สื่อสังหรณ์ บทที่ 11

สื่อสังหรณ์ บทที่ 11

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 11-

หลังคุยโทรศัพท์รับฟังเบื้องหลังเหตุการณ์อดีต ภูดลยังนั่งทบทวนเรื่องราว คิดใคร่ครวญอีกครู่หนึ่งก่อนถอนใจยาว ลุกขึ้นเดินออกจากสวนสาธารณะอย่างคนที่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

เขาตัดสินใจไม่ถูก…ณครามควรรับรู้เรื่องนี้ด้วยหรือไม่

เวลาบนหอนาฬิกา ๑๘:๓๐

ช่วงเวลานี้รถติดค่อนข้างหนัก หากจะหิ้วท้องกลับไปกินข้าวบ้านคงดึกโข จึงมองหาร้านอาหารใกล้สวนสาธารณะรับประทานให้เรียบร้อยก่อน

แทนนทีบอกว่าจะไปนอนค้างที่บ้าน ปรึกษาเรื่องที่คุยค้างคา ไม่แน่ใจจะถึงตอนไหน แต่เพื่อนคนนี้มีกุญแจบ้านอยู่แล้วไม่ต้องห่วง

รับประทานอาหารเย็นเสร็จประมาณหนึ่งทุ่มเศษ ถนนเบาบางกว่าเดิมเล็กน้อย ตั้งใจเดินข้ามฝั่งไปขึ้นรถเมล์หน้าศูนย์วิจัย มองไปทางลานจอดรถเห็นรถณครามแล่นเข้ามาจอดอย่างเร่งร้อน

อาจารย์หนุ่มลงจากรถพร้อมเพลงทราย ทำให้ภูดลต้องหลบไม่อยากให้อีกฝ่ายมองเห็น จังหวะนั้นค่อยสังเกตสิ่งผิดปกติบางอย่าง

รถอีกคันแล่นมาจอดไม่ไกลนัก คนที่ลงจากรถเป็นชายชุดดำสองคน กิริยาท่าทางปกติทว่ากลับมองณคราม เพลงทรายด้วยสายตาคล้ายกำลังสะกดรอย

ภูดลหรี่ตาสงสัย กำลังจะไลน์บอกเพื่อนให้ระวังตัว ฉุกใจนึกได้…ถ้าบอกเช่นนั้น ณครามย่อมทราบว่าตนเองอยู่ใกล้ ๆ จึงตัดสินใจลอบติดตามดูสักครู่ก่อน เห็นท่าไม่ดีค่อยส่งข้อความเตือน

ในใจนึกสงสัย ณครามกับเพลงทรายกลับมาศูนย์วิจัยด้วยเหตุผลใด

เวลานั้นสายฝนเริ่มลงเม็ดปรอย ๆ

————————        ——————–        ——————-

สองหนุ่มสาวออกจากศูนย์วิจัยก่อนสี่โมงเย็น ไม่ได้มุ่งหน้าไปรับประทานอาหารมื้อเย็นทันที

เพลงทรายชวนณครามแวะห้างสรรพสินค้าชื่อดัง อ้างว่าต้องการซื้อของใช้ส่วนตัว ความเป็นจริงคือเจตนาพาชายหนุ่มออกเดท

เดินเที่ยวห้าง รับประทานอาหาร แล้วดูหนังรอบค่ำ…นี่คือแผนการในใจเธอ

คนฉลาดอย่างณครามมีหรือไม่รู้เจตนานั้น เขาแค่แกล้งโง่ทำเป็นหลงกลยอมตามใจ ไม่คัดค้าน เดินเที่ยวชมร้านรวง เล่นเกมในห้างที่ไม่เหมาะกับวัย กระทั่งไปจองตั๋วหนังรอบค่ำก่อนเดินเลือกร้านอาหารสำหรับมื้อเย็น

เพลงทรายแอบมองกิริยารักษาระยะห่างน้อย ๆ แต่นัยน์ตาฉายแววหวานมีความสุขของเขาแล้วอดยิ้มไม่ได้

…เพราะอย่างนี้ เธอถึงรู้สึกมีความหวัง…

ตอบไม่ได้เหตุใดจึงรักผูกพันเขาขนาดนี้ ทั้งที่สามคนก็มีความโดดเด่น ชัดเจนไม่น้อยกว่ากัน

