สายลมตะวันออก บทที่ 35 : เกิดเรื่อง

สายลมตะวันออก บทที่ 35 : เกิดเรื่อง

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

ลานริมน้ำเวลาเย็น มีคนคึกคัก รถเข็นขายของสามสี่คัน ทั้งรถขายโตเกียว เครป น้ำปั่นจอดเรียงรอลูกค้า คนหนุ่มสาว และสูงวัย มาออกกำลังกายตามสไตล์ความชอบของตน ทั้งวิ่ง และแอโรบิก วัยรุ่นสี่ห้าคน รวมกลุ่มกันอยู่มุมลานด้านเหนือ เลี้ยงลูกบาสเล่นพลางพูดจากันเฮฮา ขณะที่อีกกลุ่มนั่งอยู่ริมฝั่ง บนเขื่อนกันตลิ่งซีเมนต์ เด็กนักเรียนหญิงระดับมัธยมซ้อมเชียร์ลีดเดอร์กันกลุ่มใหญ่ กลางลำน้ำมีเรือโยงบรรทุกทรายล่องเอื่อยเฉื่อย ใกล้จะลอดสะพานเหล็กทอดข้ามแม่น้ำ ซึ่งหนาแน่นด้วยรถ แดดยังอยู่เหนือยอดตึก ค่อยๆ คล้อยลงต่ำช้าๆ จนไม่ทันสังเกต

ผมกวาดตามองไปทั่ว สวนหย่อมเล็กๆ หญ้าเขียวสด ไม้ใหญ่เป็นหลักคาร่มเงา มีคนนั่งอยู่บนม้าหินใต้ร่มไม้อยู่สามคน ตลาดในชุมชนเต็มไปด้วยผู้คนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย

แต่ไม่พบคุณรินทร์

ลองอีกรอบ ผลได้อย่างเดียวกัน

สิบกว่านาทีต่อมา จึงได้ยินเสียงโทรศัพท์

“ฉันเห็นคนของบริษัทอยู่แถวนี้”

ผมพยายามมองหา ยังไม่เห็นอย่างเธอว่า แต่เชื่อได้ว่าพวกมันคงกระจายกันค้นหาอยู่แน่ หลังผมหลบออกมาจากคอนโดได้

เธอบอกต่อว่า “เอาละฟังให้ดี ทำตามที่ฉันบอก”

 

เมื่อมาถึงทางเข้าตลาด ผมหยุดยืนอยู่ตรงทางเดินยาว ขนาบซ้ายขวาด้วยร้านค้าเรียงยาวใต้เต็นต์ผ้าใบ ร้านส่วนใหญ่ขายของประดับของที่ระลึก ของสัพเพเหระ เสียงแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าแว่วเป็นระยะ มีผู้ซื้อไม่หนาแน่นนัก เดินตรงเข้าไป ชำเลืองมองรอบๆ อย่างระวัง ไม่เห็นใครท่าทางเหมือนคนของบริษัท

ผ่านไปจนพ้นโซนของที่ระลึก ตรงหน้าเป็นบันไดทางขึ้นไปยังพื้นที่ค้าในร่ม ซึ่งถูกจัดเป็นโซนอาหาร ผู้คนเยอะมากกว่าโซนแรกจนเรียกได้ว่าหนาแน่น  ผมเดินขึ้นไป พบร้านน้ำผลไม้ปั้น เสียงเครื่องปั้นดังครืดๆๆ เป็นระยะ แม่ค้าสาวผิวขาว หน้าตาจิ้มลิ้ม สวมเสื้อกล้ามสีไข่ไก่ พูดจากับลูกค้าที่รอคิวกันอยู่สี่ถึงห้าคน ถัดไปเป็น ร้านเบเกอรี กลิ่นเนยและขนมปังโชยเมื่อเดินผ่าน ในร้านมีโต๊ะขนาดเล็กสองสามตัว ลูกค้านั่งกินกันอยู่โต๊ะหนึ่ง ผมละความสนใจ เดินต่อไป จนพ้นจากส่วนขายอาหาร สู่โซนเสื้อผ้า ดูเหมือนคนเดินซื้อหาน้อยลงไปเกือบครึ่ง ผมหยุดลงตรงร้านขายหมวก หน้าร้านมีหุ่นชายสวมเสื้อไอเลิฟนิวยอร์ค สวมหมวกทีมนิวยอร์คแยงกี้สีขาว ตรงตามที่คุณรินทร์บอก

