สายลมตะวันออก บทที่ 23 : เหตุการณ์ไฟไหม้

สายลมตะวันออก บทที่ 23 : เหตุการณ์ไฟไหม้

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

ผมเห็นความผิดปกติในบริเวณอาคารเดอะพิกเซล ตอนก้าวออกมาจากรถไฟฟ้า แสงไฟแวบๆ ส่องกวาดไปทั่ว ผมเดินลงมาเกาะรั้วชั้นสองของสถานี ปัดกระเป๋าสะพายใส่หนังสือแมกเจลแลนซึ่งตั้งใจเอามาคืน จากที่สะพายอยู่ด้านซ้าย ให้เยื้องไปข้างหลัง มองลงไป รถดับเพลิงสามคัน จอดเรียงราย เจ้าหน้าที่ลากสายเข้าไปด้านใน มีเพียงกลุ่มควันลอยออกมาจากชั้นล่างอาคาร ไม่ถึงกับหนาแน่นนัก แต่การที่เหตุเกิดกับอาคารใหญ่มีชื่อเสียง ก็เรียกให้ไทยมุงมาสนใจจำนวนมาก

เสียงนกหวีดของตำรวจจราจรแทรกมาเป็นระยะ เพื่อกันคนให้ห่างจากพื้นที่ ผมเดินลงไปบนฟุตบาธ เบียดผู้คนเข้าไปดู กลุ่มควันหนายังลอยออกมาจากประตูด้านหน้า มองชั้นบน ยังดูปกติ

ต้นเพลิงคงมาจากชั้นล่าง ไม่ก็ชั้นใต้ดิน

ผมสอบถามจากลุงตำรวจพุงพลุ้ย ที่ยืนคุมพื้นที่

“ไหม้มาจากชั้นล่างหรือครับ?”

“ใช่ แต่ไม่มากนักหรอก”

“ชั้นใต้ดินด้วยหรือเปล่า?”

แกทำหน้าแปลกใจ “ไม่รู้สิ ที่นี่มีชั้นใต้ดินด้วยหรือ?”

ผมว่าแกไม่รู้จริงๆ

“แล้วมีใครเป็นอะไรไหม?”

“ไม่มี โชคดีไม่มีใครอยู่กลางคืนนอกจากยามไม่กี่คน”

ไม่มีใครอยู่? แต่ผมมีนัดหมายไว้ที่นี่ไม่ใช่หรือ? บางทีด็อกเตอร์และผู้ช่วยของแก รวมถึงทีมงานคนอื่น อาจหนีไปตั้งแต่เริ่มเกิดไฟไหม้แล้วก็ได้ ที่นี่คงมีสัญญาณเตือนภัย เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงอยู่แล้ว

ผมขยับออกมาจากจุดไทยมุง หยิบโทรศัพท์ขึ้นตรวจสอบหน้าจอ มองหาสายที่ไม่ได้รับ ไร้หมายเลขใดติดต่อเข้ามา ผมโทรไปหาคุณรินทร์ สัญญาณรอสายดังหลายครั้ง แต่ไม่มีใครรับ เมื่อครั้งที่สิบ ผมวางสาย เธอคงยังไม่สะดวก

เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ผมว่าการนัดหมายคงถูกยกเลิกไปโดยปริยาย คิดจะหาที่นั่งรอการติดต่อกลับมาอีกสักครู่ แต่ก็คงไร้ประโยชน์ เกิดเรื่องอย่างนี้ ถึงไม่ได้มีต้นเพลิงจากชั้นเดอะคิวบ์ก็ตาม แต่พื้นที่แล็บและห้องทดสอบก็น่าจะยังใช้การไม่ได้ อย่างน้อยก็คืนนี้

ผมจึงเลือกจับแท็กซี่กลับที่พัก

รถไม่มากตลอดเส้นทาง จึงใช้เวลาไม่นานก็กลับมาถึง ด้านหน้าคอนโดเริ่มเงียบ แต่ในร้านสะดวกซื้อ ยังมีลูกค้าแวะเวียนเข้าออกไม่ขาด ผมเดินเข้าไป ตั้งใจซื้อหาเครื่องดื่มของกินเล่นสักหน่อย

ผมพบหนูยูกำลังยืนรอชำระเงินอยู่หน้าเคาน์เตอร์

เธอแปลกใจที่เจอผม อาจมองจากการแต่งตัว

“ไปไหนมา ดึกๆ”

“ธุระนิดหน่อย”

“ธุระตอนดึก?”