หากมองตามสายตาผู้หญิงคนหนึ่ง ณครามมีดวงตาเรียวรี หล่อตี๋สมัยนิยม บวกกับรูปร่างสูงโปร่งดูเท่อาจข่มผู้ชายรอบข้าง แต่พอเทียบกับภูดลที่มีดวงหน้าคร้ามคม คิ้วเข้ม สูงหนาแข็งแรงแบบชายแท้หรือเทียบกับแทนนทีซึ่งหน้าตาคมคาย ผมสั้นเกรียน สูงเพรียวประเปรียวอย่างนักกีฬากลางแจ้ง ก็ยังไม่สามารถกลบเพื่อนจนมิดอยู่ดี

‘ดาร์กไซด์’ มุมมืดในใจเขาต่างหากที่เพลงทรายสัมผัสได้ แล้วอยากเข้าไปค้นหา เพื่อฉายแสงสว่างนำทางออกมา

ตอนอยู่มัธยมโรงเรียนเดียวกัน ณครามจงใจสร้างเปลือกนอกเย่อหยิ่ง ถือตัว เป็นเด็กหัวกะทิ มุ่งมั่นกับการเรียนโดยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ สัมผัสถึงหัวใจอันเงียบเหงาดวงนั้น

เพลงทรายเป็นคนเดียวที่สร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ดึงเขาออกมาจากโลกส่วนตัวสำเร็จ

ทว่าพอขึ้นชั้นมัธยมปลาย ณครามก็กลับไปอยู่ดาร์กโซนอีกครั้ง ปิดกั้นตนเองจากทุกคนในโรงเรียน มุ่งมั่นกับการเรียน ใช้ชีวิตอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยจุดมุ่งหมายบางอย่าง คล้ายเพิ่งทราบเรื่องสำคัญที่แทบทำให้โลกพลิกกลับ เกิดความมุ่งมั่นจดจ่อกับเป้าหมายข้างหน้าจนอยากตัดสังคมรอบตัวออกไป

ช่วงเวลานั้นเพื่อนสนิททั้งสองคนอยู่ในช่วงลำบากเช่นกัน ภูดลเลือกเรียนสายวิชาชีพ ฝึกฝนความรู้ความสามารถเพื่อจะได้จบมาทำงานทันที แล้วค่อยหาทางเรียนระดับอุดมศึกษาทีหลัง ส่วนแทนนทีก็ติดเยาวชนทีมชาติต้องทุ่มเทฝึกซ้อมเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

เพื่อนรักทั้งสามกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อวัยรุ่น ต่างมีความฝันจุดมุ่งหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ การติดต่อขาดช่วงบ้างแต่ไม่ถึงขาดหาย

เพลงทรายมองพวกเขาด้วยความอึดอัดเหมือนน้ำท่วมปาก อยากบอกความเปลี่ยนแปลงน่าเป็นห่วงของณครามต่อเพื่อนทั้งสองแต่ก็รู้ว่าไม่สมควร

ดังนั้นเธอจึงเป็นฝ่ายพยายามเข้าหา เจาะกำแพงมืดเพื่อเข้าถึงตัวณคราม หวังดึงออกมาในโลกสว่างอีกครั้ง

การที่อยู่ใกล้พยายามทำความเข้าใจผู้ชายคนนี้มาตลอด ทำให้เกิดความผูกพัน หวังดี จนกลายเป็นรักลึกซึ้งยากถอนตัวในที่สุด

ณครามไม่ปฏิเสธเธอ แต่ไม่เคยเปิดประตูต้อนรับความรัก

เพลงทรายรู้ว่าเขาไม่ใช่แค่ห่วงความรู้สึกภูดล…แต่…คล้ายมีภาระสำคัญผูกมัด มีเงื่อนใจยังไม่ได้คลี่คลายกลายเป็นกำแพงขวางกั้นอีกชั้น

ถึงอย่างนั้น ก็มีบางครั้งที่ณครามหลุดเผยความในใจ…แสดงให้รู้ว่ารัก…และเธอสำคัญขนาดไหน

