ แมลงปอโฉบลงเกาะบนยอดดอกตูม นิ่งงันเนิ่นนาน ก่อนโผบินหายลับไปรวดเร็ว

แม่อินนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอกห่มสไบทับ เดินหอบห่อยาสมุนไพรหลายห่อมัดรวมกันไว้ด้วยเชือกกล้วยเป็นพวง มาถึงศาลาท่าน้ำ

“เจ้าจะไปไหน? หอบข้าวของมาเสียเยอะแยะ”

“ข้าจะข้ามไปโบสถ์ฝรั่งน่ะจ้ะ เอาสมุนไพรไปให้หมอกระติบ”

ยามาดะรู้จักคนที่หล่อนพูดถึง เขาคือมิชชันนารีสตีฟ ชาวสเปน เดินทางมาอโยธยาด้วยทุนรอนของกลุ่มสมาคมคริสตศาสนาแห่งโปรตุเกส พำนักสอนศาสนาและช่วยรักษาอาการป่วยไข้ของผู้คนย่านหมู่บ้านชาวโปรตุเกส

“หมอกระติบต้องการสมุนไพรรึ?”

“ใช่ แกเคยเห็นพ่อครูใช้ ผลออกมาดี จึงลองนำเอาไปใช้บ้าง ผสมหยูกยาตำรับของแก”

“หอบมาเยอะเทียว เช่นนั้นข้าจะช่วยถือไป”

สองคนพายเรือข้ามแม่น้ำไปขึ้นฝั่งที่หมู่บ้านชาวโปรตุเกส เดินต่อไปอีกประเดี๋ยว ก็มาถึงโบสถ์ฝรั่ง มิชชันนารีสตีฟ อายุราวห้าสิบ ตัวสูงใหญ่ เคราครึ้ม ใส่ชุดคลุมยาวดำ ห้อยไม้กางเขนเงินเงาวับ กำลังเขียนบันทึกอะไรสักอย่างอยู่ในโรงหมอที่ถูกสร้างด้วยไม้ไผ่หลังคามุงจาก

“ข้าเอายาที่ท่านอยากได้มาให้จ้ะ” หญิงสาวบอก

“มูชาส กราเซียส (ขอบใจมาก)” มิชชันนารีชาวสเปนตอบด้วยภาษาของชนชาติตน แต่หญิงสาวฟังเข้าใจ ยังตอบกลับว่า

“เด นาด้า (ด้วยความยินดี)”

ยามาดะแปลกใจ กำลังจะเอ่ยปากถาม แต่หมอสตีฟหันมาทักทายเขาเสียก่อน

“ไม่คิดว่าท่านก็มาด้วย”

“ข้าอาสาช่วยแม่อินถือห่อสมุนไพรมาให้ ทีแรกยังแปลกใจว่าหมอตะวันตกนิยมยาสมุนไพรพื้นเมืองด้วย”

มิชชันนารีสตีฟหัวเราะน้อยๆ “ยาตะวันตกใช้กับโรคตามสภาพอากาศ สภาพพื้นที่ตะวันตก มิได้ถูกโรคจากแดนตะวันออกเสมอไป อีกอย่าง สมุนไพรเมืองสยาม นอกจากใช้เป็นยาได้แล้ว ยังปรุงเป็นอาหารบำรุงร่างกาย ป้องกัน หรือรักษาโรคอันเกิดแต่น้อยได้ เสมือนกินอาหารเลิศรสให้เป็นยา เรื่องนี้ แม่อินมีฝีมือเป็นเลิศนัก”

“เจ้าทำเช่นนั้นได้รึ?” ชายหนุ่มถามหญิงสาวที่มาด้วยกัน

“ตั้งแต่ข้ายังเด็ก เห็นตาคอยทำยาสมุนไพรมากมาย ยายก็คอยทำสำรับอาหาร ไม่นานก็เห็นยายลองเอาสมุนไพรโน้นนี่มาใส่แกงในสำรับ ตาบอกว่าดี กินง่าย ตอนเด็กๆ เวลาข้าไม่สบาย แม่ก็ใส่สมุนไพรรักษาไปกับอาหาร”

