สายลมตะวันออก บทที่ 24 : ใบหน้าที่ไม่อยากละสายตา

สายลมตะวันออก บทที่ 24 : ใบหน้าที่ไม่อยากละสายตา

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

ฟ้าขมุกขมัวมาแต่รุ่งสาง จนแม้เมื่อยามาดะและภรรยามาถึงเรือนของคิอิ คิวเอมอน เมื่อตอนใกล้เที่ยงวัน ฟ้าก็ยังไม่มีทีท่ากลับมาสดใส

ชายหนุ่มละสายตาจากท้องฟ้าขุ่นมัว เมื่อท่านอายะเชื้อเชิญเขาและภรรยาที่อุ้มบุตรชายวัยแบเบาะมาด้วย เข้าไปนั่งในห้องรับแขก

“น่ารักจริงนะ พ่อหนูโออิน” ภรรยาเจ้าของบ้านหยอกเล่นกับเด็กน้อยแก้มยุ้ยในอ้อมแขนของหญิงสาว

ท่านอายะหาน้ำชาของว่างมาต้อนรับ จากนั้นให้อินนั่งรออยู่ ส่วนตนองเป็นผู้นำพายามาดะไปยังห้องนอนของสามี

หล่อนเลื่อนเปิดประตูห้อง บอกให้ผู้มาเยือนเข้าไปตามลำพัง

เมื่อประตูปิดลง เหลือแต่ความสงัด และเปลวตะเกียงสลัว

ยามาดะ นากามาสะคุกเข่าลงข้างชายร่างผ่ายผอม นอนนิ่ง ใบหน้าเหี่ยวย่นมีร่องรอยแห้ง ตาคล้ำปิดอยู่ ผ้าสีขาวห่มขึ้นมาถึงหน้าอก

หลายเดือนที่ผ่านมา คิอิ คิวเอมอน เริ่มป่วย อาการทรุดลงตลอดมา เดินเหินแทบไม่ได้ ทำได้แต่นอนซมให้ภรรยาดูแล มดหมอมาดูอาการ ทั้งหมอไทย หมอจีน หมอฝรั่ง ก็ไม่ดีขึ้นนัก

เปลือกตาของชายชราค่อยๆ เปิด หันเชื่องช้ามองผู้มาเยี่ยม

“ท่านให้เรียกข้ามา มีประการใดสั่งข้าหรือ?” ยามาดะถามร่างที่นอนอยู่

“ขอบใจที่เจ้ามา” เสียงพูดแหบพร่าแผ่วเบา

“ท่านคือผู้มีบุญคุณของข้า ข้าพร้อมทำตามท่านสั่ง ไม่หวั่นภัยอันตราย”

“ดี หากเจ้ารับปากเช่นนั้น” คนพูดหลับตาลง เหมือนว่าเมื่อครู่ใช้เรี่ยวแรงไปมาก ต้องรวบรวมกำลังใหม่อีกครั้ง

ยามาดะปล่อยเวลาให้ผู้มีพระคุณสูดหายใจสักครู่

คนที่นอนอยู่พูดอีกครั้ง

“ข้าป่วยครานี้ เห็นจะอยู่ได้อีกไม่นาน”

ได้ยินอย่างนี้ชายหนุ่มก็ใจหาย แม้ไม่เกินคาดหมาย เขาทราบอยู่แล้วว่าอาการของท่านคิอิหนักหนา หมอต่างจนความรู้เยียวยา กระนั้นก็ยังให้กำลังใจ

“ท่านป่วยเพียงเล็กน้อย อีกไม่นาน ก็จะกลับแข็งแรงเช่นเดิม”

คนป่วยส่ายหน้า “ข้ารู้ตัวเองดี ไม่จำเป็นต้องปลอบใจหรอก”

ชายหนุ่มไร้คำโต้แย้ง

“ที่ให้ตามเจ้ามานี้ เพราะมีเรื่องอยากขอร้อง”

“ขอท่านแจ้งมา ข้าพร้อมทำ ไม่ว่ายากลำบากเพียงไร”

คนนอนหายใจแรงสองสามครั้ง หลับตาลงเหมือนไม่อยากใช้กำลังมาก เพื่อจะได้นำไปรวบรวมใช้กับการพูด

“ข้าพำนักในอโยธยามานาน รับใช้ราชสำนัก เพื่อชุมชนญี่ปุ่นปักหลักมั่นคง ธำรงอย่างสงบตลอดมา สร้างกิจการการค้ารุ่งเรืองตามลำดับ แต่ข้าและเมียไม่มีลูก จึงไม่มีผู้ใดรับช่วงต่อกิจการ และสานไมตรีกับราชสำนักอโยธยา” คิอิลืมตา แตะมือของชายหนุ่ม มองนัยน์ตาเขา “จึงหวังให้เจ้ายอมสละความสุขส่วนตัว รับดูแลกิจการของข้า และรับปากว่าจะช่วยทำนุบำรุงชาวญี่ปุ่นในดินแดนนี้ให้ดำรงอยู่อย่างดี ไม่ให้ต้องมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ หรือกลายเป็นปฏิปักษ์กับชาวอโยธยา”

ชายหนุ่มตกใจ เรื่องที่ถูกขอ เป็นความรับผิดชอบยิ่งใหญ่

“เมื่อท่านหายดี ก็จะกลับมาทำหน้าที่นี้ต่อ ท่านทำมาได้ดี ยากจะหาใครแทนได้ ทั้งงานการค้า และการเป็นผู้นำชาวญี่ปุ่นในอโยธยา”

“ไม่หรอก ตลอดมา ข้าทำได้เพราะมีเจ้าคอยช่วย หากปราศจากเจ้า นากามาสะซัง ข้าคงทำการไม่ได้ลุล่วงอย่างนี้” พูดแล้วไอโขลกสองสามที ชายหนุ่มประคองให้ดื่มน้ำ แล้วนอนลง คนป่วยยังว่าต่อ

“ข้ามีหนังสือแจ้งราชสำนักอโยธยาแล้วว่า หากเห็นควร ก็ให้เจ้าเป็นผู้รับงานต่อจากข้า”

ชายหนุ่มยังไม่กล้ารับปาก “ข้าไร้ความสามารถ ไม่เหมาะรับภาระใหญ่หลวง”

“เจ้าสามารถพรั่งพร้อม ผู้คนชนญี่ปุ่นในอโยธยาล้วนมอบความเชื่อถือ”

ชายหนุ่มยังอึกอัก

“หากเจ้าไม่รับ กิจการการค้าที่ข้าเพียรสร้างมาอย่างเหนื่อยยาก ก็จะพลันสูญสลายสิ้นไป อีกทั้งหมู่บ้านญี่ปุ่นจะเคว้ง ไร้ผู้นำ กลายเป็นโอกาสให้คนคิดร้ายฉวยช่อง ก่อความวุ่นวาย จนเกิดปัญหา เมื่อถึงเวลานั้น ชนญี่ปุ่นอาจดำรงอยู่บนแผ่นดินอโยธยาไม่ได้อีก เจ้าต้องการอย่างนั้นรึ?”

ยามาดะจนคำ

“อีกอย่าง ข้าหวังใจให้เจ้าช่วยเป็นธุระ คุ้มครองดูแล เมียข้า นางอยู่ร่วมชีวิตกับข้ามานาน เมื่อข้าไม่อยู่แล้ว ก็หวังเจ้าจะไม่ขับไล่ไสสง ช่วยอุปการะดูแล อย่าให้ต้องลำบาก กระทั่งถึงวาระสุดท้าย”

“ท่านและท่านอายะเป็นผู้มีพระคุณต่อข้า ข้าเคารพนับถือประหนึ่งบิดามารดาแท้ๆ ย่อมต้องกตัญญูดูแลตอบแทนด้วยชีวิต หากแม้ข้าอด ก็ไม่ยอมให้นางต้องอด ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ขอรับ”

“ข้าไม่หวังให้เจ้าลำบากเพียงนั้น หากเจ้ารับปากทำหน้าที่ ย่อมสามารถดูแลทุกอย่างได้” คิอิบีบแขนชายหนุ่มกำแน่น พยายามผงกหัวขึ้นมา “หากไม่แล้ว ความพินาศจะมาเยือนในไม่ช้า” คนป่วยจ้องมอง แววตาจริงจัง แฝงความคาดหวังเว้าวอน จนยามาดะยากจะปฏิเสธ

“ข้ารับปากขอรับ ข้าจะดูแลทุกคนและกิจการของท่านให้ดีที่สุด และหากแม้ราชสำนักอโยธยาประสงค์ให้ข้าช่วยกิจการงานใด ข้าก็จะทำการให้เต็มกำลังความสามารถ มิให้เสียชื่อท่าน”

ได้ยินอย่างนี้ คนเจ็บก็สบายใจขึ้น  ค่อยๆ ปล่อยมือ เอนตัวลงนอนตามเดิม สูดหายใจแรงสองสามครั้ง ก่อนบอกกล่าวถ้อยความอันเป็นปัจจิมบท

“แต่ข้าขอเตือนเจ้าไว้สักอย่าง”

“ข้ารับฟังอยู่ขอรับ”

คนป่วยจ้องเขม็งดวงตาเขา ราวกับว่าคำเตือนนี้สำคัญยิ่งยวด

“เมื่อพำนักอาศัยที่นี่ เจ้าจะทำการค้า ร่วมการอโยธยา ปกป้องขอบขัณฑสีมาจากศัตรู ด้วยใจสัตย์ เพื่อความมั่นคงของชนญี่ปุ่นในอโยธยาแล้ว ก็จงทำให้เต็มสามารถเถิด แต่…” คิอิกุมมือยามาดะอีกครั้ง แต่ครั้งนี้บีบแรงกว่าเดิม “แต่อย่าได้ยุ่งเกี่ยว ร่วมหัวจมท้ายกับเจ้านาย ขุนนางในราชการงานเมืองภายในราชสำนัก อย่าลุ่มหลง ครองอำนาจ ใช้ฐานะยศศักดิ์อันถูกหยิบยื่นให้ ทำการอันเป็นเรื่องเฉพาะแต่ของชาวอโยธยา หรือหาโภชผลประโยชน์แต่ส่วนตนและพวกพ้อง มิเช่นนั้น เจ้าจะไม่มีแม้แผ่นดินกลบหน้า จงจำคำข้าไว้ให้ดี”