เพลงทรายไม่เอ่ยถาม…อะไรคือกำแพงขวางกั้นจิตใจ…เชื่อว่าวันหนึ่งเขาจะบอกเอง

———————-     —————      —————–

ร้านอาหารอยู่ชั้นบนสุดห้างสรรพสินค้า ติดกระจกรอบมองเห็นทิวทัศน์แสงไฟเมืองหลวงสวยงาม

อาหารถูกสั่งเป็นชุดดินเนอร์สำหรับสองคน ชายหนุ่มยังทำหน้านิ่งระหว่างนั่งรอ ไม่ชวนพูดคุยเรื่องไร้สาระ หญิงสาวแกล้งไม่พูดจาบ้าง แต่เท้าคางจ้องหน้าจนอีกฝ่ายเริ่มเขิน

“จ้องอะไรนักหนา” ถามแก้เกี้ยว

“มองคนหล่อไง…เห็นไม่คุยอะไรคิดว่าอนุญาตให้ทรายจ้องหน้าได้อย่างเดียว”

ณครามเผลอหลุดเสียงหัวเราะเบา ๆ

“ฉันไม่คุย…เธอก็ชวนคุยได้นี่” พูดอย่างนี้เท่ากับเปิดทางให้

เพลงทรายอมยิ้ม แกล้งส่งตาหวานให้

“ที่จริงนั่งจ้องตากันเงียบ ๆ ก็ดีนะ…โรแมนติกดีออก…ขาดแค่แสงเทียนเท่านั้นแหละ”

“อืม…ถ้าอยากได้อย่างนั้นก็ตามใจ” ชายหนุ่มเออออไม่สนใจ

“เฮ้ย ได้ไง…ครามต้องบ่นสิว่าตัวเองไม่โรแมนติกสักหน่อย” พอโดนตามใจกลับโวยวาย

ณครามอมยิ้มไม่พูดอะไร หยิบโทรศัพท์มือถือวางบนโต๊ะแล้วฉุกใจนึกได้

“ลืมเปิดโทรศัพท์ล่ะสิ” หญิงสาวรู้ทัน “มิน่า…เงียบผิดปกติ ไม่มีใครโทรหา ไม่มีเสียงไลน์ดังเลย”

ชายหนุ่มไม่ต่อวาจา เปิดโทรศัพท์แล้วเช็กว่ามีไลน์หรือสายเรียกเข้ามาหรือไม่

หน้าจอแสดงรายชื่อผู้ที่โทรเข้าสองสามราย แต่ที่กระหน่ำโทรมากสุดเป็นคนเดียวกับส่งไลน์ข้อความบอกว่า

ติดต่อกูด่วน

…แทนนที…

นั่นทำให้โทรกลับด้วยใจกังวลกลัวเกิดสังหรณ์ร้าย

เพื่อนสนิทรับสายตั้งแต่สัญญาณดังครั้งแรก…

เพลงทรายฟังณครามคุยโทรศัพท์กับแทนนทีด้วยใจกลัดกลุ้มกังวล ต่อให้ฟังด้านเดียวซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำถามสั้น ๆ ก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

‘นิมิตอันตราย’ เกิดขึ้นอีกแล้ว!

หลังจบการสนทนา ณครามสรุปให้ฟังสั้น ๆ โดยไม่ปิดบัง

แทนนทีเห็นนิมิตภูดลจะถูกรถชนหน้าศูนย์วิจัยตอนทุ่มครึ่งคืนนี้

พอฟังจบหญิงสาวเรียกเช็กบิลทั้งที่อาหารเพิ่งนำมาเสิร์ฟ ดินเนอร์แสนโรแมนติกไม่สำคัญเท่าชีวิตเพื่อน

เวลาเลยหกโมงครึ่งมาแล้ว เหลืออีกแค่ไม่ถึงชั่วโมงจะเกิดเหตุร้าย ทั้งสองต้องรีบไปให้ถึงหน้าศูนย์วิจัยโดยเร็วที่สุด

ก่อนออกจากร้าน ณครามสังเกตเห็นผู้ลอบติดตาม ซึ่งน่าจะมาตั้งแต่ศูนย์วิจัย

ขนาดใช้ชื่อ ME โปรเจ็กต์ข่มขู่ ทำให้พวกมันแค่ถอยห่าง แต่ยังสะกดรอยรายงานความเคลื่อนไหวเป็นระยะ

