สายลมตะวันออก บทที่ 26 : แม้อยากช่วย ก็จนด้วยหนทาง

สายลมตะวันออก บทที่ 26 : แม้อยากช่วย ก็จนด้วยหนทาง

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

ยามาดะก้าวลงเหยียบแผ่นดินอโยธยาอีกครั้งหลังรอมแรมในทะเลมาเกือบสี่เดือน เกวียนถูกเรียกมาจอดเรียงรายรอคอย คนงานเริ่มทยอยขนสินค้าลงใส่เกวียนแต่ละเล่ม ทั้งของบรรณาการจากโชกุน และสินค้าที่ซื้อหาแลกเปลี่ยนมา ยามาดะและเซกิยืนควบคุมการขนสินค้าลงจากเรือ

“ระมัดระวังให้มากโดยเฉพาะเครื่องบรรณาการ อย่าให้แตกหักเสียหายได้ล่ะ” ยามาดะตะโกนบอกคนของตน

เวลาผ่านไป หลังขบวนเกวียนเริ่มทยอยเคลื่อนออก เพื่อนำสินค้าไปเก็บยังโกดัง ยามาดะมอบหมายให้เซกิช่วยควบคุมดูแลต่อ

“ขอเจ้าช่วยอยู่ควบคุมงานทางนี้อีกจนของสำคัญๆ ถูกขนเก็บเรียบร้อยเถิด ส่วนสินค้าไม่สำคัญนัก จะรอคอยไว้วันรุ่งพรุ่งนี้ค่อยขนต่อก็ได้ ให้คนเรือของเราแยกย้ายกลับไปพักผ่อนหาครอบครัว เดินทางมาไกล คงจะได้เหนื่อยล้า และอยากเห็นหน้าครอบครัวกันนักแล้ว”

“ไม่ต้องห่วง” เซกิรับคำ “เท่าที่ดู ก็เหลือที่สำคัญไม่มากนัก อีกชั่วประเดี๋ยวก็เสร็จ เจ้ารีบกลับไปหาแม่อินเถิด ส่วนข้าวของที่เจ้าซื้อหามากำนัล ข้าจะรีบให้คนใส่เกวียนเอาไปให้”

เมื่อแยกจากกัน ยามาดะตรงกลับบ้านด้วยใจคิดถึง หวังได้กอด คลอเคลียคนรักเช่นวันวาร คิดถึงเจ้าใจแทบขาด อยากเห็นหน้าจนทนแทบไม่ไหว

แต่ไปได้เพียงครึ่งทาง ไอ้เรืองวิ่งเข้ามาหา คงมาต้อนรับตามประสาเพื่อนกระมัง

ทว่าจากสีหน้าตื่นของมัน เห็นทีคงไม่ได้มาตามที่ว่า

“ไอ้ภูผา!”

“ไอ้เรือง เป็นไรไปเล่า ท่าทางเร่งร้อนเทียว”

คนวิ่งกระหืดกระหอบ หยุดสูดหายใจสองสามครั้ง แล้วจึงบอก

“เกิดเรื่องแล้ว เกิดเรื่องกับแม่อิน”

เขาสะดุ้ง “เมียข้าเป็นอะไร!?”

 

บนตลิ่งน้ำเจ้าพระยาย่านหมู่บ้านญี่ปุ่น ห่างจากบ้านพักเขาไม่กี่เส้น ยามาดะคุกเข่าลงข้างร่างอันเปียกปอน สไบสีตองอ่อนยังเป็นอาภรณ์ประดับ เรือนผมยาวไม่คุ้นตาชโลมไปด้วยน้ำฉ่ำชื้น ลู่เรียบไปตามริมแก้มและหัวไหล่ เปลือกตาหลับพริ้มราวหล่อนกำลังนิทรา หากแต่ใบหน้าที่เคยงามมีน้ำมีนวล กลายเป็นขาวซีด กลางอก มีปิ่นเงินปักตรึงลึกแทบมิด เลือดซึมอยู่น้อยๆ

ชายหนุ่มประคองร่างคนรักขึ้นมาในอ้อมแขน ปัดเศษดินทรายที่เปรอะเปื้อนริมแก้มออก

“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงถามแผ่วเบาสั่นเครือ

เรืองอธิบายเรื่องราวให้เพื่อนทราบว่า เมื่อวันก่อน แม่อินไปเก็บสมุนไพรหายากแถววัดร้างไม่ห่างจากเรือนพระยาเกียนนัก โชคร้ายที่วันนั้นลือกันว่าเป็นวันที่พระยาเกียนลอบเรียกขุนนางเก่าหลายคน ว่ากันว่ามีทั้ง ออกญากลาโหม พระยาท้ายน้ำ หลวงรามเดชะ พระศรีเสาวราช หลวงไตรโลกนารถ อาจรวมถึงพระจุฬา ไปพบหารือการลับ ไม่มีใครยืนยันว่าเรื่องใด แต่เชื่อกันว่าเป็นเรื่องคนกลุ่มนี้คิดก่อขบถ

“ข้ายังรู้จากบ่าวเรือนพระยาเกียนอีกนะว่า มันถูกสั่งให้ยกสำรับไปที่เรือนเก่า ด้านหลังเรือนใหญ่เจ้าคุณเกียน” เรืองบอกต่อไป “มันว่าเห็นแม่อินถูกคุมตัวไว้ ทหารยามที่เป็นผัวมัน เล่าว่า แม่อินบังเอิญไปได้ยินความลับที่พวกขุนนางผู้ใหญ่คุยกันเข้า จึงถูกจับ ทีแรกหลายคนคิดจะฆ่าเสีย แต่พระยาเกียนและหลวงรามเดชะ อยากบังคับหล่อนมาพูดกับเอ็งให้ร่วมก่อการ โดยว่าหากสำเร็จ ก็จะปล่อยตัวหล่อน และมีบำเหน็จรางวัลให้ด้วย”

“แต่หากไม่สำเร็จ ก็คงจะได้โยนความผิดนี้ว่าเป็นแผนของอาสาญี่ปุ่นเท่านั้น” ยามาดะนึกอยู่ในใจด้วยความโกรธ