แววตาคนสอนประหนึ่งหวังให้คำเตือนถูกเก็บไว้ไม่หลงลืม ชายหนุ่มค้อมศีรษะ

“ข้าจะจำไว้ขอรับ”

คนนอนคลายมือออก หลับตาพริ้ม เสมือนภาระสุดท้ายจบสิ้นลงแล้ว

ชายหนุ่มกลับออกจากบ้านพักของคิอิ คิวเอมอนตอนเวลาใกล้เที่ยง ระหว่างทาง ภรรยาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของสามีแล้ว จึงเอ่ยถาม

“เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ? สีหน้าท่านไม่ดีตั้งแต่ออกจากบ้านท่านคิอิ”

ยามาดะถอนใจ “เห็นทีท่านคิอิจะอยู่ได้อีกไม่นาน”

หญิงสาวใจหาย “อาการหนักเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”

เขาพยักหน้า “ท่านบอกว่าให้ข้าดูแลกิจการ รวมถึงงานอันเกี่ยวข้องกับราชสำนักอโยธยา ที่ท่านทำมาทั้งหมด”

“ท่านคิอิไว้ใจท่าน ข้าเชื่อว่าท่านคิอิมองคนไม่ผิด”

ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ “งานใหญ่ ดูแลคุ้มครองชาวญี่ปุ่นทั้งมวล ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกคิดอยากครองอำนาจก็มี ขุนนางอโยธยาที่ต้องการเราเป็นพวกก็ไม่น้อย อาสาญี่ปุ่นจะถูกดึงไปเกี่ยวข้อง หากเกิดความขัดแย้ง”

“เมื่ออยู่ที่นี่ จะแปลกแยกไปเป็นเอกเทศ เห็นจะไม่มีทาง”

“นั่นละ ข้าจึงกังวลนัก”

หญิงสาวรู้ว่าไม่มีคำแนะนำใดช่วยเหลือสามีมากกว่านี้ ทำได้เพียงซบศีรษะลงบนไหล่ แทนความว่าพร้อมอยู่เคียงข้าง ไม่หนีหาย ไม่ว่ายามร้ายหรือดี

ชายหนุ่มโอบร่างคนรัก เจ้าตัวน้อยหลับตาพริ้มในอ้อมแขนมารดา

จุลศักราช ๙๘๓ คิอิ คิวเอมอนเสียชีวิตลง ยามาดะ นากามาสะได้รับพระกรุณาโปรดให้เป็นหลวงไชยสุระ ทำหน้าที่หัวหน้ากองอาสาญี่ปุ่น และช่วยงานการเขียนตราสารเพื่อสานสัมพันธ์กับดินแดนญี่ปุ่นนับแต่นั้น

*

สายลมเดือนเก้าพัดไม่ขาดสาย ท้องเจ้าพระยายังเต็มไปด้วยเรือสินค้าจอดเรียงราย ที่กำลังเคลื่อนเข้าออกก็มีมาก ทั้งริมฝั่งหมู่บ้านญี่ปุ่น และตรงข้าม ยาวลงไปทางใต้อีกหลายสิบเส้น

นับแต่รับสืบทอดกิจการมาจากคิอิ คิวเอมอน ยามาดะสานงานต่อด้วยดีเสมอมา ตั้งโรงเก็บสินค้า ต่อเรือสำเภาเพิ่ม สานความร่วมมือกับพ่อค้าท้องถิ่นและพ่อค้าตะวันตก เพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในการนำสินค้าไปขายต่อในดินแดนเป้าหมาย

ทุกๆ เช้า ยามาดะหรือที่เพื่อนขุนนางอโยธยาเรียกว่า หลวงไชย มักออกเดินตรวจตราคนงาน และเยี่ยมเยียนพูดจาทักทายชาวหมู่บ้าน ไถ่ถามสาระทุกข์ ใครมีเรื่องขอความช่วยเหลือ เขาก็จะหาหนทางช่วยเต็มกำลัง จึงเป็นที่เคารพนับถือจากชาวญี่ปุ่น รวมถึงชนชาติอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เว้นกระทั่งชาวตะวันตก

มีพวกฝรั่งตะวันตกแวะเวียนมาที่หมู่บ้านบ่อยๆ บ้างเพื่อซื้อหาข้าวของ บ้างพบปะสหาย ติดต่อธุรกิจ ยามาดะมักได้ต้อนรับสหายคนสำคัญชาวตะวันตกหลายต่อหลายคน

อย่างเช้าวันนี้ เขาได้พบชายวัยห้าสิบเศษ ร่างท้วม นามว่า แยน ปีเตอร์ซุน โคเอน ยามาดะรู้จักชายผู้นี้มาหลายปีแล้ว เป็นผู้อำนวยการบริษัทการค้าอินเดียตะวันออกของฮอลันดา แกมาพร้อมกับชายอ่อนวัยกว่า

“เดินตรวจตราสม่ำเสมอเช่นนี้ มิหน้าเล่า กิจการของท่านจึงรุ่งเรืองรุดหน้าไม่หยุด” ฮอลันดาร่างท้วมชม

“เพราะคนทั้งหลายต่างร่วมมือร่วมใจต่างหาก จึงทำให้กิจการรุ่งเรือง แต่ก็หาได้เกินหน้าบริษัทการค้าของฮอลันดาหรอกกระมัง” เขาตอบกลับอารมณ์ดี

ผู้อำนวยการบริษัทการค้าของฮอลันดาหัวเราะเบาๆ จากนั้นแนะนำคนที่มาด้วยกัน

“นี่ผู้ช่วยของผม เยเรเมียส ฟาน ฟลิต”

ยามาดะจับมือทักทาย ผู้ช่วยของโคเอนรายนี้ อายุราวสี่สิบเห็นจะได้ รูปร่างสมส่วน ผมสีน้ำตาลแดง ดวงตาโตสีฟ้าครามทำให้นึกถึงเจ้าคุโระ แมวชราตาเพชรที่ท่านอายะได้มาแก้เหงาหลังสามีจากไป

“ยินดีที่ได้รู้จัก” ทั้งสองกล่าวตอบกันไปมา

“ได้ยินชื่อท่านมานาน ได้เจอตัวจริงถือเป็นโชคดี คนหนุ่ม แต่ทำให้กิจการรุ่งเรืองได้ขนาดนี้ ถือเป็นเลิศนัก” ฟาน ฟลิตยกยอ

“ท่านเองก็เก่งกาจไม่น้อย จึงได้เป็นผู้ช่วยของผู้อำนวยการโคเอนได้ เพราะได้ยินว่าเป็นคนเอาใจยากนัก”

ผู้อำนวยการบริษัทหัวเราะ “คำร่ำลือน่ะ แต่ฟาน ฟลิต เก่งกาจ เชี่ยวชาญการค้าจริงดังท่านว่า ทั้งยังเป็นพวกหนอนหนังสือ ชอบอ่าน ชอบเขียนบันทึก จึงเปี่ยมความรู้ ตั้งแต่เดินทางจากบ้านเกิด ก็จดบันทึกหลายสิ่งหลายอย่างไปได้มาก”

“เป็นเครื่องเตือนความทรงจำน่ะ บางคราเราก็ลืมหรือมองข้ามสิ่งสำคัญ จดไว้ทำให้ทบทวนได้” หนอนหนังสือบอกหนุ่มญี่ปุ่น

“ข้าขอชื่นชมด้วยใจจริง”

“ต่อไปหากรู้จักคุ้นเคยกันมากขึ้น ข้าคงจะได้ให้ฟาน ฟลิต มาเป็นผู้ประสานความร่วมมือแทน” โคเอนว่า

“ข้ายินดี”

ยามาดะตระหนักดีว่าบริษัทการค้าของฮอลันดาเป็นบริษัทใหญ่ ครอบคลุมค่อนโลก การมีไมตรี สร้างความร่วมมือกันไว้ ย่อมได้ประโยชน์ โดยเฉพาะหากต้องการเพิ่มการค้าในต่างประเทศ อาจต้องได้บริษัทนี้ช่วยเหลือแนะนำ แน่นอนว่าต้องแลกกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าท้องถิ่นที่ยามาดะชำนาญและมีเครือข่ายพ่อค้ามากกว่า นอกจากนี้การมีไมตรีอันดีกับฟาน ฟลิต ซึ่งยามาดะคะเนว่าคงเป็นตัวตายตัวแทนที่โคเอนต้องการให้สืบต่อตำแหน่ง ย่อมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับความร่วมมือในวันหน้า

ยามาดะทำงานดูแลพัฒนากิจการการค้าเรื่อยมา ใช้เวลาปีเศษก็สามารถสร้างความร่วมมือ เพิ่มมูลค่าการค้าได้มากเกือบเท่าตัว กลายเป็นที่ยอมรับในฝีไม้ลายมือการทำงานจากทั้งพ่อค้าชาวตะวันตก และบรรดาขุนนางพื้นเมือง

ด้วยเหตุนี้กระมัง ทำให้ออกญาศรีวรวงศ์ หรือเดิมคือจมื่นศรีสรรักษ์ สหายเก่า เชิญยามาดะไปพบ เพื่อแจ้งให้ทราบประสงค์แห่งพระเจ้ากรุงอโยธยา

“คุณหลวงเป็นผู้ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย นอกจากจะตามเสด็จยังที่ต่างๆ พร้อมอาสาญี่ปุ่นเป็นกำลังอารักขา จนเป็นที่เคารพนับถือจากบรรดาขุนนางใหญ่น้อยแล้ว ยังมีฝีมือเชี่ยวชาญการค้า พระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์มอบหน้าที่สำคัญให้คุณหลวง

“ทรงมีประการใดให้กระผมสนองงานหรือขอรับ?”

