สายลมตะวันออก บทที่ 19 : จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้

สายลมตะวันออก บทที่ 19 : จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

จอโทรศัพท์มือถือบอกเวลาสองทุ่ม ตอนที่ผมก้าวลงจากรถแท็กซี่ เงยมองป้ายไฟสีม่วงรูปตัวหนังสือชื่อร้าน สว่างเห็นได้แต่ไกล

ผับแอนด์เรสเตอรองค์ร้านนี้ตกแต่งตามสไตล์วินเทจ ประดับด้วยสิ่งของย้อนยุค เสาสัญญาณไฟจราจรและป้ายสัญลักษณ์จราจรเก่าปรากฏให้เห็นตั้งแต่ตรงปากทางเข้า พื้นที่ร้านส่วนใหญ่จัดอยู่กลางแจ้ง หน้าร้านทางซ้ายมือ ทำเป็นค็อฟฟี่ช็อปขนาดย่อม โต๊ะที่นั่งเล็กๆ สองสามชุด ถูกจัดบนพื้นสักหลาด มีลูกค้าหนุ่มสาวนั่งอยู่คู่หนึ่ง ไม่ทันสังเกตว่าสั่งเค้กหรือเบเกอรีแบบไหนมากิน

เมื่อเดินผ่านเข้าไปในพื้นที่ร้าน มีเด็กสาวสวมแซกซ์สั้นสีขาวเข้ารูป ก้าวเข้ามาสอบถาม พร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม

“กี่คนคะ?”

ผมบอกไปว่ามีนัดเอาไว้ ไม่แน่ใจว่าผู้ที่นัดหมายมาแล้วหรือยัง หญิงสาวผายมือเชื้อเชิญให้ผมเข้าไปสำรวจ

เมื่อสองวันก่อน ศาสตราจารย์ธามโทรศัพท์มาทักทาย และบอกว่าหากมีเวลาอยากจะชวนไปหาอะไรดื่ม เพื่อพูดกันตามประสาลูกศิษย์อาจารย์ ผมนึกถึงสมัยเรียน บางคราแกชวนไปดื่มกาแฟ คุยกันอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่แกอยากมีคนฟังข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ ที่ได้มาจากการค้นคว้าข้อมูลใหม่ๆ

ผมเห็นดี บางทีแกอาจมีข้อมูลใหม่ๆ มาอวดผม เป็นโอกาสที่จะได้ขอแบ่งปันเอาไปเขียนงานของตนเองบ้าง

กวาดสายตาไปเรื่อยๆ มองหาศาสตราจารย์ที่นัดหมายกัน หยุดลงที่โต๊ะตัวไกลสุดจากที่ผมยืน ผู้หญิงคนหนึ่งทำท่าโบกมือเรียก

ผมพาความแปลกใจเดินเข้าไปหา

วันนี้คุณรินทร์ดูแปลกตาไป ปกติผมมักเห็นเธอในคราบของนักวิจัย ชุดกราวน์ขาว สวมแว่น รวบผมเป็นหางม้า แต่วันนี้เธอปล่อยผมยาวประบ่า สะท้อนแสงนีออนเงางาม ใบหน้าปราศจากแว่นตา ทำให้แลเห็นดวงตาคมได้ชัด ริมแก้มยังปรากฏรอยบุ๋มยามยิ้มเช่นเคย เธอสวมเสื้อกล้ามสีดำ แลเห็นหัวไหล่ขาว และลำแขนเรียวมีกล้ามเนื้อพองาม ช่วงล่างเป็นกางเกงยีนเข้ารูปสีเข้ม

“นัดกับใครไว้หรือครับ?”

“คุณไงคะ”

ผมงง

“คุณนัดกับอาจารย์ธามใช่ไหม?”

“ครับ”

“ฉันเป็นหลานของแก วันนี้เลยขอติดมาร่วมโต๊ะด้วย”

ผมแปลกใจ ไม่เคยรู้มาก่อน

“คุณลุงไปห้องน้ำ เดี๋ยวออกมาค่ะ”

ผมนั่งลง “เพิ่งรู้จริงๆ ว่าคุณเป็นหลานอาจารย์”

“ระยะหลัง นานๆ เจอกันทีค่ะ แต่ละคนก็มีงาน”

“อย่างนี้ที่อาจารย์แนะนำงานนี้ให้ผม ก็มาจากคุณสินะ”

“เปล่าค่ะ คุณลุงรู้จักกับด็อกเตอร์มานานแล้ว ก่อนฉันเกิดอีกมั้ง ตั้งแต่ทั้งสองคนยังเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น”

ผมเพิ่งนึกออกว่าศาสตราจารย์จบมาจากญี่ปุ่น

“คุณลุงเป็นคนแนะนำฉันให้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น แกว่าที่มหาวิทยาลัยเกียวโต มีเพื่อนของแกเป็นศาสตราจารย์ทางวิทยาศาสตร์อยู่คนหนึ่ง เก่งกาจระดับเคยถูกเสนอชื่อชิงโนเบล”

“หมายถึงด็อกเตอร์มูรากิน่ะหรือ?”