“เจ้าช่างเก่งนัก ไม่เห็นลองทำสักสำรับให้ข้าบ้าง”

“หากได้ลองต้องพอใจแน่” หมอสตีฟยืนยันฝีมือ “แม่อินเคยทำใส่ปิ่นโตมาให้ฉันหลายครา รสชาติดีนัก ไม่เหมือนกินยาเลย คิดว่าเป็นอาหารชั้นเลิศเสียอีก เช่นปลานึ่งสมุนไพรนี่ ฉันชมชอบนัก”

“ฟังแล้วเริ่มหิวขึ้นมา” ยามาดะพูดยิ้มๆ “มื้อต่อไปเห็นจะต้องฝากท้องไว้กับเจ้าเสียแล้ว”

มีมิชันนารีอีกสองคนสวมชุดคลุมดำเดินผ่านมา เอ่ยทักทายกับแม่อินด้วยภาษาของพวกอังกฤษ หญิงสาวยิ้มร่า ตอบทักทายกลับไปด้วยภาษาเดียวกัน เพิ่มความแปลกใจมากขึ้นอีก ปกติแล้วหาเคยได้ยินสตรีสยามคนใดพูดจาภาษาของคนต่างถิ่นได้เช่นนี้

“ไม่รู้เลยว่าเจ้าพูดภาษาของพวกฝรั่งตะวันตกได้”

หญิงสาวยิ้มแป้น “ข้ามาที่นี่บ่อยๆ หมอสตีฟและคนอื่นสอนให้ข้าทีละคำสองคำ นานเข้าก็จำได้”

“นางมีเรื่องให้ท่านแปลกใจได้เสมอ แม่อินไม่เหมือนสตรีสยามคนอื่นๆ ฉันอยู่สยามมานาน ไม่ค่อยเจอหญิงอย่างนางเลย”

“เอ ท่านหมอ นี่ท่านชมหรือว่าข้ากันแน่” หล่อนทำหน้ายู่พิกล

คนฟังทั้งสองหัวร่อไปตามกัน

“หากรู้ภาษาดี ไม่ลองเรียนรู้วิชาแพทย์บ้างรึ หากทำได้ เห็นจะมีหมอสตรีเป็นรายแรกเทียว” ยามาดะว่า

“ฉันเองเคยชักชวนมาร่ำเรียนวิชาแพทย์ คิดว่าเพื่อจะได้คอยช่วยเหลือคนเมืองนี้ แต่หล่อนไม่สนใจเรื่องเป็นหมอเลยนี่ซี”

“ทำไมเล่า? แม่อิน พ่อครูไม่ว่าหรอก” ยามาดะนึกเสียดาย

“ข้าหาได้คิดไกลเพียงนั้น ไม่ได้อยากคอยรักษาคนทุกๆ วันอย่างหมอกระติบ ข้าแค่รู้เรื่องการรักษา เรื่องยาไทย ยาฝรั่งไว้คอยดูแลตา ดูแลพ่อแม่เท่านั้นก็พอ อีกอย่างข้าอยากเดินทางไปโน้นนี่ เที่ยวชมไปทั่วหล้า อยากไปมองท้องทะเล ไปเห็นบ้านเกิดหมอกระติบ ไม่ต้องเอาแต่อยู่กับบ้านอยู่กับเรือนอย่างผู้หญิงทั่วไป”

ยามาดะอมยิ้ม “เจ้าเห็นจะเหมือนแม่เจ้า อย่างที่ครูเทียนว่าจริงๆ”

เสร็จธุระกับหมอสตีฟแล้ว ยามาดะและอินถือห่อยาสมุนไพรที่ยังเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ลงเรือล่องไปตามแม่น้ำ

