สายลมตะวันออก บทที่ 27 : ฉันเป็นคนเผาเอง

สายลมตะวันออก บทที่ 27 : ฉันเป็นคนเผาเอง

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

ผมกลับมาที่วัดย่านชานเมืองอีกครั้ง ทุกอย่างยังคล้ายเดิมจากครั้งที่พาสาวน้อยมาทำบุญวันเกิด แต่คราวนี้มาด้วยวัตถุประสงค์แตกต่าง

ลานหน้าโบสถ์เย็นย่ำนี้ ไม่มีคนพลุกพล่าน เหลือเพียงสุนัขตัวมอมแมมนอนเกาขี้เรื้อนอยู่ใต้ต้นนนทรี ม้าหินว่างเปล่าตั้งอยู่ไม่ไกลออกไปนัก ผมตั้งใจไปใช้พักคอย แต่คิดอีกที อยากมองให้ทั่วบริเวณเสียก่อน เสียงสวดทำวัตรเย็นดังมาจากในโบสถ์ กระดิ่งบนยอดชายคาแว่วมารับกับเสียงสวดมนตร์

เมื่อวาน คุณรินทร์โทรศัพท์มาหา แจ้งว่าด็อกเตอร์มูรากิต้องการพบผม

“เรื่องสำคัญ ขอคุณมาตามนัด ฉันรู้ว่าคุณมีเรื่องอยากถาม แต่ขอให้ด็อกเตอร์บอกคุณวันนั้นจะสะดวกกว่า”

ผมยอมรับตามคำร้องขอ หุบปาก ไม่สอบถามผ่านทางโทรศัพท์

ผมกวาดตามอง เห็นมีเพียงหญิงสูงวัยถือตะกร้าสานเดินกระหย่งกระแหย่ง ผ่านหน้าโบสถ์ไป เด็กวัดสองคนถือเสื่อคนละม้วน เข้าไปด้านในเขตกุฏิสงฆ์ ผมเดินไปนั่งรอใต้ต้นนนทรี สุนัขทำท่าหวาดระแวงอยู่บ้าง แต่เมื่อผมไม่มีทีท่าคุกคาม นั่งลงที่ม้าหิน เหม่อมองไม่ใส่ใจ มันก็ละสายตา วางคางลงบนพื้น หลับตาเช่นเดิม

เสียงเรียกแว่วมาเบาๆ จนทีแรกคิดว่าหูฝาด แต่เมื่อเสียงยังต่อเนื่อง จึงพยายามมองหา

คุณรินทร์สวมเสื้อเชิ้ตขาวตัวโคร่ง กางเกงยีนเข้ารูป ยืนอยู่ข้างลำต้นนนทรีใหญ่ ท่าทางลับๆ ล่อๆ หันซ้ายหันขวา ราวเกรงมีใครเห็น ผมลุกขึ้น เดินไปหา

“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ครับ?”

“อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลยค่ะ ด็อกเตอร์มีเรื่องต้องคุยกับคุณ” เธอบอก แล้วจับข้อมือผม “ตามฉันมา”

หญิงสาวพาผมมุ่งหน้า ผ่านสวนหย่อมเล็กๆ และบ่อน้ำ จนมาถึงวิหารเก่า ไม้ใหญ่แผ่กิ่งบังแสงที่น้อยอยู่แล้ว จนเบื้องล่างแทบกลายเป็นเวลากลางคืน

เรามาหยุดหน้าประตูวิหาร หญิงสาวเป็นคนผลักประตูไม้เก่า เสียงเอี๊ยดอ๊าดจนน่าหวั่นว่าจะหลุดพังลงมา เมื่อก้าวตามหญิงสาวเข้าไป บรรยากาศภายในเย็นอย่างน่าประหลาด เงียบสงัด มีแสงอ่อนสีเหลืองทองส่ายไหวน้อยๆ ทำให้พอทราบได้ว่าเกิดจากเทียน แม้แสงสลัว แต่ก็สาดฉาบให้เห็นพระพุทธรูปองค์ประธาน และรูปปั้นสาวกยืนพนมมือ ลดหลั่นเรียงกันลงมา แม้ไม่ใช่การมาครั้งแรก แต่ความรู้สึกกลับไม่คุ้นเคย

เบื้องหน้ากลุ่มรูปปั้นพระพุทธรูป มีชายคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิ นิ่งงัน ราวเป็นอีกรูปปั้นหนึ่ง เขาสวมเชิ้ตยับๆ สีขาว ลายเส้นตามยาวสีดำ กางเกงขายาวดำ

หญิงสาวนั่งลง ห่างจากชายผู้ขัดสมาธิราวสองเมตร ไม่ได้พูดอะไร ผมนั่งลง กราบพระ แล้วรอคอย

อึดใจต่อมา ร่างที่เหมือนอยู่ในสมาธิก็เคลื่อนไหวหันมา สีหน้าสีตาของแกดูสงบ มีหนวดเคราขึ้นเป็นตอสีขาวอมเหลือง แกยิ้มให้เล็กน้อย เงยกวาดตาไปทั่วภายในวิหาร แล้วพูด

“ที่นี่สงบ ใจกายถูกปล่อยวางให้เป็นสมาธิ ช่วยให้เกิดปัญญา พลังงานจากส่วนอื่น สามารถถูกแบ่งสรรมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางสมอง ในจุดที่เรากำลังใช้เพื่อขบคิดปัญหา”

ผมนิ่งฟัง ไม่อาจต่อบทสนทนาที่แกเริ่มต้นไว้ได้ แกจึงพูดต่อไป

“ใครๆ มักมองฉันเป็นพวกไร้ศาสนา หรือเป็นพวกนิยมลัทธิที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์ ฉันนิยมวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ละเลยหรือดูแคลนศาสนา ว่ากันตามจริง ฉันสนใจใฝ่รู้เรื่องศาสนานะ ไม่ถึงกับเชี่ยวชาญ แต่ตลอดมาก็ทำให้ฉันรู้ว่าหลายอย่างจำต้องอาศัยศาสนาเป็นฐานความคิดด้วยซ้ำ ไม่มีใครสนใจความคิดนี้ของฉัน เพราะมัวแต่ยกยอปอปั้น ชื่นชมผลงานด้วยถ้อยคำจอมปลอม แต่ศาสนาก็ทำให้รับมือกับเรื่องพวกนี้ได้”

ผมชำเลืองมองหญิงสาว สายตาที่เธอมองกลับมา เหมือนบอกว่า อยากรู้อะไรก็ถามซะ

ด็อกเตอร์เอ่ยออกมาก่อน “ขอบใจที่มานะ”

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือครับ?” ผมตัดสินใจไม่อ้อมค้อม “ผมรู้มาว่าด็อกเตอร์ไม่ได้ทำดรีมวอร์กเกอร์แล้ว”

“เธอรู้อย่างนั้นรึ?”