“ใช่ค่ะ แต่แกอินดี้ไปหน่อยมั้ง เลยปฏิเสธ ส่งจดหมายไปถึงกรรมการที่รับเรื่อง ให้เอาชื่อตัวเองออก แกว่าพวกนี้เต็มไปด้วยการเมือง”

“โอ้..” ผมอุทานไม่รู้ตัว “แต่คุณก็เรียนกับด็อกเตอร์ และทำงานช่วยแกเรื่อยมา?”

“ด็อกเตอร์ไม่ได้เหมือนเป็นเจ้านาย เหมือนพ่อมากกว่า” เธอเว้นระยะ “แกสนใจเรื่องสมอง มีสมมุติฐาน ทฤษฎีหลายอย่าง ที่สำคัญๆ ก็อย่าง เรื่องการเข้ารหัสและอ่านรหัสในสมอง เพื่อใช้สมองเป็นเครื่องมือเก็บความลับ แกยังมีสิทธิบัตรหลายอย่าง เช่น เครื่องมือวิเคราะห์คลื่นสมอง ตรวจสอบอารมณ์ ความกลัว ความสนุก ขายให้แอปเปิ้ล จำได้ว่าแกพาสตีฟ จ็อบส์ไปกินร้านราเม็งเล็กๆ ในเกียวโต ระหว่างคุยเรื่องการซื้อสิทธิ์บัตรหลายพันล้านเหรียญ”

“คุณโชคดีที่ได้เจอด็อกเตอร์”

“ค่ะ ต้องขอบคุณคุณลุงด้วย ฉันทำงานกับด็อกเตอร์ได้ความรู้มาก มีอะไรใหม่ๆ ให้ได้สนุก แกไม่เครียดเหมือนคนญี่ปุ่นทั่วไป แต่ก็มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ จนบางทีก็ลืมคนรอบตัว อาจเป็นเหตุผลให้ก่อนหน้านี้แกเปลี่ยนผู้ช่วยบ่อย”

อดีตอาจารย์ที่ปรึกษาของผมเดินออกมาจากห้องน้ำ นั่งลงทักทาย

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้

ศาสตราจารย์สวมเสื้อเชิ้ตขาว พับแขนเสื้อขึ้นถึงศอก ปากกาสีดำเสียบอยู่ในกระเป๋าเสื้อซ้าย

“เพิ่งทราบว่าอาจารย์กับคุณรินทร์เป็นหลานลุงกัน”

“บางคนคิดว่าเธอน่าจะเป็นหลานของมูรากิมากกว่า ตั้งแต่เธอจบปริญญาเอกด้านสมองที่ญี่ปุ่น ก็ทำงานเป็นผู้ช่วยมูรากิเรื่อยมาจนมีโครงการวิจัยใหม่ เธอเห็นหน้ามูรากิมากกว่าผมเสียอีก” ศาสตราจารย์หัวเราะ

“เพื่อนคุณลุงบางคนยังคิดไปถึงว่าหนูเป็นเมียของด็อกเตอร์” เธอพูดยิ้มๆ

มีพนักงานสาวสะโพกสวยมาสอบถามความต้องการของผม ผมสั่งเบียร์เหมือนทั้งสองคน ไม่วายเผลอไผลมองสะโพกยามเธอเคลื่อนไปทำหน้าที่

“เป็นไงบ้าง? งานบันทึกความฝัน” อาจารย์ธามถาม

ผมดึงตัวเองกลับมาจากสะโพกงาม ตอบคำถาม

“ก็ดีครับ แปลกดี งานไม่ยาก แต่ก็น่าสนใจ ไม่รู้ว่าฝันของผมจะถูกเอาไปใช้ประโยชน์ได้แค่ไหน”

“บันทึกของคุณสนุกดี น่าสนใจค่ะ” คุณรินทร์บอก

“บางทีผมก็เริ่มแปลกใจ เพราะความฝันระยะหลังมันชัด และเป็นเรื่องราวมาก อาจไม่ถึงกับต่อเนื่องเป็นลำดับร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็รู้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน”

“ด็อกเตอร์ชอบค่ะ ยกคุณเป็นมือหนึ่ง น่าสนใจที่สุด ดูเหมือนบันทึกฝันของคุณกระตุ้นให้ด็อกเตอร์ขยันทำงานจากที่ขยันมากอยู่แล้ว”

“ผมควรยินดีใช่ไหม?”