“ทรงเห็นว่าตลอดมา อโยธยาและดินแดนญี่ปุ่น มีสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนทูตกันมาเนิ่นนานแล้วนับแต่ยังติดต่อกับดินแดนริวกิว จนแม้สมัยโชกุนก็ยังติดต่อกันเสมอมา พระองค์จึงประสงค์จะสานไมตรีระหว่างดินแดนทั้งสองให้แนบแน่นยิ่งขึ้น”

“ทรงมีดำริชอบแล้ว การค้าการพาณิชย์ระหว่างสองดินแดนนับวันจะมีมากขึ้น การเพิ่มพูนไมตรีย่อมช่วยสร้างให้สยามเป็นแผ่นดินทอง เป็นแหล่งอุดมด้วยพ่อค้าวาณิชย์และโภคผลอันอุดม”

ขุนนางผู้ใหญ่อโยธยายกจอกน้ำดื่ม แล้วพูดต่อมา “ก่อนนี้เราเพียงใช้ชาวตะวันตกเป็นผู้ช่วยส่งสารไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากเราเองยังไม่มีนักเดินเรือที่เชี่ยวชาญ แต่ถึงเพลานี้ ทรงว่าหากส่งไปเจริญสัมพันธ์ด้วยคนฝ่ายเราเองย่อมดีกว่า ดังนั้นข้าจึงทูลเสนอว่าหากจะมีผู้เหมาะสม ก็เห็นจะไม่มีใครเหมาะเกินไปกว่าคุณหลวง”

หนุ่มญี่ปุ่นค้อมศีรษะ “กระผมเป็นเพียงขุนนางผู้น้อย อาจทำการไม่ได้ตามที่ทรงมีพระราชประสงค์”

“คุณหลวงยังชอบถ่อมตัวเป็นนิตย์ ตามนิสัยเดิมแต่เก่าก่อนนะ” เจ้าคุณศรีวรวงศ์หยอก “ข้ารู้ว่าคุณหลวงเปี่ยมด้วยสามารถ ชาญการเดินเรือ ทั้งยังเป็นชาวญี่ปุ่นอันพำนักในอโยธยามายาวนาน คงจะสานไมตรีระหว่างสองดินแดนได้ พระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงเห็นดีด้วย ข้าเห็นว่าการครานี้มีแต่คุณหลวงเท่านั้นที่จะทรงวางพระราชหฤทัยได้ อีกอย่างหากแม้คุณหลวงทำการนี้ลุล่วง เห็นทีพระเจ้าอยู่หัวย่อมจะได้อวยตำแหน่งยศศักดิ์คุณหลวงให้เหมาะควรแก่ความสามารถ”

“กระผมหาได้ประสงค์ในลาภยศ หวังเพียงได้ถวายงานตามพระราชประสงค์ เพื่อสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัวขอรับ ดังนั้นหากทรงไว้วางพระราชหฤทัยในตัวกระผม กระผมก็พร้อมถวายงานครั้งนี้อย่างเต็มกำลัง”

“ยินดีที่คุณหลวงพร้อมทำการนี้”

ยามาดะทำท่าคล้ายลังเลที่จะพูดอะไรสักอย่าง ขุนนางอโยธยาเห็นแล้ว จึงสอบถาม

“คุณหลวงยังมีประการใดกังวลอีกรึ?”

ยามาดะบอกตามตรงไปว่า “แม้การไปเจริญสัมพันธ์ จะสร้างความรุ่งเรืองต่อการค้าระหว่างสองดินแดนได้ หากแต่ในสยามยังมีปัญหา ที่ข้าเองและพ่อค้าทั้งญี่ปุ่นรวมถึงชาติอื่นยังต้องประสบ ดังนั้นการไปญี่ปุ่นครานี้ ไม่พ้นที่ทางการฝ่ายโน้นจะต้องมีข้อกังวลเช่นเดียวกันนี้เสนอมาให้อโยธยาแก้ไข”

“ข้อกังวลใดบ้างหรือ?”

“ข้อห่วงที่พ่อค้าต่างชาติกังวลตลอดมา คือการผูกขาดของพระคลัง หากอโยธยาลดจำนวนสินค้าที่ผูกขาดลง ให้อิสระพ่อค้าทั่วไปมากขึ้น การค้าย่อมคล่องตัวตามไปด้วย พระคลังเพียงเก็บภาษีตามที่เหมาะควร นอกจากทางการจะไม่เสียประโยชน์แล้ว ยังจะได้อำนวยให้การค้ารุ่งเรือง อีกทั้งไม่ต้องเสียคนมาคอยติดตามดูแลการผูกขาด ลดปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อีก”

“คำท่านต้องใจข้า ข้าจะลองตรองดู” ออกญาศรีวรวงศ์ขยับเปลี่ยนท่านั่ง ยกจอกน้ำดื่ม ยิ้มน้อยๆ ก่อนพูดต่อว่า “นี่เป็นข้อกังวลที่ญี่ปุ่นอาจบอกกล่าวมารึ มิใช่ความกังวลของท่านเองใช่ไหม?”

ยามาดะยิ้มนิดๆ คิดว่าเป็นคำถามยั่วเย้าของอีกฝ่ายเท่านั้น

“กระผมอยู่สยามมานาน เข้าใจความเป็นไปและปรับตัว สร้างความรุ่งเรืองจากสภาพของอโยธยาได้ หาได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดไม่ แต่หากพ่อค้าญี่ปุ่นหรือชาติอื่นใดที่ยังไม่คุ้นเคยย่อมเกิดข้อกังวล และลังเลจะเพิ่มพูนการค้า”

ออกญาศรีวรวงศ์หัวเราะหึในลำคอ ยกจอกน้ำดื่มจนหมด

“เอาละ ข้าเชื่อคำคุณหลวง และจะได้นำความนี้ขึ้นทูลเสนอพระเจ้าอยู่หัวต่อไป”

“เป็นพระคุณขอรับ”

“เอาละ เรื่องการงาน ข้าได้บอกกล่าวจนเสร็จธุระแล้ว เห็นควรจะได้สนทนากันตามประสาสหายเก่าเสียที ตั้งแต่คราศึกเมืองบางกอกแล้ว ก็ไม่ค่อยได้สนทนากันอีก”

“ทั้งท่านเจ้าคุณและกระผมต่างมีภาระหน้าที่ แต่กระผมก็ทราบความของท่านเรื่อยมา ว่าได้ยศกินตำแหน่ง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย แต่ก็เห็นว่าท่านมีกิจมาก คิดจะไปแสดงความยินดี แต่ไม่มีโอกาสอำนวย”

“เพียงคุณหลวงยังไม่หลงลืมกัน ข้าก็ยินดีแล้ว”

“กระผมไม่มีทางลืมสหายร่วมรบได้อยู่แล้วขอรับ การศึกหลายคราก็ได้ท่านสนับสนุน จึงมีโอกาสแสดงฝีมือ สุดท้ายแม้เรื่องส่วนตัวครอบครัวของกระผม ก็ได้ท่านช่วยเหลือ จนอยู่เป็นสุข เพลานั้นกระผมเองยังนึกแปลกใจอยู่”

“อ้อ เรื่องแม่อินภรรยาท่านน่ะหรือ” คนเคยช่วยเหลือหัวเราะ “ก็เราเคยร่วมรบกันมา แม้โอกาสพูดคุยเจรจากันน้อยนัก แต่ข้าก็ติดตามข่าวคราวคุณหลวงเสมอ มารู้ว่าชอบพออยู่กับหลานครูเทียน ข้าเพียงทูลให้ทรงทราบถึงพรหมลิขิตระหว่างสองคนเท่านั้น หาได้ช่วยเหลือมากแต่อย่างใด”

ตั้งแต่ครานั้น ยามาดะไม่รู้ว่า เจ้าคุณศรีวรวงศ์รู้เรื่องความรักใคร่ของเขาได้อย่างไร และเหตุใดต้องคอยติดตามข่าวคราวของเขาด้วย เพราะเคยเป็นสหายเก่ากันมาน่ะหรือ หรือว่าเป็นเพียงนิสัยสามัญของขุนนางใหญ่ผู้นี้

“ท่านคิดถึงผู้น้อย พร้อมช่วยเหลืออุปถัมภ์แม้เรื่องเล็ก ย่อมเป็นที่รักของผู้คน ไพร่พลทั้งหลายย่อมพร้อมยอมลงให้ด้วยใจ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยให้ช่วยราชการต่างพระเนตรพระกรรณ เหมาะแล้วที่ท่านได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าอวยยศตำแหน่งสูงแต่ยังหนุ่มเช่นนี้”

“ยศถาเป็นเพียงเรื่องนอกกาย” เจ้าคุณศรีวรวงศ์โบกมือไม่ใส่ใจ “เกลอดีเช่นคุณหลวงต่างหากที่สำคัญกว่า เห็นทีต่อไป จะต้องเชิญคุณหลวงมาร่ำสุรา สนทนากันเรื่องความหลังให้หนำใจอีกหลายๆ คราแล้วละ”

“กระผมยินดีขอรับ”

ยามาดะตอบไปตามตรง โดยไม่ทันคิดว่า คำเชิญร่ำสุรามีสิ่งใดแอบแฝง

                                                            *

เรือไม้ล่องเชื่องช้า แหวกสายธารออกเป็นริ้วคลื่น เสียงพายจุ่มลงน้ำแทบไม่ได้ยินเมื่อถูกกลบด้วยเสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าบนเรือนแพสองฝั่ง ภาพยอดปรางค์ และหางหงส์บนจั่วหลังคาโบสถ์โผล่เหนือยอดไม้ ท้องฟ้ามัวไร้แสงแดด บางทีฝนอาจตกอีกไม่กี่เพลานี้

ยามาดะทอดตามองทิวทิศน์สองฟากสายคลอง นึกย้อนกลับไปวันที่มาถึงสยามครั้งแรก ภาพไม่ต่างจากวันนี้ หากแต่เป็นความรู้สึกที่เปลี่ยนไป วันนั้น ที่นี่คือภาพแปลกใหม่ ที่ซึ่งเขาไม่คิดจะปักหลักยาวนาน แต่วันนี้คือความคุ้นเคย สถานพำนักพักพิงอยู่มากว่าสิบปี มีครอบครัวสมบูรณ์

“คิดถึงซัมปุไหมเซกิ?” เขาถามสหายซึ่งพายอยู่ท้ายลำ

ชายที่ร่วมทางมาตั้งแต่ออกจากญี่ปุ่นแปลกใจ นึกไม่ออกว่าเหตุใด จู่ๆ เพื่อนจึงถามขึ้นมาอย่างนี้ แต่ก็ตอบกลับไป