ผมกวาดตามองรอบๆ ยังไม่พบใครที่รู้จัก วัยรุ่นสามคนท่าทางเหมือนเป็นเจ้าของร้าน กำลังนั่งมองจอโทรศัพท์มือถือ ยังไม่มีลูกค้าอื่นเข้ามาอุดหนุน ผมทำทีเลือกสินค้า หมวกหลายแบบหลากสไตล์ วางเรียงนับสิบ ที่แขวนอยู่ก็ไม่น้อย  ผมลองหยิบหมวกบักเก็ตสีเทาขึ้นมาใบหนึ่ง แต่ตาไม่ได้ตั้งใจดูนัก แอบชำเลืองไปรอบๆ ยังไม่เห็นใคร

“สนใจใบไหนถามได้นะพี่” วัยรุ่นเจ้าของร้านรายหนึ่งพูดกับผม

ผมยิ้มให้ กวาดตาเลือกดูต่อไป วางหมวกบักเก็ต แล้วหยิบหมวกเบสบอลนิวยอร์คแยงกี้สีดำขึ้นมาพลิกดู

ตอนนั้นเองสัมผัสบนหัวไหล่ ทำให้ผมหันขวับ “คุณรินทร์”

วันนี้เธอปล่อยผมยาว ตรงสลวยราวเพิ่งผ่านการบำรุงมาหมาดๆ เธอสวมเชิ้ตแขนยาวขาว กางเกงยีนเข้ารูป

“มีคนของบริษัทวนเวียนอยู่ พวกนั้นคงรู้แล้วว่าคุณอยู่แถวนี้” หญิงสาวบอก

“อย่างนี้เราก็ไปหาด็อกเตอร์ไม่ได้แล้วสิ ไม่อย่างนั้นมันก็เจอด็อกเตอร์ด้วย”

“ก็ไม่เชิงค่ะ” คำพูดไม่เต็มเสียงนัก

“หมายความว่าไง?”

“ก่อนฉันออกมา เกิดเรื่องกับด็อกเตอร์”

“มีอะไร!?”

“พวกของบริษัทรู้ที่ซ่อน บุกมา ด็อกเตอร์ให้ไดรฟ์ข้อมูลโปรเจกต์ไว้กับฉัน แล้วหนีมาหาคุณ”

ผมตกใจ “ด็อกเตอร์ถูกพวกนั้นจับตัวไปหรือ!?”

“ก็เป็นได้ ฉันไม่เห็น ถึงฉันเชื่อว่าด็อกเตอร์มักมีทางเสมอ แต่ก็ไม่มั่นใจ ฉันถูกสั่งให้หนีออกมาหาทางเตือนคุณ”

“อย่างนั้นเราก็ไม่มีที่ไป”

“ตอนนี้ยังไงเราก็ต้องไปจากตรงนี้ก่อน” เธอชะโงกมองผ่านด้านหลังของร้านขายหมวก เห็นเจ้าสูทดำสองคนเดินวนเวียน สอดส่ายตามองซ้ายขวาไม่หยุด และทำท่ากำลังเดินมาทางนี้

“เราจะไปจากตรงนี้โดยไม่ให้พวกนั้นเห็นได้ยังไง?”

เธอคิดชั่วครู่ “เอาอย่างนี้”

เธอหยิบหมวกสองใบ ควักธนบัตรหนึ่งพันจากกระเป๋า ไปจ่ายวัยรุ่นเจ้าของร้าน

“ผมว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาช็อปปิ้งนะครับ”

เธอมองผมอย่างเคืองๆ ไม่ได้พูดอะไร

“มีแบงค์ย่อยมั้ยพี่?” เจ้าของร้านถาม

“ไม่ต้องทอนก็ได้ถ้าช่วยอะไรพี่สักอย่าง”

ครู่ต่อมาผมและคุณรินทร์หลบอยู่หลังแผงตั้งแขวนหมวก ชะโงกมองลอดไปยังหนุ่มในแจ็กเก็ตสีเขียวเข้มของผม เดินไปยืนทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าร้านขายเสื้อผ้า ห่างไปสักหกล็อก

พวกชุดดำสองคนเห็นเข้าให้แล้ว คนหนึ่งยกข้อมือพูดอะไรสักอย่างลงไป จากนั้นพรรคพวกคนอื่นอีกสามสี่คนก็แห่กันเข้ามาจากทุกทิศ ล้อมเข้าไปยังเจ้าหนุ่มขายหมวก

ตอนนั้นผมรู้สึกว่าข้อมือถูกดึงให้เคลื่อนที่ รู้ตัวอีกที คุณรินทร์ฉุดมือผมให้รีบวิ่งไปจากที่หลบอยู่ทันที

 