“อย่างนั้นมั้งคะ” เธอหัวเราะน้อยๆ

“มูรากิเอาแต่ทำงาน งานคือชีวิต ยายหนูเลยต้องทำงานหนักไปด้วย ไม่ค่อยมีเวลาเจอเธอ วันนี้มีโอกาส เลยชวนออกมาเจอกันบ้าง”

“ผมมีส่วนทำให้คุณต้องทำงานหนักขึ้นสินะครับ” ผมพูดกับหญิงสาว

เธอหัวเราะเสียงใส “ไม่หรอกค่ะ ฉันชอบงานนี้ แต่ได้พักบ้างก็ดี”

สาวสะโพกสวยนำเบียร์มาให้ผม คุณรินทร์สั่งของกินเล่นเพิ่มไปสองสามอย่าง

“เริ่มเขียนเรื่องยามาดะแล้วยังล่ะ?” อาจารย์ธามเริ่มสนทนาอีกครั้ง

“กำลังเริ่มครับ”

“ดี ผมรออ่านอยู่”

“คงไม่มีอะไรใหม่ขนาดที่อาจารย์ไม่รู้หรอกครับ”

“ไม่แน่ บางที แต่ละมุมความคิด อาจทำให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ผมเองทำงานอยู่คนเดียว บางครั้งก็เหมือนเจอกำแพงรอบตัว ต้องหาทางออก หามุมมองใหม่ จินตนาการใหม่บ้าง ไม่งั้นงงอยู่ในเขาวงกต ยิ่งคุณมีจินตนาการ เป็นภาพชัดเจน อาจมีมุมมองใหม่ๆ มาแบ่งปันกับผมบ้าง”

“อาจารย์หมายถึง?”

“ความฝันของคุณไง คุณฝันเรื่องยามาดะบ่อยไม่ใช่หรือ?”

ผมว่าหลานสาวคงเล่าเรื่องความฝันของผมให้ลุงของเธอฟัง

“ผมคงสนใจเรื่องยามาดะมากไปหน่อย จนเก็บไปฝัน ไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าเอาความฝันมาใส่ในงานประวัติศาสตร์”

“ก็ไม่เชิงนะ อย่างที่บอก บางทีงานประวัติศาสตร์ต้องเริ่มจากจินตนาการเหมือนกัน สร้างเรื่องราวความเป็นไปได้ แล้วจึงหาข้อมูลหลักฐาน เพื่อพิสูจน์” ศาสตราจารย์ว่า

“คล้ายวิทยาศาสตร์ ตั้งสมมุติฐาน ทดลอง สรุปผล” สาวนักวิทยาศาสตร์เสริม “ไอน์สไตน์ยังบอก จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้”

“เหมือนจินตนาการเรื่องสมบัติจอมสลัดในมือยามาดะ” ผมหันไปกระเซ้าอาจารย์ของตัวเอง

แกยิ้ม ยกแก้วเบียร์ดื่ม แล้วเริ่มเอ่ยอีกครั้ง

“นั่นเกินกว่าจินตนาการไปแล้ว มีข้อมูลหลักฐานรองรับมากขึ้นเรื่อยๆ”

ผมยกดื่มบ้าง รู้ว่าแกมีเรื่องสาธยายอีกมากแน่ จึงเงียบรอฟังแกว่าต่อ

“ไม่นานมานี้ กระทรวงวัฒนธรรมญี่ปุ่นประกาศว่าได้พบบันทึกโบราณ คาดว่าเขียนโดยลูกเรือชาวญี่ปุ่นในเรือสินค้าฮอลันดา เป็นไปได้ว่าเคยใกล้ชิดกับยามาดะ เขียนจากสิ่งที่พบเห็นและฟังคำบอกเล่าจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์สมัยนั้น ทำให้ค่อนข้างน่าเชื่อถือ เชื่อกันขนาดว่า บันทึกของวัน วลิต ที่เรารู้จักกันดี อาจมีบางเรื่องนำมาจากคำบอกเล่าและบันทึกของนายคนนี้”

“อาจารย์รู้เนื้อหาหรือยังครับ?” ผมถาม

“ยัง มีข่าวว่ากำลังจะตีพิมพ์เนื้อหาออกมา ที่สำคัญจะมีการนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในวาระครบรอบความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่น ๑๔๐ ปี พร้อมกับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุอีกหลายอย่างด้วย”