นายเรืองยังเล่าต่อไป “ทุกคนแน่ใจว่า เอ็งต้องยอมร่วมการครานี้ เพราะเอ็งรักแม่อินหนักหนา ย่อมไม่ยอมให้หล่อนเป็นอะไร”

“นำสตรีมาเพื่อบีบให้คนอื่นทำการชั่วช้าเช่นนี้ เลวทรามนัก”

“แต่คนไม่ยอมกลับเป็นแม่อิน หล่อนปฏิเสธ ไม่ยอมทำตามอุบายที่ว่า” พูดมาถึงตอนนี้เรืองเริ่มเสียงสั่นเครือ “แม่อินไม่ยอมถูกใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับเอ็งทำการชั่วช้า จึงฆ่าตัวตาย ตัดปัญหานี้เสีย”

น้ำตานักรบญี่ปุ่นพรากลงแก้มโดยไม่อาย กัดฟันด้วยความโกรธ เขายกร่างไร้ลมหายใจของคนรักขึ้น พากลับถึงเรือน วางลงบนพื้นเสื่อ หลับตานิ่งเงียบๆ หากใจปั่นป่วนไปด้วยความแค้น จนควบคุมตนเองไม่ไหว คว้าดาบคู่กาย ถลันลุก สาวเท้าออกไปลานหน้าบ้าน ตะโกนสั่งพรรคพวกอาสาญี่ปุ่นกองหนึ่ง ยี่สิบกว่าคน ซึ่งพรั่งพร้อมอยู่ตรงนั้นมาสักพักแล้ว

“ตามกูมา!”

เซกิพยายามปรามให้ใจเย็น แต่หูตาของคนสูญเสียไม่ได้ยินคำท้วงใดอีกแล้ว

*

มีบ่าวไพร่ไม่กี่คนทำสวนกันอยู่ลานหน้าเรือนพระยาเกียน บ่าวหญิงสองคนหอบหน่อกะลา เข้าไปวางบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนเรือน เมื่อเห็นขบวนนักรบญี่ปุ่นเรียงแถวกันเข้ามา ท่าทางขึงขัง ก็พากันตกใจ หนีเข้าไปใต้ถุน หลบหลังเสาเรือนบ้าง หลังลำต้นไม้ใหญ่บ้าง บางคนยังแอบชะโงกมองเหตุการณ์

กลุ่มไพร่เลวตัวโตถือดาบเล่มเขื่อง พากันออกมาเผชิญหน้ากับกลุ่มนักรบญี่ปุ่น ซึ่งต่างชักดาบออกมาพรั่งพร้อมรบ

“ข้าต้องการพบพระยาเกียน” หนุ่มญี่ปุ่นประกาศ

ไม่มีใครในบรรดาไพร่เลวหน้าไหนตอบกลับ แต่เสียงแข็งกลับกลายว่าดังมาจากบนเรือน

“เกิดอะไรขึ้น!?”

ออกหลวงรามเดชะปรากฏตัว ยืนถมึงทึงวางอำนาจอยู่หัวบันได ยามาดะเกือบหลงลืมไปแล้วว่า ขุนนางหนุ่มผู้นี้เป็นลูกเขยพระยาเกียน ดีเหมือนกัน จะได้ไถ่ถามความในคราวเดียวกันนี้เลย

“เจ้ายกเอาทหารพร้อมอาวุธมาเช่นนี้ หมายคิดร้ายกับขุนนางผู้ใหญ่อย่างนั้นรึ?” หลวงรามเดชะส่งเสียงกร้าวลงมา

“ข้ามีเรื่องต้องการถามท่านเจ้าคุณ”

“พระยาเกียนหาใช่คนที่เจ้า หรือใครๆ นึกอยากจะมาถามได้ตามชอบใจ จงเร่งพาคนของเจ้ากลับไปเสีย ก่อนที่คนของข้าจะจับพวกเจ้าโยนออกไป”

“ข้ามาเพื่อถามความจากพระยาเกียน จงพาข้าไปพบ ไม่อย่างนั้น ข้าจะไม่เกรงใจ”

“เจ้ากล้าดีอย่างไรจึงพูดเช่นนี้!” หลวงรามเดชะตวาด “พระยาเกียนเป็นขุนนางใหญ่ หาจำเป็นต้องมาตอบคำถามไอ้พวกพเนจรต่างถิ่นเช่นเจ้า  แต่หากเจ้ายังอยากถามละก็ ลองมาถามดาบข้าเล่มนี้ดูก่อนปะไร” แล้วคว้าดาบจากคนสนิท ก้าวลงบันได เซกิและอาสาญี่ปุ่นชักดาบเตรียมพร้อมอยู่แล้ว แต่ยามาดะยังนิ่งไม่ไหวติง

ไม่ทันที่ลูกเขยขุนนางใหญ่จะลงมาประจัญกับผู้บุกรุก แต่เสียงจากบนเรือนยั้งทุกอย่างไว้เสียก่อน

“คุณหลวงมีเรื่องใด จึงยกไพร่พลทหารมาเช่นนี้ ราวกับไม่เห็นหัวข้าอีกแล้ว?” พระยาเกียนพาร่างเปลือยท่อนบน นุ่งผ้าลอยชาย ออกมาตรงชานเรือน น้ำเสียงไม่เกรี้ยวกราดเช่นลูกเขย แต่ก็ยังแฝงความไม่พอใจอยู่ในที

“มีคนบอกกระผมว่า แม่อินเมียกระผม เคยถูกคุมขังอยู่ในเรือนเก่าห่างจากเรือนใหญ่เจ้าคุณไปไม่มากนัก”

“จริงรึ?” เจ้าของบ้านทำท่าแปลกใจ “ใครกันหาญกล้ากุข่าวเช่นนี้ เรือนนั้นเป็นเรือนร้าง หามีใครเข้าไปอาศัยหรือถูกคุมขังอยู่ดอก หรือคุณหลวงหมายใจจะค้น เพื่อดูให้แน่ว่าหล่อนอยู่หรือไม่”

“หาจำเป็นอีกขอรับ”

“ทำไมเล่า?”