เราสองคนหลบออกจากบริเวณตลาด เข้าไปในซอยแคบๆ  สองข้างเป็นอาคารห้องแถวเก่า สถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส มีคนเดินสวนมานานๆ ที ส่วนใหญ่ฝรั่งสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น คล้องกล้องถ่ายรูป ผมได้กลิ่นขนมอะไรสักอย่างลอยแตะจมูก นึกแปลกใจว่าในสถานการณ์แบบนี้ ผมยังสามารถได้กลิ่นขนมมากกว่าล่วงรู้จุดหมายของตัวเองเสียอีก

ผมหันกลับไปมองข้างหลัง เห็นพวกสูทดำวิ่งตามมา คิดอยู่แล้วว่าแผนของหญิงสาว ได้เพียงเปิดทางให้หลบออกมาเท่านั้น ครานี้จำต้องหนีให้พ้น แต่จะทำอย่างไร บอกตามตรง ผมนึกอะไรไม่ออก ไร้แผนการ

แต่คุณรินทร์ฉลาดกว่าผม เธอฉุดมือผมให้เข้าไปในบ้านเก่าหลังหนึ่ง มีแม่เฒ่านั่งถือพัดอยู่บนเก้าอี้โยก ใกล้ๆ กัน มีเตาอบขนมแบบโบราณรูปกลม ขนาดใหญ่กว่าครกกระเดื่องเล็กน้อย ยังใช้ฟืนและถ่านไม้

เราสองคนเข้าไปหลบหลังตู้ใบใหญ่ ไม่ทันสังเกตว่าเป็นตู้บรรจุอะไร แต่เป็นตู้เก่า อายุรุ่นคุณปู่ แอบชะโงกมอง เห็นพวกสูทดำสองคนวิ่งผ่านหน้าบ้านไป

“มีทางออกข้างหลังไหมคะยาย?”

แม่เฒ่ายกมือชี้ไปทิศทางที่ต้องการบอก

“ขอบคุณค่ะ” เธอกำลังจะก้าวไป แต่ชะงัก หันกลับมาร้องขอแม่เฒ่า “ถ้ามีคนตามหาเรา..”

เหมือนว่าแม่เฒ่าเข้าใจความต้องการ ยกนิ้วโป้งขึ้นมาราวแทนคำบอกว่า “เชื่อใจฉันเถอะ”

 

เราหลบออกไปด้านหลังบ้านขายขนม ไปตามทางแคบๆ ริมคลองสายเล็กๆ จนมาโผล่ที่ลานหน้าโบสถ์คริสต์ หยุดหายใจพักเหนื่อยสักครู่ ผมเหนื่อยจนแน่นหน้าอก รู้สึกว่าหากรอดไปได้ คงต้องออกกำลังกายทุกเย็นเสียแล้ว ถึงชีวิตจะเหลืออีกไม่กี่วันก็เถอะ

“พวกมันยังตามมาไหม?” ผมพูดลอยๆ หญิงสาวมองย้อนกลับไป เห็นสูทดำสองคนกำลังตามมาไม่ห่าง

ผมถอนใจ เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง

เราวิ่งไปตามถนนในชุมชน โดยไม่รู้ว่าเส้นทางนำพาขึ้นไปบนสะพานข้ามแม่น้ำ ไม่มีเวลาหันกลับ เราวิ่งต่อไป รถแล่นฉิวแซงเราไปคันแล้วคันเล่า หันกลับไป ยังเห็นสูทดำคนหนึ่งวิ่งตามมา แต่ชั่วเวลาหนึ่ง ออดี้สีดำก็พุ่งปราดมารับพรรคพวก แล้วแล่นไล่หลังเราต่อมาอย่างเร็ว

“ต้องรีบแล้วละ” ผมเร่งทั้งตัวเองและคุณรินทร์

เราวิ่งกันสุดฝีเท้า แต่ออดี้ดำพุ่งใกล้เข้ามาห่างไม่ถึงยี่สิบเมตร หน้าต่างฝั่งข้างคนขับ มีสูทดำคนหนึ่ง โผล่ออกมาพร้อมปืนในมือ

ผมตัดสินใจคว้าแขนของคุณรินทร์ให้หยุด เธอสะดุ้ง

ไม่มีเวลาอธิบาย ผมดึงแขนเธอให้หันกลับ วิ่งย้อนกลับไปทางที่มา ออดี้สีดำพุ่งสวนเราไปด้วยความเร็ว ไม่ทันที่เจ้ามือปืนจะลั่นกระสุน แต่ชั่วอึดใจ เสียงยางล้อบดถนนดังไปทั่ว บ่งบอกว่ารถที่ตามเรา หักหมุนสามร้อยหกสิบองศา แล้วพุ่งย้อนศรกลับมาตามเรา