ผมแปลกใจที่แกสงสัย “มีคนของบริษัทมาบอกผม”

มีแววประหลาดใจปรากฏบนใบหน้าหญิงสาว ขณะที่ด็อกเตอร์ผู้เฒ่าหัวเราะแค่นๆ เอ่ยเบาๆ เหมือนเปรยกับตัวเอง “ทำงานรวดเร็วดีจริงนะ”

“คนที่มาหาคุณเป็นใคร? บอกอะไรคุณบ้างคะ?” คุณรินทร์เป็นคนถาม

ผมบอกชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าลูกนักการเมืองและสาวชุดม่วง จากนั้นพูดต่อไปว่า

“เขาบอกว่าด็อกเตอร์ต้องถูกตรวจสอบเรื่องไฟไหม้เมื่อวันก่อน และจะมีทีมใหม่สานงานต่อ ให้ผมร่วมงานกับบริษัทต่อไป ทุกอย่างจะดำเนินต่อไปปกติ”

ด็อกเตอร์พยักหน้า

ผมรอฟังว่าแกจะพูดอะไรหรือเปล่า แต่ดูเหมือนไม่ ผมจึงถามต่อ

“เรื่องไฟไหม้เมื่อคืนก่อน เกี่ยวข้องอะไรกับด็อกเตอร์หรือเปล่าครับ?”

แกจ้องผมอยู่ชั่วอึดใจ แล้วตอบ

“ฉันเป็นคนเผาเอง”

ผมตกใจ “ด็อกเตอร์เผาเอง?”

แกพยักหน้ายืนยัน ไม่มีเค้าความเศร้าเสียใจใดๆ

“ทำไมครับ? เกิดอะไรขึ้นแน่?”

ผู้เฒ่าขยับยืดตัว เหมือนเพื่อผ่อนคลายร่างกาย สายตามองไปนอกหน้าต่างขณะพูด

“มีปัญหาทางนโยบายนิดหน่อยน่ะ”

“ผมก็คิดว่าอย่างนั้น ตอนที่มีคนมาหา ผมไม่คิดว่าเป็นแค่เรื่องตรวจสอบไฟไหม้ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร”

ด็อกเตอร์ยังไม่ละสายตาจากภายนอก ผมว่าบางทีสายตาแกอาจไม่มีจุดหมาย

“บริษัทรู้ไหมครับ ว่าเป็นฝีมือด็อกเตอร์?” ผมถามต่อ

“รู้… คิดว่ารู้นะ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถอดฉันออกจากโครงการ”

“ด็อกเตอร์กับบริษัทมีปัญหาอะไรกันแน่ครับ แล้วทำไมต้องเผา มันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีคนตายปริศนาจากการร่วมทดสอบกับโครงการของบริษัทหรือเปล่า?”

สองคนมีท่าทางแปลกใจมากกว่าคราแรก มองหน้ากัน หญิงสาวเป็นคนเอ่ยถาม “คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?”

“ไม่สำคัญหรอกครับ ที่สำคัญคือ มันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม?” ผมถามย้ำ

ยังไม่มีใครพูดอะไร

ผมอึดอัด ถอนหายใจช้าๆ ค่อยๆ พูดจาดีๆ “ผมว่าผมน่าจะรู้อะไรเพิ่มเติมได้แล้วนะครับ หากมีเรื่องอะไรที่ด็อกเตอร์ยังไม่ได้บอกผม ก่อนหน้านี้ ผมอาจยอมรับได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนมีอะไรเริ่มไม่เข้าท่าแล้ว”

ด็อกเตอร์หลับตาอยู่หลายอึดใจ สุดท้ายลืมตา แล้วบอกว่า

“ที่จริงตามเธอมาวันนี้ ฉันก็คิดจะบอกหลายๆ เรื่องที่เธอน่าจะต้องรู้ แต่มีอะไรเข้ามาหาเธอมากกว่าที่คิด จนฉันคิดว่าอาจต้องบอกทุกเรื่อง อย่างน้อยเพื่อให้รู้สึกผิดต่อเธอน้อยลง”

ผมชักใจไม่ดี “มีเรื่องอะไรกันแน่ครับ?”

นักวิทยาศาสตร์ชราถอนใจยาวเชื่องช้า “เธอคงรู้ อย่างที่บอกมาแต่แรกว่า โครงการดรีมวอล์กเกอร์ คือการศึกษาความฝัน”

“ครับ”

“ถึงฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่หลายปีมานี้ ฉันเริ่มคิดว่า บางทีเรื่องความเชื่อ ศาสนา อาจไม่ใช่ทางขนานกับวิทยาศาสตร์ แค่พูดกันคนละภาษา ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นพันปี เกิดการตีความต่างๆ กันไป จนห่างไกลจากความหมายดั้งเดิม ฉันสนใจหลายเรื่อง บางเรื่องเหมือนเป็นเรื่องความเชื่อไสยศาสตร์ แต่เมื่อลองศึกษาดีๆ เปิดใจ ฉันว่าฉันพบบางอย่าง”

“เรื่องอะไรครับ?”