“หล่อนตายแล้ว”

ขุนนางผู้ใหญ่พยักหน้า ไม่มีท่าทางแปลกใจ หรือเห็นใจ “หล่อนหมดกรรมแล้ว คุณหลวงก็อย่าเสียใจอีกเลย”

“ท่านเจ้าคุณไม่ถามสักหน่อยหรือขอรับ ว่าหล่อนตายอย่างไร?”

พระยาเกียนสบตากับลูกเขย แล้วจึงถามกับชายญี่ปุ่น “หล่อนตายด้วยสาเหตุใดเล่า?”

“หล่อนฆ่าตัวตายขอรับ หล่อนตายเพราะใครบางคนบีบบังคับ จนต้องทำเช่นนั้น กระผมหวังจะสืบให้กระจ่างว่าอ้ายอีหน้าไหนที่มันทำการชั่วช้า บีบคั้นได้กระทั่งสตรีไร้ทางสู้”

“เช่นนั้นที่เจ้าพาคนมาที่นี่ เพราะเห็นว่าท่านเจ้าคุณเป็นคนทำอย่างนั้นรึ จะมากไปแล้ว” หลวงรามเดชะตะโกนสั่งคนของตน “เฮ้ย! จับตัวมันไว้”

ไพร่พลสองฝ่ายกระชับดาบพร้อมสู้ แต่พระยาเกียนโพล่งห้ามเสียงดัง

“อย่ามามีเรื่องกันในเรือนข้า!” แล้วลดเสียงพูดกับยามาดะ “ไยคุณหลวงคิดว่าที่หล่อนตาย มีเหตุเกี่ยวข้องกับข้ากันเล่า?”

เซกิก้าวออกมา พูดแทน “มีบ่าวในเรือนบอกว่าท่านเจ้าคุณให้แม่อินพักอยู่ในเรือนเก่าที่ชายป่าหลังเรือนใหญ่”

ขุนนางใหญ่ทำทีสงสัย มองบรรดาบ่าวไพร่ที่ต่างโผล่หน้าออกมาจากที่หลบซ่อน “มันผู้ใดกันที่บอก เห็นควรเอาตัวมันมาสอบถามความให้แจ้งชัด”

ยามาดะอยู่เฉย แต่เซกิเผลอไผลเหลือบสายตามองยังนางบ่าวที่พูดถึง

หลวงรามเดชะเห็นสายตาเซกิ ก็เอ่ยปาก

“อีไปล่เองรึ พาตัวมันมาให้เจ้าคุณสอบความประเดี๋ยวนี้”

ไพร่เลวสองคนคว้าแขนนางบ่าวที่ถูกพูดถึง มาคุกเข่าหน้าเจ้าของเรือน

“อีไปล่ มึงเห็นใครพาตัวเมียคุณหลวงไปขังรึ?”

คนถูกพาตัวมาตกใจ ตัวสั่นปากสั่น พูดอ้ำๆ อึ้งๆ

“มึงจงบอกท่านเจ้าคุณไปว่ามึงเห็นใครพาตัว หรือคิดร้ายเอาชีวิตเมียของคุณหลวงไชยสุระ อย่าปิดบัง” หลวงรามเดชะสั่ง

นางไปล่ไม่พูด ได้แต่ตัวสั่นร้องไห้

“เอ๊ะ! นังนี่ กูบอกให้มึงพูดมา” ลูกเขยขุนนางใหญ่มองหาคนสนิท “ขุนหาญ เอาหวายไปเฆี่ยนหลังนังนี่จนกว่ามันจะบอก หากมันไม่บอก ก็ให้เฆี่ยนมันตายอยู่ต่อหน้าคุณหลวงนี่ละ”

ขุนหาญทำตามสั่ง เอาหวายเส้นเขื่องมาชี้หน้าคนตัวสั่น “มึงจงบอกตามที่เจ้าคุณและคุณหลวงท่านถามประเดี๋ยวนี้!”

นางไปล่ได้แต่ชำเลืองมองนายตนอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ไม่ได้พูด

ขุนหาญหวดเส้นหวายบนหลังนางไปล่ เสียงครางโอดโอยดังมาพร้อมสีหน้าเจ็บปวด “มึงจงบอกมา” คนเฆี่ยนย้ำพลางลงหวายครั้งสอง เสียงร้องแทบขาดใจดังทุกครั้งที่ผิวกายสีเข้มของมัน ต้องรับแรงหวดจนเริ่มปริแตกเลือดซิบ

“หรือที่มึงเงียบอยู่นี้เพราะว่าก่อนนี้มึงเพียงพูดพล่อย ไม่ได้เห็นจริงตามที่เคยเที่ยวบอกคนอื่นไปกันแน่” หลวงรามเดชะตะคอกถาม

นางไปล่สะอื้นอยู่อีกนาน จึงเอ่ยปากออกมา “อิฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น อิฉันโกหก ยกโทษให้อิฉันเถิดเจ้าข้า”

ได้ยินอย่างนี้พระยาเกียนก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมา โพล่งเสียงแข็ง “นี่มึงเห็นกูเป็นอะไร จึงกล้าโกหก ขุนหาญเฆี่ยนมันให้หนัก”

เสียงครวญครางทรมานดังเข้าหูยามาดะทุกๆ หวายที่ซัดลงบนผิวของนางไปล่ครั้งแล้วครั้งเล่า ได้แต่เวทนา รู้อยู่ว่าอย่างไรเสียมันคงไม่กล้าบอก ขืนปล่อยให้ถูกเฆี่ยนต่อไป รังแต่จะตายเสียเปล่าๆ

“พอเถิดขอรับเจ้าคุณ เมื่อมันบอกว่าแท้แล้วไม่ได้เห็น กระผมก็ไม่คิดจะไถ่ถามมันอีก”

ว่าแล้วก็พากองอาสาญี่ปุ่นถอยกลับไป ไม่คิดหันไปมองสีหน้าและรอยยิ้มเยาะของขุนนางใหญ่และลูกเขยให้เจ็บใจอีก