เสียงเบรกของรถบนสะพานหลายคันดังระงม พร้อมกับหลายคันต้องหักหลบ ชนรถคันอื่นๆ ที่พุ่งอัดเข้ากับราวเหล็กสะพานก็ไม่น้อย

รถญี่ปุ่นคันหนึ่ง หักหลบอุบัติเหตุตรงหน้า พุ่งทะลุแผงเหล็กเข้ามาตัดหน้าเราสองคนกระชั้นชิด

ผมถลาไปชนรั้วเหล็กชั้นนอกของสะพาน จนล้มกอง แต่คุณรินทร์เซเสียหลักร่างพลัดข้ามรั้วตกลงไป

โดยไม่ต้องคิด ผมพุ่งตัวยื่นมือผ่านซี่รั้ว คว้าข้อมือเล็กๆ ของเธอไว้ได้ทัน ร่างหญิงสาวตอนนี้ห้อยต่องแต่งกลางสะพานสูง

“จับไว้! อย่าปล่อย!” ผมบอก

แต่มือที่ชโลมไปด้วยเหงื่อค่อยหลุดเลื่อนช้าๆ ผมพยายามกุมให้แน่น แต่ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก สัมผัสมือของเธอเลื่อนลงเรื่อยๆ จากฝ่ามือจนปลายนิ้ว

มือของเธอหลุดจากสัมผัสของผม!

ร่างคุณรินทร์ร่วงหล่นลงไป

ผมอ้าปาก ไม่ทันเสียงครางผ่านลำคอออกมา ก็เห็นหญิงสาวหล่นลงไปก้นจ้ำเบ้าบนชั้นดาดฟ้าของเรือภัตตาคารกลางลำน้ำที่ลอยลอดสะพานมาพอดี

ผมโล่งอก ยินดีที่เห็นเธอปลอดภัย แต่ความรู้สึกนั้นอยู่ได้ชั่วพริบตา พวกสูทดำพากันลงจากรถ กำลังกรูเข้ามา

ผมลุกขึ้น ก้าวข้ามรั้วสะพาน โดยปราศจากการใช้สมองไตร่ตรอง ผมกระโดดลงไปทันที

อึดใจต่อมา ร่างผมกลิ้งโค่โล่อยู่บนดาดฟ้าเรือภัตตาคาร ก่อนล่องผ่านใต้สะพานไปเพียงเสี้ยวนาที

พวกสูทดำสองคนทำได้แต่เกาะรั้วยืนมอง คนหนึ่งสบถอะไรสักอย่างที่ผมอ่านปากไม่ออก แต่จากสีหน้า คงไม่ใช่คำสุภาพนัก

ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืน รู้สึกเจ็บปวดขา ร้าวมาถึงสะโพก นึกขึ้นได้ว่าคุณรินทร์ลงมาก่อน กวาดตาไปรอบๆ จึงเห็นเธอขยับมายืนข้างๆ หายใจหอบจนได้ยิน

“เราน่าจะรอดแล้ว” เธอพูด

“ก็ว่าอย่างนั้น”

ผมหายใจลึก เติมอ็อกซิเจนเข้าปอด “เอาไงต่อ เรากลับไปที่ที่ด็อกเตอร์ใช้หลบซ่อนไม่ได้แล้วสินะ”

“พวกนั้นคงเฝ้าไว้แล้วละ”

“แล้วเราจะไปไหนได้ ไม่มีใครพึ่งได้อีก”

“ก็ไม่เชิงค่ะ ตอนนี้ฉันนึกออกแค่คนเดียว”

ผมกำลังจะอ้าปากถามให้แน่ใจ แต่หางตาเริ่มรับรู้ได้ว่า ตอนนี้เราสองคนกำลังตกอยู่ในสายตาของชาวต่างชาติบนโต๊ะอาหารที่จ้องมองนิ่งอึ้ง เรามองรอบตัว ยิ้มแหยๆ

“ขอโทษที่รบกวนค่ะ” เธอบอก

 

หลังฟังคำก่นด่าจากกัปตันจนเรือเข้าเทียบท่า เราจับแท็กซี่ออกมุ่งหน้า บอกกล่าวที่หมาย คนขับท่าทางไม่เต็มใจนัก สังเกตสังกาเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนท่าทางมอมแมม แต่การจ่ายค่าโดยสารล่วงหน้า ช่วยให้แกหุบปากและออกรถ

 

ท้องฟ้ามืดแล้วในตอนที่ผมและคุณรินทร์มาถึงบ้านศาสตราจารย์ธาม เราสองคนลงจากแท็กซี่ มายืนหน้าบ้านเดี่ยวสองชั้น มีสนามหน้าบ้าน ถือว่าหรูระดับชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง แสงไฟไม่กี่ดวงลอดออกมาจากช่องหน้าต่างชั้นล่าง

“ฉันไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว ตั้งแต่ภรรยาของคุณลุงเสียไป แกก็อยู่คนเดียว มีแค่แม่บ้าน คนขับรถ ที่จริงฉันน่าจะคอยมาเป็นเพื่อนคุยกับแกให้บ่อยกว่านี้ จะได้ไม่เหงา”

“แกมีงานให้ทำ ท่าทางยุ่งเสียด้วย คงไม่เหงาหรอก” ผมปลาบเธอ

“ก็จริงนะ”

หญิงสาวกดกริ่งหน้าบ้าน ระหว่างรอผมถาม

“ศาสตราจารย์รู้มากแค่ไหนเกี่ยวกับเรื่องนี้”

“รู้แค่ที่คุณรู้ ดรีมวอร์กเกอร์แบบที่คุณเข้าใจ ไม่ลึกไปกว่านั้น”

“แล้วเราควรบอกแค่ไหน”

“สำหรับฉัน ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากให้แกรู้ ไม่อยากดึงแกเข้ามาเกี่ยว บริษัทxไม่อยากให้ความลับรั่วไปมากกว่านี้”

“แต่เรามาที่นี่ ก็เหมือนกับพาแกมาติดร่างแหด้วยแล้วละ”

“ก็อาจใช่” เธอพูดเศร้าๆ แต่เราสองคนก็รู้ว่า ไม่มีทางอื่น

หนึ่งนาทีต่อมา แม่บ้านรุ่นคุณป้า เดินออกมาต้อนรับ เธอจำหลานสาวของเจ้านายเธอได้

“คุณลุงอยู่ไหมจ๊ะ?”

“ไม่อยู่ค่ะ ไม่ได้กลับมาสามสี่วันแล้ว”

เราสองคนมองหน้ากัน ไม่พูดอะไร คุณรินทร์บอกแม่บ้านกลับไปว่า

“ฉันโทรคุยกับคุณลุง เห็นว่าจะกลับวันนี้ แกว่ามีเรื่องอยากคุยกันหน่อย เลยให้ฉันมา ขอเข้าไปรอข้างในนะ”

แม่บ้านไม่มีท่าทีสงสัย เปิดประตูรับเราสองคน

เธอกระซิบระหว่างเดิน “อย่างน้อยก็มีที่พัก จากนั้นค่อยว่ากัน”

แม่บ้านตระเตรียมของว่าง แยมโรลรสส้ม พร้อมน้ำชาเขียว มาให้เราสองคน

“กลับไปพักผ่อนก็ได้นะจ๊ะ” หญิงสาวบอก

แม่บ้านทำท่าลังเลเล็กน้อย เหมือนเกรงว่าจะทำหน้าที่บกพร่อง แต่สุดท้ายก็ทำตาม

หญิงสาวเปิดโทรทัศน์ในห้องรับแขก พบภาพข่าวนายตำรวจกำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการตายของชายฝ่ายเทคนิคของสถาบันวิทยาศาสตร์เอกชน ภาพข่าวที่ปรากฏ จำได้ว่าเป็นหนุ่มแว่นที่ผมแทบไม่เคยคุย พร้อมกับภาพเจ้าหน้าที่นำร่างในห่อผ้าดิบลงมาจากคอนโด นายตำรวจไม่ได้ให้รายละเอียดนัก

คุณรินทร์เกือบเปลี่ยนช่องไปแล้วหากผมไม่ร้องห้าม เพราะผมเห็นว่า ด้านหลังนายตำรวจที่กำลังให้สัมภาษณ์ มีเจ้าดีเอสไอหนุ่มใหญ่ ไม่ได้สวมแจ็กเก็ตหน่วยงาน กำลังเดินด้อมๆ มองๆ สังเกตสังกา อยู่บริเวณสถานที่เกิดเหตุ

บางทีเจ้านั่นคงได้กลิ่นบางอย่าง ใช้ความสนิทสนมกับนายตำรวจในคดี ขอเข้ามาหาเบาะแส ซึ่งน่าเกรงว่าเป็นความพยายามหาทางเอาผมเข้าคุก หลังผมเผยพิรุธหนีจากเขาที่ร้านกาแฟ

“ถ้าศาสตราจารย์ยังไม่กลับ เราคงอยู่ได้อีกไม่นาน” ผมพูดขึ้น

“ค่ะ สักชั่วโมง ถ้าไม่มีโชค คงต้องไป แต่ตอนนี้ พอมีเวลาให้เราเตรียมตัววางแผน”