“ต้องเอาไปถวายท่านเจ้าประคุณวัดพระนางเชิญด้วย” หล่อนบอก

ใช้เวลาไม่นาน ทั้งสองก็เข้าไปกราบท่านสมภารวัด ท่านยืนสั่งการลูกวัดและชาวบ้านซ่อมศาลาอยู่ ยังฝากอำนวยพรไปถึงครูเทียน ทั้งสองไม่ได้อยู่สนทนากับท่านนานนักด้วยเห็นว่าท่านยังมีกิจต้องทำ จึงพากันเดินออกไปหน้าวัด ตรงนั้นเป็นลานกว้าง มีชาวบ้านขายของแลกเปลี่ยนสินค้า แม้ไม่มากเท่าช่วงเช้า แต่ก็ยังหลงเหลืออยู่หลายแผง คงเพราะเย็นนี้มีงานผ้าป่า จึงยังไม่เก็บร้าน เพื่อรอขายตอนเย็น มหรสพ ลิเก ลำตัด ละครลิง ยังออกโรง ร้องเล่นกันคึกคัก วงปี่พาทย์ก็มีออกโรงบรรเลงไพเราะ หญิงสาวหยุดฟังท่าทางชอบใจ ชายหนุ่มเองก็พอใจ จังหวะท่วงทำนองมีทั้งเร่งเร้า และเย็นแผ่วเบา เสียงระนาดเอกเคล้าลมริมน้ำ มีตะโพนกำกับจังหวะ ช่วยให้ผ่อนคลาย ปีบดอกขาวเต็มต้น ส่งกลิ่นหอมอวลทั่วบริเวณ

มีชาวบ้านเข้ามาทักทายพูดจากับแม่อิน ไถ่ถามถึงขุนชาญ และแม่นวล

“แม่กลับมาบ้านแล้วหรือยังล่ะแม่อิน?”

“ยังจ้ะป้า ไปฉะเชิงเทราครานี้ นานกว่าทุกครา”

“ขุนชาญก็ไม่อยู่ แม่นวลก็ไม่อยู่ ทิ้งลูกสาวให้อยู่แต่กับตาเสียอย่างนี้ถึงเมื่อไรกันนะ”

“ฉันชินแล้วละจ้ะป้า อยู่กับตาก็สบายดี”

แม้หล่อนเอ่ยกลับไปท่าทางอารมณ์ดี แต่จากในแววตา อย่างไรเสียหล่อนคงคิดถึงผู้ให้กำเนิดทั้งสองอยู่มากทีเดียว

“เจ้าคงคิดถึงพ่อกับแม่สินะ” ชายหนุ่มเอ่ยในตอนที่พากันเดินเลียบไปตามริมคลอง มีดอกเข็มสีแดงประดับบนพุ่มเขียวเรียงรายตลอดทาง

หญิงสาวไม่คิดปกปิดความรู้สึกภายใน อย่างน้อยก็กับคนรู้จักสนิทสนมกันพอสมควร เอ่ยเสียงปกติ ไม่ได้แสดงถึงความโศกเศร้าเสียใจ

“ก็คิดถึงอยู่นะ แต่ก็เข้าใจ พ่อต้องทำราชการ ส่วนแม่ก็เป็นคนอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ตาบอกอย่างนั้น ข้าเข้าใจ ถึงบางทีก็แอบน้อยใจอยู่”

“เจ้าคงอยากให้พ่อแม่อยู่ด้วย”

“ก็ใช่ แต่ข้าไม่ได้โกรธพวกท่านนะ หลายคนชอบว่าแม่ ว่าไม่อยู่ดูแลลูกสาว แต่ข้ารู้ว่า ท่านไม่ชอบอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ชอบเจออะไรใหม่ๆ ข้าก็อยากเป็นอย่างแม่”

“เจ้าอยากเดินทางหรือ? หมายถึงเป็นนักเดินทาง เหมือนฝรั่งบางคน”

“ข้าไม่รู้ว่าพวกนักเดินทางฝรั่งที่พี่ว่าเป็นอย่างไร แต่ข้าอยากรู้ว่าไกลออกไปมีอะไร” หล่อนมองเขา “พี่เคยเดินทางออกทะเลสินะ น่าอิจฉานัก ข้าอยากทำอย่างนั้นบ้าง ได้เดินทางไปไกลๆ ตามใจต้องการ ข้าไม่เคยเห็นทะเล แม่เคยเล่าให้ฟังว่าทะเลกว้างใหญ่กว่าแม่น้ำมากนัก”