“แน่นอน ข้าไม่เคยลืมบ้านเกิด แต่จากไปนาน แม้มีโอกาสกลับ ก็ไม่รู้จะรู้สึกอย่างไร ทำตัวอย่างไร บางทีอาจกลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านเกิด เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน”

“ก็จริงนะ” คำนั้นเหมือนคำลอยๆ ที่ผุดออกมาจากห้วงความคิด

“เจ้าถามทำไมหรือ? นากามาสะซัง”

ยามาดะส่ายหน้าเบาๆ “เปล่าหรอก แค่คิดว่าเผลอแผล็บเดียว เราอยู่ที่นี่กันมากว่าสิบปีแล้ว”

“นั่นสินะ ไม่อยากเชื่อเลย จากโจรสลัด ตั้งใจเทียบท่าเพียงเพื่อเติมเสบียง แต่กลับกลายอาศัยยาวนานราวบ้านเกิด”

“ทั้งยังได้เป็นขุนนาง มียศมีตำแหน่ง มีเงินทอง มีครอบครัว” ยามาดะเสริมแล้วมองเพื่อน “ข้ายังแปลกใจ ไฉนเจ้าไม่คิดครองยศไว้ประดับเป็นศรีตระกูลบ้าง เราร่วมรบร่วมศึก ผ่านเรื่องราวมาด้วยกัน เหมาะควรจะมียศไม่น้อยหน้าข้า”

“โอ้ย เรื่องยศตำแหน่งข้ามิสนหรอก เพียงร่วมงานอยู่กับสหายรักเช่นเจ้า ทำอะไรไปไหนโดยอิสรเสรี เท่านี้ก็เพียงพอ” เซกิตอบ “เรื่องยศตำแหน่ง ข้าไม่คิดหวังได้รับ แต่เรื่องครอบครัวนี้ซี บางคราข้าก็ชักเริ่มอิจฉาเจ้า” แล้วเริ่มร่ายกลอน “อยู่ลำพังแสนเดียวดาย ข้างกายไร้คู่หมายคลายกมลแสนหม่นหมอง”

“นี่เจ้าชักจะเหมือนไอ้เรืองเข้าไปทุกทีแล้วนะ เซกิ” ยามาดะหัวเราะ “หากจะพูดถึงเรื่องคู่ครอง เจ้าเองใช่ว่าจะหาไม่ได้เสียที่ไหน ติดว่าไม่คิดจะปักหลักกับใครน่ะซี นี่คงได้เชื้อเจ้าชู้จากไอ้เรืองมาแน่ วันก่อนเห็นเจ้าสนิทสนมกับแหม่มผมทอง แต่ก่อนหน้าสาวรามัญหน้าตาจิ้มลิ้ม ก็ดูเจ้าสนใจอยู่ ข้าชักสงสัยว่า วิชามนตราเสน่ห์ยาแฝดที่เจ้าได้มาจากไอ้เรือง มันไม่ขลังพอให้หญิงใดหลงใหลยอมลงหลักปักฐานกับเจ้าบ้างเลยรึ?”

คราวนี้เซกิหัวเราะร่า “ข้าหาได้วิชาใดมาแต่ไอ้เรืองหรอก พวกสาวที่รู้จัก ก็เป็นเพียงเอ็นดูดั่งน้องสาวทั้งนั้น”

ยามาดะเพียงยิ้มๆ แม้ในใจอยากหัวเราะออกมาก็ตาม “เช่นนั้นก็อย่ามาพูดอิจฉากันเลย ในเมื่อเจ้าไม่คิดมองหาแม่เรือนแท้จริงสักคน ส่วนข้ามีใจเดียวกับแม่อินเท่านั้น หาได้คิดมองสาวแหม่ม สาวรามัญ หรือนางยวนเมืองเหนือ หรือกระทั่งหลงรูปโฉมสาวงามในสำนักโคมเขียวเช่นเจ้า”

เซกิเปลี่ยนจากจ้ำพายอยู่ทางกราบซ้าย มาทางขวา “นี่เพราะเจ้ายังไม่เคยได้ไปลองรสรักกับสาวสำนักแม่ยี่สุ่นนะซี หากได้ลิ้มลอง ดีไม่ดี จะได้เผลอไผลหลงลืมแม่อินไปสักชั่วครู่ชั่วยามแน่”

ยามาดะโบกมือเป็นพัลวัน “ไม่มีทางซะละ เพลานี้ข้ามีคนรัก มีลูกน้อย ครอบครัวพรั่งพร้อมสมบูรณ์แล้ว ไม่คิดหวังอื่นใด เรื่องสาวงามสำนักแม่ยี่สุ่น ปล่อยให้เจ้ากับไอ้เรืองตามสะดวกเถิด”

“จ้า พ่อคนดี นี่ถ้าแม่อินมาได้ยินเข้า เห็นจะได้สุขใจไปนาน”

ว่าแล้วก็หัวร่อกันไป

เรือล่องผ่านศาลาท่าน้ำของเรือนขนาดกลาง มีเด็กสามคนกำลังนั่งเล่น ห้อยขาจุ่มน้ำ คุยกันสนุกสนานตรงบันไดท่าขั้นสุดท้าย เขาไม่ใส่ใจในทีแรก กระทั่งได้ยินเสียงคนกระโดดลงน้ำดัง ตูม น้ำกระจายแตกเป็นวงใหญ่ อึดใจต่อมา เสียงเอะอะหวีดว้ายฟังไม่ได้ศัพท์จากเด็กที่ยังอยู่บนท่า ดึงความสนใจของหนุ่มญี่ปุ่น เขาเห็นคนในน้ำตอนนี้ เป็นเด็กหญิงวัยสักสิบขวบ ไว้จุก เสื้อคอกระเช้า กำลังยกมือตีน้ำเป็นพัลวัน แต่ดูเหมือนไม่ได้ช่วยให้ร่างเคลื่อนเข้าใกล้ฝั่ง ตรงข้ามกลับค่อยๆ ลอยไปตามกระแสน้ำ

“รีบพายไปช่วยเร็ว เซกิ” ยามาดะบอก

อึดใจต่อมา ชายหนุ่มญี่ปุ่นก็กระโดดลงน้ำไปช่วยประคองเด็กน้อย ว่ายกลับขึ้นไปบนบันไดท่าน้ำ

มีหญิงวัยกลางคนจากในเรือน รีบวิ่งออกมา ร้องตื่นตกใจ

“คุณปิ่น! เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” นางทรุดตัวลงนั่ง จับลูบตามตัวของเด็กน้อยซึ่งหายใจหอบ หน้าตื่น

“หากไม่ได้ท่าน คุณปิ่นคงจมน้ำไปแล้ว” หญิงที่เพิ่งมา พูดกับยามาดะ

ได้ยินอย่างนี้ สาวน้อยก็มุ่ยหน้า รีบพูดแก้เสียงแข็ง

“ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ฉันแค่อยากเล่นน้ำ ไม่ได้จมน้ำสักหน่อย”

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ!”

เสียงหนึ่งดังมาแต่ไกล เป็นเสียงต่ำๆ แต่ฟังมีอำนาจของผู้หญิงอีกคน หล่อนนุ่งผ้าสีเม็ดมะปราง ห่มแถบเขียวโศก สาวเท้าตรงมา พร้อมแววตาสงสัยแกมห่วงใย เมื่อมาถึงก็จับหัวหูคนตกน้ำดูจนทั่ว

“แม่ปิ่น นี่เจ้าไปทำอะไรมา? ทำไมถึงเปียกปอนอย่างนี้?”

“คุณปิ่นตกน้ำเจ้าค่ะ” คนเป็นพี่เลี้ยงบอกแทน “แต่ท่านผู้นี้ช่วยขึ้นมาไว้ก่อน”

หญิงที่มาใหม่หันมายังชายผู้ช่วยลูกสาวตน

“พี่ท่าน!” หล่อนอุทานอย่างแปลกใจเมื่อเห็นชายหนุ่ม เพราะทีแรกมัวสนใจแต่กับลูกสาว

ยามาดะจำหล่อนได้ตั้งแต่เดินมาแล้ว เพิ่งนึกได้ว่าหลังจากแต่งงาน ออกพระจุฬาปลูกเรือนใหม่อยู่ย่านนี้ แม้ระยะหลังไม่ใคร่ได้พบกันบ่อยนัก ได้แต่รับรู้ข่าวว่ามีลูกสาวคนหนึ่ง วันนี้มีโอกาสพบโดยบังเอิญ

สาวน้อยตัวเปียกรีบแก้ตัวต่อมารดา

“ไม่ใช่น่ะเจ้าคะคุณแม่เจ้าขา ลูกไม่ได้ตกน้ำ ลูกว่ายน้ำเป็น แค่เล่นน้ำเฉยๆ”

แม่จวงละสายตาจากคนรักเก่า พูดเสียงเข้มกับลูกสาว

“แม่บอกกี่ครั้งแล้วให้ระวัง นี่ก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ประเดี๋ยวน้ำได้พัดจมลงไปดอก น่าตีนัก”

เด็กสาวไม่กล้าเถียง

คนเป็นแม่พูดต่อ“ ดูซี ต้องลำบากคุณอาหลวงไชยแล้ว” หล่อนจับไหล่ลูกสาว หันมาหาชายหนุ่ม “ยังไม่รีบกราบคุณอาท่านอีก”

เด็กสาวหน้าสลด ยกมือไหว้อย่างว่าง่าย แต่เมื่อเงยขึ้นมา ยังแอบทำหน้ามุ่ยใส่ยามาดะ แล้วพูดเสียงขุ่นๆ “แต่ลูกไม่ได้ตกน้ำ ถึงคุณอาไม่ช่วย ลูกก็ขึ้นมาได้เอง”

คนเป็นแม่ง้างมือจะตี ลูกสาวเอียงคอพับหรี่ตา ทำเอาคนเป็นแม่โกรธไม่ลง แต่ยังไม่วายดุ “ใครสั่งใครสอนให้พูดจาอย่างนี้กันนะ ประเดี๋ยวเถอะ พูดอีกที แม่จะเฆี่ยนให้หลังลาย” จากนั้นสั่งพี่เลี้ยงพาลูกสาวเข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า