ตามที่เธอว่า

“หากเราหนีพ้นจากพวกบริษัทไปได้ แล้วยังไงต่อ” ผมถาม

หญิงสาวคิดอยู่สักครู่ “ตอนที่ฉันหนีออกมา ด็อกเตอร์บอกว่าหากแกไม่รอด ให้ฉันทำงานต่อวิจัย หาทางแก้ปัญหาผลข้างเคียงให้คุณ ไม่ว่าจะทันหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยก็เป็นความรู้ หากพวกบริษัทยังทดลองดรีมวอร์กเกอร์ต่อไป เราจะได้ช่วยคนที่โดนผลกระทบแบบคุณ”

“ดีแล้วที่มีเป้าหมาย รู้ว่าต่อไปจะต้องทำอะไร”

สีหน้าหญิงสาวเศร้าลง “ฉันขอโทษที่ทำให้คุณต้อง…” เสียงขาดห้วง “บางที ถ้าไม่มีโปรเจกต์นี้ คุณก็ไม่ต้องลำบากอย่างนี้”

ผมลองคิด หากไม่มีเรื่องราวทั้งหมดนี้ บางทีเวลานี้ ผมอาจกำลังนั่งกินขนมหวานกับสาวข้างห้องอยู่ ช่วงเวลาพิเศษที่ผมไม่มีบ่อยนัก

กลับกันหากไม่มีโปรเจกต์นี้ ผมอาจอยู่เพียงในห้องเช่าเล็กๆ เขียนงานประทังชีวิตไปวันๆ ไม่ได้มีเงินอยู่สบายอย่างนี้

พูดตามจริง ผมไม่โกรธคุณรินทร์ มีบ้างในช่วงแรกที่รู้เรื่อง แต่ตอนนี้ไม่แล้ว

“ไม่เป็นไรครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว การรู้วันตายของตัวเองไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่คิดๆ ไป บางทีหากสิ่งที่คุณทดลองเป็นจริง ผมเห็นภาพที่เกิดขึ้นในอดีตจริง มันอาจทำให้ผมเห็นสิ่งที่ผมสงสัยอยากรู้มาตลอด เรื่องยามาดะ วาระสุดท้ายที่เหมือนมีบางอย่างถูกซ่อนไว้ในบางแง่”

“แต่จะมีประโยชน์อะไรล่ะคะ”

“อย่างน้อยก็จะได้รีบปิดต้นฉบับส่งให้กองบ.ก. ไม่อย่างนั้นคงเซ็ง ที่เสียงสุดท้ายก่อนผมต้องกลับไปอดีต คือเสียงบ.ก.โทรมาทวงต้นฉบับ”

เธอหลุดยิ้มออกมาได้

ผมยินดีที่เห็นรอยยิ้มนั้น

 

ผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว ผมเริ่มกระสับกระส่าย ไม่รู้ว่าหากต้องไปจากที่นี่ เป้าหมายต่อไปคือที่ไหน

คุณรินทร์กดโทรศัพท์บ่อยครั้ง เธอว่าพยายามโทรหาศาสตราจารย์ธาม แต่ยังติดต่อไม่ได้ เราเงียบกันไปอีกนาน คุณรินทร์หยิบไดฟร์สีเงินออกมาหมุนเล่นในมือ

“ตอนเริ่มทดลองใหม่ ความฝันของผมสับสน เหมือนหนังที่ตัดต่อสลับกัน แต่ต่อมาก็เริ่มถูกเรียงร้อยอย่างดีขึ้นเรื่อยๆ” ผมพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

หญิงสาวเก็บไดรฟ์สีเงินลงกระเป๋ากางเกง หันมารอฟัง

“ผมจะได้เห็นทุกภาพที่ผมในอดีตเคยเห็นหรือเปล่า?”

“ตามทฤษฎีทุกภาพจะปรากฏผ่านสมอง ออกมาทางความฝัน แต่เป็นเพียงส่วนใหญ่เท่านั้นที่คุณจะจำได้ เหมือนความฝันคนทั่วไป หลายๆ ครั้งเราลืมเรื่องที่เราฝัน ดังนั้นเราจึงให้เดอะคีย์ ทำหน้าที่บันทึกภาพที่ฉายเป็นความฝันเอาไว้ด้วย นั่นเป็นเหตุให้บริษัทต้องการตัวคุณไม่ว่าเป็นหรือตาย” เธอตอบ

“แต่ไม่นานมานี้ผมรู้สึกว่าผมจำได้ว่าเกิดอะไรในความฝัน ระลึกได้ ไม่ใช่จำได้ว่าฝัน เหมือนมันเป็นอดีตที่เรานึกย้อนไปได้ ไม่ต่างจากนึกย้อนว่าเมื่อวานเราทำอะไร กินอะไร”