นั่นทำให้ณครามมั่นใจว่าพวกมันต้องรู้ว่าเริ่มโครงการ ‘ดับเบิ้ลเอช HH’ แล้ว จึงเป็นห่วงสวัสดิภาพศาสตราจารย์คมกฤษณ์จนต้องให้มารดาบุญธรรมหาวิธีช่วยเหลือคุ้มครอง

สิ่งที่ทำได้คือวางตัวปกติไม่แสดงพิรุธ เหมือนไม่รู้เห็นการติดตามสะกดรอยใด ๆ

ทว่าคืนนี้ชวนให้นึกสงสัย เหตุร้ายที่จะเกิดกับภูดลเกี่ยวกับองค์กรนี้หรือไม่?

—————————–      —————-       ————————-

๑๙:๑๕

ฝนโปรยบาง ๆ ไม่ถึงขั้นเปียกปอน แค่สร้างความหงุดหงิดรำคาญสำหรับคนที่อยู่ริมถนน นอกตัวอาคารเพื่อตามหาใครบางคน

แสงไฟริมถนนสว่างพราวใต้ฟ้ามืด ผู้คนขวักไขว่ รถราหนาตาพอแล่นสะดวกไม่ติดขัดเท่าชั่วโมงก่อน

หลังจากณคราม เพลงทรายตามหาภูดลตั้งแต่หน้าศูนย์วิจัย ริมถนน รอบสวนสาธารณะโดยไม่พบแม้แต่เงา ทำให้หญิงสาวตัดสินใจเสี่ยงโทรศัพท์ติดต่อหาเจ้าตัว

“เฮ้ย โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณได้ไง” เพลงทรายบ่น “นี่มันริมสวนสาธารณะเองนะยะ”

แทนที่จะเดินหาสัญญาณ ซึ่งอาจห่างจากจุดที่ยืนไม่กี่ก้าว หญิงสาวกลับยื่นมือไปทางชายหนุ่ม

“ยืมโทรศัพท์ครามหน่อยสิ”

“ถ้าฉันให้เธอยืมโทรศัพท์…ไอ้ดินต้องรู้ว่าเกิดเรื่องสำคัญ”

ณครามบอกเรียบ ๆ ไม่อธิบายเพิ่มว่า ‘เรื่องสำคัญ’ มีไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นคือ ‘สังหรณ์ร้าย’

ภูดลจะฉุกใจ ‘รู้’ ถึงเหตุร้ายล่วงหน้าไม่ได้เด็ดขาด

“งั้นทำยังไง”

“ใกล้เวลาแล้ว ไปรอแถวป้ายรถเมล์หน้าศูนย์วิจัยดีกว่า ยังไงไอ้ดินต้องไปที่นั่นแน่”

หญิงสาวไม่ขัด เดินตามชายหนุ่มเงียบ ๆ คิ้วขมวดน้อย ๆ รู้สึกเหมือนมีสายตาคอยจับจ้องทุกย่างก้าว ความรู้สึกนี้แผ่กระทบเป็นระยะตั้งแต่ในห้างสรรพสินค้า มาชัดเจนขึ้นช่วงเดินหาภูดลนี่เอง

ที่จริงภูดลอยู่ห่างสองหนุ่มสาวไม่กี่ก้าว อาศัยช่วงเวลามืดค่ำผู้คนขวักไขว่เป็นฉากกำบังตัว เดินตามทั้งคู่อย่างสงสัยแกมเป็นห่วง

สังเกตเห็นชายชุดดำลอบติดตามพวกเขาตั้งแต่ลงจากรถ เดินแถวหน้าศูนย์วิจัยจนไปถึงสวนสาธารณะใกล้ ๆ จนหญิงสาวทำท่าเหมือนจะโทรศัพท์แล้วเปลี่ยนใจเดินตามอาจารย์หนุ่มกลับศูนย์วิจัย พวกมันค่อยหยุดการติดตาม

