สายลมตะวันออก บทที่ 8 : จมื่นศรีสรรักษ์

สายลมตะวันออก บทที่ 8 : จมื่นศรีสรรักษ์

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

หลังเสร็จศึกล้านช้าง ทัพอโยธยาก็เคลื่อนกลับพระนคร ทีแรกจมื่นศรีสรรักษ์ตั้งใจขอพระบรมราชานุญาตยกทัพไปหนุนทัพออกญากลาโหมที่เพชรบุรี หากข่าวล่าสุดแจ้งว่า ออกญากลาโหมตีเพชรบุรีแตกแล้ว แต่กองกำลังขบถล่าถอยหลบหนีไปทางตะวันออก ตั้งยั้งทัพที่เมืองบางกอก เจ้าคุณกลาโหมยังไม่ตามตี เนื่องจากสูญไพร่พลไปไม่น้อย จำต้องหยุดพัก ฟื้นฟู จัดกระบวนทัพใหม่ เสริมเสบียง อาวุธ บำรุงกำลังช้างม้าด้วยน้ำหญ้าให้พรั่งพร้อม จึงเพียงเคลื่อนทัพไปตั้ง ดูชั้นหยั่งเชิงเท่านั้น

การอันอโยธยาเพียงตั้งทัพ มิได้เข้าตี จึงเป็นทีให้ฝ่ายกองกำลังญี่ปุ่น มีเวลาและโอกาสจัดการปกครอง กะเกณฑ์ไพร่พล สะสมเสบียงไว้เพื่อรับศึก ทั้งนี้โดยได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากขุนนางท้องถิ่น

จมื่นศรีสรรักษ์จึงทูลขอพระบรมราชานุญาตนำทัพลงไปช่วยสมทบกับทัพที่บางกอก

เดือนสาม ขึ้น 3 ค่ำ จุลศักราช 974 ทัพจมื่นศรีสรรักษ์ พร้อมกองอาสาญี่ปุ่น เคลื่อนลงไปสมทบกับทัพออกญากลาโหม

“พวกมันทำการเช่นนี้ เห็นจะด้วยหมายทำศึกยืดเยื้อ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก อโยธยาก็ไม่อาจตั้งทัพอยู่ได้ จำต้องถอนทัพ หากกลับมาตีใหม่ ย่อมยากขึ้นอีกเป็นเท่าทวี” จมื่นศรีสรรักษ์ให้ความเห็นต่อเจ้าคุณกลาโหมในที่ประชุมพล

“เรามีกำลังมากกว่า หากทุ่มตีด้วยกำลังทั้งหมดทั้งสิ้น ระดมยิงปืนใหญ่สีหนาท เห็นจะได้ชัยไม่ยาก” ออกพระสำแดงฤทธิรงค์ ขุนพลหนุ่มใหญ่ เป็นผู้เสนอ

“กระผมเห็นต้องด้วยแผนของคุณพระสำแดง” ออกขุนรามเดชะ แม่กองอีกคนของทัพเจ้าคุณกลาโหมสนับสนุน “ทัพขบถเป็นเพียงทัพน้อย หากล้อมไว้แล้วเข้าตี ไม่เกินเจ็ดราตรี คงจะสังหารพวกมันได้ทั้งทัพ”

“แต่ชัยภูมิเมืองบางกอกมีน้ำเป็นปราการและช่องทางหลบหนีได้สะดวกดาย แม้กระทั่งจะหลบออกทะเลก็ทำได้ไม่ยาก ดังนั้นจำต้องหาลู่ทางให้ดี จึงจะเข้าตี” จมื่นศรีสรรักษ์มีข้อกังวล “เพราะหากแม้ปล่อยให้มีหนทางหลบหนีเล็ดลอดไปได้ อโยธยาก็จำต้องไล่ตามตีไปตลอดไม่มีวันจบ อาจพลาดพลั้งได้สักวัน อีกทั้งยังเปิดช่องให้ประเทศราชใหญ่น้อย ถือโอกาสประกาศเอกราช ไม่ขึ้นกับอโยธยา ด้วยเห็นว่าเรามีศึกติดพันไม่จบสิ้น”

ยามาดะซึ่งร่วมเข้ารับฟังแผนการศึกอยู่ด้วย เห็นว่าข้อห่วงดังกล่าวมีเหตุผลทีเดียว

“การนี้เราจำต้องคิดให้จงหนัก แม้กำลังมาก แต่ช่องทางน้ำเป็นเส้นทางที่ขบถอาจหลบหนีได้ อีกทั้งพวกมันชาญการเรือ เราเองเสียอีกที่ไม่ได้ตระเตรียมยุทธนาวีเอาไว้ หากเร่งเข้าตี แม้ได้ชัย แต่อาจไม่สามารถกุมตัวพวกมันได้ จะให้เร่งต่อเรือ ก็เห็นจะไม่ทันการ” เจ้าคุณกลาโหมเห็นพ้องกับข้อกังวล