ผมเคยได้ยินข่าวที่ว่า ทีแรกไม่คิดว่าญี่ปุ่นจะนำหลักฐานประวัติศาสตร์สำคัญมาจัดแสดงในประเทศอื่น แต่คิดอีกทีนอกจากความสัมพันธ์ที่ดีมายาวนานแล้ว ทางการญี่ปุ่นคงได้ตรวจสอบ ทั้งเนื้อหาและรูปลักษณะอย่างละเอียดจนไม่หลงเหลืออะไรแอบซ่อนแล้ว

“อาจารย์คงอยากเห็นเนื้อหาสินะครับ”

“แน่ละ คิดว่ายังไงต้องมีอะไรน่าสนใจมากแน่”

“อาจารย์มีเพื่อนเป็นนักวิชาการญี่ปุ่นหลายคน น่าจะมีสักคนได้เห็น หรือมีส่วนในการพิจารณาเนื้อหาบ้าง”

ศาสตราจารย์เม้มปาก “จะว่าอย่างนั้นก็ได้” ขยับตัว วางศอกบนโต๊ะ เหมือนตั้งใจพูดเรื่องสำคัญ “ที่ได้รู้มาคือที่จริง บันทึกนี้ถูกพบมานานแล้ว”

“นานขนาดไหนหรือครับ”

“ยืนยันไม่ได้ แต่อาจเป็นช่วงตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ หลังเยอรมันเข้ายึดหลายที่ในยุโรป มีการกอบโกยทรัพย์สินจำนวนมาก ขณะที่ตำรับตำราหลายหมื่นเล่มถูกทำลาย แต่ก็มีบางส่วนโดยเฉพาะที่เป็นภาษาญี่ปุ่นหรือเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น ถูกเก็บรักษาและส่งมอบให้ญี่ปุ่นซึ่งเวลานั้นเป็นพันธมิตรใกล้ชิด”

“นานทีเดียว”

“ตอนนั้นถือเป็นเรื่องลับที่สุด”

“มีเหตุผลอะไรต้องปิดลับที่สุด มันควรเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เอามาเปิดเผย” ผมนึกสงสัย

ศาสตราจารย์ยิ้มออกมาเหมือนถูกใจคำถาม “นั่นละประเด็น”

ผมนิ่งรอฟัง

ศาสตราจารย์ยกแก้วเบียร์ดื่ม “ทำไมเรื่องทางประวัติศาสตร์ หลักฐานบันทึกเก่าที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม ต้องถูกปกปิด แน่นอนมีเรื่องร่ำลือกันมากมาย บ้างว่าเรื่องในบันทึกไม่มีอะไรสำคัญ เลยไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึง บ้างว่าข้อมูลจากบันทึกถูกนำไปใช้แล้วในนโยบายการสร้างโฆษณาชวนเชื่อเรื่องยามาดะในสยาม แต่ก็ยังมีนักประวัติศาสตร์อีกส่วนหนึ่ง วิเคราะห์ได้น่าสนใจ”

“ยังไงครับ?”

อาจารย์มหาวิทยาลัยจับแก้วหมุนไปมา พลางว่า

“เธอรู้สินะว่ามีหลายคนเชื่อว่าเรื่องราวของยามาดะ ถูกสร้างให้เป็นวีรบุรุษในช่วงก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพา”

“ครับ เพื่อบอกคนในประเทศตัวเองว่า คนญี่ปุ่นสมควรออกนอกประเทศไปสร้างความเจริญ เช่นเดียวกับต้องการบอกคนในดินแดนนั้นๆ ว่าคนญี่ปุ่นจะเข้ามาสร้างประโยชน์โภชผล เพื่อไม่ให้ถูกต่อต้าน ไม่ได้มีแค่ในไทย ที่ฟิลิปปินส์ก็มีเรื่องราวของสุเกะ ซาเอมอน อินโดนีเซียมีโอฮารุ ไทยมียามาดะ

“ที่อื่นจะเป็นอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง แต่สำหรับในไทย มีข้อมูลว่า ก่อนสงคราม มีการส่งสายลับเข้ามาทำงานอาชีพต่างๆ หมอ นักบวช ครู”

“ไม่แปลกนี่ครับ การจะยกพลขึ้นบกที่ไหน ก็สมควรส่งสายเข้ามา สืบความดูชัยภูมิ กำลังพลอาวุธข้าศึก ถึงแม้ว่าเราจะสู้ไม่ได้แน่ๆ แต่กองทัพญี่ปุ่นย่อมไม่อยากพลาด”

“ก็ใช่ แต่หลังญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในไทย เกือบสิบชั่วโมงต่อมา รัฐบาลไทยประกาศสงบศึก ยอมให้ทัพญี่ปุ่นใช้เส้นทางผ่าน จากนั้นไม่นานมีข่าวว่านายพลนากามูระ ผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นในไทย มีคำสั่งลับ ไม่กี่วันต่อมา หมวดปืนเล็กที่มีผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ร่วมอยู่ด้วยหลายชุด ถูกกระจายไปในที่ต่างๆ ที่ไม่น่าจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ทั้งอยุธยา นครศรีธรรมราช”

มีเหตุผลให้น่าแปลกใจอยู่ “พวกนั้นไปทำอะไรครับ?”