ภูดลเห็นชายชุดดำรับโทรศัพท์ พูดคุยรายงานสถานการณ์ จากนั้นคล้ายได้รับคำสั่งเปลี่ยนแปลงจึงแยกย้ายหายไป

วิศวกรหนุ่มถอนใจโล่งอก คิดว่าไม่จำเป็นต้องไลน์บอกเพื่อนสนิทเวลานี้ ปล่อยให้สองหนุ่มสาวมีเวลาส่วนตัวบ้าง ถึงมันจะดูไม่เหมือนการเดทนักก็ตาม

ฝนลงเม็ดปรอย ๆ เหมือนม่านบาง ๆ ภูดลเร่งฝีเท้าตามพวกเขากลับศูนย์วิจัยโดยไม่ให้รู้ตัว สายฝนกางกั้นระหว่างภูดลกับสองหนุ่มสาว ราวกับเป็นม่านบังใจกั้นกลางไม่ให้กล้าก้าวเข้าใกล้กว่านี้

วิศวกรหนุ่มเคยคิด…หากไม่มีเขาสักคน ความรักของณคราม เพลงทรายคงราบรื่น ลงเอยนานแล้ว

ก่อนถึงหน้าศูนย์วิจัยจะผ่านซอยเล็กแคบค่อนข้างมืด ด้านในเป็นชุมชนแห่งหนึ่ง ท้ายซอยสามารถทะลุถนนอีกสาย

ภูดลรู้สึกคล้ายลมร้อนพัดผ่านต้นคอ เกิดสังหรณ์ร้ายวูบหนึ่ง เหลือบตามองเข้าไปในซอยเห็นแสงไฟหน้ารถจักรยานยนต์คันหนึ่งส่องวาบ แล้วพุ่งออกมาดุจสัตว์ร้ายจู่โจมเหยื่อ

ช่วงเวลานั้นณคราม เพลงทรายกำลังลงจากทางเท้า ก้าวผ่านหน้าปากซอยพอดี

“ไอ้คราม…ทราย…ระวัง!”

ภูดลตะโกนลั่น ความที่อยู่ใกล้ไม่กี่ก้าวจึงกระโจนวิ่งพรวดเดียวเข้าไปคว้าปัดสองหนุ่มสาวทันท่วงที

ทว่าตนเองกลับไม่พ้น โดนชนเต็มแรง สติที่ยังหลงเหลือเห็นมอเตอร์ไซค์ล้ม คนขับกลิ้งไปทางหนึ่ง ส่วนร่างของตนกระเด็นไปทางถนนใหญ่ รถแท็กซี่แล่นมาพอดี…

โครม! สติสัมปชัญญะดับวูบ

เวลาขณะนั้น ๑๙:๒๕

——————   —————–     ——————

รถติดบนทางด่วนทำให้แทนนที ลิ่วลมไม่สามารถไปถึงศูนย์วิจัยก่อนทุ่มครึ่ง

เวลา ๑๙:๓๐ แท็กซี่สองหนุ่มสาวยังไม่สามารถขยับไปไหน ทั้งคู่ใจคอร้อนรุ่มแต่พยายามสงบสติควบคุมอารมณ์ไว้

เสียงโทรศัพท์เรียกเข้า แทนนทีรับทันที

“คราม…เป็นไงบ้าง” น้ำเสียงสั่นแฝงความหวั่นใจ

“ไอ้ดินยังไม่เป็นไร ตามมาที่โรงพยาบาล…ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น”

วาจาห้วนสั้นก่อนตัดสาย คนฟังรู้ว่านี่คือสถานการณ์ฉุกเฉิน ณครามจะพูดน้อยที่สุดโดยไม่พยายามอธิบายเรื่องราวมากความ

ก่อนสายถูกตัดได้ยินเสียงไซเรนแว่วเข้ามาน่าจะกำลังอยู่ในรถพยาบาล ใจเป็นห่วงเกินระงับต้องพยายามกดข่มจิตใจไม่ให้โทรกลับถามสถานการณ์โดยละเอียด