“ใช่” ผมตอบเพียงเท่านั้น ขี้เกียจอธิบายต่อ สาวน้อยเองก็ไม่ได้ใส่ใจต้นสายปลายเหตุ

เราเดินขึ้นลิฟต์พร้อมกัน

“ทำไมไม่นอน” ผมถาม ต้องการแค่ทำลายความเงียบในลิฟต์

“นี่แค่ห้าทุ่มกว่า ปกติหนูยังไม่นอนอยู่แล้ว”

“อยู่ทำไร?”

“ก็เรื่อยเปื่อย”

“ไปกินพุดดิ้งไหม?” ผมถาม เมื่อจู่ๆ นึกขึ้นได้ว่า พุดดิ้งจากคุณรินทร์ยังคงแช่อยู่ในตู้เย็น

“พุดดิ้ง? อย่าบอกว่าทำเอง”

“เปล่า มีคนให้มา”

“สาว?”

“เพื่อนร่วมงาน”

เมื่อเข้าห้องพัก เธอทิ้งตัวนั่งบนโซฟาเป็นอย่างแรก หูฟังยังติดหูอยู่เป็นภาพคุ้นตา หน้าจอโทรศัพท์มือถือสว่าง แต่ผมไม่รู้ว่าเธอกำลังฟังอะไร คิดว่าจะลองถาม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าอย่ายุ่งดีกว่า

ผมหยิบหนังสือประวัติแมกเจลแลนออกมาวางบนโต๊ะทำงาน แล้วเอากระเป๋าใส่กลับเข้าตู้ จากนั้นเข้าครัวเอาพุดดิ้งจากตู้เย็น แง้มกล่องออกมาดู ยังดูดี คว้าจานเล็กและช้อนของหวาน นำมาวางบนโต๊ะโซฟา

สาวน้อยหยิบมาถ้วยหนึ่ง “ดูดี” เธอว่า “หนูเคยช่วยยายทำพุดดิ้งตอนเด็กๆ”

“จริงหรือ?”

“ใช่ หนูชอบนะ ช็อคโกแลตมีประโยชน์ ช่วยบำรุงหัวใจ ลดความเครียดได้ด้วย”

“โอ้” ผมอุทานทีเล่น

“ไม่เชื่อหรือ?” เธอทำหน้าดุใส่

“เชื่อสิ แค่คิดว่าหนูรู้เยอะกว่าที่คิด”

“เห็นว่าหนูโง่หรือ?” ใบหน้าอ่อนวัยยังดุไม่เลิก

“เปล่า…” ผมปฏิเสธแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วตอนนี้ยังทำได้ไหม? หมายถึงพุดดิ้ง”

“ไม่รู้สิ”

เธอตักกินชิ้นหนึ่ง

“เป็นไง?”

“อร่อย สาวฝีมือดี น่าจีบนะ”

“จะลองคิดดู”

ผมลุกขึ้น ตั้งใจไปอาบน้ำ เมื่อเห็นหนูยูเริ่มกลับไปสนใจหน้าจอโทรศัพท์

ผมใช้เวลาสิบนาทีไปกับสายน้ำจากฝักบัวชโลมร่าง แว่บหนึ่งนึกถึงคุณรินทร์และเหตุการณ์ไฟไหม้ เมื่ออาบน้ำเสร็จ จึงหยิบโทรศัพท์ออกไปนอกระเบียง กดโทรศัพท์หาเธออีกครั้ง

ไม่มีใครรับสาย

ลองกดอีกครั้ง ผลเหมือนเดิม

กลับเข้ามาในห้อง จานขนมของสาวน้อยยังเหลือชิ้นพุดดิ้งอยู่ชิ้นเล็กๆ เจ้าตัวนอนเหยียดบนโซฟา แม้หูฟังข้างหนึ่งยังยัดอยู่ในหู แต่สายตาและมือทั้งสอง จับที่หนังสือซึ่งเธอหยิบมาจากบนโต๊ะทำงาน

“รู้จักไหม แมกเจลแลน?”

เธอสั่นศีรษะ

“จำเรื่องสเปนพยายามหาเส้นทางเดินเรือ ที่เล่าให้ฟังที่หมู่บ้านฮอลันดาได้ไหม?” ผมถาม

“อื่อ”

“คนนี้ละ คือคนที่ออกเรือไปค้นพบเส้นทางใหม่ และเขาก็ได้ช่วยพิสูจน์ว่าโลกกลม แม้โดยไม่ตั้งใจก็ตาม”

เธอชำเลืองมองผม “คุณเลยสนใจ?”

“ก็ไม่เชิง ผมสนการเป็นนักบุกเบิก นักสำรวจมากกว่า”

“ยังไง?”