“เหมือนมีภารกิจตามหาอะไรบางอย่าง เป็นสิ่งที่พวกนายพลญี่ปุ่นตอนนั้นเรียกว่า สิ่งล้ำค่า”

‘สิ่งล้ำค่า?’ ผมนึกสงสัยในใจ ยกดื่มเบียร์จนหมด เอื้อมหยิบน้ำแข็งมาใส่แก้ว รินเบียร์ ศาสตราจารย์มองอย่างขัดเคืองแต่ไม่พูดอะไร ผมยกดื่มสองสามอึก เปลี่ยนท่านั่งให้ทะมัดทะแมงขึ้น แล้วลองเดาเล่นๆ

“พวกนั้นค้นหาสมบัติของยามาดะหรือครับ?”

“ยังไม่มีใครรู้ แต่เป็นไปได้สูง ว่าเป็นการค้นหาตามเบาะแสที่ได้จากบันทึก”

“แต่อาจารย์เคยบอกเองว่า ยามาดะไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา หากมีสมบัติจริง ก็ไม่มีหลักฐานว่านำมาอยุธยาเลย อาจารย์ว่าหากสมบัติมีจริง น่าจะอยู่ที่อื่น”

“ใช่ นั่นละ ทำให้คิดว่าบันทึกฉบับที่ว่า อาจไม่ได้บอกเรื่องที่เก็บสมบัติ แต่ให้เบาะแสไปสู่แผนที่ ซึ่งจะนำไปสู่ทาร์ทารัส สถานที่เก็บซ่อนสมบัติในตำนานของบาร์โธโลมิว”

“สิ่งล้ำค่าที่ญี่ปุ่นหาคือ แผนที่?” ผมประหลาดใจ

“แผนที่ที่ยามาดะได้ครอบครองต่อจากเจิ้งอี้” ศาสตราจารย์ย้ำให้ชัด

ผมพูดอะไรไม่ออก

“จะด้วยการแย่งชิงหรือได้รับมอบต่อมาก็ตาม แต่เป็นได้ว่าเขามีแผนที่อยู่กับตัว เขาอาจพบทาร์ทารัสแล้ว หรือไม่ก็ได้ แต่เชื่อว่าในตอนที่มาอยุธยา แผนที่น่าจะยังอยู่กับตัว”

ผมนิ่งไปนาน ลูบคาง “แล้วเป็นไงต่อครับ? หลังกองทัพญี่ปุ่นส่งหน่วยค้นหาออกไป”

“ยังไม่มีหลักฐานบอกว่าทางกองทัพญี่ปุ่นพบอะไรหรือเปล่า แต่ช่วงเวลาเดียวกัน เกิดความขัดแย้งในรัฐบาลไทย”

“ก็ไม่น่าแปลกนี่ครับ รัฐบาลอนุญาตให้ญี่ปุ่นใช้ประเทศเป็นเส้นทางเดินทัพ หลายคนโดยเฉพาะที่โปรฝ่ายสัมพันธมิตรต้องไม่เห็นด้วย”

“แต่มันเกิดเป็นความขัดแย้งบางอย่างที่อาจไม่ใช่แค่เรื่องการยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพ แต่มีอะไรมากกว่านั้น”

“อาจารย์หมายถึงเรื่องกองทัพญี่ปุ่นส่งหน่วยออกทำภารกิจแฝงหรือครับ?”

“ที่สำคัญ รัฐบาลรู้ด้วยว่าภารกิจนั้นคืออะไร”

ผมยังไม่เชื่อ “มีหลักฐานอะไรยืนยันครับ?”