                                                *

ชายหนุ่มคุกเข่าลงข้างร่างไร้วิญญาณในชุดกิโมโน หลังช่วยกับท่านอายะจัดแต่งร่างของคนรักให้อยู่ในชุดชนเมืองญี่ปุ่นที่เขาซื้อหามาจากเกียวโต เรือนผมยาวที่หล่อนอุตส่าห์ไว้นานหลายเดือน ถูกรวบเป็นมวย ปักปิ่นเงินงดงาม ก่อนนี้หวังเห็นร่างงามในรูปลักษณ์นี้ พร้อมรอยยิ้มสดใส

หาใช่สวมใส่ยามปราศจากลมหายใจ

ยามาดะอุ้มคนรัก วางลงในโลงไม้ จากนั้นขบวนศพเคลื่อนไปยังสุสานใกล้หมู่บ้านโปรตุเกส บรรจุลงตามพิธี เสียงลำนำขับกล่อมราวคำอ้อนวอนพระเจ้า ขอหล่อนได้สถิตย์อยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์

พิธีจบลงไปนานแล้ว แต่ยามาดะก็ยังคงคุกเข่าอยู่หน้าแผ่นหินขนาดกว้างยาวราวศอก ผิวหน้าซึ่งสลักนามแห่งผู้วายชนม์ด้วยอักษรญี่ปุ่น เป็นเครื่องเตือนสถานอันหล่อนหลับใหลนิรันดร์ ตาของชายหนุ่มพริ้มลง แต่น้ำฉ่ำชื้นยังรื้นอยู่ตรงขอบ เขาไม่อยากจากไปไหน อยากอยู่กับหล่อนตรงนี้ไปชั่วนาน แม้อาทิตย์คล้อยลับขอบฟ้า

“ข้าไม่ควรทิ้งเจ้าอยู่ลำพังเลย” เขาได้แต่รำพึง “ไฉนหนอ ข้าจึงไม่ได้อยู่ข้างเจ้าในช่วงเวลาสุดท้าย ปล่อยให้เจ้าต้องจากไปอย่างทุกข์ทนเช่นนี้ ข้าไม่ควรไปแต่แรก ข้าเขลานัก เพลานี้ใจข้าสลายแล้ว เจ็บปวดเหลือแสน คงเป็นบทลงทัณฑ์ของพระเป็นเจ้า ที่ข้าไม่อาจอุปถัมภ์ดูแลบุตรแห่งพระองค์ได้ ข้าคิดหวังตลอดทางว่า จะได้กลับมากอดเจ้า เช่นเมื่อแรกรัก ได้ลิ้มลองเสน่ห์จันทร์ฝีมือเจ้าอีกครั้ง ข้าสุขใจเสมอยามมีเจ้าอยู่ข้างกาย หวังว่าเราจะอยู่ครองคู่กันไปตราบแก่เฒ่า แต่ตอนนี้เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ข้าจะต้องผจญกับความเดียวดายไปอีกนานเพียงไรหนอ ก่อนจะได้พบเจ้าอีกครั้ง” ชายหนุ่มหยิบสิ่งเล็กๆ จากในเสื้อ วางลงหน้าแผ่นหิน

ดอกซากุระแห้งเล็กจิ๋วสีน้ำตาล แต่รูปทรงยังคงอยู่เช่นเดิม เช่นเมื่อยามสด

“เจ้าเคยว่าอยากเห็น แต่ข้านำมามอบให้เจ้าได้เพียงดอกที่เหี่ยวแห้ง ราวกับหัวใจข้ายามนี้ เมื่อไรข้าตาย เราคงได้เจอกัน เมื่อนั้นข้าจะขอพระเป็นเจ้า พาเจ้าไปชมซากุระสดร่วมกัน” เขายกมือกุมจี้ลูกแก้ว ที่หล่อนเคยว่างามบนลำคอ “คิดจะมอบเป็นสิ่งแทนตัวข้าฝากไว้กับเจ้า แต่เจ้าจากไปแล้ว ไม่มีใครอยู่เคียงข้า แล้วข้าจะมอบให้ผู้ใดได้อีก สิ่งนี้ไร้ประโยชน์สำหรับข้าหากไร้เจ้า คงเป็นคำสาปจากกระมัง คำสาปจากสิ่งที่ใครๆ คิดว่าล้ำค่า แต่กลับทำให้ข้าสูญเสียสิ่งที่ล้ำค่ากว่าไป ข้าสมควรทิ้งมันไปไหมนะ จะมีใครไหมนะที่ปรารถนาครอบครองรักษามัน ด้วยเป็นสิ่งจากข้า หาใช่ด้วยสิ่งที่มันเก็บซ่อน”

*

ยามาดะยังคงมาหาคนรักทุกเช้าตรู่ อยู่กับหล่อนจนย่ำค่ำ ไม่ได้ไปไหน เหมือนใจหลุดลอยพ้นไปจากสากลโลกปัจจุบัน เหลือเพียงตนเองกับร่างของคนรัก บางคราพูดจาราวกับหล่อนยังอยู่รับฟัง อยู่เคียงกันเช่นวันวาร สหายทั้งหลายทั้งญี่ปุ่น ไทย มาปลอบประโลม ขอให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ก็ไม่ได้ผล จนบางคนเริ่มห่วงใย หากปล่อยนานไป ทั้งราชการ และกิจการการค้า ย่อมเสียหายยากจะกู้คืน แต่คนสูญเสียคนรักก็หาได้ใส่ใจไม่

ยามาดะคงจะได้ตัดขาดจากโลกรอบกายไปอีกหลายเพลา หากเช้าวันหนึ่ง เซกิไม่มีการสำคัญจนต้องรีบรุดมาหา

“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว นากามาสะซัง” เซกิทรุดตัวลงนั่งข้างเพื่อน

ยามาดะเพียงปลายตามอง ไม่ได้ใส่ใจไถ่ถาม

เซกิขัดใจอยู่บ้าง แต่ก็จำต้องบอกไปว่า “เพลานี้เจ้าคุณศรีวรวงศ์นำพลเข้ากุมตัวขุนนางสำคัญหลายคน ทั้งเสนาบดีกลาโหม พระยาเกียน พระยาท้ายน้ำ พระจุฬา หลวงไตรโลกนารถ และอีกหลายคน ฐานขบถ”