ด็อกเตอร์อธิบายต่อไปว่า “เราวิจัยกันมานานเรื่องสมอง ความซับซ้อนมากมาย ศึกษาหลายทาง เราพบตลอดมาว่าสมองมีศักยภาพสูง และมีมากกว่าเราคิดไว้ หลายอย่างที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ อาจรู้ได้ผ่านการศึกษาสมอง”

“ผมเคยรู้เหมือนกันว่า สมองยังมีศักยภาพมากกว่าที่เราใช้”

“นั่นก็ใช่ แต่ที่เรากำลังพูดถึงเป็นเรื่องความสามารถใหม่ที่เราพบ ไม่ใช่แค่ศักยภาพของระบบที่มี”

“มันคืออะไรครับ?” ผมยังไม่เข้าใจนัก

“เรารู้ว่ามนุษย์มีความทรงจำถูกเก็บเอาไว้ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส แม้ยังไม่แน่ใจว่าฮิปโปแคมปัสเป็นส่วนที่เก็บความทรงจำทั้งหมดไว้ หรือเป็นเพียงโหนด เชื่อมโยงความทรงจำทั้งหลายที่ถูกเก็บไว้ในหลายส่วนของสมอง เพื่อไปสู่นีโอคอเทค หรือว่าทำหน้าที่ทั้งสองอย่าง ซึ่งฉันโน้มเอียงมาทางอย่างสุดท้าย แต่ยังไงก็ตาม เราแน่ใจว่าในส่วนนี้ เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญกับความทรงจำ เราจึงศึกษา ใช้เวลานานทีเดียว แต่ที่สุดก็พบว่า ในฮิปโปแคมปัส มีส่วนเล็กๆ อีกส่วน ที่ดูต่าง แม้เหมือนจนเกือบแยกไม่ออก อยู่บริเวณขั้วของฮิปโปแคมปัส ใกล้ส่วนอมิดาลา คุณคงพอนึกออก”

“ครับ ก็คุ้นๆ” ผมไม่รู้เลยว่าพ่อเฒ่ากำลังพูดถึงอะไร

“สิ่งที่พบคือ ส่วนนั้นมีความทรงจำบางอย่างที่ลึกมากไปกว่าเรื่องราวอดีตที่ถูกฝังไว้จนอาจลืมเลือน พูดง่ายๆ คือเรื่องที่ลึกไปกว่าความทรงจำในจิตใต้สำนัก”

ความงุนงงของผมถูกยกกำลัง จากคำพูดของแก

คุณรินทร์ช่วยอธิบายว่า “สมัยมัธยม คุณคงเคยเรียนทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟลอยด์ แบ่งจิตของมนุษย์เป็นสามอย่าง จิตสำนึก จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก”

“ก็พอจำได้อยู่บ้าง” ผมหลงลืมไปแทบหมดสิ้นแล้ว แต่ไม่อยากเสียเวลาฟังคำอธิบายทฤษฎีที่ว่า เพราะเชื่อว่าเป็นเพียงส่วนประกอบ ไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่อง

“ที่จริงฟลอยด์อาจอยากให้ถือว่าเป็นส่วนเดียวกัน ภายใต้จิตใต้สำนึกเดียวกัน แต่สำหรับฉันคิดว่า ส่วนที่เราพบ มันมีความเฉพาะ”

“คืออะไรครับ?”

“อดีต… หมายถึงอดีตชาติ” ด็อกเตอร์เป็นคนตอบ

“อดีตชาติ!?”

หญิงสาวช่วยอธิบายอีกครั้ง “เราศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่อ้างว่าระลึกชาติได้ เมื่อได้คัดกรองแล้วว่าไม่ใช่การหลอกลวง หรือเข้าใจผิด เราพบว่าฮิปโปแคมปัสของคนกลุ่มนั้นมีความพิเศษ”

“ยังไงครับ?”

“เราพบว่าส่วนขั้วของฮิปโปแคมปัสบริเวณใกล้กับอมิดาลา มีการทำงานของนิวรอนมากกว่าปกติ พบคลื่นเดลล้าในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กำลังระลึกถึงอดีตชาติ เราเรียกภาวะนั้นว่า จิตอดีต (Past Conscious Mind)”

“สมองส่วนนั้นเป็นที่เก็บความทรงจำในอดีตชาติหรือ?”

“ก็ไม่เชิง” ด็อกเตอร์กลับมาพูด “จะว่ายังไงดี… ฮิปโปแคมปัสอาจไม่ใช่ส่วนเดียว เป็นได้ว่าอาจกระจายไปเก็บที่อื่นอย่างความทรงจำปกติ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น สิ่งสำคัญคือมันไม่ได้อยู่มาแต่ต้น อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตนี้ หมายถึงชีวิตล่าสุดที่เราเป็นเราอยู่นี้”

ผมไม่มั่นใจว่าเข้าใจหรือเปล่า แต่ยังพยายามตั้งใจ คิดตาม “หมายถึงอดีตชาติ ไม่ได้อยู่ในสมองเรามาแต่เกิดหรือครับ?”

“ใช่” ด็อกเตอร์ช่วยยืนยันความเข้าใจ “ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ข้อสันนิษฐานของเราคือฮิปโปแคมปัส ทำตัวเป็นโมเด็ม เชื่อมต่อเพื่อดาวน์โหลดอดีตมาเก็บไว้ในตัว”

“ดาวน์โหลด?”

พ่อเฒ่านักวิทยาศาสตร์พยักหน้า

แต่ผมยังสงสัย “ดาวน์โหลดมาจากไหน? ดาวน์โหลดมาได้ยังไง?”

“เรายังไม่รู้ขนาดนั้น แต่เป็นได้ว่าอาจเป็นที่ไหนสักแห่งนอกเหนือความรู้ อาจเป็นอีกมิติ อีกโลก หรือเป็นโลกคู่ขนานตามทฤษฎีสติง หรืออะไรก็ตามที่ฉันยังไม่ฟันธง”

“ผมนึกภาพไม่ค่อยออกครับ อดีตชาติ จะดาวน์โหลดมาได้ยังไง?”