ผมนั่งลง “เขาเดินทางไปตามเส้นทางที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน เลยคิดว่า ทำไมคนๆ หนึ่งต้องทำอย่างนั้น อยู่บ้าน นอน กิน หาความสุข น่าจะได้ แต่ทำไมต้องลุกขึ้นมา ล่องเรือไปในเส้นทางที่ไม่รู้ว่ามีจริงไหม ต้องเสี่ยงตายทำไมกัน เพราะเงินทอง ค่าตอบแทนหรือ ไม่น่าใช่”

“แล้วเพราะอะไร?”

“คงเพราะความทะเยอทะยาน ความอยาก สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ในหัวเราตลอด ร้องบอกว่าต้องทำ ชีวิตเอ็งเกิดมาเพื่อสิ่งนี้”

เธอหัวเราะสั้นแล้วขาดหาย ลุกขึ้นนั่ง

“เล่าให้ฟังบ้างสิ เรื่องของตาคนนี้”

 

เราสองคนออกไปนั่งกันนอกระเบียง บนเก้าอี้เอนนอน ชมฟ้าสีเทาๆ ใกล้เที่ยงคืนแล้ว แต่ท้องฟ้าไม่เคยอีกแล้วที่จะมืดสนิท อากาศเย็นสบายดีทีเดียว สูดหายใจเต็มปอด

“เขาชื่อเฟอร์ดินาน แมกเจลแลน” ผมเริ่มเล่า สาวน้อยนั่งอยู่ข้างๆ มือเปิดหนังสือแมกเจลแลน ผ่านๆ อย่างเร็วๆ “เกิดที่เมืองซาโบรซา โปรตุเกส ในตระกูลขุนนาง  ค.ศ. ๑๕๐๕  เขาถูกส่งไปกับราชนาวี ภารกิจที่อินเดีย ระหว่างนั้นต้องเดินทางข้ามไปแอฟริกาหลายครั้ง อาจเพราะเรื่องนี้ทำให้ค.ศ. ๑๕๑๓ กษัตริย์มานูเอลแห่งโปรตุเกส ส่งเขาร่วมกับกองเรือรบอีกห้าร้อยลำ ไปทำสงครามในมอร็อคโค ซึ่งคิดแยกตนเป็นอิสระ”

หนูยูยังฟังด้วยท่าทางสนใจทีเดียว

“ด้วยประสบการณ์ในกองเรือหลายปี และความอยากในใจตัวเองมั้ง ทำให้ค.ศ. ๑๕๑๗ เขาอยากออกเดินทางท่องทะเล”

“แค่อยากไปท่องทะเลเฉยๆ หรือ? น่าจะมีเป้าหมายอะไรซักอย่าง” สาวน้อยสงสัย

“ถูก ที่จริงก็มีเป้าหมาย ต้องบอกอย่างนี้ว่า สมัยนั้น เครื่องเทศคือสินค้าสำคัญ มีค่ามาก หากจะเทียบก็ประมาณน้ำมันดิบในยุคนี้เลยทีเดียว การค้นหาแหล่งเครื่องเทศจึงเป็นความพยายามของพ่อค้าตะวันตก และแหล่งใหญ่ก็คือดินแดนแถวๆ บ้านเรานี่ละ โดยเฉพาะที่หมู่เกาะแถบอินโดนีเซีย ก่อนนี้โปรตุเกส อังกฤษ ดัชต์ ต่างล่องเรือกันมาทางตะวันออก ผ่านอินเดีย จนมาถึง ใช้กองเรือรบควบคุมเส้นทาง ทำให้ชาติอื่นๆ ใช้เส้นทางนี้ได้ลำบาก ดังนั้นแมกเจลแลนจึงอยากหาเส้นทางใหม่ เขาคิดว่าการออกเรือไปทางตะวันตกน่าจะเป็นเส้นทางใหม่ได้ จึงทูลเสนอขอการสนับสนุนจากกษัตริย์แห่งโปรตุเกส โชคร้ายถูกปฏิเสธ”

“แล้วทำไง?”

“เขาเดินทางไปสเปน แต่งงานกับลูกสาวของครอบครัวบาร์โบซา ที่นั่นเขาได้รู้จักเจ้าหน้าที่ด้านการสำรวจของราชสำนักสเปน เลยได้เข้าเฝ้าขอการสนับสนุนจากเยาวกษัตริย์แห่งสเปน”

“ได้ไหม?”