ตอนนั้นเอง มีพลนำสารจากเมืองหลวงมาส่ง

แม่ทัพอโยธยาเปิดอ่าน มีรอยยิ้ม บอกกับทุกคน

“พระเจ้าอยู่หัวได้รับไมตรีจากพวกฮอลันดา ว่าพร้อมส่งกองเรือมาสมทบหนุนเนื่องทัพของเรา”

ทุกคนยินดี ขุนพลหนึ่งพูดขึ้น “กองเรือฮอลันดามากด้วยแสนยานุภาพ แล่นได้เร็วกว่าเรือชาติใดในสมุทร ปืนใหญ่ยิงได้ไกลกว่าร้อยเส้น สามารถปิดทางน้ำ กระทั่งไล่ล่าข้าศึกได้ หากมีกองเรือฮอลันดามาช่วย เราย่อมพร้อมเข้าตีเมือง”

เป็นอันตกลงว่าอโยธยาพร้อมเข้าตีบางกอก โดยไม่ต้องพะวงประการใดอีก

ทว่าสำหรับยามาดะ ยังมีข้อห่วงใย แต่กระนั้นก็ไม่หาญกล้าแสดงออกมากลางที่ประชุมพล ด้วยตระหนักว่าเป็นเพียงผู้น้อย อีกทั้งยังไม่แน่ใจในความคิดตนเองนัก จึงนำความดังกล่าวไปปรึกษากับคิอิ คิวเอมอนในคืนวันเดียวกันนั้น

“เพลานี้แม้ไพร่พลพรั่งพร้อม มีโอกาสได้ชัยเด็ดขาด แต่แม้ได้ชัยจริง นอกจากชิวาสึ โทโยฮิสะและพวก ต้องทัณฑ์ถึงฟันคอแล้ว เราชาวญี่ปุ่นอีกจำนวนมากในเมืองหลวงก็เห็นจะได้ยาก แม้ท่านแสดงความภักดีและรับรองว่าชาวญี่ปุ่นในอโยธยายังจงรักเสมอ แต่ก็ยากจะรับรองได้ทั้งหมดทั้งสิ้น อาจมีคนโกรธแค้น คิดการกระด้างกระเดื่อง แก้แค้นให้ชนชาติเดียวกัน ไม่รวมถึงขุนนางอโยธยาที่จะระแวงแคลงใจชาวญี่ปุ่นทั้งหลายอีกด้วย”

หัวหน้าอาสาญี่ปุ่นนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ยามาดะเชื่อว่าลึกๆ ท่านคิอิก็กังวลข้อเดียวกันนี้อยู่

“แล้วเจ้าเห็นอย่างไร” คิอิสอบถาม

ชายหนุ่มเอ่ยอย่างระวังว่า “ข้าเห็นควรปิดล้อมเมืองไว้ให้แน่นหนา ใช้ปืนใหญ่ยิงเข้าเมือง ผลัดกันเข้าตีทั้งกลางวันกลางคืน และยังให้ไพร่พลลอบออกจากค่ายยามกลางคืน ตอนเช้าเคลื่อนพลเข้าค่ายเป็นทิวแถว ลวงให้ข้าศึกคิดว่าเมืองหลวงส่งไพร่พลมาเสริมอีกมากประมาณ เพื่อบั่นทอนกำลังใจ”

“แล้วจากนั้นล่ะ”

“เมื่อถึงเพลาหนึ่ง ขอให้ท่านเข้าเจรจา ให้ทัพของชิวาสึ ละเลิกตั้งตนเป็นใหญ่ และยินยอมถอนจากบางกอก ข้าเชื่อว่านอกจากฝ่ายของชิวาสึจะยอมแพ้โดยง่ายแล้ว ยังไม่สร้างความโกรธแค้นจากชาวญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็จะลดความระแวงแคลงใจในชนญี่ปุ่นจากใจชาวอโยธยาอีกด้วย”

คิอิ คิวเอมอนพยักหน้าช้าๆ คล้ายเห็นด้วยกับข้อเสนอ กระนั้นก็ยังลังเล

“แผนของเจ้าก็ดีอยู่ แต่ยังห่วงว่าเราเป็นกองอาสาญี่ปุ่น หามีอำนาจใดไปกำหนดแผนการศึก ที่สำคัญข้าศึกเป็นชนชาติเดียวกัน หากเราเป็นผู้เสนอ ขุนศึกทั้งหลายย่อมเห็นว่าเราหาหนทางเอื้อให้พวกพ้อง กลายเป็นที่กินแหนงหวาดระแวงเพิ่มขึ้น”