“หากไม่ได้ท่านพี่ ลูกข้าคงแย่” หล่อนพูดกับยามาดะเมื่อลูกสาวถูกพาเดินไป

“เรื่องเล็กน้อย อย่าใส่ใจเลย” ชายหนุ่มมองตามหลังสาวน้อย “นี่นะหรือลูกสาวเจ้า เคยได้ยินว่าซนนัก เห็นจะจริง”

หญิงสาวยิ้มยอมรับ  ตอนนั้นเองหล่อนเพิ่งสังเกตเห็นเสื้อผ้าชายหนุ่มเปียกปอนเช่นกัน

“อุ๊ยตาย! เสื้อผ้าพี่ท่านเปียกหมด มาเถิดเจ้าค่ะ เข้าเรือนไปผลัดเสื้อผ้า พักผ่อนให้คลายเหนื่อยก่อน ข้าจะจัดสำรับมารับรอง”

ชายหนุ่มก้มมองเสื้อผ้าตนเอง “ไม่ต้องหรอก ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต อีกอย่างฝนเริ่มตั้งเค้าแล้ว” เขาเงยมองท้องฟ้าที่เริ่มมีแพเมฆเทาลอยคลุม “ข้ารีบกลับก่อนดีกว่า ชักช้าจะติดฝนน่ะ แม่หนูไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน”

“เช่นนั้นข้าก็ไม่ขัด” หญิงสาวยกมือไหว้

ชายหนุ่มเห็นใบหน้าของสตรีที่เคยชอบพอกันมาแต่เก่าก่อน ยินดีที่หล่อนมีชีวิตครอบครัวเป็นสุข นึกย้อนวันวาร วันที่หล่อนยังเป็นสาวน้อย หน้าตาน่าเอ็นดู วันนี้กลายเป็นแม่คนแล้ว มีลูกสาวที่ดูละม้ายคล้ายหล่อนอยู่หลายประการ ทั้งวงหน้า ริมฝีปาก ส่วนดวงตาเห็นจะได้พ่อมามากกว่ากระมัง แต่คำพูดคำจานี้ หารู้ไม่ว่ามาจากไหน แต่ใช่ว่าเขานึกโกรธ หนำซ้ำยังรู้สึกเอ็นดูมากขึ้นเสียอีก

 

เช้าวันต่อมา ในตอนที่ยามาดะกำลังใช้เวลาว่างเขียนภาพอยู่ในห้อง ออกพระจุฬานำข้าวของทั้งผ้าแพรพรรณ ผลไม้จำนวนมากมาฝากถึงที่เรือนพัก แจ้งว่าเพื่อเป็นการตอบแทนที่ได้ช่วยลูกสาวตนไว้เมื่อวาน

“ไม่เห็นต้องลำบากเลยคุณพระ ลูกสาวท่านก็เหมือนลูกหลานข้าเหมือนกัน” ยามาดะบอกหลังเชิญเพื่อนเก่าเข้ามานั่งในเรือนรับแขก

“ไม่ได้ๆ อย่างไรเสียข้าก็ต้องมา” ผู้มาเยือนยืนยัน “แม่จวงรบเร้าข้าให้ต้องนำมาตอบแทนท่านให้ได้ เจ้าปิ่นนี่ซนนัก หากไม่ได้ท่านเห็นจะลำบาก เมื่อวานข้าเอ็ดไปยกใหญ่แล้ว” พูดแล้วหัวเราะ

“อย่าไปเอ็ดหล่อนเลย เด็กๆ ก็อย่างนี้ สมัยเราก็เคยทำอะไรแผลงๆ ใช่ไหมล่ะ?”

“แต่เราสองคนเป็นชาย แม่ปิ่นเป็นหญิง จะให้เหมือนกันคงไม่ได้ แต่ก็เอาเถอะ ข้าไม่เอ็ดอะไรหนักหนานักดอก เพียงต้องปรามไว้บ้าง หน้าฝน น้ำในคลองไหลแรง จะปล่อยให้ทำตามใจไม่ได้ ถึงว่ายน้ำได้ แต่หากตกลงไป ก็คงทานกระแสน้ำไม่ไหว”

ยามาดะพยักหน้ายอมรับความคิดพ่อเด็ก ยกถ้วยน้ำชาดื่ม

ผู้มาเยือนพูดต่อ “อีกอย่างที่มาวันนี้ ข้าก็อยากมาหารือกับท่านด้วย”

ยามาดะค่อยวางถ้วยชาลง “หารือเรื่องอะไรรึ?”

ออกพระจุฬาขยับตัวเล็กน้อย นิ่งไปชั่วครู่คล้ายกำลังคิดหาประโยคเริ่มต้นให้เหมาะ ยามาดะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องหารือเล็กน้อยเป็นแน่

“ข่าวลือตลอดหลายวันมานี้ว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร บ้างว่าพระอาการดีขึ้น บ้างว่าทรุดหนัก แต่ไม่มีข่าวไหนยืนยันได้ชัดนัก พวกมหาดเล็กต่างปิดปากสนิท ขุนนางใหญ่น้อยติดตามข่าวกันใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อลือกันว่า พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะยกราชสมบัติให้พระราชโอรส ถือเป็นการผิดธรรมเนียมนัก น่าเกรงจะเกิดความขัดแย้ง ข้าเริ่มแว่วข่าวมาว่าขุนนางกลุ่มที่ภักดีต่อสมเด็จพระมหาอุปราชาเริ่มเคลื่อนไหวกันบ้างแล้ว กลายเป็นว่าบ้านเมืองช่วงนี้ เสมือนแบ่งออกเป็นสองฝ่าย”

ยามาดะยอมรับกับตัวเองว่าไม่คาดคิดว่า ออกพระจุฬาจะยกเรื่องนี้มาสนทนา ทีจริงไม่อยากสนทนาพาทีเรื่องจำพวกนี้เท่าไร แต่เมื่ออีกฝ่ายเริ่มต้น จะหาทางหลบเลี่ยงเห็นจะยาก

“ระยะนี้ข่าวลือมีมากนัก จำต้องสืบหาความจริงให้แน่เสียก่อน จึงตัดสินใจทำการใด ไม่อย่างนั้นอาจพลาดพลั้งได้”

“ข่าวจากในพระราชมณเทียรหามีผู้ใดทราบแน่ จะมีก็แต่ออกญาศรีวรวงศ์เท่านั้น ที่เป็นผู้แจ้งต่อเหล่าขุนนางว่าทรงมีพระอาการดีร้ายอย่างไร”

ยามาดะฟังเงียบ ยกถ้วยชาจิบน้อยๆ ละเลียดกลิ่นหอมให้ทั่วปาก

ออกพระจุฬาว่าต่อ “แต่ใครก็รู้ว่าออกญาผู้นี้หาได้มีใจนิยมมหาอุปราช ดีร้ายจะกุข่าวเรื่องพระราชโอรสคือผู้ที่พระเจ้าอยู่หัวประสงค์ให้ครองราชย์แทน ขึ้นมาเองก็ได้”

“แต่หากพระอาการดีขึ้นเมื่อไร ข่าวลือทั้งปวงก็จะหายไปเอง” ยามาดะพูดเสียงเรียบๆ ทำทีสนใจชาในถ้วยมากกว่าเรื่องที่สนทนา ทำให้เพื่อนขัดใจอยู่บ้าง

“ก็จริงอยู่ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นเล่า หากแม้พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรต่อไปอีกหลายวัน หรือหลายเดือน หรือกระทั่งเสด็จสวรรคต ออกญาศรีวรวงศ์ก็เห็นจะได้ใช้การนี้ จัดการทำลายฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะเหล่าเสนาอำมาตย์จากฟากมหาอุปราชาให้หมดสิ้น”

“ขุนนางผู้ภักดีพระมหาอุปราชามีมากนัก มีทั้งท่านเสนาบดีกลาโหม พระยาเกียน พระยาท้ายน้ำ และอีกหลายต่อหลายคน ล้วนเป็นขุนนางสำคัญ มีไพร่พลมาก ออกญาศรีวรวงศ์เห็นจะไม่กล้าคิดร้าย”

“ไฉนจะไม่กล้าเล่า ในเมื่อตัวเองถือพระราชประสงค์อยู่ในมือ” ผู้มาเยือนเริ่มใส่อารมณ์

ยามาดะยังไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจของเพื่อนหรือเปล่าที่แสดงชัดว่าไม่นิยมออกญาศรีวรวงศ์สัก

เท่าไร เขาถามลองเชิงออกไป “เมื่อเป็นพระราชประสงค์ ไยเหล่าขุนนางจะไม่สนองเล่า”

“ก็ด้วยผิดธรรมเนียมแต่ก่อนมาอย่างไรล่ะ” ออกพระจุฬาตอบทันที “หากปล่อยให้ทำการผิดธรรมเนียม อาจก่อเป็นความวุ่นวาย บ้านเมืองเป็นกลียุค แต่นั่นไม่เท่ากับว่าแท้แล้วเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าอยู่หัวจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงความต้องการของออกญาศรีวรวงศ์เอง”

ขุนนางชาวญี่ปุ่นไม่พูดอะไร ผู้มาเยือนจึงเอ่ยต่อ

“วานนี้ออกญาศรีวรวงศ์เชื้อเชิญเสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งไปร่วมหารือ เรื่องประสงค์ของพระเจ้าอยู่หัว ข้าเองก็มีโอกาสไปร่วมฟังด้วย”

“เป็นอย่างไรบ้าง?”

“เจ้าคุณกลาโหมกับขุนนางอีกจำนวนมากเห็นว่า สมควรให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี เพื่อมิให้เกิดปัญหา ออกญาศรีวรวงศ์ไม่ถึงกับหักหาญ ย้ำชัดว่าเห็นพ้องเช่นนั้น”

“ในเมื่อเจ้าคุณศรีวรวงศ์ยืนยันเช่นว่านี้แล้ว ท่านจะห่วงอะไรอีก?”

ผู้มาเยือนมองยามาดะอย่างเคืองๆ “อย่ามาแสร้งไม่รู้เลยท่าน ข้าเชื่อว่าท่านก็รู้ดีว่า แท้แล้ว การครานี้ออกญาศรีวรวงศ์ประสงค์จะทราบความเห็นของเหล่าขุนนางทั้งหลาย ว่าใครเห็นพ้องหรือต่างจากตนบ้าง หาใช่มาเพื่อหารือตามคำที่ว่าไม่”

“ในเมื่อท่านเองก็ตามความคิดของเจ้าคุณศรีวรวงศ์ได้ทัน ไฉนวันนี้จึงต้องมาหารือกับข้า?”