“ผมเคยคุยกับผู้อาวุโสท่านหนึ่ง เคยเป็นลูกของส.ส. สมัยนั้น แกเพิ่งตายไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน แกว่าพ่อแกเล่าให้ฟังว่าหลังจากรัฐบาลยอมให้ญี่ปุ่นใช้เส้นทาง มีการเจรจากันเรื่อยมา ลือกันว่าตอนนั้นนักการเมืองบางคนเริ่มระแคะระคายว่าญี่ปุ่นอาจมีภารกิจลับ แต่นายกฯ ปฏิเสธแม้แต่กับส.ส.พรรคพวกตัวเอง จึงเริ่มมีการถกเถียงกันมากขึ้นๆ ไม่มีใครแน่ใจว่ารัฐบาลรู้เรื่องอะไรและญี่ปุ่นทำอะไร เจรจาอะไรหรือไม่กับรัฐบาลไทย แต่หลังจากนั้นราวพ.ศ. ๒๔๘๕ รัฐบาลไทยก็ประกาศสงครามกับสัมพันธมิตร”

“นั่นเกิดจากการประเมินว่าฝ่ายอักษะน่าจะชนะสงคราม ไม่ใช่เรื่องเกินคาดด้วย เพราะกำลังฝ่ายอักษะทั้งเยอรมัน และญี่ปุ่นมีมาก รบชนะต่อกันมาตลอด”

“ก็จริง แต่ก็มีข่าวแว่วมาว่า ยังมีเหตุผลอื่น”

“อะไรครับ?”

“ลือกันว่ารัฐบาลเสนอขอแบ่งปันสิ่งล้ำค่าที่ญี่ปุ่นกำลังค้นหา เมื่อตกลงกันได้ เลยมีส่วนให้รัฐบาลไทยประกาศสงคราม เข้ากับฝ่ายญี่ปุ่น”

“ขอเดาว่ามีนักการเมืองหลายคนไม่เห็นด้วย รวมถึงผู้สำเร็จราชการทั้งสามคน”

ศาสตราจารย์เล่าต่อไป “บ้างว่าบรรดาผู้สำเร็จราชการ ทั้งพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ต้องการให้รัฐบาลแจ้งรายละเอียดต่อสภาให้ชัดเจน บางข่าวว่าต้องการให้สิ่งที่อาจจะค้นพบ ตกเป็นของไทยหากพบบนแผ่นดินไทย ไม่ใช่ยกให้ญี่ปุ่น สถานการณ์การเมืองตอนนั้นจึงเริ่มเกิดปัญหาขัดแย้งรุนแรงขึ้น กลายเป็นเกมการเมือง สุดท้ายนายกฯ ต้องลาออก”

สาวสะโพกสวยมาเติมเบียร์ให้ผม วางตรงหน้า แล้วเดินจากไป ผมละเลิกความสนใจมองบั้นท้ายงามของเธอ ชำเลืองมองคุณรินทร์นิดหนึ่ง เธอกำลังตักน้ำสลัดราดกุ้งและข้าวโพดในจาน ผมพูดต่อกับศาสตราจารย์

“ถ้าผมจำไม่ผิด ตอนนั้นนายกฯ ลาออกเพราะแพ้โหวตในสภาเรื่อง ญัตติขออนุมัติพระราชกำหนดนครบาลเพชรบูรณ์ กับพระราชกำหนดพุทธมณฑลบุรีนี่ครับ”

“นั่นเป็นแค่ฉากหน้า อำพรางเรื่องราวแท้จริง เป็นการประลองกำลังกันระหว่างสองฝ่าย ในความขัดแย้งใต้โต๊ะที่ใหญ่กว่า คุณน่าจะรู้ เรื่องพุทธมณฑลบุรี ที่จะจัดตั้งแถวสระบุรีเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และปฏิบัติของคณะสงฆ์ และเพื่อเป็นนครศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวพุทธทั่วโลก เป็นเรื่องดี ไม่เห็นน่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนเรื่องการย้ายเมืองหลวง เห็นตรงกันมานานแล้ว โดยเฉพาะผู้แทนสายคณะราษฎร์ เป็นความต้องการของคณะราษฎร์ ที่จะขจัดสัญลักษณ์เดิมของระบอบกษัตริย์ เหมือนความพยายามสร้างเพลงชาติขึ้นมาทดแทนเพลงสรรเสริญพระบารมี หรืออะไรทำนองนั้น แต่ดันมีเรื่องขัดแย้งกันเสียก่อน”

ผมหยิบแก้วเบียร์ดื่ม “ไม่เคยมีข้อมูลพวกนี้หลุดออกมา ในบันทึกทางการ หรืออะไรก็ตามจนกระทั่งทุกวันนี้”

“ยิ่งปิดก็ยิ่งจริง แต่ก็ใช่ว่าแปลกประหลาดเสียที่ไหน บรรดารัฐบาลในโลกนี้บอกความจริงประชาชนของตัวเองซักกี่เปอร์เซ็นต์กันเทียว ๗๐ หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ละเว้นเพียงเรื่องความมั่นคงทางทหารและทางเศรษฐกิจน่ะหรือ เปล่าเลย แค่ซักสี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็เก่งแล้ว ประเทศที่บอกว่าเสรี ล้วนแอบซ่อนความจริงประชาชนเต็มไปหมด”