“แต่ท่านออกญากลาโหมเป็นผู้ชาญพิชัยยุทธ์ ย่อมน่าจะเข้าใจเห็นดีกับอุบายนี้”

“แม้อยู่อโยธยามานาน แต่ข้าก็หาได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับเจ้าคุณกลาโหม ตรงข้าม บางครากลับมีปัญหาขัดข้องกับพ่อค้าในอุปถัมภ์ของท่านเสียอีก ไม่รวมข้อขัดข้องกับพระคลังที่ผูกขาดสินค้าหลายอย่าง ก่อให้เราไม่ค่อยเป็นที่พึงใจนัก โดยเฉพาะเมื่อเจ้าคุณพระคลังเป็นน้องชายของเจ้าคุณกลาโหมผู้นี้เสียด้วย”

ยามาดะหนักใจ เหตุผลของท่านคิอิ ทำให้เขาเข้าใจว่าแม้เสนอแผนดี แต่ก็อาจไม่ได้รับการตอบรับ ใช้เวลาคิดอยู่สักครู่ จึงพอนึกทางออกได้

“เมื่อท่านเห็นดีกับแผนนี้ ข้าว่ามีผู้หนึ่งที่อาจช่วยเราได้”

คิอิ คิวเอมอนจ้องมองชายหนุ่ม แววตาคล้ายรู้คำตอบ

“เจ้าหมายถึงจมื่นศรีสรรักษ์สินะ”

*

จมื่นศรีสรรักษ์กำลังต้อนรับ สนทนากับออกพระสำแดงฤทธิ์รงค์อยู่ในตอนที่คิอิและยามาดะไปขอพบ ทีแรกตั้งใจรอให้ท่านจมื่นเสร็จธุระกับผู้มาเยือนเสียก่อน แต่มีคำสั่งว่าให้เข้าพบได้เลย

ยามาดะทราบจากท่านคิอิภายหลังว่า ออกพระสำแดงฤทธิ์รงค์ผู้นี้นอกจากเป็นขุนทหารสำคัญแล้ว ยังเป็นผู้ที่จมื่นศรีสรรักษ์รู้จักให้เกียรติมานาน นับถือเฉกเช่นญาติผู้ใหญ่ ด้วยรู้จักกันมาแต่รุ่นพ่อ

วัยของคุณพระสำแดงฯ มากกว่าท่านจมื่นอยู่หลายปี ร่างกายกำยำแข็งแรง ผิวออกคล้ำ รอยสักปรากฏอยู่เต็มลำตัวอันเพลานี้ปราศจากอาภรณ์ท่อนบน คงด้วยความสนิทสนมกันมานาน การมาสนทนา จึงเป็นกันเอง ไม่มีพิธีรีตอง

ท่านคิอิเล่าแผนการข้อคิดเห็นที่ได้หารือกันมาโดยครบถ้วน

“แผนท่านก็ดีอยู่ แต่เกรงจะถูกครหาว่าท่านอำนวยการช่วยเหลือพรรคพวกอันเป็นขบถน่ะซี” คุณพระสำแดงฯ ให้ความเห็น

“กระผมเป็นกังวลเช่นเดียวกันนี้ กระผมไม่ปฏิเสธความเป็นชนญี่ปุ่น และก็ไม่ต้องการเข่นฆ่าชนชาติเดียวกัน แต่แผนที่ว่าหาได้ทำให้อโยธยาเสียเปรียบอย่างไรไม่ ซ้ำกลับเป็นการดี เพราะจะได้ไม่เกิดเรื่องร้ายวุ่นวายภายหลัง กระผมเป็นญี่ปุ่น จึงพอรู้นิสัยใจคอพรรคพวกเดียวกันว่า หากแม้เกิดเรื่องร้ายแรงกับชิวาสึ ย่อมเสี่ยงเกิดความไม่สงบในพระนครต่อมาได้ อันเป็นการไม่ดีต่ออโยธยา”

“ข้าเชื่อว่าท่านคิอิเสนอแผนด้วยใจบริสุทธิ์” ท่านจมื่นบอกขุนนางอาวุโส “แผนการจะช่วยให้มีชัย โดยไม่ต้องเสียไพร่พล ถือเป็นยอดพิชัยยุทธ์”

“เช่นนั้น ก็แล้วแต่เจ้าละกัน หลานรัก” คุณพระสำแดงฯ บอก แล้วหันมาทางญี่ปุ่นสองคน

“ท่านทั้งสองปราดเปรื่องนัก หากการนี้ลุล่วงตามแผน เห็นจะได้ความชอบใหญ่”