“ท่านเป็นหัวหน้ากองอาสาญี่ปุ่น แม้กำลังไม่มาก แต่เป็นเลิศด้วยฝีมือ ทั้งท่านยังเป็นที่นับถือของเหล่าต่างชาติมากมาย ข้าจึงอยากรู้ว่าท่านคิดอย่างไร? เห็นว่าควรทำตามโบราณราชประเพณีแต่เก่าก่อนมาหรือไม่?”

ยามาดะอ้าปากจะเอ่ยตอบ แต่ก็ชะงักไว้ ในใจคิดถึงคำสั่งเสียสุดท้ายของท่านคิอิ ตระหนักว่า หากแม้กล่าวอะไรออกไป ก็สุ่มเสี่ยงถูกหมายรวมไปว่าได้ร่วมหัวจมท้ายกับการภายในอโยธยา ละเลยคำเตือนของท่านคิอิ

แต่หากไม่ตอบประการใดเลย ก็เห็นจะไม่เหมาะ ในเมื่อเพื่อนผู้อุตส่าห์มาหารือ ยังไม่ได้หมายพูดจาชักชวนให้ร่วมทำการใด อย่างน้อยก็ตอนนี้ หากปลีกตัวออกห่าง แสดงตนไม่แยแส เพื่อนจะได้น้อยใจ เห็นว่าเขาทำตนเป็นคนเหินห่าง จะได้ผิดใจกันเปล่าๆ ที่สุดจึงเอ่ยตอบไปว่า

“ธรรมเนียมประเพณี สมควรดำรงไว้ แต่พระบรมราชโองการก็ถือเป็นสิ่งควรปฏิบัติตาม”

สีหน้าออกพระจุฬาผิดหวังอยู่บ้าง บางทีคงเพราะต้องการความชัดเจนจากยามาดะมากกว่านี้ “ก็จริงอยู่ แต่ระหว่างที่ยังไม่ชัดแจ้งว่าประสงค์แห่งพระเจ้าอยู่หัว เป็นจริงหรือไม่ ถือเป็นเวลาล่อแหลมนัก”

“ท่านอาจคิดมากไปก็ได้นะ”

คนคิดมากส่ายหน้า “ข้าพูดตามตรง ข้ารู้ว่าท่านไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวการอโยธยาในเพลานี้ ข้าไม่คิดฝืนให้ลำบากใจดอก เพียงแต่ ข้าเชื่อว่าหลังจากนี้ ท่านและเหล่าอาสาญี่ปุ่น ไม่พ้นจะเป็นเป้าหมายที่เจ้าคุณศรีวรวงศ์หมายใจจะได้มาเป็นสมัครพรรคพวก”

ยามาดะมองถ้วยดินเผาตรงหน้า แต่ในใจขบคิดความจากปากเพื่อน ไม่ใช่เรื่องเกินจริง การอันออกพระจุฬามาวันนี้ ก็ประสงค์มาดูชั้นหยั่งเชิงเขามิใช่หรือ  หากเจ้าคุณศรีวรวงศ์หมายใจจะทำเช่นเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

หรือบางทีเจ้าคุณผู้นั้นเริ่มต้นก่อนออกพระจุฬาเสียอีก

ก่อนนี้ไม่เคยคิด แต่เมื่อนึกย้อนไป ถึงคำเชื้อเชิญร่ำสุราจากออกญาศรีวรวงศ์ จึงเริ่มตระหนักว่าอาจไม่ใช่เพียงคำเชิญชวนทั่วไป

กระนั้นหนุ่มญี่ปุ่นก็แสดงออกต่อหน้าออกพระจุฬาด้วยการส่ายหน้าพลางยิ้มน้อยๆ

“ข้าเป็นเพียงชาวต่างแดนโง่เขลาคนหนึ่ง หาได้สลักสำคัญใดต่อการอโยธยา เจ้าคุณผู้ใหญ่เช่นเจ้าคุณศรีวรวงศ์ เห็นจะไม่ได้มองข้าเป็นสำคัญ จนต้องลดตัวมาพูดจาปรารถนาคบหาเป็นพวกหรอก หากจะมีโอกาสเจรจาคบหากันบ้าง ก็เป็นเพียงสหายร่วมร่ำสุราเท่านั้น”

“แล้วหากสักวันเจ้าคุณผู้นั้นประสงค์เช่นที่ข้าว่าเล่า ถึงเวลานั้นท่านจะตอบว่าอย่างไร?” ออกพระจุฬายังซักจริงจังหวังคำตอบ ตาจ้องมองไม่วาง

ยามาดะเลื่อนถ้วยชาว่างเปล่าไปไว้ข้าวตัว ยังไม่พูดอะไร สดับฟังเสียงสงัดภายในห้อง เปลวตะเกียงนิ่งไม่ส่ายไหวแม้เพียงน้อยนิด

ในใจของชายหนุ่มไม่ปรารถนาตอบอะไรออกไป รู้ดีว่าอีกฝ่ายอยากให้เขาปฏิเสธออกญาศรีวรวงศ์ แต่หากทำเช่นนั้น วันหน้าคำตอบที่ว่าอาจถูกอนุมาน ว่ายอมรับคำชักชวนให้เข้าร่วมด้วยฝ่ายสนับสนุนพระมหาอุปราชาครองอโยธยาในที่สุด

เขาเรียกความทรงจำ คำสั่งเสียของท่านคิอิ

“เมื่อพำนักอาศัยที่นี่ เจ้าจะทำการค้า ร่วมการอโยธยา ปกป้องขอบขัณฑสีมาจากศัตรูด้วยใจสัตย์ เพื่อความมั่นคงของชนญี่ปุ่นในอโยธยาแล้ว ก็จงทำให้เต็มสามารถเถิด แต่อย่าได้ยุ่งเกี่ยว ร่วมหัวจมท้ายกับเจ้านาย ขุนนางในราชการงานเมืองภายในราชสำนัก อย่าลุ่มหลง ครองอำนาจ ใช้ฐานะยศศักดิ์อันถูกหยิบยื่นให้ ทำการอันเป็นเรื่องเฉพาะแต่ของชาวอโยธยา หรือหาโภชผลประโยชน์แต่ส่วนตนและพวกพ้อง มิเช่นนั้น เจ้าจะไม่มีแม้แผ่นดินกลบหน้า…”

ยามาดะยืดตัวตรง ตาจ้องมองคู่สนทนา เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่เบาไม่ดัง แต่ชัดทุกถ้อยความ ท่ามกลางห้องสงัดเสียง

“คุณพระ ข้าเป็นเพียงคนต่างแดน ประสงค์เพียงทำการตอบแทนอโยธยา ยินดีช่วยการสร้างไมตรีระหว่างอโยธยาและญี่ปุ่น เพียงเท่านี้ก็เห็นจะเพียงพอแก่ฐานานุรูปแห่งข้าแล้ว ไม่หวังทำการอื่นใดอีก”

สีหน้าออกพระจุฬาดูยินดีขึ้นบ้าง แม้ไม่ถึงกับเบิกบานเสียทีเดียว

“ข้าเข้าใจ ยอมรับการตัดสินใจของท่าน แต่หากเมื่อไรท่านเห็นว่าออกญาศรีวรวงศ์ทำการไม่เหมาะควรแล้ว ขอท่านทราบไว้ว่าหาได้มีท่านแต่ผู้เดียวที่คิดเห็นเช่นนั้น”

“ข้าซาบซึ้งใจที่ท่านเห็นข้าสำคัญ แต่ข้ารู้ว่า ตนเองอยู่ฐานะนี้ ก็ทำการเพื่ออโยธยาได้ อีกทั้งต่อจากนี้ไปไม่นาน ข้าจำต้องเป็นผู้เดินทางไปญี่ปุ่น จะถือโอกาสหาที่ทางแถวโน้นตระเตรียมไว้”

“หาที่ทางแถวโน้นตระเตรียมไว้? หมายความว่าอย่างไรหรือท่าน?” สหายเก่าสงสัย

“ข้าพำนักในอโยธยามานานหลายปี เห็นควรเดินทางกลับไปตอบแทนแผ่นดินเกิดเสียที”

ออกพระจุฬาตกใจ “ท่านหมายความว่าจะกลับไปอาศัยยังดินแดนญี่ปุ่นอย่างนั้นรึ?”

ยามาดะพยักหน้าน้อยๆ “ข้าว่าเป็นเวลาดีที่สุด หากไปคราวนี้ได้เห็นลู่ทางอาศัย ก็จะได้กลับมาเพื่อพาครอบครัวไปญี่ปุ่น หาบ้านเล็กๆ อาศัยอย่างสงบช่วงบั้นปลาย ตลอดชีวิต ข้าพบเรื่องราวมากมาย สุดท้ายจึงรู้ว่าการอยู่กับครอบครัวในที่สงบสักแห่ง คือความสุขอันสูงสุดแล้ว”

สีหน้าออกพระจุฬามีแววเสียดาย แต่ก็ยังอวยพร

“หากท่านปลงใจเช่นนั้น ข้าก็ไม่ขัด ขอยินดี หวังให้ประสบผล สุขสวัสดิ์ตามตั้งใจเถิด”

“ข้ายินดีที่ท่านเข้าใจ และขอให้ทราบเถิดว่าข้าซาบซึ้งใจที่ท่านเห็นประโยชน์ในตัวข้า แม้มิรู้ว่าวันหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ความเป็นสหายระหว่างเรา จะไม่เลือนหาย จะอยู่ในใจข้าตลอดไป”

*

ยามาดะกำลังแปลสารจากเมืองญี่ปุ่นอยู่ในตอนที่ภรรยาถือถาดน้ำชาของว่างมาให้

“อย่าหักโหมนะเจ้าคะ พักผ่อนบ้าง นี่ก็ดึกมากแล้ว”

ยามาดะวางมือจากงาน ยิ้มให้ “ข้ายังไม่ง่วงน่ะ โออินหลับแล้วรึ?”

“เพิ่งหลับไปเมื่อครู่นี้เจ้าค่ะ”

สามีมองของว่างที่คนรักนำมา “นี่ขนมอะไรกัน?”