“สรุปแล้วกองทัพญี่ปุ่นเจอสิ่งที่เขาค้นหาไหมคะ?” คุณรินทร์ถามขึ้นบ้าง หลังสวาปามสลัดไปคนเดียวครึ่งจาน

“น่าจะไม่นะ เพราะหลังจักรพรรดิญี่ปุ่นยอมแพ้ สหรัฐอเมริกาเข้าครองญี่ปุ่น มีข่าวว่าซีไอเอ ส่งรายงานไปถึงนายพลดักกลาส แมกอาเธอร์ เรื่องเกี่ยวกับการกระทำที่น่าสงสัยในการตามหาบางอย่างในดินแดนแถบนี้โดยเฉพาะในไทย”

“แล้วแมกอาเธอร์ว่ายังไงครับ?”

“ก็ทำท่าว่าสนใจ อยากทำเรื่องให้กระจ่าง ผมเดาว่า แมกอาเธอร์อยากสานต่อให้จบ ซึ่งตีความได้ว่าฝ่ายญี่ปุ่นยังไม่บรรลุผล หลังสงคราม สหรัฐจึงพยายามร่วมมือกับไทยสานต่องานนี้ ซึ่งผมว่ามีส่วนสำคัญให้สหรัฐช่วยเหลือไทยไม่ให้ตกอยู่ในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม” ศาสตราจารย์คว้าแก้วมาไว้ในมือ แต่ปากยังว่า “สิ่งที่ช่วยให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามไม่ใช่เสรีไทย ไม่ใช่ระเบียบโลกใหม่ที่สหรัฐหวังจะสร้าง แต่เป็นสิ่งล้ำค่าที่สหรัฐคาดหวังว่าจะได้มาต่างหาก”

ผมยอมรับว่าหลายเรื่องไม่เคยทราบ หากได้ฟังจากคนอื่นก่อนหน้านี้ คงคิดว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่เมื่อคนพูดคือศาสตราจารย์ธาม ข้อมูลต่างๆ ดูเรียงร้อยเป็นเหตุเป็นผล ก็หาทางปฏิเสธยาก

“แล้วเป็นยังไงต่อครับ?”

“ดูเหมือนยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจังเท่าไร อาจเพราะข้อมูลน้อย พวกนักวิชาการญี่ปุ่นไม่ตายก็บาดเจ็บ หรือปิดปากเงียบไม่พูดถึง เอกสารถูกทำลายทั้งจากตั้งใจ และจากระเบิด ส่วนในไทยเองก็ไม่ได้มีข้อมูลมากนัก เวลาผ่านไป ทุกอย่างเริ่มถูกลดความสำคัญ ยิ่งต่อมาเป็นยุคสงครามเย็น เกิดสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สหรัฐจึงมุ่งเน้นเรื่องเฉพาะหน้ามากกว่า เรื่องอื่นเลยถูกเก็บใส่ลิ้นชัก”

“ในเมื่อที่สุดแล้วการค้นหายังไม่เจออะไร อาจเป็นคำตอบว่า แผนที่สมบัติไม่มีจริง หรือยามาดะอาจไม่เคยครอบครองแผนที่” ผมยังพยายามหามุมเถียง

“จะเชื่ออย่างนั้นได้ต่อเมื่อพิสูจน์จนเห็นชัด”

“การที่กองทัพญี่ปุ่นใช้เวลาค้นหาหลายปียังไม่เจออะไร น่าจะบ่งบอกอะไรบางอย่างได้นะครับ”

อาจารย์มหาวิทยาลัยหัวเราะหึ “นั่นมันแค่เริ่มต้น หากเดินหน้า ยังมีปริศนาให้ค้นหาอีกมาก บางทีญี่ปุ่นอาจใกล้จะพบ แต่แพ้สงครามซะก่อน ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าไม่มีคนสนใจ ยังมีอีกมากที่มุ่งตามหา เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนโดยเฉพาะหลังญี่ปุ่นเริ่มตั้งตัวได้ มีเอกชนกลับมาให้ความสนใจ ค้นหาหลักฐานโดยเฉพาะเรื่องราวช่วงหลังยามาดะออกจากแผ่นดินญี่ปุ่น การตามหาสิ่งล้ำค่าที่จะนำไปสู่สมบัติสลัดแห่งน่านน้ำตะวันออก เริ่มต้นอีกครั้งแล้ว”