“เยาวกษัตริย์ต้องการมีผลงาน พิสูจน์ให้กษัตริย์ยุโรปอื่นเห็น จึงเลือกเสี่ยงกับแมกเจลแลน ให้สัญชาติสเปน และสนับสนุนการเดินเรือครั้งนี้”

“เยี่ยม” สีหน้าเธอยินดี ผมแอบคิดเล่นๆว่า ชาติก่อนเธอเป็นลูกสาวของแมกเจลแลนหรือไง

“แมกเจลแลนได้เรือห้าลำ เริ่มออกเดินทางไปทางตะวันตก ผ่านแอฟริกา อเมริกา ผ่านช่องแคบแถบปามานา มุ่งสู่แปซิฟิก ที่สุดก็มาจนถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ที่จริงมีสัมพันธ์ที่ดี แต่อาจด้วยดีเกินไป ทำให้เขาหลวมตัวเข้าช่วยชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งทำสงคราม โชคร้าย เขาตายที่นั่น”

“โอ้ว จริงหรือ?”

“จริง”

“ไม่ได้ล่องเรือรอบโลกน่ะสิ?”

“ไม่แม้แต่ไปพบหมู่เกาะเครื่องเทศตามที่ตั้งเป้า แต่คณะของเขาได้พบ และล่องกลับสเปนได้สำเร็จ”

เธอปิดหนังสือในมือ “น่าเสียดาย อุตส่าห์เป็นผู้นำออกมา แต่ไม่ได้เห็นความสำเร็จ”

“แต่ทุกคนยังจำผลงานนี้ และอีกหลายอย่าง ที่เขาทำไว้ระหว่างเดินทาง”

“ไม่ทุกคนหรอก หนูยังไม่รู้จักเลย”

“ก็จริง”

เธอหัวเราะคิกเบาๆ ทีหนึ่ง “เขาทำไรไว้อีกหรือระหว่างเดินทาง?”

“เขาบุกเบิกเส้นทางช่องแคบแมกเจลแลน แถวๆ ปานามา แล้วยังค้นพบกลุ่มดาวแมกเจลแลน ซึ่งตอนนั้นเขาเรียกว่ากลุ่มเมฆ”

“คุณอยากเป็นนักบุกเบิกไหม? นักสำรวจ หรืออะไรทำนองนั้น ค้นหาอะไรที่ไม่มีใครในโลกเคยเห็น” เธอถาม

ผมใช้เวลาสักครู่ จึงตอบ “ก็คิดนะ แต่นึกไม่ออกว่าไปบุกเบิกที่ไหนดี”

เธอทำหน้าเหมือนเอือมกับคำตอบของผม

“อาจจะได้แค่บุกเบิกบนกระดาษ เขียนเรื่องราวที่ค้นพบให้คนอื่นรู้” ผมเพิ่มเติม

“ก็ยังดี” เสียงเธอไร้อารมณ์

“แต่อย่างที่บอก ผมสนการเป็นนักบุกเบิก ทำไมคนๆ หนึ่งพร้อมทิ้งลูกเมียเพื่อทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครบอกว่าทำได้? ทุ่มชีวิตเพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตน ทำไมต้องทำอย่างนั้น?”

“คุณว่าถ้าเขารู้ว่าเดินทางไปแล้วต้องตาย เขาจะยังทำอยู่ไหม?” สาวน้อยตั้งคำถาม

ผมคิด คำถามยากใช่เล่น “อาจจะทำ หรือไม่ ไม่รู้”

เธอถอนใจอย่างหน่ายๆ

“แล้วหนูละ เป็นหนูยังจะไปไหม?”

“แน่นอน ถ้ามีโอกาส” เธอตอบไม่ลังเล

“ไม่กลัวตายหรือ?”

“กลัวตายแบบคนแก่ในห้อง ภาพสุดท้ายเจอแค่เพดาน กับกลิ่นหมอนเหม็นๆ เหมือนยาย”

“โอ้ว”

“คุณอาจจะตายอย่างนั้นก็ได้นะ ตายในห้องนี้ ไม่มีใครรู้จนกว่าศพจะเหม็นหึ่ง”

ผมลองคิด “น่ากลัวชะมัด”

เราไม่ได้คุยอะไรกันอีก สาวน้อยหลับตาพริ้ม บางทีอาจเผลอไผลหลับใหลนิ่งสนิท ผมลุกไปหยิบผ้ามาห่มให้ ปล่อยเธออยู่ตรงนั้น

กลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน พลางคิดว่า บางทีผมอาจตายอย่างที่หนูยูบอก ไร้ค่า น่าหดหู่ ตายลำพังในห้องแคบ กลิ่นหืนของหมอนไม่ถูกซัก เป็นสัมผัสสุดท้ายก่อนเคลื่อนย้ายไปภพชาติอื่น

“น่ากลัวจริงๆ ด้วย”

                                                        



Don`t copy text!