“เสน่ห์จันทร์เจ้าค่ะ” หล่อนหมายถึงขนมรูปร่างกลม สีเหลืองทองขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย “ทำจากแป้งข้าว จันทร์เทศบด กวนกับกะทิ ไข่ น้ำตาลมะพร้าว ปั้นเป็นลูกคล้ายผลจันทร์เทศ”

“ช่างน่ารักเสียจริง ดูน่ากินนัก ไฉนก่อนนี้ไม่เคยทำ”

“ก็คิดทำอยู่ แต่เกรงไม่ถูกปากท่าน จึงทำขนมแบบชาวญี่ปุ่นที่ท่านคุ้นเคยแทน”

“ทำไมคิดอย่างนั้น” แล้วหยิบกินชิ้นหนึ่ง “ของหวานเข้ากับชาดีนักแล ต่อไปหมั่นทำให้ข้ากินอีกเถิด”

หล่อนยิ้มยินดี “ได้เจ้าค่ะ”

“ได้กินเสน่ห์จันทร์ของเจ้า ทำให้ข้านึกถึงครั้งอยู่ญี่ปุ่น แม่ข้าเคยทำขนมให้กิน”

“ขนมอะไรหรือเจ้าคะ?”

“ไม่รู้สิ จำไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่าอร่อย หอมหวานนัก ทีจริงก็ไม่แน่ใจนะว่าข้าคิดไปเองหรือเปล่า นานเหลือเกินแล้ว ความทรงจำข้าเริ่มพร่าเลือนไปมากนัก”

อินขยับเข้าไปซบศีรษะลงตรงหัวไหล่สามี “ที่โน้นเหมือนที่นี่ไหมเจ้าคะ ที่ญี่ปุ่นน่ะ”

“ที่เหมือนก็มี ที่ต่างก็มาก” เขายกน้ำชาดื่ม “จำได้ว่าตอนเด็กๆ ชอบวิ่งเล่นไปบนเขา มองกลับมาเห็นท้องนาเขียวขจี ครั้นมาอโธยา ทำให้นึกถึงบ้านเกิดเหมือนกัน”

“ที่นี่ก็มีชาวญี่ปุ่นอยู่มาก คงช่วยให้คลายคิดถึงไปได้”

ยามาดะยกแขนโอบร่างน้อย “เพียงมีเจ้า ทุกที่ก็เหมือนบ้าน”

หญิงสาวกุมท่อนแขนที่คล้องรอบร่างตนไว้เนิ่นนาน จนสายตาเหลือบเห็นบนโต๊ะ มีเอกสารภาษาญี่ปุ่น

“ท่านแปลสารจากเมืองญี่ปุ่นอยู่หรือเจ้าคะ?”

“ใช่ เป็นสารจากโชกุนโทกุกาวะ ส่งมาเจริญสัมพันธ์กับพระเจ้ากรุงอโยธยา เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง เจ้าคุณพระคลังขอให้ข้าช่วยแปลความ”

เขาหยิบสารมาให้ภรรยาดู ชี้นิ้วไปตรงอักษรญี่ปุ่น “ตรงนี้ โชกุนเขียนมาว่า ‘ถิ่นฐานบ้านเมืองญี่ปุ่นและอโยธยา มีมหาสมุทรกว้างใหญ่คั่นขวางอยู่ จึงมิได้มีการติดต่อกันโดยสะดวกมาแต่กาลก่อน แต่เพราะเหตุที่มีเรือสินค้าไปมาอยู่บ้าง โชกุนจึงได้ทราบขนบธรรมเนียมของอโยธยาพอเป็นเลา ครั้นเมื่อได้ทราบความในพระราชสาส์น กับทั้งถ้อยคำที่ทูตแจ้งให้ทราบ จึงเข้าใจแจ่มแจ้งดุจได้ไปถึงพระนครศรีอโยธยา และได้เห็นกิจการทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตาตนเอง’”

ยามาดะยังอธิบายความเพิ่มเติมจากบทแปลอีกว่า “ท่านโชกุนขอแสดงความยินดีที่พระเจ้ากรุงอโยธยาได้มีน้ำพระทัย ส่งสิ่งของมาประทาน ท่านมีความยินดีที่พระองค์ตั้งพระทัยจะให้มีหนังสือไปมาถึงกันทุกปี โดยท่านก็ตั้งใจมอบเป็นไมตรีฉันมิตรประเทศกัน ทั้งนี้ท่านโชกุนยังส่งข้าวของมีค่า เพื่อถวายพระเจ้ากรุงอโยธยาหลายรายการ ทั้งฉากญี่ปุ่นทำด้วยกระดาษทอง เกราะ ดาบ ม้าพร้อมอานและบังเหียน เป็นต้น”

“สองดินแดนมีไมตรีต่อกันเช่นนี้ การค้าย่อมรุ่งเรือง” อินพูด

“ข้าหวังไว้เช่นนั้น”

ภรรยาขยับตัวจากที่เอนซบคนรัก เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

“พูดถึงข้าวของมีค่า เมื่อเย็นข้าทราบว่าท่านให้คนตระเตรียมข้าวของจำนวนมาก ไม่ทราบว่าจะนำไปกำนัลผู้ใดกัน”

“อ้อ ข้าคิดจะนำไปกำนัลเจ้าคุณศรีวรวงศ์น่ะ ก่อนนี้เคยบอกกล่าวปัญหาของพ่อค้าญี่ปุ่น ท่านก็หาทางช่วยเหลือ เมื่อลุล่วง จึงเห็นควรนำของไปตอบแทนที่ท่านยอมป็นธุระให้”

“ท่านเจ้าคุณช่วยเรื่องใดบ้างเจ้าคะ?”

“ท่านช่วยให้พระคลังลดประเภทสินค้าที่ผูกขาดลงบ้าง แต่ที่สำคัญท่านได้หาทางขจัดพวกขุนนางขี้ฉ้อเอาเปรียบ กินสินบาด คาดสินบน ยินว่าจัดการไปไม่น้อย

“แต่ดูท่านไม่ดีใจสักเท่าไร” หล่อนหวังเห็นความยินดีบนสีหน้าสามี แต่ตรงข้ามกลับพบแววกังวล

ยามาดะไม่คิดว่าความที่อยู่ในใจ จะกลายเป็นที่สังเกตของภรรยาได้ กระนั้นก็ไม่จำต้องปกปิด

“ก็เพราะพวกขุนนางเหล่านั้น บางคนใกล้ชิด อยู่ในการอุปถัมภ์ของเจ้าคุณกลาโหม จึงเกรงว่าเจ้าคุณศรีวรวงศ์จะผิดใจกับเจ้าคุณกลาโหม ก่อปัญหาตามมา จนท่านต้องหยุดมือ”

“ท่านเจ้าคุณศรีวรวงศ์เป็นขุนนางผู้ใหญ่ เมื่อรับปากจนลงมือทำมาเพียงนี้ คงไม่เลิกกลางคัน”

ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ ในใจพยายามมองแง่ดี “หวังว่าอย่างนั้น การค้าจะได้รุ่งเรืองอีกเป็นทวี”

หญิงสาวคิดอะไรอยู่สักครู่ แล้วพูดว่า “ข้าว่าบางทีที่ท่านเจ้าคุณคิดช่วยเหลือตามคำขอของท่าน ไม่ใช่เพียงต้องการช่วยให้การค้ายุติธรรมเท่านั้นกระมัง”

ชายหนุ่มสนใจคำของภรรยา “แล้วเจ้าว่าเพราะอะไร?”

“ข้าว่าเพราะท่านเจ้าคุณ หวังต้องการท่านให้มาเป็นคนใกล้ชิด มีกองอาสาญี่ปุ่นเป็นไพร่พลพรรคพวก”

ชายหนุ่มชื่นชม “ไม่เสียทีเป็นลูกสาวออกขุนชาญ หลานพ่อครูเทียน เจ้าฉลาดนัก ข้าโชคดีที่มีเจ้า

เป็นเพื่อนคู่คิด”

หญิงสาวอมยิ้มกับคำชม แต่ยังเอ่ยถามต่อ

“แล้วส่วนตัวท่านล่ะเจ้าคะ คิดอย่างไร? ต้องการร่วมกลุ่มกองเดียวกับท่านเจ้าคุณศรีวรวงศ์ไหม?”

คราวนี้ชายหนุ่มถอนใจ “เรื่องนี้ทำให้ข้าคิดหนัก”

“ท่านห่วงเรื่องใดหรือ?”

“ก่อนตาย ท่านคิอิเคยบอกไว้ว่าอย่ายุ่งเกี่ยวการภายในอโยธยา”

หญิงสาวเข้าใจ เริ่มกังวลแทน “เช่นนี้ท่านจะทำอย่างไร?”

ยามาดะยกน้ำชาดื่มช้าๆ เหมือนใช้เวลาคิดไปด้วย “กองอาสาญี่ปุ่นแม้จำนวนหยิบมือ แต่ก็ล้วนเป็นนักรบมีฝีมือ ด้วยเหตุนี้ขุนนางใหญ่น้อย จึงอยากได้เป็นพวกพ้องมิใช่เพียงเจ้าคุณศรีวรวงศ์ หลายปีก่อนก็พระยาเกียน วันก่อนสหายอย่างออกพระจุฬา นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีขุนนางอีกหลายคนเข้ามาสานไมตรีกับข้า เรื่องจะไม่ให้เหล่าสหายมาผูกมิตรคงห้ามไม่ได้ จะเสียน้ำใจ จึงเป็นการยากหากต้องการแยกให้แจ้งชัดว่าใครมาด้วยมิตรจิตมิตรใจโดยแท้ หรือใครคิดมาหาประโยชน์ หากระวังคนหนึ่ง จะพาให้ผู้นั้นหมองใจกับเรา และอาจพาลไปยังชาวญี่ปุ่นทั้งมวลในอโยธยา”

“แต่หากรับเป็นมิตรสหายใกล้ชิดกับกลุ่มหนึ่ง ย่อมห้ามไม่ได้ที่จะถูกใครอื่นมองว่าท่านร่วมอยู่ฝ่ายนั้น หากแม้ร่วมสนิททั้งหมดทุกฝักฝ่าย ก็พาลระแวงกันทั้งสองฝ่าย หรือดูแคลนว่าเป็นประหนึ่งนกสองหัว” ภรรยาบอกกล่าวความคิดตน ซึ่งตรงกับความคิดของสามี

“ข้าก็คิดเช่นนั้น”

อินจับมือคนรัก แทนกำลังใจ ชายหนุ่มกุมมือตอบ

เงียบกันไปเนิ่นนาน ยามาดะคิดถึงบางเรื่องขึ้นมา แต่ยังลังเลจะพูด

“ท่านยังมีอะไรในใจอีกใช่ไหมเจ้าคะ?”