“กระผมสองคนหาได้คิดหวังในรางวัล ต้องการเพียงร่วมทัพให้อโยธยามีชัยในราชการเท่านั้น” คิอิถ่อมตัว

“พวกท่านช่างเป็นคนน่าคบหานัก เอาละ วันรุ่งพรุ่งนี้ข้าและคุณพระสำแดงจะเสนอแผนการศึกนี้ต่อท่านเจ้าคุณกลาโหมเอง”

*

ในการประชุมทัพสายวันต่อมา จมื่นศรีสรรักษ์นำเสนอแผนการศึกต่อแม่ทัพอโยธยา

ขุนศึกหลายคนเห็นพ้องด้วย กระนั้นก็ยังมีขุนทหารบางคนมีข้อห่วง หนึ่งในนั้นคือขุนนางหนุ่มอย่างออกขุนรามเดชะ

“พวกขบถทำการเช่นนี้ คงได้สะสมเสบียงเตรียมไว้อย่างดี จนอยู่ได้ถึงวสันตฤดู หากเรามัวชักช้า น้ำหลากมาถึง ก็จำต้องถอนทัพ”

“หาจำเป็นต้องรั้งรอเนิ่นนาน เพียงบั่นทอนแรงกายใจให้ลดลง อีกทั้งมีขุนนางบางกอกที่ลอบหลบจากเมืองมาเข้าด้วยกับเรา แจ้งจุดเก็บเสบียงไว้ หากเราระดมยิงเข้าไป แม้ทำลายได้ไม่หมด ก็ต้องได้สักครึ่ง หากเสบียงเสียหาย ย่อมเป็นเหตุให้ฝ่ายโน้นตัดสินใจยินยอมเจรจา” ท่านจมื่นตอบ

“แต่น่าเกรงว่าหากยินยอมให้ถอยทัพ จะเป็นเยี่ยงอย่างให้ใครคิดขบถได้โดยไม่เกรงกลัว อีกทั้งพวกมันอาจรวมตัวกลับมาก่อการใหม่อีกนะขอรับ” ออกขุนรามเดชะยังไม่ยอม

ออกพระสำแดงฤทธิรงค์ให้ความเห็นบ้าง

“ทหารในเมือง นอกจากพลนักรบญี่ปุ่นเพียงไม่กี่ร้อยแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นไพร่เลวที่ยอมจำนน ขุนนางท้องถิ่นก็หาได้เข้มแข็ง ล้วนเป็นพวกโลภ ดีแต่ปาก จึงย่อมจะไม่เต็มใจสู้ศึกพลีกายถวายชีวิตเป็นแน่แท้ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเหมาะควร ขุนนางบางกอกเริ่มคลายความภักดี พวกขบถย่อมรู้ว่าไร้หนทางมีชัย จะหลบหนีก็ยากนัก ด้วยมีกองเรือฮอลันดาดักปิดกั้นอยู่ตลอดทางเรื่อยไปจนปากแม่น้ำ หากเราเข้าเจรจาในเพลานั้น ย่อมได้รับการยินยอมโดยง่าย ทั้งเป็นการแสดงถึงพระเมตตาแห่งองค์พระเจ้าอยู่หัว เป็นการสร้างไมตรี ไม่ให้มีเหตุบานปลายติดพันในภายหน้า”

หลังใช้เวลาไตร่ตรอง ออกญากลาโหมจึงเห็นชอบตามแผนที่จมื่นศรีสรรักษ์เสนอ

แม่ทัพฝ่ายอโยธยาสั่งการล้อมค่ายเมืองบางกอกทุกทิศทาง คนในไม่ให้ออก คนนอกไม่ให้เข้า แบ่งกองทหารผลัดกันเข้าตี เสริมด้วยยิงปืนใหญ่สีหนาท แรกๆ ก็ถูกต่อต้านด้วยปืนใหญ่จากกำแพงเมือง หลายวันผ่านไปจึงเริ่มสังเกตได้ว่า ปืนใหญ่จากในเมืองเริ่มลดน้อย คงด้วยใช้ไปจนหมดสิ้น ที่เก็บในคลังก็ถูกทำลายโดยปืนใหญ่ฝ่ายอโยธยา

การณ์เป็นไปนานอยู่เกือบเดือนหนึ่ง จมื่นศรีสรรักษ์จึงเสนอต่อที่ประชุม

“ถึงเพลานี้เหมาะแล้ว สำหรับเข้าเจรจา”

ออกญากลาโหมแจ้งเพิ่มเติมต่อที่ประชุมว่า พระเจ้ากรุงอโยธยามีพระราชสาส์นมาว่า ไม่ได้คิดโกรธเคืองหวังประหัตประหารขบถญี่ปุ่น หากยินยอมออกจากราชอาณาจักร ก็จะอำนวยให้ ไม่คิดเอาความ