ยามาดะทอดสายตายังเรือสำเภา ที่จอดเรียงรายอยู่ริมตลิ่งแถวหมู่บ้านชาวฮอลันดา

“ใช่ว่าดีเสมอไป ไม่ได้มีแต่เรื่องสนุกนะ”

“น่ากลัวหรือ? ท้องทะเลน่ะ” หล่อนถาม

“จะว่าน่ากลัวก็ใช่ จะว่างดงามก็ไม่ผิด บางครา มหาสมุทรก็ประหนึ่งสหายรัก พร้อมโอบอุ้มใส่ใจ ทว่าบางคราก็ดังศัตรู ยามพายุผ่านมา ทะเลก็ดังโกรธเคืองแค้น ทะเลสงบได้ราวนักพรตจำศีล แต่กลับสร้างความพินาศได้อีกชั่วอึดใจ แม้ไร้อุปสรรคบังสายตา แต่กลับเหมือนว่าหลงทางได้ง่ายดาย หากหลงก็ไม่ถึงฝั่ง หากไม่ถึงฝั่งก็ไร้อาหาร ไร้น้ำ ประหนึ่งเจ้าแห่งความตายรอคอยเราอยู่”

“แล้วทำไมถึงยังเดินทางท่องสมุทร ถ้าน่ากลัวอย่างนั้น?”

เขายกมือลูบคางชั่วครู่ แล้วตอบ “เพราะทุกที่ที่ไปถึง ทุกสิ่งที่ได้พบ คือสิ่งใหม่ ไม่ว่าเห็นอะไร ไปที่ไหน ก็เป็นเรื่องใหม่ของชีวิตทั้งนั้น ความรู้สึกที่ว่า มีค่ามากพอให้ยอมเสี่ยง”

“นั่นละที่ข้าอยากพบ ความรู้สึกอย่างนั้น”

“เจ้าช่างเป็นสตรีที่แปลก”

“จริงรึ ข้าไม่เห็นว่าแปลกตรงไหน”

ชายหนุ่มหัวเราะ ตอนนั้นเองเสียงร้องเรียกขายขนมแว่วมา หญิงสาวก้าวไปย่อตัวริมตลิ่ง “ป้าจ๋าซื้อขนมหน่อยจ้า”

“อร่อยทั้งนั้นจ้า” แม่ค้านำเสนอ “ขนมชั้น ตะลุ่ม ตะไล ตะโก้”

หญิงสาวซื้อตะลุ่มขนาดราวถ้วยจอก ใส่มาในกระทงใบตอง หล่อนยื่นให้ชายหนุ่ม

ยามาดะหยิบมาใส่ปากชิ้นหนึ่ง สัมผัสแรกเป็นความนุ่ม กลิ่นกะทิสดใหม่ “หวานหอมดีนัก”

“อร่อยใช่ไหมล่ะ” สาวน้อยยิ้มสดใส

ชายหนุ่มพยักหน้า มองวงหน้างามนั้นอยู่นาน หล่อนทำให้ใจเขาเบิกบานเสมอ คราเจ็บปวดกาย ก็ได้หล่อนคอยรักษาทุเลาอาการ แม้เจ็บปวดในหัวใจ ก็ยังมีหล่อนเป็นหมอช่วยบรรเทา

ดวงตากลมงามใสซื่อที่ประสานอยู่กับสายตาเขาเพลานี้ ไฉนจึงงามกว่าคราอื่น ยิ่งประสมรวมกับรอยแย้มยิ้มจากริมฝีปากชมพู อัญมณีชิ้นใดก็ด้อยค่าเกินว่าชายตาหันมอง

 

ทั้งสองลงเรือล่องจากท่าน้ำวัดพระนางเชิญ มาตามคลองสวนพลู ออกปากน้ำแม่เบี้ย ยามาดะเห็นสหายญี่ปุ่นบนฝั่งกำลังทำงาน บ้างตัดฟืน แบกของ ซักผ้า เอ่ยทักทายกันบ้างเป็นระยะ ไม่ทันสังเกตหญิงสาวเอื้อมมือราน้ำ หยิบอะไรสักอย่างขึ้นมา

“อะไรรึ?”