“อืมมม จะว่ายังไงดีนะ” พ่อเฒ่าใช้นิ้วเคาะคางตัวเองถี่ๆ “เอาเป็นว่าเริ่มต้นแบบนี้ คือ คุณอาจเคยได้ยินคำว่า สสารไม่มีทางสูญหาย มีแต่เพียงการเปลี่ยนสภาพ”

“ครับ” เช่นเคย ผมไม่เคยได้ยิน

“ดังนั้นคุณลองคิด หรือตั้งสมมุติฐานสิว่า ถ้าเป็นอดีตละ”

“ผมไม่เข้าใจ อดีตยังไง?”

“ก็เช่น ภาพ เสียง สัมผัส หรืออื่นใดในอดีตที่คนๆ หนึ่งเคยพบในช่วงชีวิต หรือชาติหนึ่ง” คุณรินทร์เสริม

ผมพยายามคิดตาม แต่ก็ยังงง “คุณกำลังหมายถึงภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่รับรู้ ณ เวลาหนึ่ง ไม่ได้ผ่านแล้วผ่านเลย แต่กลายไปสู่อีกสภาพ”

“ที่จริง ไม่ได้หมายถึงตัวของภาพ เสียง สัมผัสจริงๆ แต่หมายถึงการรับรู้ ความทรงจำจากประสาทสัมผัสที่ถูกบันทึกไว้ในสมอง”

“ความทรงจำ?”

“คุณลองคิดสิว่า ความทรงจำตลอดชีวิต ที่เคยถูกเก็บไว้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในสมอง สาบสูญไปด้วยหรือเปล่าเมื่อเราตาย ร่างกายเน่าเปื่อย” ด็อกเตอร์ตั้งคำถามให้คิด

ผมรู้สึกว่าบางขณะก็เข้าใจ แต่บางขณะก็หลงโง่งม

“ด็อกเตอร์กำลังจะบอกว่า ความทรงจำเรื่องอดีต ไม่ได้หายไปเหมือนร่างกายเนื้อหนังอย่างนั้นหรือ?”

“ร่างกายเนื้อหนังก็ไม่ได้หายไป แต่แปรสภาพเหมือนกัน” แกไม่ยอมให้ผมพูดผิด

“แล้วการแปรสภาพของความทรงจำออกมาในรูปแบบไหน?” ผมถามต่อ

“เราคงต้องอธิบายเรื่องการแปรสภาพโดยคร่าวให้พอเข้าใจซะก่อน” ด็อกเตอร์ชำเลืองไปทางหญิงสาว เหมือนให้ช่วยอธิบายประเด็นนี้

“หากพูดให้เข้าใจง่าย การแปรสภาพ มีทั้งการแปรสภาพทางกายภาพและทางเคมี ความต่างหนึ่งคือการเปลี่ยนทางกายภาพเปลี่ยนให้กลับคืนสภาพได้ อย่างเช่นน้ำแข็ง น้ำบวกอุณหภูมิ ก่อเกิดการแปรสภาพเป็นน้ำแข็ง เมื่ออุณหภูมิที่เหมาะกับการเป็นน้ำแข็ง ถูกเอาออกจากเงื่อนไข ก็กลายกลับเป็นน้ำเหมือนเดิม แต่การแปรสภาพแบบนี้ใช้ไม่ได้กับการแปรสภาพทางเคมี ที่เปลี่ยนไปแล้ว กลับคืนสภาพได้ยาก อย่างร่างกายมนุษย์ เมื่อเน่าเปื่อยไปแล้ว นำกลับคืนไม่ได้เหมือนเดิม”

“ดังนั้นคำถามเริ่มแรกคือ การแปรสภาพของความทรงจำในสมอง เป็นแบบไหน?” ด็อกเตอร์ตั้งคำถามท้าทาย

ผมนิ่งพิจารณา ทำความเข้าใจอยู่นาน

“ด็อกเตอร์กำลังจะบอกว่า เราสามารถเรียกคืนความทรงจำในอดีตได้”

นักวิทยาศาสตร์ชรายิ้มน้อยๆ “ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด ลักษณะความทรงจำอย่างนี้ ในทางพุทธศาสนาก็มีกล่าวถึง เรียกว่า..เอ่อ อะไรนะ” หันไปทางผู้ช่วย

“สัญญาครับ เรียกว่าสัญญา” ผมตอบออกมาก่อนคุณรินทร์ นึกแปลกใจเหมือนกัน ที่ตนเองสามารถตอบได้โดยแทบไม่ต้องคิด แน่นอนผมรู้จักเรื่องของสัญญา หรือการจำได้ หนึ่งในขันธ์ ๕ ตามคำสอนของพุทธศาสนามาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะพลันตอบได้เหมือนเป็นเรื่องที่รอคอยพร้อมอยู่

“นั่นละ”

ผมยอมรับว่า ไม่คาดคิดว่าสองเรื่อง ศาสนาและวิทยาศาสตร์ จะกลายมาเป็นสิ่งเดียวกันได้

“การจำได้ในทางศาสนา ถูกบอกกล่าวว่าสามารถระลึกย้อนไปถึงอดีตชาติได้โดยการปฏิบัติสมาธิ จนได้ญาณ ก่อนนี้วิทยาศาสตร์คิดว่า ไม่เป็นจริง เป็นเรื่องความเชื่อทางลัทธิศาสนา แต่เมื่อมีการศึกษาจริงจัง ก็พบว่ามีความเป็นไปได้ นักจิตวิทยาเริ่มค้นพบความทรงจำอดีตจากจิตใต้สำนึกผ่านการสะกดจิต ทั้งอดีตจากชาตินี้และชาติก่อน แน่นอนยังมีการถกเถียงว่าจริงไหม เรื่องที่ถูกสะกดจิตออกมาเป็นเรื่องจริงหรือแค่ถูกสร้างขึ้น” คุณรินทร์พูด

“สิ่งที่ด็อกเตอร์ทำ คือการพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงหรือครับ?”