ยามาดะแอบคิดอยู่ในใจ ก็ดีแล้วนี่ พวกนี้ล้วนแต่เป็นคนที่มีส่วนบีบบังคับให้แม่อินต้องฆ่าตัวตาย เหมาะแล้ว พระเจ้าไม่เข้าข้างพวกฆาตกรหรอก

เซกิแตะไหล่เพื่อน “เหตุการณ์เพลานี้ยากคะเนได้ พวกเราและชนญี่ปุ่นในหมู่บ้าน หวังเจ้ากลับมาเป็นผู้นำ เป็นที่พึ่ง ยามบ้านเมืองไม่แน่นอน ขอเจ้าทำใจเรื่องแม่อิน เก็บความรักความดีของหล่อนไว้แต่ในใจ และลุกขึ้นมุ่งชีวิตต่อไป เป็นที่พึ่งของเราทุกๆ คน”

“เพลานี้ก็หามีภัยใดมาแผ้วพานหมู่บ้านเรามิใช่หรือ? เจ้าเองก็ดูแลผู้คนชนชาติเราได้แม้ไม่มีข้า”

“แต่เจ้าเป็นผู้ที่ทุกคนวางใจ ไม่ใช่ข้า”

ยามาดะไม่ได้พูดอะไรอีก เซกิอยากจะเอ่ยปากหาทางเกลี้ยกล่อมเพื่อนจนกว่าจะยอม แต่เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำใบไม้แห้ง ที่แว่วมาใกล้ๆ ทำให้ยั้งไว้ อึดใจต่อมาเซกิลุกขึ้นถอยห่าง เมื่อเห็นว่า มีสตรีดวงตาแดงก่ำ ท่าทางอิดโรยกำลังเข้ามา ขอพูดจากับคนรักเก่า

แม่จวงสวมเสื้อแขนกระบอกทับด้วยสไบคุ้นตา ทว่าที่ต่างคือใบหน้าซีดเซียว นัยน์ตาแดงอย่างคนร้องไห้จนไม่มีน้ำตาให้ไหล ผมถูกจัดแต่ง แต่ไม่เรียบร้อยทุกกระเบียดเช่นวันวาร

หญิงสาวย่อตัวลงนั่งข้างยามาดะ เอ่ยออกมาเสียงสั่น

“ที่จริงข้ามิควรให้พี่ท่านต้องลำบากยุ่งยากใจในเพลานี้ แต่ข้าไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว ก็มีเพียงพี่ท่านเท่านั้น ที่พอเป็นที่พึ่งพิงให้นกน้อยอย่างข้าได้”

“เจ้ามาเรื่องออกพระจุฬาสินะ” สายตาของชายหนุ่มไม่มองคู่สนทนา

“ในฐานะเกลอเก่า เคยรู้จักรักใคร่กันมา ข้าหวังใจว่าพี่ท่านจะกรุณาช่วยเหลือคุณพระสักครา”

ชายหนุ่มหน้านิ่ง พูดตอบเสียงเรียบๆ ไร้ความรู้สึก “หากพระจุฬาทำผิด ร่วมการครานี้จริง ก็ย่อมต้องเป็นไปตามอาญา หลีกเลี่ยงมิได้”

“แต่คุณพระทำก็ด้วยผู้ใหญ่ท่านต้องการ เมื่อนายเก่าร้องขอ คุณพระท่านก็ยากปฏิเสธ”

“พระจุฬาคงไม่ปฏิเสธเพราะจนใจ แต่ด้วยคิดเห็นดีงามเช่นเดียวกัน ทั้งเรื่องขบถและเรื่องแม่อิน”

หล่อนสะดุ้ง รู้ดีว่าหมายถึงอะไร

“พี่ท่านคิดว่าคุณพระมีส่วนให้แม่อิน ต้องสิ้นชีวิตหรือเจ้าคะ?”

ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธ

ดวงตาแดงบนใบหน้าซีดเซียวเริ่มน้ำตาซึมอีกครั้ง

“คุณพระท่านหารู้ความนี้ไม่ แม้ท่านไปร่วมหารือครานั้นจริง แต่ก็ได้จากออกมาก่อนได้รู้ความเรื่องแม่อิน ไม่มีคนอื่นใดปริปากบอกกล่าวเรื่องนี้แก่คุณพระ เพราะรู้แน่ว่าคุณพระท่านจะไม่ยอม” หล่อนยกชายสไบเช็ดน้ำตาที่ซึมออกมา “หากคุณพระท่านรู้ว่าแม่อินจะมีอันตราย แม้ต้องตาย คุณพระก็ต้องช่วยเหลือ ไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องนี้แน่ พี่ท่านเป็นเพื่อนร่วมรบกับคุณพระมาหลายศึก ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ย่อมรู้ดีว่าสหายรักของพี่ท่านเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า”

จริงอยู่ ลึกๆ เขาไม่เชื่อว่าพระจุฬาจะเห็นดีงามตามอุบายกลุ่มขบถ

“ถึงข้าเชื่อคำเจ้า แต่การครานี้ใหญ่ ถึงขั้นขบถ แม้อยากช่วย แต่ก็จนด้วยหนทาง”

“แต่เจ้าคุณศรีวรวงศ์เห็นพี่ท่านเป็นสหาย ให้ความนับถือเกรงใจ หากพี่ท่านเอ่ยปาก คงพอลดโทษจากหนักเป็นเบาได้”

“ข้าเป็นเพียงผู้น้อย ไยเจ้าคุณศรีวรวงศ์จะมาสนใจ”

ตาแดงก่ำยังมีน้ำตารินออกมาไม่หยุด “ขอพี่ท่านเห็นแก่ข้า ช่วยคุณพระด้วยเถิด หากพี่ท่านยอมช่วย ข้าจะขอตามตอบแทน เป็นทาสรับใช้พี่ท่านทุกชาติไป” พูดจบหล่อนค้อมกายก้มลงกราบ