ผมหยิบแก้วเบียร์มาซดไปสองอึก “ผมเคยอ่านบทความของคาโรล แพริช ตีพิมพ์ในวารสารเดอะ ฮีสทอริค อนาไลติก้า (The Historic Analytica) เมื่อค.ศ. ๑๙๕๔ ว่าเรื่องราวของสมบัติบาร์โธลิว เรื่องของเจิ้งอี้ การค้นหาและแย่งชิงต่างๆ นานา ล้วนแต่เป็นเรื่องโกหก”

“แต่สำหรับนักวิชาการที่เชื่อในตำนานสมบัติ คิดว่าเป็นความพยายามกลบเกลื่อนร่องรอย อาจโดยรัฐบาลญี่ปุ่นเอง หรือเอกชนที่มุ่งมั่นค้นหาจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดคู่แข่ง หรือคนมาคอยขัดแข้งขัดขา  เรื่องอย่างนี้ใครเล่าต้องการให้คนจำนวนมากรู้”

ผมคิดตาม “คนที่ออกมาค้านว่าไม่มีจริง อาจเป็นคนที่กำลังมุ่งตามหา?”

“มันน่าสนใจที่ว่าคาโรล แพริช ซึ่งคอยป่าวประกาศว่าเรื่องสมบัติสลัดบาร์โธโลมิว และการตกไปอยู่ในมือของยามาดะ เป็นเรื่องโกหก แต่กลับมีข้อมูลหลุดมาว่า คาโรลเป็นซีไอเอ ทำงานในแถบเอเชีย ต่อมาเมื่อเกษียณแล้ว มาทำงานใกล้ชิดกับรัฐและเอกชนรายใหญ่ของญี่ปุ่น”

ผมยอมรับกับตัวเองว่าไม่เคยรู้มาก่อน

“อาจารย์คิดว่าตอนนี้กำลังมีความพยายามเริ่มค้นหาสิ่งล้ำค่าอีกครั้ง?”

“ดูรูปการณ์มันเข้าเค้านะ”

“และอาจารย์ก็เป็นหนึ่งในคนที่ตามเรื่องนี้อยู่ เฝ้ารอให้สิ่งล้ำค่าถูกค้นพบ”

ศาสตราจารย์ยิ้มๆ ยกเบียร์ดื่ม พิงหลังกับพนักเก้าอี้ “เรื่องราวยิ่งใหญ่ หลักฐานประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนมากว่าสี่ร้อยปี ถ้าถูกค้นพบ ไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดา แต่เป็นความสำเร็จสำคัญ ตลอดเวลา เราพบเจอแต่หลักฐานเก่า ไม่ก็หลักฐานที่บอกไว้แต่เพียงเฉียด หากวันหนึ่งได้พบหลักฐานสำคัญ ก็คงเหมือนชายหนุ่มได้พบกับนางในฝันที่เฝ้ารอมานาน มันทำให้ใจวาบหวามได้ใช่ไหมล่ะ”

ผมได้ยินหลานสาวคนพูดหัวเราะคิก

“ไม่เพียงแต่ผม ในโลกเริ่มมีหลายคนสนใจ มีข้อมูลข้อสันนิษฐานมาเรื่อยๆ ว่าสมบัติอาจยังมีอยู่ แต่อยู่ที่ไหนล่ะ นี่คือคำถาม อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในเส้นทางที่ยามาดะเคยผ่าน อาจเป็นได้ทั้งแผ่นดินและทะเล ผมเชื่อลึกๆ ว่าบันทึกที่ญี่ปุ่นพบ ต้องมีอะไรเป็นพิเศษแน่ คิดแล้วอยากให้คุณได้อ่านจัง เผื่อจะได้แนวความคิดอะไรบ้าง เหมือนช่วยเติมเต็มหลักฐานที่ขาดช่วง”

“ผมคงช่วยอะไรได้ไม่มากหรอกครับ” ผมยกมือเกาหัวนิดๆ อย่างขัดเขิน รู้สึกว่าศาสตราจารย์ให้ความสำคัญกับผมมากเกินจริง

แกหยิบแก้วเบียร์ดื่ม

“ก็คุณเป็นนักประวัติศาสตร์เหมือนกันนี่ อาจจะค้นพบอะไรดีๆ บ้างก็ได้”

“ผมแค่นักเขียนสารคดีประวัติศาสตร์โง่ๆ คนหนึ่งเท่านั้นละครับ”

อาจารย์มหาวิทยาลัยส่ายหน้า “คุณเป็นมากกว่านั้น เชื่อเถอะ”



Don`t copy text!