“สำคัญกว่านั้น คือเราสามารถทำอย่างนั้นได้เหมือนกัน เราใช้วิทยาศาสตร์แทนการทำสมาธิเพื่อให้ได้สิ่งที่ศาสนาเรียกว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ เพื่อระลึกอดีต” ด็อกเตอร์บอก

ผมแทบอ้าปากค้าง “จริงหรือครับ!”

“ผลลัพธ์ทำให้เราพิสูจน์ว่าอดีตชาติมีจริง ไม่ใช่ตายแล้วสูญ และการได้มาซึ่งความทรงจำอดีตของศาสนาและวิทยาศาสตร์เป็นแบบเดียวกัน แต่คนละวิธีการ ศาสนาใช้สมาธิไปถึงขั้นญาณ แต่วิทยาศาสตร์ใช้เครื่องมือ”

ผมเริ่มงง “ยังไงครับ? เครื่องมืออะไร?”

ด็อกเตอร์ผู้เฒ่าใช้เวลาคิด เหมือนกำลังหาจุดเริ่มต้นการอธิบายคำถามนี้ให้ตรงใจที่สุด

“โดยทั่วไปแล้ว เราไม่รู้ว่าสมองเก็บความทรงจำไว้ในรูปแบบไหน แต่เราเริ่มได้รู้ว่าเมื่อมนุษย์ตายลง ความทรงจำตรงนี้ จะถูกแปรสภาพรวบรวมไว้เป็นกล่องความทรงจำ”

“กล่องความทรงจำ?”

“เป็นคำเรียกให้เข้าใจง่ายๆ เพราะเป็นกล่องที่ไม่มีตัวตน(Invisible Box) หากเรียกให้ตรงกว่านี้อาจเรียกว่าสภาวะกล่องความทรงจำ  เราไม่รู้ว่ามันหายไปอยู่ที่ไหนหลังชีวิตดับลง เป็นไปได้ว่าอาจถ่ายเทไปอยู่อีกมิติ มิติคู่ขนาน ที่ไม่ใช่มิติกายภาพ เราไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น แต่รู้ว่ามันมีอยู่ ซึ่งตลอดมาไม่เคยมีใครตรวจพบ กระทั่งไม่นานมานี้”

“แล้วยังไงครับ?”

“อย่างที่บอก เมื่อเนื้อสมองของคนสลายไป ความทรงจำจะแปรสภาพ พูดให้ง่ายเหมือนแปรอยู่ในรูปของไฟล์คอมพิวเตอร์ แน่นอนหากจะเปิดอ่าน ก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์”

“คอมพิวเตอร์ที่ว่าหมายถึงอะไรครับ?”

“สมอง”

“สมอง?”

“สมองที่เข้าได้กับกล่องความทรงจำไร้ตัวตน”

“สมองแบบไหนครับ?”

“สมองของเจ้าของความทรงจำไงละ สมองใหม่ของเจ้าของความทรงจำในอดีต เรายังไม่รู้กลไก แต่ดูเหมือนมันถูกจับคู่ไว้ด้วยอะไรสักอย่าง ไม่มีทางผิดคู่ไปโผล่ในสมองของคนอื่น”

ผมยังมีข้อสงสัย “หากทุกคนมีอดีตชาติ แต่ส่วนใหญ่จำอดีตชาติของตัวเองไม่ได้นี่ครับ”

“นั่นเพราะกระบวนการยังถูกเริ่มต้น ยังไม่มีการดาวน์โหลด จะเริ่มต้นกระบวนการต้องปลดล็อคเสียก่อน”

“ปลดล็อค?”

“ใช่ เราต้องมีกุญแจ กุญแจเพื่อปลดล็อคสมองให้เริ่มกระบวนการดาวน์โหลดและอ่านไฟล์ที่ได้มาจากกล่องความทรงจำ”

ผมใช้เวลาคิดชั่วครู่ “กุญแจที่ว่า ทางศาสนาคือญาณ ขณะที่วิทยาศาสตร์สร้างกุญแจขึ้นมา”

“คุณตามได้เร็วมาก” ด็อกเตอร์กล่าวชม “เมื่อไขกุญแจเปิด สมองจะเริ่มดาวน์โหลดไฟล์จากกล่องความทรงจำ เข้าเก็บไว้ แน่นอนเป็นได้ว่าอาจอยู่ในขั้วฮิปโปแคมปัสเป็นหลัก เธออาจสงสัยว่าบางคนที่บอกว่าระลึกชาติได้ โดยไม่ใช้ญาณ หรือกุญแจทางวิทยาศาสตร์ นั่นเกิดจากการลักลั่นในสมอง ทำให้เกิดการเชื่อมต่อชั่วคราว จึงมีการดาวน์โหลดไฟล์จากกล่องความทรงจำมาได้บ้าง มักพบตอนเป็นเด็ก แต่ก็ได้เพียงส่วนหนึ่ง และชั่วประเดี๋ยวประด๋าว”

ผมพยักหน้ารับรู้ แล้วถามต่อ “เมื่อดาวน์โหลดมาแล้ว เราจะเห็นภาพอดีตได้ยังไง? ด็อกเตอร์บอกว่ามันถูกเก็บไว้ในส่วนเฉพาะที่เรียกว่าจิตอดีต”

“ถามได้ดี” ด็อกเตอร์ชมอีก ขยับตัวให้สบายขึ้น เหมือนว่าผ่านด่านรบแรกมาได้สำเร็จ เล่าต่อไป

“จิตอดีตเก็บข้อมูลที่ดาวน์โหลดมาได้ เหมือนกับจิตใต้สำนึกก็เก็บข้อมูลอดีตที่หลงลืมไป หากเป็นเรื่องจิตใต้สำนึก เราสามารถรู้ได้ด้วยการสะกดจิต แต่จิตส่วนจิตอดีต ยากกว่านั้น แต่เราก็หาวิธีช่วยให้เรื่องราวในจิตอดีตแยกออกมาได้ โดยส่งผ่านมาตามช่องทางหนึ่ง”

“ทางไหนครับ?”

“ไม่ลองเดาหรือ?”

ผมลองคิด แล้วก็สะดุดใจขึ้นมา

“ความฝัน!?”