ยามาดะยินดี เสมือนว่าความพยายามลุล่วงไปอีกขั้นหนึ่ง จากนี้ถึงขั้นตอนสำคัญที่สุด

ค่ำวันนั้น ศรติดสารจากแม่ทัพอโยธยาถูกยิงไปในเมืองบางกอก

วันรุ่งขึ้นประตูเมืองจึงเปิดต้อนรับ

คิอิ คิวเอมอน และยามาดะ นากามาสะ พร้อมพวกอีกสิบคน เป็นตัวแทนฝ่ายอโยธยาเข้าเมืองไปเจรจา ระหว่างทางหลังล่วงผ่านประตู ยามาดะสังเกตเห็นว่าสภาพภายในเสียหาย เสาศาลา โรงไม้ อาคารใหญ่น้อยต่างไหม้เกรียม แทบเป็นตอตะโก พื้นเกลื่อนไปด้วยคราบโลหิตแห้งบ้างสดบ้าง เป็นหย่อมเป็นทาง ไม่มีซากศพนอนให้เห็น คงถูกจัดเก็บไปเพื่อปิดบัง แต่ชายหนุ่มคิดว่าคงมีคนสิ้นชีพไม่น้อย เพราะไพร่พลที่ยืนคุมเชิงเหลือน้อยนัก แม้ทำท่าขึงขังโดยเฉพาะพวกนักรบญี่ปุ่น แต่พวกไพร่พลท้องถิ่นกลับปรากฏท่าทางเหนื่อยอ่อน

เมื่อไปถึงห้องรับรองในจวนเจ้าเมือง ชิวาสึ โทโยฮิสะ ชายร่างท้วมในชุดนักรบชนชาติตนเอง นั่งรออยู่แล้วตรงกลางในบรรดาผู้นำสามคน คิอิและยามาดะคุกเข่าคำนับ

การเจรจาเริ่มต้นขึ้น ท่านคิอิพยายามโน้มน้าวให้เห็นข้อดีเสียของการยอมวางอาวุธ เสนอข้อต่อรองที่ได้รับมาแต่ฝ่ายอโยธยา การสนทนาเป็นไปพักใหญ่ ฝ่ายญี่ปุ่นก็ให้ทั้งสองไปพักรออีกห้องรับรองหนึ่ง

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน

“ท่านว่าชิวาสึจะยอมไหม” ยามาดะถามความเห็นจากคิอิระหว่างรอคอย

“ยอมสิ” คำตอบมาพร้อมความมั่นใจ

“ทำไมท่านเชื่อเช่นนั้น”

“ก็เพราะผ่านไปหลายเพลาแล้ว เรายังไม่ถูกตัดหัวส่งกลับไปค่ายอโยธยาอย่างไรล่ะ” คิอิพูดยิ้มๆ เหมือนเป็นเรื่องสนุก

ตะวันเคลื่อนจากเหนือทิวไม้มาเกือบตั้งตรงศีรษะ ผู้นำกองขบถจึงเรียกผู้มาเจรจาทั้งสองเข้าพบ มอบสารให้ฉบับหนึ่ง

“เราขอเรือพร้อมเสบียงเพื่อเดินทางออกจากอโยธยา”

ยามาดะยินดีกับคำตอบ รีบเสนอตัว

“กระผมจะยอมเป็นตัวประกันอยู่กับท่านทั้งหลาย จนกว่าอโยธยาจะเปิดทางให้พวกท่านถอนทัพออกพ้นปากแม่น้ำจนสิ้น”

“เจ้าไม่จำต้องอยู่” ชิวาสึบอก “เจ้าต้องเป็นผู้ไปส่งสาร” แล้วเบนสายตามาทางญี่ปุ่นอีกคน “แต่คิอิ คิวเอมอน ท่านต้องเป็นคนอยู่ที่นี่ จนกว่าอโยธยาจะทำตามสัญญา”

“ไม่ได้นะขอรับ!” ยามาดะรีบค้าน “ท่านเป็นผู้นำชาวญี่ปุ่นในอโยธยา จะให้เป็นตัวประกันไม่ได้”

“เช่นนั้นอย่างไรล่ะ จึงควรเป็นคิอิ หากแม้อโยธยาผิดคำ ย่อมถึงคราตายของเขา เมื่อนั้นชนญี่ปุ่นในอโยธยาจะไร้ผู้นำ ดีร้ายจะเกิดความยุ่งยากวุ่นวาย โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าอโยธยาส่งผู้นำที่เขาภักดีไปตาย”