ชายหนุ่มนึกเวทนาหล่อนหนักหนา “อย่าทำอย่างนี้เลย” แล้วถอนใจ จนด้วยคำปฏิเสธ

*

พื้นที่บริเวณรอบๆ เรือนของออกญาศรีวรวงศ์ช่างร่มรื่น ประดู่ใหญ่แผ่กิ่งก้านราวฝ่ามือยักษ์ทรงอำนาจกางกั้นแสงตะวันให้ทอผ่านลงมาได้เพียงเป็นลำเล็กบางเบาตามช่องว่างระหว่างใบ มะขามป้อมออกผลอ่อนเต็มต้น บ่าวไพร่บางคนถือตะกร้าขมีขมันเก็บ อีกกลุ่มใต้ถุนเรือนใหญ่ ก็กำลังเทผลที่เก็บมาแล้วลงแผ่ในกระจาด เด็กกลุ่มหนึ่งเล่นกันอยู่ใต้ก้ามปูข้างเรือนทางตะวันตก ร่ำร้องเพลงที่ยามาดะได้ยินเนื้อความไม่ชัด

ชายญี่ปุ่นละความสนใจภาพรอบกาย เมื่อบ่าวสาวคนหนึ่งเดินมาแจ้ง

“ท่านเจ้าคุณเชิญคุณหลวงขึ้นเรือนเจ้าค่ะ”

ยามาดะนั่งรออยู่ในหอนั่งสักครู่ เจ้าของบ้านก็ออกมา บ่าวสามคนเรียงแถวเอาน้ำท่าสุรายาเส้นมาต้อนรับ

“ยินข่าวว่าคุณหลวงกลับจากญี่ปุ่นแล้วโดยปลอดภัย ยังคิดอยู่ว่าอยากจะได้พบสนทนา ดีใจที่คุณหลวงยังนึกถึงกัน”

“ที่กระผมมาวันนี้ นอกจากมานำเรียนเรื่องผลจากการเดินทางแล้ว ยังมีข้าวของเล็กน้อยนำมาฝากท่านด้วย ทั้งดาบ เกราะ และผ้าผ่อน รวมถึงเครื่องหอมสำหรับท่านผู้หญิงด้วย”

“ข้าซาบซึ้งใจนัก” พูดแล้วขยับตัวนั่งให้ทะมัดทะแมง หยิบชิ้นหมากจะใส่ปาก แต่ยั้งไว้ พูดขึ้นมาก่อน  “โชคไม่ดีที่กลับมาครานี้ คุณหลวงต้องมาเจอเรื่องร้าย”

“แม่อินร่วมทุกข์ร่วมสุขมากับกระผม หล่อนจากไปเช่นนี้ กระผมยากทำใจ หนำซ้ำยังหาตัวคนผิดไม่ได้”

“เห็นว่าท่านนำพลไปเอาเรื่องที่เรือนพระยาเกียน ไฉนจึงเชื่อว่าพระยาเกียนเป็นตัวการเล่า ข้ายินว่าพบร่างนางริมน้ำ คิดอยู่ว่าอาจเป็นเรื่องโชคร้ายพลัดตกจนจมน้ำ”

“นางมีบาดแผลทำให้ตายขอรับ”

“อย่างนั้นเองหรือ แล้วไฉนจึงคิดว่าเป็นพระยาเกียนเล่า?”

“มีบ่าวเรือนในเรือนพระยาเกียนบอกมาขอรับ แต่พอลองถาม มันก็กลับคำ”

“เช่นนั้นก็ไม่มีใครยืนยัน หลักฐานก็ไม่มีสินะ”

ยามาดะพูดไม่ออก

“แต่ก็ดีแล้ว ที่ท่านเก็บโทสะเอาไว้ได้ มิเช่นนั้นคงจะได้วุ่นวายกัน แต่หากเชื่อว่าพระยาผู้นี้ลงมือ ท่านคงพอใจที่รู้ข่าวว่าพระยาเกียนต้องอาญาหนักหนา”

ยามาดะไม่รู้สึกเช่นที่อีกฝ่ายว่า ใช่ว่าเห็นใจสงสาร แต่ใครทำการใดไว้ ย่อมสมควรได้รับโทษตามเหตุที่ได้ทำ หาใช่จากเหตุการณ์อื่น

“ท่านเจ้าคุณสั่งจับกุมพระยาเกียนและขุนนางอีกหลายคนฐานขบถใช่ไหมขอรับ?”

“เป็นพระราชโองการ ให้ข้าจัดการกลุ่มคนที่ตระเตรียมก่อขบถ” ขุนนางใหญ่ตอบ

ยามาดะไม่มั่นใจนักว่าแท้แล้ว เป็นโองการจากองค์กษัตริย์จริงหรือเปล่า ไม่มีใครสามารถรู้เรื่องจริงได้

“กระผมเข้าใจขอรับ เพียงข้องใจว่าขุนนางทั้งหลายที่ถูกจับ หลายคนภักดีมายาวนาน จึงไม่เข้าใจว่าไฉนจึงทำการเช่นนี้ เจ้าคุณพอจะช่วยไขข้อสงสัยให้กระผมกระจ่างได้ไหมขอรับว่ามีต้นสายปลายเหตุเช่นไรแน่”

ที่จริงยามาดะรู้คำตอบอยู่ แต่เขาต้องการฟังให้แน่ว่า อีกฝ่ายมีเหตุผลอื่นใดอีกหรือไม่