“ถูกแล้ว” ด็อกเตอร์ยิ้มชื่นชม

“อย่าบอกนะครับว่า ผมเป็นหนึ่งในผู้ทดลองเรื่องนี้”

“จะว่าไปก็…ใช่”

ผมอึ้ง “ด็อกเตอร์กำลังจะบอกว่า ความฝันที่ผมฝันทุกคืน คืออดีตของผมจากชาติก่อน!”

“เราเชื่อมั่นว่าเป็นอย่างนั้น”

ผมรู้สึกงงๆ ราวกับเพิ่งมีคนบอกว่า พรุ่งนี้โดเรม่อนขอนัดผมกินกาแฟแกล้มแป้งทอดด้วยกันอย่างนั้นละ

“ด็อกเตอร์กำลังหลอกผม ล้อเล่นกับผมอยู่หรือ?”

แกยิ้มน้อยๆ “ถึงฉันไม่ใช่คนซีเรียส แต่ก็ไม่สนุกเฮฮาขนาดนั้น” แล้วก็เปลี่ยนสีหน้าจริงจัง

ผมนิ่งเงียบไปชั่วครู่ รู้สึกว่าทั่วใบหน้าเย็นวาบไปหมด หันไปหาคุณรินทร์ เธอยิ้มแหยๆ แทนคำบอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมได้ยิน

ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ผมใช้เวลากับตัวเองอีกพัก ยกมือลูบใบหน้า

“ด็อกเตอร์ครับ ผมมั่นใจว่าไม่เคยได้รับคำแนะนำจากด็อกเตอร์ให้ทำสมาธิไปถึงขั้นบุพเพนิวาสานุสติญาณ ดังนั้นต้องมีเครื่องมือไขสมองผม ให้ดาวน์โหลดและฉายภาพออกมาผ่านความฝัน แต่ผมนึกไม่ออกเลยว่าด็อกเตอร์ใช้เครื่องมือ หรือวิธีการอะไร?”

ด็อกเตอร์ขยับตัวอย่างอึดอัด หญิงสาวก้มหน้าไม่สบตาผมในตอนที่เธอช่วยเจ้านายอธิบาย

“คุณเข้าใจถูกค่ะ เราใช้เครื่องมือบางอย่างช่วยนิดหน่อย”

ผมพยายามนึก “เครื่องมืออะไรครับคุณรินทร์? ไอ้เครื่องหัวนางกอร์กอน เมดูซ่าที่ใช้สวมหัวผมหรือ?”

“เปล่าค่ะ นั่นเครื่องวัดค่าคลื่นสมอง”

“แล้วอะไร? ผมนึกไม่ออกเลย”

หญิงสาวสบตาด็อกเตอร์ เหมือนเป็นการขออนุญาตพูด ด็อกเตอร์พยักหน้า

“คุณนึกไม่ออกหรอกค่ะ เพราะคุณไม่รู้ตัว” ท้ายประโยค เสียงอ่อยลง

“หมายความว่ายังไง?”

“มันเป็นเครื่องมือขนาดจิ๋ว เป็นนาโนชิป เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์สี่เท่า แต่ประสิทธิภาพระดับเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่เครื่องหนึ่ง เคลือบด้วยสารชีวภาพเพื่อป้องกันการต่อต้านของร่างกาย เราเรียกมันเล่นๆ ว่า เดอะคีย์ (THE KEY)”

ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า เครื่องมือจิ๋วนำมาใช้กับผมตอนไหน

คุณรินทร์คงเห็นสีหน้าผมยังงงงวย จึงเฉลย “คุณไม่เคยเห็นเครื่องมือนี้ค่ะ เพราะเราใช้อุปกรณ์ที่ว่าใส่ลงในสมองคุณ”

“ใส่ในสมองผม!” ผมสะดุ้งโหยง

“นี่เป็นสิ่งที่เราเก็บเป็นความลับ ไม่ได้บอกคุณ จนกระทั่งวันนี้ ที่นัดหมายมาก็เพื่อบอก” ด็อกเตอร์พูด

“ยังไง? ทำไมผมไม่รู้ตัว? เอาอะไรมาใส่หัว? ผมจะไม่รู้ได้ยังไง?”

“ครั้งแรกที่มาที่แล็บค่ะ”

ผมนึกย้อน ครั้งแรกที่มาแล็บเดอะคิวบ์  ผมหลับอย่างอ่อนเพลีย ยาวนานกว่าครั้งต่อๆ มา คุณรินทร์บอกว่า เพราะครั้งแรกจึงยังไม่ชิน

“ทำไมผมไม่รู้สึกว่าถูกผ่าหัวเลย? จะเอาของใส่หัว ก็ต้องผ่าหัวผมสิ”

“เราใส่ผ่านโพรงจมูกค่ะ อุปกรณ์ชิ้นเล็ก ใส่ลงไปตรงบริเวณขั้วของฮิปโปแคมปัส ไม่ต้องผ่าตัดค่ะ” คุณรินทร์บอก

ผมเสียวขึ้นมา แกมโกรธ กล้าดียังไง ถึงมาทำกับผมอย่างนี้ อยากจะด่า แต่ยังเลือกทำใจเย็นไว้ก่อน

“ด็อกเตอร์ทำเพื่ออะไรครับ? ทำไมต้องทำอย่างนี้? ถึงขนาดเอาชีวิตผมไปเสี่ยงตาย ผมว่ามันไม่น่าจะถูกทั้งศีลธรรม ทั้งกฎหมาย”

“ใช่ ถูกแล้ว การกระทำแบบนี้หมิ่นเหม่กฎหมายและศีลธรรม อีกทั้งยังต้องใช้ทุนมหาศาล จึงต้องมีแบกอัพที่ดี หากไม่ใช่บริษัทxคงทำไม่ได้”

“โอเค แล้วยังไง? บริษัทจะได้อะไร? จะเอาไปทำเครื่องมือ หรืออาวุธอะไรสักอย่างขายให้รัฐบาลหรือ?”