หญิงสาวค่อยๆ แบมือออก มีดอกไม้สีชมพูอมม่วงดอกเล็กๆ วางอยู่

“ดอกอะไรรึ?”

“หมอกก๋อน” หล่อนเงยมองต้นไม้ใหญ่ริมตลิ่ง ดอกเดียวกันผลิอยู่น้อยนิดตรงปลายก้าน

“ข้าเห็นต้นนี้แต่แรกมาอโยธยา มิยักเห็นมีดอก เพิ่งรู้ว่าเรียกว่าหมอกก๋อน”

“แม่ข้าเรียกตามคนไทใหญ่คราเดินทางไปเมืองสองแคว หมอกก๋อนมีมากแถบหัวเมืองเหนือ ข้าไม่เคยเห็นดอก เพิ่งมาเห็นก็ครานี้ แม่บอกว่าหากดอกเต็มต้น จะงามนัก”

ชายหนุ่มนึกย้อนวันวารบนแผ่นดินเกิด “ฟังเจ้าเล่า ทำให้ข้านึกถึงซากุระที่บ้านเกิด”

“ซากุระ?”

“คล้ายดอกนี้ ฤดูมีดอก ก็จะเต็มต้นเหมือนกัน

“ข้าอยากเห็นซากุระที่พี่ว่า”

ยามาดะนึกอะไรออก หยิบโลหะชิ้นเล็กๆ รูปดอกไม้ห้ากลีบ ครั้งยังอยู่ซัมปุ เคยกลัดอยู่บนเกราะนวม เขายังเก็บเป็นที่ระลึกถึงวันนี้

“นี่อย่างไรละ ซากุระ”

หล่อนรับมาดู “สวยนัก”

“ซากุระยามผลิดอก จะเห็นดอกสีชมพูเต็มต้น ช่างงามเกินกว่าไม้งามใด คราถึงกาลร่วงโรย ก็จะร่วงลงพร้อมกัน ชาวญี่ปุ่นเราจึงมักนำมาเปรียบดั่งความเป็นหนึ่งเดียวของเหล่านักรบ”

“ข้าอยากเห็นของจริงเสียแล้ว”

“ข้าก็อยากเห็นอีกสักครา” ชายหนุ่มทอดสายตายังคุ้งน้ำไกลๆ “รู้ไหม ครั้งหนึ่งข้าเคยเป็นนักรบจากแดนไกล ดินแดนที่มีซากุระให้ได้ยลทุกฤดูใบไม้ผลิ แต่ชีวิตพลิกผันต้องออกทะเล ผันตัวเป็นสลัด ล่องไปทั่วท้องน้ำ แม้หาทรัพย์สินมาได้เหลือคณา แต่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่เป้าหมายชีวิต ไม่ปรารถนาตายไปด้วยฐานะเช่นนี้ จึงตั้งใจว่าจะเดินทางไปอินเดีย ผ่านมาอโยธยาเพียงหวังเป็นที่พำนักชั่วคราว แต่วันนี้ข้าพอใจจะดำรงอยู่ที่นี่ ที่นี่ข้ารู้สึกเหมือนบ้าน มีผู้คนมอบไมตรีดั่งสหายดั่งญาติ ข้ามองเห็นแล้วว่าที่นี่มีสิ่งที่ข้าปรารถนาอยู่ มิใช่จากทรัพย์ศฤงคาร แต่คือผู้คนทุกผู้ที่กรุณาข้าเสมอมา และก็..” เขามองเข้าไปในดวงตาหวานคู่งาม “แล้วก็ยังมีเจ้า คนที่คอยหยอกเย้า ชอบแกล้งข้าสารพัด”

สาวน้อยอมยิ้มน้อยๆ เอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม “ข้าแกล้งพี่สารพัด ไม่ทำให้พี่อยากไปจากที่นี่หรือ?”