เจ้าคุณศรีวรวงศ์ถอนใจยาว พูดจริงจังขึ้น “ที่จริงข้ามิควรนำความนี้มาแจ้งให้เป็นที่รู้กันโดยทั่วดอก แต่เห็นว่าคุณหลวงเป็นขุนนางรับใช้ถวายงานพระเจ้าอยู่หัวโดยภักดีเสมอมา จึงพอบอกได้ว่า ระหว่างคุณหลวงไม่อยู่ พวกขุนนางใหญ่น้อยจำนวนหนึ่ง คิดการวางแผนแย่งชิงราชสมบัติ  เพลานี้พระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระประชวรอยู่ ทรงเกรงว่าหากสวรรคต บ้านเมืองจะวุ่นวาย เกิดกลียุค จึงทรงหวังให้พระราชโอรสได้ครองราชย์เพื่อสานราชภารกิจแห่งธรรมต่อไป แต่ขุนนางกลุ่มหนึ่ง มีท่านเสนาบดีโหมเป็นสำคัญ อีกทั้งพระยาเกียน พระยาท้ายน้ำ พระศรีเสาวราช เป็นอาทิ หมายใจจะยกพระมหาอุปราชาขึ้นครองราชย์แทน ข้าอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่หัวตลอดมา เมื่อมีรับสั่งให้ช่วยอุปถัมภ์ค้ำจุนพระราชโอรส ให้ครองราชย์อยู่ใต้เศวตฉัตร ข้าย่อมต้องรับสนอง ทุ่มเทกายใจถวายงาน แม้รู้ดีว่าอาจเป็นที่คิดแค้นไม่พอใจ”

ไม่ผิดไปจากที่ยามาดะคิดเอาไว้

“กระผมทราบว่าธรรมเนียมอโยธยา มหาอุปราชาย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมจะครองแผ่นดิน”

เจ้าคุณศรีวรวงศ์ส่ายหน้า “หาได้เป็นกฎตายตัว ในอดีตมา บุรพกษัตริย์หลายพระองค์ก็หาได้เคยดำรงพระยศมหาอุปราช แต่ด้วยพระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนหน้าเห็นพระปรีชาสามารถที่จะนำพาบ้านเมือง จึงยกราชบัลลังก์ให้ เพื่อสานราชกิจแห่งธรรมต่อไป ข้าเองเมื่อถวายงานใกล้ชิด ย่อมไม่อาจหันหลังให้พระราชประสงค์ได้ ท่านเองก็เคยถวายงาน ภักดีเสมอมา คงเข้าใจ”

“ไฉนท่านไม่แจ้งว่าเป็นพระราชประสงค์ ขุนนางผู้ภักดีทั้งหลายย่อมยินยอมพร้อมใจ”

“ข้ารึไม่บอก” ขุนนางใหญ่ชาวอโยธยาหยิบกระโถนบ้วนหมากใส่ แล้วพูดต่อ “แต่พวกนั้นหาว่าข้าปั้นแต่งเรื่องเพราะคิดการจะกุมอำนาจเหนือพระราชโอรส หากพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงประชวร ข้าคงจะได้ให้เข้าไปเฝ้าฯ กันทั้งหมด ฟังโองการจากพระโอษฐ์ แต่เพลานี้ข้ายอมถูกติฉินต่อว่า มากกว่าจะให้พระเจ้าอยู่หัวต้องลำบากพระวรกาย”

ยามาดะลังเลว่าเป็นคำพูดจากใจจริง หรือเป็นเพียงคำจากผู้ชาญวาทศิลป์

เจ้าคุณศรีวรวงศ์ยังพูดต่อ “กลุ่มขุนนางที่ว่า แม้หมายใจจะยกเอาพระมหาอุปราชขึ้นครองราชย์ แต่เนื้อในกลับแบ่งเป็นสอง ฝ่ายหนึ่งต้องการให้จับข้าสังหารเสีย แล้วยึดเอาราชบัลลังก์ทันที แต่อีกฝ่ายให้เตรียมพลรอ หากพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต จึงจะเชิญองค์อุปราชขึ้นเสวยราชย์ เมื่อเกิดขัดแย้งไม่พอใจกัน ข่าวจึงรั่วมาถึงข้า ถือเป็นบุญของอโยธยา”

“แล้วเพลานี้พระมหาอุปราชาเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

เจ้าของเรือนยกจอกน้ำจิบ แล้ววางลง “ทรงผนวชอยู่ มีร่มกาสาวพัตรเป็นเครื่องคุ้ม ดังนั้นหากไม่ชัดเจนว่าทรงมีส่วนร่วมก่อการ จะไม่มีการจับกุมพระองค์ คุณหลวงไม่ต้องห่วง”

“เหมาะแล้ว มิเช่นนั้นคนที่มิแจ้งในความ จะคลายภักดี กระผมจึงหวังว่าท่านเจ้าคุณ จะใช้วิธีการนี้กับขุนนางอื่น ที่หาใช่ผู้ร่วมคิดการมาแต่แรก”

เจ้าคุณถอนใจเบาๆ “ข้าเองหาได้ชังเหล่าขุนนางทั้งหลาย แต่ก็ด้วยเป็นหน้าที่ หากละไว้ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ ต่อสู้แย่งชิง บ้านเมืองระส่ำระสาย ไม่มั่นคง สบช่องให้ข้าศึกศัตรู หาญหักเข้ามาเป็นภัยได้”

“กระผมเข้าใจท่าน ขุนนางบางคนคิดการมักใหญ่ หากต้องอาญาหนักหนาย่อมสมควรอยู่ แต่สำหรับบางคน กระผมหวังให้ท่านสอบทานให้ถ้วนถี่ เพื่อได้ความจริง บางทีอาจไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือหากเกี่ยว ก็ด้วยตกกะไดพลอยโจน หาใช่กลุ่มร่วมคิดการ”

เจ้าคุณศรีวรวงศ์ขยับตัวอิงหมอน ยิ้มน้อยๆ “คุณหลวงหมายถึงคุณพระจุฬาสินะ”

เขาไม่ปฏิเสธ

“ข้าเข้าใจดี พระจุฬาเป็นสหายท่าน จึงหวังช่วยเหลือ”

“นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งขอรับ” ยามาดะตอบ  “แต่กระผมคิดเห็นว่า หากเป็นตัวการสำคัญ ย่อมสมควรมีโทษ แต่ขุนนางบางคน ทำลงไป ก็ด้วยไร้ทางเลือก”

“คนกลุ่มนั้นหาใช่เด็กไม่ประสา ย่อมรู้ดีว่ากำลังทำการใด เมื่อปลงใจร่วมหัวจมท้ายแล้ว อย่างไรเสียย่อมต้องโทษทัณฑ์” ขุนนางใหญ่อธิบาย