ด็อกเตอร์ผู้เฒ่าขยับเปลี่ยนขาขัดสมาธิ จากที่ใช้ขวาทับซ้ายมาเป็นซ้ายทับขวา “ฉันคงต้องเริ่มเล่าตั้งแต่เริ่มต้นแล้วละสินะนี่”

“ดีครับ ผมก็ต้องการแบบนั้น”

ด็อกเตอร์สูดหายใจลึก ราวกับกำลังเริ่มต้นออกเดินท่องทะเลทราย

“หลังการศึกษายาวนาน ฉันค้นพบและตีพิมพ์ทฤษฎีนี้ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) ผ่านไปไม่นาน สักสองเดือนเห็นจะได้ บริษัทx ติดต่อเข้ามา ไม่รู้ว่าอ่านเจอหรือติดตามมาจากไหน พวกนั้นเข้ามาเจรจา เสนอให้ทุน นั่นเป็นการเริ่มต้นเอาทฤษฎีนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ ฉันร่วมงานในแบบที่บริษัทต้องการ โครงการแรกเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน มีเด็กคนหนึ่งอ้างว่าชาติก่อน เป็นหนึ่งในทหารญี่ปุ่นที่ขนส่งทองคำ ซ่อนไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งที่กาญจนบุรี”

ผมใช้เวลาคิดไม่นานก็เดาได้ แม้จะไม่น่าเชื่อก็ตาม “ด็อกเตอร์เลยเอาเด็กคนนั้นมาทดสอบทฤษฎี โดยคิดว่าเขาจะฝันเห็นเส้นทางไปหาทอง”

“เข้าใจเร็วดี ใช่ การทดสอบเป็นไปด้วยดี”

ผมจ้องมองหน้าอันเหี่ยวย่นของด็อกเตอร์ผู้เฒ่า เหลือบสบตาหญิงสาว ไม่มีร่องรอยทีเล่น หยอกล้อใดๆ

“แล้วผลออกมาเป็นไง? พวกคุณเจอทองนั่นไหม?”

“ไม่เชิง เราไปถึงตามที่ได้ข้อมูลจากเด็ก แต่น่าเสียดาย มีการขนทองคำออกไปแล้วก่อนเรามาถึง เราพอเห็นร่องรอยว่าทองคำเคยถูกเก็บไว้จริง แต่ปลายสงครามอาจมีการขนย้ายไป ถึงผิดหวัง แต่ในความผิดหวัง ก็มีกำลังใจ เสมือนว่างานวิจัยมาถูกทาง ทฤษฎีและเครื่องมือใช้ได้ เป็นการนับหนึ่งที่ดี บริษัทจึงพร้อมลงทุนต่อเต็มที่”

“มีอีกกี่โครงการต่อจากนั้นครับ?”

“ก็ไม่มาก”

“แล้วผมล่ะ ความฝันผมจะนำไปสู่อะไร?”

“คำถามนี้ เธอน่าจะเป็นคนบอกได้ดีกว่าฉันอีกนะ”

คำพูดของด็อกเตอร์ทำให้ผมใช้เวลาอยู่เพียงชั่วครู่ แล้วก็แทบสะอึก

“อย่าบอกนะครับว่าบริษัทกำลังหาสมบัติของยามาดะที่เก็บไว้ตั้งแต่สมัยเป็นสลัด”

“คงต้องบอกว่า ใช่”

ผมอึ้ง ตั้งสติ พยายามคิดต่อ จนเริ่มสงสัย

“ผมว่าด็อกเตอร์กับบริษัทไม่น่าสนใจประวัติศาสตร์ ถึงขนาดรู้ว่ายามาดะมีสมบัติสลัดซุกซ่อน ไม่ใช่เรื่องที่รู้กันมากนัก หรือแม้แต่เชื่อว่าเป็นไปได้ หากทฤษฎีของด็อกเตอร์ทำได้จริง น่าจะไปสนกับขุมสมบัติอีกหลายเรื่องหลายแห่งที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่า”

“สำหรับฉัน สนใจแต่ด้านวิทยาศาสตร์ ส่วนข้อมูลที่ได้ หมายถึงภาพในความฝัน บริษัทจะมีฝ่ายวิเคราะห์เพื่อเลือกว่าจะดำเนินการอย่างไร มีประโยชน์ต่อบริษัทแค่ไหน แน่นอนว่ามีหลายเป้าหมาย ไม่เสี่ยงกับโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่ง บริษัทx มีอิทธิพลระดับนานาชาติ สามารถเริ่มต้น หรือไปร่วมเป็นพันธมิตรกับโครงการลับจากหลายที่ได้”

“แล้วบริษัทรู้ได้ยังไง หรือด็อกเตอร์รู้ได้ยังไงครับว่า ในความฝัน หรืออดีตของผมคือยามาดะ เป็นไปไม่ได้หากใช้การสุ่ม”

“การสุ่มเป็นในช่วงเริ่มแรก เมื่อได้ทฤษฎี ก็มาสู่ขั้นปฏิบัติ ทดลองในมนุษย์ เราเลือกอาสาสมัครมาทดสอบ มองภาพฝัน ไม่สนว่าคืออะไร เราได้พบเรื่องราวหลากหลาย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้กับการหาประโยชน์ แต่ก็มีที่บริษัทเลือกให้ความสำคัญ อาจไม่ใช่จากภาพฝันของเขาโดยตรง”

“หมายความว่ายังไงครับ?”