สีหน้าเธอไม่สู้ดี “มันอาจเป็นสัญญาณว่า จิตอดีตใกล้จะเริ่มต้นทำงานอย่างเต็มที่แล้ว”

ผมรู้ว่าที่เธอพูดหมายความว่ายังไง “แต่บางทีภาพที่เห็นยังไม่ได้ช่วยให้เข้าใจ หรือสะกิดให้รู้ว่าสิ่งไหนสำคัญ ผมหมายถึงผมไม่เข้าใจความสำคัญของสิ่งนั้นๆ เท่ากับที่ตัวผมในอดีตเข้าใจ”

“เป็นเพราะเนื้อหาอดีตที่ดาวน์โหลด ยังไม่ประสานกับสมองอย่างสมบูรณ์ ความฝันปรากฏเพียงภาพ สมองปัจจุบันยังมีส่วนในการตีความ ทำความเข้าใจ อาจทำให้ละเลยนัยยะที่ซ่อนเร้นไป”

“อย่างนั้นผมอาจเห็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ฉุกคิดว่ามันสำคัญ”

“ก็เป็นได้” เธอยกมือกอดอก จ้องมอง “คุณคิดอะไรอยู่?”

ผมใช้เวลาไตรตรองอีกครู่ ให้แน่ใจแล้วจึงว่า

“บางอย่างในโลกนี้อาจจะช่วยชี้ได้ว่าในความฝัน ผมควรมองอะไร? ให้ความสำคัญอะไร?”

“คุณหมายถึงอะไร? อะไรที่จะช่วยชี้ทาง?”

“ผมหมายถึงหลักฐานประวัติศาสตร์ ที่ยังไม่เคยอ่าน บันทึกโบราณของญี่ปุ่น ที่จะมาจัดแสดงในเมืองไทย”

“ก็มีเหตุผลค่ะ อาจทำให้คุณเห็นอะไรชัดขึ้น ว่าอะไรซ่อนอยู่ในความฝัน”

“แต่ยังมีปัญหาหนึ่ง”

“อะไร?”

“ผมจะอยู่ถึงวันที่ได้เห็นบันทึกไหม?”

เธอเข้าใจข้อห่วงของผม “หากแม้ถึงกำหนด แต่คุณยังไม่หลับ คุณก็จะอยู่ต่อไปได้ตราบที่คุณยังตื่น”

“ผมคงตื่นตลอดไปไม่ได้”

“แต่ถึงบันทึกอยู่ในไทยวันนี้ เราก็คงเดินไปขออ่านเฉยๆ ไม่ได้แน่ บันทึกเก่า ห้องจัดแสดงต้องควบคุมอุณหภูมิ แสง แค่ถ่ายภาพยังอาจไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหยิบเอามาอ่าน”

“คงต้องละเลยข้อปฏิบัติที่ดีของผู้ชมพิพิธภัณฑ์”

“อย่าบอกนะว่าคุณจะขโมย!” เธอหน้าตาตื่น

“ผมไม่มีอะไรต้องเสียแล้วนี่ ไม่ต้องห่วง คุณอยู่ห่างผมไว้ จะได้ไม่เดือดร้อน ผมไม่กลัวอยู่แล้ว ไหนๆ ก็จะตายแล้วนี่”

“คุณต้องการทำอย่างนั้นจริงหรือ?” สีหน้าเธอเป็นห่วงผม ไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า

“ถ้าไม่ทำแล้วคุณจะให้ผมทำอะไรล่ะ ระหว่างที่ผมมองเห็นโลกสองโลกอย่างตอนนี้ ผมควรทำอะไรบ้าง หนีพวกบริษัทไปอยู่ในถ้ำแล้วนอนรอวันหลับไม่ตื่นน่ะหรือ ไม่ล่ะ ผมขอทำอะไรที่ทำให้ก่อนตาย ไม่มีเรื่องค้างคาใจดีกว่า”

“ใครตาย ใครมีเรื่องค้างคาใจรึ” เสียงหนึ่งโพล่งมา พร้อมๆ กับร่างศาสตราจารย์ธามโผล่มาในห้องรับแขก “เธอสองคนมาวางแผนก่อการอะไรกันที่นี่เนี่ย?” แกพูดด้วยอารมณ์ดี แม้สีหน้าแปลกใจ แต่ยังมีรอยยิ้ม ยินดีที่มีผู้มาเยือนอันไม่ได้คาดหมาย

“คุณลุง!” หญิงสาวร้องออกมาด้วยความยินดี

“ลุงควรถามไหมว่า ลมอะไรถึงพาเธอสองคนมากันถึงนี่”

“ขอโทษค่ะ” หลานสาวบอก “คุณลุงไปไหนมาหรือคะ? เห็นแม่บ้านบอกว่าไม่ได้กลับบ้านหลายวันแล้ว”

ด็อกเตอร์นั่งลงตรงโซฟา วางกระเป๋าเจมส์ บอนด์สีดำลงข้างตัว “ลุงไปญี่ปุ่นมาน่ะ ไปติดต่อเรื่องโบราณวัตถุที่ทางการญี่ปุ่นจะนำมาแสดงที่กรุงเทพอีกไม่กี่วันนี้ไงละ”

ผมและคุณรินทร์มองหน้ากัน ผมถาม

“รวมถึงบันทึกโบราณที่ทางการญี่ปุ่นเพิ่งค้นพบหรือเปล่าครับ?”