“พวกที่ทำตามคำสั่ง ย่อมหาควรมีโทษดุจเดียวกับผู้คิดการ เพียงให้ออกจากราชการ ปลดเป็นสามัญชน ก็สมควรแก่การกระทำแล้วขอรับ”

“หากข้าทำตามคำท่าน ต่อไปผู้คนจะกระด้างกระเดื่อง ขุนนางใหญ่น้อยจะจ้องคิดการขบถ” เจ้าคุณศรีวรวงศ์ยังยืนยัน

แต่ยามาดะเห็นไปอีกทาง “ตรงกันข้ามขอรับ คนทั้งหลายจะรับรู้พระมหากรุณาธิคุณ ผู้คนจะยิ่งภักดี พร้อมดำรงอยู่ใต้บรมโพธิสมภาร แม้ตัวเจ้าคุณเองซึ่งหลายคนเคยแคลงใจ ก็จะหันกลับมาเคารพนับถือ ด้วยท่านแสดงกรุณาเป็นที่ประจักษ์ ต่อไปก็จะไร้ผู้คิดต่อต้าน กลายเป็นผู้ภักดีต่อท่านแทน”

ท่านเจ้าคุณยกจอกน้ำดื่มแต่เงียบอยู่นาน จึงว่า “แต่เรื่องนี้คงต้องแล้วแต่พระบรมราชโองการ ข้าเป็นเพียงผู้รับสนอง”

“แต่พระองค์ย่อมพร้อมรับฟังคำเจ้าคุณ ด้วยท่านเจ้าคุณเป็นที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยที่สุด”

เจ้าคุณศรีวรวงศ์หยิบหมากอีกคำใส่ปาก แล้วว่า

“ข้าคนเดียวเห็นจะโน้มน้าวพระองค์ลำบาก ด้วยทรงเกรงอยู่ว่าหากมีพวกขบถเกิดขึ้นอีก เพียงตัวข้าย่อมไม่อาจขจัดปัดเป่า แต่หากพระองค์รู้ว่าคุณหลวงมาช่วยถวายงานตามประสงค์ คงเป็นที่พอพระราชหฤทัย  พระองค์ทรงชื่นชมคุณหลวงมานาน ทั้งคุณหลวงเองก็ยังเป็นที่รักใคร่นับถือจากขุนนางใหญ่น้อย ตลอดจนชนต่างชาติต่างแดน หากมาถวายงานด้วยพระเจ้าอยู่หัว คงจะทรงวางพระราชหฤทัยว่า บ้านเมืองจะสงบ ราษฎรจะดำรงอยู่อย่างดีมีสุข การค้าทั้งหลาย และการอื่นใด ก็จะดำเนินไปได้โดยดี และพระองค์ก็คงจะได้อวยยศตำแหน่งแก่คุณหลวง ให้สูงขึ้นสมฐานะ เป็นศรีตระกูล”

ยามาดะอึ้งไป จากที่เป็นผู้เกลี้ยกล่อม กลับกลายเป็นผู้ถูกกล่อมเสียเอง การอันเจ้าคุณศรีวรวงศ์พูดเช่นนี้ ก็ด้วยต้องการชักชวนให้เขาและอาสาญี่ปุ่นเข้ามาเป็นพรรคพวกฝ่ายตน และดูเหมือนเป็นคำเชิญชวนที่ไม่มีทางปฏิเสธได้เสียด้วย

“กระผมเป็นแต่อาสาญี่ปุ่นผู้น้อย อีกทั้งยังเป็นเพียงคนโง่ ไฉนจะกล้าอาจเอื้อมยศศักดิ์สูงส่ง”

เจ้าคุณส่ายหน้ายิ้ม ขยับคนโทสุราที่บ่าวเพิ่งนำมาให้ วางไว้ใกล้มือ “ไม่ดอก คุณหลวงเป็นคนเก่ง มากด้วยความสามารถ การอันท่านรับปากตามคำข้า นอกจากได้ช่วยเกลอเก่าแล้ว ยังเป็นโอกาสถวายงาน เพื่อตอบแทนคุณพระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่ท่านน้อมกายถวายชีวิต ท่านเองภักดีเป็นที่ประจักษ์ จะมีเหตุใดให้ปฏิเสธเล่า”

ยามาดะมองไม่เห็นหนทางให้ปฏิเสธ อย่างไรเสียเขาต้องทำตามที่รับปากไว้กับแม่จวง จึงจำใจบอกไป

“หากเป็นพระราชประสงค์ กระผมก็พร้อมพลีกายถวายชีวิตเพื่อสนองพระเดชพระคุณองค์พระเจ้ากรุงอโยธยา”

“ดี” คนโน้มน้าวใจสำเร็จยิ้มออกมา “ข้าจะทูลเสนอให้ไพร่ทาสทรัพย์สินทั้งหมดอันยึดมาได้แต่ขุนนางที่ต้องทัณฑ์ขบถทั้งหลายครานี้ ตกเป็นของท่าน”

ยามาดะค้อมศีรษะรับ

ออกญาศรีวรวงศ์หัวเราะ รินเหล้าลงจอก เชื้อชวนอีกฝ่ายดื่ม

ยามาดะยกจอกสุราดื่ม แม้ใบหน้าแสร้งมีรอยยิ้ม หากในใจตระหนักว่า ถึงแม้ยินดีที่ช่วยสหายพ้นอาญาร้ายแรงได้ แต่ก็จำต้องแลกด้วยคำมั่นที่เคยให้ไว้ต่อท่านคิอิ

จุลศักราช ๙๘๙ มีพระบรมราชโองการพระราชทานลดหย่อนผ่อนโทษผู้ต้องอาญาขบถทั้งปวง ขุนนางใหญ่บางคนต้องโทษคุมขังตลอดชีวิต อย่างเช่น ท่านเสนาบดีกลาโหม พระยาเกียน พระยาท้ายน้ำ ขณะที่ขุนนางผู้น้อยลงมา ถูกปลดออกจากราชการ ริบทรัพย์สิน ไพร่ข้าทั้งปวงเป็นของหลวง



Don`t copy text!