ยามาดะอ้าปากจะเอ่ยค้านต่อ แต่คิอิยกมือห้าม

“อย่าห่วง ข้าอยู่กับท่านชิวาสึก็เหมือนอยู่กับสหาย ไม่มีเรื่องใดน่ากังวล ดีเสียอีก จะได้มีเวลาดื่มน้ำชากันบ้าง ห่างเหินกันไปเสียนาน เจ้าไปทำการตามหน้าที่ให้ลุล่วงเถิด”

ยามาดะรู้ว่าคิอิตัดสินใจแน่แล้ว จึงไม่ดึงดัน

“ข้าจะรีบไปขอรับ”

หนุ่มญี่ปุ่นขี่ม้านำสารจากผู้นำนักรบญี่ปุ่น มาถึงมือแม่ทัพฝ่ายอโยธยา

เจ้าคุณกลาโหมอ่านแล้ว จึงประกาศให้ขุนพลนักรบที่ร่วมประชุมกันอยู่รับทราบ

“ข้ายอมรับข้อเสนอ จงแจ้งไปยังทหารทุกกองและกองเรือฮอลันดา เปิดทางให้พวกญี่ปุ่นถอนทัพ”

ออกขุนรามเดชะรีบโพล่งค้านขึ้นมาทันที

“ปล่อยเสือกลับเข้าป่า ผิดธรรมเนียมนัก ดีร้ายจะได้กลับมาแว้งกัดทีหลัง กระผมเห็นว่า เราควรซุ่มกำลังตามเส้นทางถอนทัพของพวกมัน แล้วเข้าตีกระหนาบ เห็นทีจะสังหารได้ทั้งหมดทั้งสิ้น”

ยามาดะเพิ่งได้มองออกขุนผู้นี้ชัดๆ ร่างใหญ่ล่ำสัน ผิวน้ำผึ้ง ใบหน้ากลม คิ้วหนาทั้งสองข้างจนหัวคิ้วแทบบีบมาชนกัน ดวงตาดำออกจะเล็กสักหน่อย สีหน้าท่าทางไม่เหมือนขุนนางยศศักดิ์ออกขุนเท่าไรนัก ยิ่งกล้าพูดจาค้านง้างกับขุนนางอื่น เห็นทีคงมีครอบครัวหรือผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนใหญ่โตไม่น้อย

“เช่นนั้นท่านคิอิจะเป็นอันตราย” ยามาดะแย้ง

ออกขุนรามเดชะหันมาจ้องยามาดะอย่างขัดเคือง “ชนเชื้อชาติเดียวกัน จะให้วางใจทั้งหมดทั้งสิ้นไม่เห็นสม ครั้งอดีต อโยธยาก็ให้การต้อนรับชนญี่ปุ่นด้วยดีตลอดมา แต่วันนี้ก็ยังกลับมาก่อขบถได้ แสดงให้เห็นว่า หาควรวางใจ”

ยามาดะพยายามเก็บกลั้นความโกรธ ตอบออกไปด้วยความสุขุม อย่างน้อยตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น

“ท่านคิอิทำการเพื่ออโยธยา หาเคยคิดคด ศึกล้านช้างก็เป็นเครื่องพิสูจน์ ท่านอยู่อโยธยามายาวนาน แม้มิใช่แผ่นดินเกิด แต่ก็หวังใช้เป็นแผ่นดินตาย ท่านอาสาทำการสุ่มเสี่ยงครานี้ หาควรได้รับสิ่งตอบแทนเป็นการทรยศ”

“เจ้าเพิ่งมาอโยธยา จะรู้ความอะไร นี่คงจะพูดเพื่อช่วยพรรคพวกเดียวกัน ดีร้ายเจ้าอาจเป็นสาย คอยสืบความเตรียมก่อการตีตลบหลังก่อนถอนทัพพ้นอโยธยา” ขุนนางผู้อยากให้รบกล่าวหา

ยามาดะหวังเอ่ยตอบโต้กลับไป แต่แม่ทัพอโยธยาแทรกห้ามขึ้นเสียก่อน

“พอๆ ตอนนี้หาใช่เวลามาขัดแย้ง หรือถกเถียงกันแต่ในทางวาจา” ห้ามแล้วนิ่งคิด ยกมือลูบคางอยู่หลายอึดใจ ที่สุดจึงเอ่ยออกมา

“เพลานี้ทัพขบถอ่อนแอมากแล้ว หากแม้เราทำศึก ย่อมมีชัยโดยง่ายก็จริง แต่จะเป็นผลให้ชนญี่ปุ่นอื่นเคืองแค้น เป็นภัยภายหน้า อีกทั้งอโยธยาเพิ่งผลัดแผ่นดิน กำลังไพร่พล ขุนนางพลเรือนทหาร ยังไม่มั่นคง ไม่ควรเร่งทำศึก หากแม้มีชัยได้ด้วยวิธีอื่น ย่อมสมควรกระทำ” จากนั้นสั่งการเปิดทางให้พวกญี่ปุ่นถอนทัพ และห้ามตามตี