“แน่นอน แต่ก็ยังมีของอย่างอื่นอีกมาก เธอคงสนใจสินะ”

“พอดีเรามีเรื่องอยากปรึกษาคุณลุงเรื่องบันทึกเล่มนั้นน่ะค่ะ” คนเป็นหลานเข้าเรื่อง

เจ้าของบ้านปลดกระดุมเสื้อนอก  พิงหลังกับพนัก “เรื่องอะไรรึ?”

ผมอ้าปากจะถาม แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี เธอเข้าใจความลำบากใจของผม จึงเป็นถามออกไปตรงๆ

“คุณลุงคะ จะเป็นไปได้ไหมคะ ถ้าเราจะขออ่านบันทึกทันทีที่มาถึง”

“ทันทีที่มาถึง?” ศาสตราจารย์เริ่มแปลกใจ “มีอะไร? ทำไมต้องรีบขนาดนั้น”

“ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่ไม่เคยเห็น คงมีอะไรหลายอย่างให้รู้เพิ่ม ยิ่งได้รู้ ก็ยิ่งเกิดความคิดมากขึ้น อาจทำให้ได้คำตอบที่สงสัยมาตลอด ที่สำคัญพอเริ่มจัดแสดงแล้ว คงขอเอาออกมาอ่านยาก” ผมตอบ

ศาสตราจารย์พยักหน้าช้าๆ อ่านไม่ออกว่าแกเชื่อที่ผมพูดไหม แต่ลึกๆ ผมค่อนไปทางว่าแกไม่เชื่อเสียมากกว่า

“สมบัติสำคัญของทางการญี่ปุ่น ไม่ใช่หนังสือที่จะขอยืมไปนอนอ่านเล่นได้นะ”

“เราทราบค่ะ เพียงแต่หนูคิดเล่นๆ ว่า บางทีคุณลุงอาจมีเส้นสายช่วย”

“ลุงน่ะหรือ!?” แกหัวเราะหึ

ผมเห็นแววตาหญิงสาวสังเกตสังกาใบหน้าลุงของตน เหมือนกำลังอ่านบางอย่าง ก่อนเอ่ยออกมา

“หรือที่จริงคุณลุงเคยอ่านแล้ว? หรือไม่ก็มีวิธีให้ได้เห็นเนื้อหาอยู่แล้วแน่ๆ”

ศาสตราจารย์ตวัดสายตามองหลานสาวตัวเอง “ทำไมหนูคิดอย่างนั้น?”

คุณรินทร์เอนกายพิงพนักโซฟา “คุณลุงไม่ใช่คนยอมอยู่เฉยๆ กับสิ่งที่ตนเองสนใจ เมื่อมันอยู่ตรงหน้าหรอกค่ะ คุณลุงพร้อมทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่คุณลุงหลงใหล”

“หนูคิดว่าลุงเป็นคนแบบนี้นี่เอง ไม่เคยรู้เลย”

“ถือเป็นคำชมค่ะ ก็คล้ายกับด็อกเตอร์”

“ประโยคหลังไม่เหมือนชมสักเท่าไรนะ” อาจารย์มหาวิทยาลัยพูดยิ้มๆ ขยับตัว หยิบกระเป๋าเจมส์บอนด์มาวางบนตัก พลางบอก

“ลุงไม่มีเส้นสายหรือวิธีเอาบันทึกออกมาอ่านหรอก”

สีหน้าเราสองคนเศร้า

“แต่ลุงมีทางรู้เนื้อหา”

เราสองคนหน้าตาตื่น ครางออกมาพร้อมกัน “ยังไงหรือครับ/คะ?”

“ไม่สำคัญว่ายังไง” เสียงปลดล็อคกระเป๋าดัง ก่อนอึดใจต่อมา ศาสตราจารย์จะหยิบแฟลชไดรฟ์สีดำออกมาชูให้ทุกคนเห็น “สำคัญที่ ลุงมีเนื้อความของบันทึกนั่นมาแล้ว”



Don`t copy text!