“ก็หมายความว่าภาพฝันของเขา ทำให้เรามองเห็นว่าเราควรมองไปที่ใคร”

“แล้วด็อกเตอร์เคยทดลองกับใคร ทำให้คิดว่าอดีตผมคือยามาดะ”

“ช่วงแรกเราทดสอบกับคนหนึ่ง ความฝันเขาบอกว่าเขาเป็นคนใกล้ชิดยามาดะ เขาบอกว่าในความรู้สึกเขา ยามาดะเหมือนเพื่อนของเขาคนหนึ่ง”

ผมขมวดคิ้ว ลังเลที่จะเชื่อ

“เราไม่ได้เชื่อมากนักในตอนแรก” ด็อกเตอร์ว่า “เพราะคิดว่าหน้าตาเป็นเรื่องทางพันธุกรรม จึงบอกไม่ได้ว่าหน้าตาจากคนเดียวกันในต่างภพชาติจะเหมือนกัน แต่พอเปิดใจกว้าง จึงลองคิดว่า บางทีทุกอย่างไม่ใช่เพียงการรับรู้ทางสายตา คนผูกพันในอดีต อาจมีบางอย่างรับรู้กันได้ผ่านประสาทสัมผัสอื่นมากกว่าแค่การมองเห็น เราเริ่มมั่นใจเรื่องนี้หลังพิสูจน์กับกรณีศึกษารายอื่นๆ”

“คนที่ด็อกเตอร์ทดลองเจอว่าอดีตเป็นคนใกล้ชิดยามาดะ เขาชื่ออะไรครับ” ผมถาม

เมื่อด็อกเตอร์บอก ผมจำได้ทันที เจ้าเพื่อนมัธยมจอมลามกประจำห้อง

“หมายความว่า ที่ผมเข้ามาทดลอง เป็นการระบุเฉพาะเจาะจงมาสินะครับ”

“จะพูดอย่างนั้นก็ได้”

ผมยอมรับว่า ไม่คาดคิดเรื่องนี้มาก่อน ใครกันจะไปคิดว่าโลกมีเรื่องแบบนี้ และดันมาเกิดกับตัวผม เปรยออกมาเบาๆ เหมือนพูดกับตัวเอง

“เพราะอย่างนี้นี่เอง มิน่างานนี้ถึงเงินดี แลกกับความเสี่ยง ความลับ และผลประโยชน์มหาศาล”

“ฉันต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรก” ด็อกเตอร์แสดงความเสียใจ

ผมผ่อนลมหายใจยาว ยังมึนงงกับเรื่องต่างๆ ที่เพิ่งได้ฟัง ใช้เวลาตั้งสติอีกนานเท่าไรไม่ทันสังเกต แต่ท้องฟ้านอกหน้าต่าง เริ่มกลายเป็นสีม่วงหม่นแล้วตอนที่ผมเอ่ยต่อมา

“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ ถ้าบอกตามจริง ผมอาจไม่ยอมก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องเอาอุปกรณ์ยัดใส่หัวผม แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ในเมื่อเป็นประโยชน์ต่อการทดลองวิทยาศาสตร์ แล้วยังอาจจะได้รู้ข้อมูลประวัติศาสตร์ใหม่ๆ เป็นประโยชน์ต่อไป ผมก็พอยอมรับได้” ผมยิ้มฝืน ๆ “อีกอย่างหากมองแง่ดี ข้อมูลที่ได้ ผมอาจเอาไปเขียนบทความสารคดี หาเงินได้ต่อ แต่ก็คงหลังจากที่ ด็อกเตอร์เอาอุปกรณ์ที่ว่าออกจากหัวผมไปแล้ว”

ด็อกเตอร์มูรากิทำท่าอึดอัด “คือ…มันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ ฉันต้องขอโทษอีกครั้ง”

ผมเริ่มกังวล “หมายความว่ายังไงครับ? อะไรที่ไม่ง่าย?”

“ตอนใส่เดอะคีย์ะเข้าไป เราไม่ได้คิดเรื่องเอาออก”

ผมแทบช็อกหมดสติไปเสียเดี๋ยวนั้น “ได้ไง!?”  ละลักละล่ำพูดออกไปด้วยความโกรธ “เอาออกไม่ได้อย่างนั้นรึ!?”

ไม่มีใครตอบ

“ใส่ไปยังไง ก็เอาออกอย่างนั้น” ผมเสนอตรงๆ

“ไม่ได้ เพราะเราเอาใส่เข้าไปไว้บริเวณที่การผ่าออกเป็นอันตรายมาก อีกทั้งวิธีที่ใส่เข้าไป ก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เอาออก ตอนนั้นฉันคิดแต่ผลที่จะได้จากการทดลองเท่านั้น”

ผมอยากตบกบาลใต้ผมบางๆ สีเทาให้คว่ำ “ไม่รู้สึกว่าเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ไปหน่อยหรือ”

“ฉันยอมรับ ไม่มีข้อโต้แย้ง”

ผมพยายามทำใจเย็น “แต่ตอนนี้กำลังหาทางเอาออกอยู่ใช่ไหมครับ?”

“ก็ใช่ เราพยายามอยู่ แต่ก็จำต้องขอโทษอีกครั้ง”

ผมสูดหายใจลึก เก็บกลั้นความโกรธที่ใกล้ระเบิด พูดตอบไป

“ไม่เป็นไร ผมรอได้ บางทีระหว่างนี้ผมอาจเห็นความฝันอะไรเพิ่มขึ้น เอามาใช้ประโยชน์ได้ อีกอย่าง ตลอดมาก็ยังไม่ได้มีผลเสียหายต่อตัวผมเท่าไร”

ไม่มีรอยยิ้มเบาใจ ที่ช่วยให้ผมเพลาความโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เหลือบตามองทั้งสองคน ไม่มีคำตอบโต้ในทางบวก “ใช่ไหมครับ?”

นักวิทยาศาสตร์สองคน สบตากัน

ด็อกเตอร์ผู้เฒ่าเป็นคนเอ่ย

“ที่ฉันขอโทษเธอ ไม่ใช่เพราะเรื่องเดอะคีย์”

ผมงง “แล้วขอโทษผมเรื่องอะไร?”

ด็อกเตอร์ชรากับสาวผู้ช่วยได้แต่มองหน้ากัน ไม่มีใครเอ่ยอะไรอยู่หลายอึดใจ ราวว่าประโยคที่จะพูดต่อ คือเวลานับถอยหลังวันโลกาวินาศ

“เรื่องการเอาเดอะคีย์ใส่หัวคุณ เป็นเรื่องที่วันนี้ฉันตั้งใจจะบอก แต่ไม่ใช่แค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว”



Don`t copy text!