ชายหนุ่มยอมรับกับตัวเองยากจะปิดบังความใดต่อคนรักได้ แต่ยังเกรงว่าหากพูดไป หล่อนจะไม่ชอบใจ

“บอกข้ามาเถิดเจ้าค่ะ” อินใช้น้ำเสียงอ่อนหวาน “เราเป็นผัวเมีย ไฉนจึงยังมีความใดต้องปกปิดอีก”

ยามาดะยอมรับคำของหล่อน “หากไร้ทางออกที่ดี บางทีอาจถึงเวลาที่ข้าจะกลับไปที่ที่จากมา เพื่อหลีกปัญหา”

หญิงสาวตกใจขยับมองหน้าสามีให้ชัดๆ “ท่านจะกลับไปเมืองญี่ปุ่นหรือ?”

“หลายปีแล้วที่ข้าจากญี่ปุ่นมา คิดเสมอว่า สักวันจะกลับไป” ยามาดะยกมือจับบ่าภรรยา “เจ้ายินดีไหม หากต้องทนลำบากเดินทางไกลไปกับข้า”

หล่อนยิ้มเย็นๆ “ข้าไม่กลัวสิ่งใดหากมีท่านอยู่ข้างๆ” กระนั้นในแววตาปรากฏข้อห่วงใย “แต่ว่าท่านไม่ได้กลับไปนาน ที่อาศัยทางโน้นจะหาอย่างไร มีพรรคพวกให้พึ่งพิงหรือไม่ ศัตรูเดิมยังอยู่หรือเปล่า ทุนรอนเพียงพอเริ่มต้นใหม่ไหม”

“เจ้ายังไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก หากเรากลับไปญี่ปุ่นเมื่อไร จะได้ขอทางการทางโน้นให้เรือของเราได้รับอนุญาตเป็นเรือตราแดงใต้อำนาจญี่ปุ่น ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น”

“แต่หากไม่เป็นไปตามนั้นเล่าเจ้าคะ จะทำอย่างไร เราเป็นคนใหม่ที่นั่น จะให้เป็นที่วางใจดั่งคนในท้องถิ่นเดิมย่อมไม่ได้ จะทำกิจการใดเลี้ยงชีพก็คงยากนัก”

เขายิ้มให้หล่อนสบายใจ “ข้าคิดว่ายังหาช่องทางได้อยู่ ทุนรอนที่สะสมก็พอใช้การได้ หรือหากจำเป็นต้องใช้มาก ข้าก็พอมีทางหาได้เพียงพอแน่”

“หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ ท่านจะหาเงินทองเป็นทุนรอนจากไหนนอกเหนือจากกิจการการค้าที่ทำอยู่ที่นี่”

“ข้าพอมีสมบัติเก่าที่เก็บไว้แต่เนิ่นนาน มิเคยถูกใช้ มีมากพอจะเลี้ยงชีพเราได้สบาย ขอเจ้าอย่าห่วงเลย” ยามาดะยกมือแนบริมแก้มนวลของคนรัก จ้องมองดวงตางามไม่ต่างจากวันวาร “วางใจข้าเถิด ข้าสัญญาว่าจะดูแลเจ้าให้สุขสบายไม่ต่างจากที่นี่”

เมื่อสามียืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ หล่อนก็คลายกังวล วางมือแนบหลังมือคนรักบนแก้มตน “เพียงมีท่าน ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ข้าก็เป็นสุขเสมอเจ้าค่ะ”

“พระเจ้าประทานเจ้ามาให้ข้าโดยแท้” เขาดึงภรรยามาจุมพิตหน้าผาก แล้วกอดไว้แนบอก ลูบเส้นผมสั้นและปอยยาวที่ทิ้งตัวลงไล้ริมแก้ม เลื่อนลงมาหัวไหล่เปลือยเปล่า แล้วเชยคางหล่อนขึ้นมอง

“แม้เจ้างามนักหนาในชุดอย่างชาวอโยธยาเช่นนี้ แต่ข้าก็เคยแอบคิดว่า จะเป็นอย่างไรหากเจ้าได้สวมกิโมโน”

“ชุดเช่นที่หญิงชาวญี่ปุ่นในพระนครสวมใส่หรือเปล่าเจ้าคะ?”

“นั่นละ ถึงกิโมโนมีหลากชนิด แต่โดยรวมก็ละม้ายเช่นนั้น”

“ข้าเห็นว่างามนัก มิใช่เพียงชุดที่สวมใส่ แต่จำต้องจัดแต่งเรือนผม เป็นมวยประดับแต่งปิ่นปัก หญิงชาวอโยธยาไม่ได้ไว้ผมเช่นนั้น จะมีก็เป็นพวกยวน พวกมอญ ที่พอจะเห็นเกล้ามวยไว้ผม”

“เจ้ามิลองไว้บ้างหรือ? ข้าเคยเห็นว่าก็มีหญิงเมืองสยามที่ไว้เรือนผมยาว”

“เป็นแต่เพียงนางกำนัล นางรำละครในวังเท่านั้น” หล่อนขยับตัวมองตาเขา “แต่หากท่านอยากให้ไว้ ข้าก็จะไว้”

“แล้วไม่กลัวถูกมองรึ ว่าเป็นพวกยวนพวกมอญ?”

“ยวน มอญแล้วอย่างไร ข้ามิสนใจดอก”

ยามาดะรู้สึกว่าหล่อนยังเป็นเช่นวันวาร เผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัว

“เช่นนั้นไปเมืองญี่ปุ่นครานี้ ข้าจะซื้อกิโมโนชั้นดี และเครื่องประดับปิ่นปักผม สร้อย แหวน ต่างหูที่คู่ควรมาให้เจ้า”

“ข้าจะไว้ผมยาวรอเกล้ามวย เพื่อสวมใส่กิโมโนของท่าน”

สองร่างอิงแอบกลางแสงตะเกียงสลัวสีทองนิ่งสงบไม่ส่ายไหว ความสงัดเสมือนช่วยให้เสียงหัวใจในอกบ่งบอกความในซึ่งกันและกัน

*

พวกกุลีขนของขึ้นเรือสำเภาลำใหญ่ตรงท่าเรือหมู่บ้านญี่ปุ่น ตั้งแต่เช้ามืด จนถึงเพลานี้ก็ใกล้เที่ยงแล้ว

ยามาดะตระเตรียมหีบพระราชสาส์นจากพระเจ้ากรุงอโยธยา เก็บไว้อย่างดี หีบเอกสารต่างๆ รวมถึงเครื่องบรรณาการหลายรายการ ก็นำขึ้นเรือ จัดวางไว้อย่างเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยและสมเกียรติ

“เหลือสัมภาระที่ต้องขนอีกไม่มากแล้ว” เซกิเดินเข้ามาบอกเพื่อน “เสบียงและน้ำ ข้าตั้งใจจะเอาไปให้มากสักหน่อย เต็มห้องเสบียงเลย เพื่อเรือเราจะได้ตรงไปถึงญี่ปุ่น ไม่จำต้องแวะเติมเสบียงที่ใดอีก”

“ไม่จำเป็นหรอก อย่างไรเสียข้าตั้งใจจะแวะจอดพักระหว่างทางอยู่แล้ว คงจะได้เติมเสบียงกันที่นั่นให้เพียงพอ”

“เจ้าตั้งใจจะแวะที่ใดรึ?”

ก่อนได้ทันตอบ ยามาดะเห็นภรรยาของตนเดินจูงบุตรชายวัยยังไม่ถึงสิบขวบตรงมาหา

“เจ้าไม่น่าต้องพาลูกออกมาส่ง ตากลมประเดี๋ยวจะป่วยเอา”

“ท่านจะเดินทางไกล จะไม่ให้มาได้อย่างไรเจ้าคะ” หล่อนกุมมือเขาบีบแน่น “ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองท่านให้เดินทางปลอดภัย ข้ากับลูกจะรอท่านกลับมา”

“ข้าไม่อยากจากเจ้าไปเลย อยากดูแลเจ้าอยู่ใกล้ๆ”

หญิงสาวยิ้มปลอบใจ “ใจข้าก็อยากให้ท่านอยู่ แต่ท่านมีหน้าที่ ข้าอยู่ทางนี้จะดูแลตัวเอง ท่านไม่ต้องห่วง ขอเดินทางไปทำการให้ลุล่วงตามหน้าที่เถิด”

ชายหนุ่มจับแก้มคนรักลูบเบาๆ พูดยิ้มๆ “ข้าจะรีบกลับมา ไม่เถลไถลได้ปลื้มกับสตรีงามบ้านเกิด จะรีบกลับมากินข้าวปลาฝีมือเจ้า โดยเฉพาะเสน่ห์จันทร์หอมหวาน”

“ข้าจะรอเจ้าค่ะ”

จากนั้นย่อตัวจับหัวเด็กชายวัยเกือบสิบขวบ ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น เด็กน้อยรับรู้ว่าวันนี้พ่อต้องจากไป ไม่ได้พบหน้าอีกนาน

“อย่าร้องไห้ ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง เจ้าต้องดูแลแม่ระหว่างที่พ่ออยู่ เข้าใจไหม?”

เด็กชายพยักหน้า ยกมือปาดน้ำตา พยายามไม่สะอื้น “ข้าจะดูแลท่านแม่”

“ดีมาก” แล้วสวมกอด

ยามาดะลุกขึ้น พูดกับภรรยา “ข้าจะรีบกลับมาหาเจ้า”

หญิงสาวยิ้มเย็นๆ ไม่พูดอะไรอีก

เขามองใบหน้าคนรักอยู่นาน รู้สึกไม่อยากละสายตา ราวกับว่าหากละไปแล้ว จะไม่ได้เห็นใบหน้างามนี้อีกเลย



Don`t copy text!