“ข้าจะไปจากสถานที่มีคนทำให้ข้าสุขใจได้อย่างไรเล่า” เขายิ้มหวานพร้อมสายตาไม่ละวางจากแก้มนวลซึ่งกำลังแดงเรื่อ “อีกอย่างข้ายังไม่ได้เอาคืนเจ้าเลย ข้ามิยอมให้ถูกแกล้งฝ่ายเดียวหรอก”

ครานี้สาวน้อยเชิดหน้าท้าทาย “ไม่มีทาง ข้ารู้ทันพี่ พี่ไม่มีทางแกล้งคืนข้าได้หรอก”

“มาคอยดูกัน”

พูดจบก็ได้แต่หัวร่อกันสองคน

*

พระยาเกียนและคณะจากไปแล้ว เมื่อยามาดะและอินกลับถึงเรือน ไถ่ถามจากคนอื่น ทราบว่าท่านเพิ่งกลับไปได้ไม่นานนี้เอง

ครูเทียนยืนเล่นกับนกเขาในกรงริมชานอยู่ตอนที่หลานสาวเข้ามาถาม

“เจ้าคุณมีธุระอะไรหรือจ๊ะ จึงอยู่คุยกับตานานนัก คราอื่นไม่เห็นอยู่นานเท่านี้?”

“ก็นอกจากคุยเรื่องประลองมวยแล้ว ท่านเจ้าคุณยังหารือเรื่องว่า อีกไม่กี่วันนี้ พระเจ้าอยู่หัวจะประพาสหัวเมืองตะวันออก ทรงทราบว่าหัวเมืองโคราชมีสำนักมวย พระองค์รวมถึงบรรดาเจ้านายนึกอยากชมฝีมือ ว่าเป็นอย่างไรหากเทียบกับมวยอโยธยาเรา ท่านเจ้าคุณจึงอยากให้ข้าและพวกเราตามเสด็จไปประลองฝีมือกับสำนักมวยโคราช เพื่อเรียนรู้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน”

“ประลองมวยกันหรือจ๊ะพ่อครู!?” ยามาดะโพล่งขึ้นมา

ครูเทียนพยักหน้า “ข้าจึงต้องพาพวกลูกศิษย์ฝีมือดีไปด้วยจำนวนหนึ่ง เอ็งมาก็ดีแล้ว เพราะเอ็งก็เป็นหนึ่งที่ข้าอยากให้ร่วมไปประลองมวยกับพวกโคราชด้วยเหมือนกัน”

ชายหนุ่มตกใจ “ฝีมือข้ายังน้อยนัก เกรงจะทำให้พ่อครูและอโยธยาเสียชื่อ”

“เรื่องฝีมือนั้น เอ็งมีอยู่พอตัวแล้ว ข้าเชื่อมั่น ท่านเจ้าคุณเองก็เหมือนกัน ท่านยังอยากอวดให้พวกสำนักมวยโคราชเห็นว่าแม้คนต่างถิ่นมาฝึกโดยสำนักมวยอโยธยา ก็สามารถเก่งกาจเลิศด้วยฝีมือได้ อีกทั้งการไปครานี้ จะได้แสดงฝีมือต่อเบื้องพระพักตร์ด้วย ถือเป็นโอกาส เป็นวาสนาของเอ็งนะ ไอ้ภูผา”

ชายหนุ่มยินดี ถือเป็นโอกาสที่จะได้พิสูจน์ให้พระเจ้ากรุงอโยธยาและผู้คนทั้งหลายประจักษ์ในฝีมือเหล่าชาวญี่ปุ่น

“จ้ะพ่อครู ถ้าพ่อครูเชื่อมั่นตัวข้า ข้าก็จะทำการครานี้ให้เต็มกำลัง”



Don`t copy text!