ยามาดะแอบอมยิ้ม ปรายตาชำเลืองมองไปทางออกขุนรามเดชะ นึกสะใจเมื่อเห็นฝ่ายนั้นกัดกรามแน่น ท่าทางไม่สบอารมณ์

*

ศึกล้านช้างและการรบที่เมืองบางกอกจบลงด้วยดี เหล่าขุนศึกนายทัพต่างได้รับคำชื่นชม หลายคนได้รับอวยยศสูงขึ้น พระสำแดงฤทธิรงค์ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยากำแหง ขุนรามเดชะเป็นหลวงรามเดชะ ขุนจงใจภักดิ์ก็ได้รับอวยยศขึ้นเป็น หลวงจุฬา

คิอิ คิวเอมอนและเหล่าอาสาญี่ปุ่นก็เช่นกัน ได้รับยกย่องจากราชสำนักอโยธยาและขุนนางใหญ่น้อย สมเด็จพระเจ้ากรุงอโยธยาจึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคิอิ คิวเอมอน ให้เป็น ขุนไชยสุระ ทำหน้าที่หัวหน้าชุมชนชาวญี่ปุ่น  และหัวหน้ากองทหารอาสาญี่ปุ่น ช่วยราชการอโยธยา

“เหมาะแล้วที่ท่านได้รับตำแหน่งอวยยศ ถือเป็นศรี เป็นเกียรติแห่งชนชาวเรา” ยามาดะแสดงความยินดีกับผู้นำชาวญี่ปุ่นในอโยธยาคนใหม่

“ยศศักดิ์หาใช่เรื่องสำคัญ สำหรับข้า เพียงดำรงอยู่อย่างเป็นสุขกับครอบครัว มีกิจการเล็กๆ ไว้ทำมาหากิน ก็เกินพอแล้ว” คิอิบอก “แต่หากมีเรื่องน่ายินดี ก็เห็นจะเป็นด้วยการได้รับอวยยศครานี้ แสดงว่าความแคลงใจที่เคยเกิดขึ้นกับชนญี่ปุ่นลดลงไปได้แล้ว”

ชายหนุ่มเห็นพ้อง

ยามาดะ นากามาสะยังคงช่วยเหลืองานในกิจการการค้าของคิอิ เขาคอยดูแลโรงเก็บสินค้า รวมถึงจัดการเอกสารต่างๆ ตลอดจนติดตามคิอิออกไปดูความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่น ช่วยเหลือหากใครมีปัญหา บางคนเข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องการค้า บ้างก็เรื่องความเป็นอยู่ อย่างเช่นชายวัยกลางคนรายหนึ่ง เข้ามาขอความช่วยเหลือ

“ญาติข้ามาอโยธยาสักเกือบปีหนึ่ง อาศัยอยู่แถบเมืองสระบุรี แถบนั้นกันดารนัก ห่างไกลแหล่งน้ำ จะหาทั้งข้าวปลาลำบาก ป่วยไข้หามีหมอไม่ ทั้งยังมีโจรชุกชุม หวังจะมาอาศัยปลูกเรือนใกล้พระนคร ทำมาหากินย่านนี้ มิรู้จะมีการงานให้พอเลี้ยงชีพหรือไม่”

“แถบใต้เกาะเมือง ย่านที่เราอาศัยเพลานี้ เห็นจะพอมีที่ทางอยู่ ข้าจะช่วยดูให้” คิอิบอก

“ขอบพระคุณขอรับท่าน ญาติข้าหวังมาอยู่ แต่ก็เกรงว่าจะต้องหัวเดียวเดี่ยวโดด เกิดเหตุร้ายก็ไร้ที่พึ่ง”

“ที่นี่ข้าคอยดูแล ไม่ต้องห่วง” ผู้นำชาวญี่ปุ่นให้ความมั่นใจ

ยามาดะฟังแล้วคิดย้อนไป ก่อนนี้เคยพบเจอชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย ตั้งเรือนอาศัยห่างไกลเมืองหลวง กว่าจะเดินทางมาทำการค้าในพระนคร หรือพบปะชนชาติเดียวกันที่นี่ ใช้เวลาไม่น้อยกว่าวันหรือสองวัน

“ชาวญี่ปุ่นอีกมากยังกระจัดกระจาย หากแม้ได้รวมอยู่ด้วยกันคงดี จะได้คอยช่วยเหลือกัน”

“ก็ต้องแล้วแต่ใจคน” คิอิตอบห้วนๆ

“คนเหล่านั้นยังไม่รู้ว่ามีท่านคอยดูแลคุ้มครอง หากทราบคงวางใจ ย้ายมาพำนัก อีกอย่างหากเรามีคนมารวมกัน ก็พอจะเป็นกำลังนักรบคอยดูแลกันเองได้”

คิอิจ้องเขาทำตาดุ “เจ้าคิดจะตั้งกองทหาร เพิ่มอำนาจของตนเองรึ”

“มิใช่เช่นนั้น” เขารีบปฏิเสธ “ข้าเพียงเห็นว่าเราอยู่ต่างแดน ก็ย่อมหวังมีพวกเดียวกัน คอยช่วยเหลือดูแล มีกองทหารไว้ คนอื่นจะได้เกรงบ้าง”

“เรามิได้คิดเป็นอริกับอโยธยา หรือผู้ใด ไฉนเลยต้องทำตนให้เป็นที่กริ่งเกรง”

“อย่างน้อยก็ฝึกฝนไว้เป็นนาวี เพื่อปกป้องดูแลเรือสินค้า ข้าเคยเป็นสลัด มีท้องสมุทรประหนึ่งบ้าน รู้ว่ายังมีสลัดอีกมากในท้องทะเลแถบนี้”

ผู้นำชาวญี่ปุ่นในพระนครยกมือตบไหล่เขา “เช่นนั้นเจ้าก็อยู่ช่วยข้าซี  หากมีเจ้าคอยช่วยเหลือ สลัดทั้งปวงก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เรื่องอินเดียอันเป็นจุดหมายแรก น่าจะพักไว้ แล้วพำนักอยู่ที่นี่ถาวร”

ชายหนุ่มเงียบไป ยอมรับว่าแทบหลงลืมเรื่องอินเดียไปแล้ว เพราะอาศัยอยู่อโยธยาจนความปรารถนาเดินทางไปแห่งอื่นแทบหมดสิ้น

“อีกอย่างเจ้าเองก็ยังไม่รู้ว่าไปอินเดียด้วยประสงค์ใดไม่ใช่รึ”

“ขอรับ” เขาตอบเสียงอ้อมแอ้ม

คิอิใช้โอกาสที่ความลังเลปรากฏบนสีหน้าของสหายหนุ่ม รีบชักชวน

“เช่นนั้น ก็ร่วมทำการค้ากับข้าอยู่ที่นี่ มิจำต้องรอนแรมไปที่ใดอีก เชื่อว่าเราสองคนจะร่วมกันสร้างกิจการการค้าให้ไปได้ดีแน่”

ชายหนุ่มพูดอะไรไม่ออก คิอิสังเกตท่าทางเช่นนั้น จึงรีบเอ่ยต่อมา

“หรือที่จริง เจ้าหาได้พอใจที่จะอยู่เป็นลูกจ้างของข้า เช่นนั้น ข้าก็ไม่บังคับใจ” แล้วยกมือโบก

“ได้โปรดอย่าคิดอย่างนั้น” เขารีบกล่าวแก้ “ท่านเป็นนายที่ดี เปรียบประหนึ่งผู้มอบชีวิตใหม่ให้ข้า”

คิอิรอฟัง เมื่อเห็นยามาดะจะพูดต่อ

“แต่ข้าไม่รู้ว่า พรรคพวกคนอื่นคิดอย่างไร ข้าตัดสินใจแทนพวกเขาไม่ได้”

หัวหน้าชาวญี่ปุ่นในอโยธยายิ้มออกมาอย่างผู้มีชัย บอกว่า

“คนอื่นก็อยู่ช่วยข้าที่นี่ได้ ดีกว่าเดินทางรอนแรมไปโดยไม่มีเป้าหมาย แต่หากใครยังประสงค์จะไป ข้าก็ไม่ขัด จะเตรียมเสบียงมอบให้ไปใช้ระหว่างเดินทางด้วย”

ยามาดะค่อยๆ สบตานายจ้าง “ข้าจะลองสอบถามพวกเขาดู”

คิอิ คิวเอมอนยกมือแตะไหล่ชายหนุ่ม “เราชนชาติเดียวกัน เมื่อพำนักอยู่โพ้นทะเล ย่อมต้องพึ่งพาอาศัยกัน เจ้าเป็นคนฉลาด หากดำรงชีพ อาศัยทำกิจการอยู่ที่นี่ ก็จะอยู่ได้สุขสบาย หากเลือกช่วยราชการงานเมืองอโยธยา ก็เห็นจะได้ยศตำแหน่ง เหมาะควรแก่ความสามารถแน่ เชื่อข้าเถอะ”



Don`t copy text!