เขาทราบดี…เวลาเช่นนี้ ณครามไม่มีแก่ใจพูดอะไรทั้งนั้น…

ลิ่วลมนั่งด้านข้าง เห็นสภาพชายหนุ่มตั้งแต่สังหรณ์ปรากฏ โทรคุยกับณครามแล้วทำท่าอยากกระโจนออกจากศูนย์บริการรถทันทีที่วางสาย รู้ว่าจิตใจเขาร้อนรุ่มกระวนกระวายแค่ไหน

หญิงสาวต้องเตือนสติให้ไปคุยนัดหมายกับช่างให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นหยิบ ‘ของ’ หลักฐานบิดาณครามมาจากเบาะหลังรถแล้วรีบตามชายหนุ่มขึ้นแท็กซี่

ระหว่างเดินทางเห็นการจราจรติดขัด นักฟุตบอลหนุ่มกระสับกระส่ายนั่งแทบไม่ติดเบาะ ถ้าทำได้คงอยากวิ่งลงทางด่วน ไม่ก็หายตัวไปศูนย์วิจัยแล้ว

ยังดีที่เพื่อนโทรมาบอกข่าวตามเวลา

ลิ่วลมทำใจกล้าเอ่ยถามทันทีที่เขาวางสาย

“คุณครามว่ายังไงบ้างคะ”

“ให้เราตามไปที่โรงพยาบาล”

พูดจบก็ชะโงกหน้าบอกคนขับแท็กซี่ให้เปลี่ยนเส้นทาง

แท็กซี่รับคำ พยายามลัดเลาะหาเส้นทางไปโรงพยาบาลซึ่งน่าจะใช้เวลาน้อยกว่าไปศูนย์วิจัย

แทนนทีสงบใจลงชั่วครู่ อาจด้วยความเป็นนักกีฬาอาชีพ เผชิญความกดดันในสนามมากจนรู้จักวิธีควบคุมอารมณ์ตัวเอง

หญิงสาวกุมมือเขาหลวม ๆ แล้วบีบกระชับแน่นถ่ายทอดความจริงใจ

“พี่ดินไม่น่าเป็นอะไรหรอกค่ะ ไม่งั้นคุณครามต้องบอกพี่แทนไปแล้ว”

แทนนทีพยักหน้า เสียงไซเรนที่แว่วมาในโทรศัพท์น่าจะบอกได้ว่าเพื่อนรักอยู่ในความดูแลของผู้มีความรู้ทางการแพทย์ระดับหนึ่ง ไม่น่าเป็นห่วงเท่าใด

“อือ…พี่ก็คิดอย่างนั้น”

ขณะเอ่ยวาจา อดคิดไม่ได้ว่า…ถ้าอาการภูดลหนักหนาอย่างที่เห็นในนิมิต…เขาจะทนรับมันได้อย่างไร

——————————   ———-      ———————-

ก้าวขาเข้าห้องคนป่วยด้วยจิตใจหวาดหวั่น ณคราม เพลงทรายยืนอยู่ข้างเตียงมองมาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความกังวล

ร่างนั้นนอนเหยียดยาว ดูเผิน ๆ เหมือนอาการไม่หนักหนาสาหัส แทนนทีเข้าไปยืนข้างเตียงอย่างเป็นห่วงโดยลืมแนะนำหญิงสาวที่ตามมาให้คนในห้องรู้จัก

“มันเป็นยังไงบ้าง” ถามเสียงเบา สายตายังไม่ละจากใบหน้าคนเจ็บ

“ตรวจร่างกายละเอียดแล้ว นอกจากบาดแผลกับรอยฟกช้ำ ไม่มีกระดูกส่วนไหนแตกหัก”

ปากอธิบายให้เพื่อนฟัง สายตากลับจ้องเขม็งยังหญิงสาว ‘แปลกหน้า’ ที่นักฟุตบอลหนุ่มยังไม่ได้แนะนำ

เพลงทรายมองสายตาณครามแล้วรู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวที่ตามแทนนทีขึ้นมาทันที

“รถติดมากมั้ยคะน้อง…กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลคงลำบากน่าดูเลย” น้ำเสียงใส ๆ ถามกึ่งชวนคุยให้อีกฝ่ายผ่อนคลายจากอาการเกร็งสายตาอาจารย์หนุ่ม

“อ้อ…จริงสิ” แทนนทีเพิ่งนึกได้ หันมาแนะนำหญิงสาวกับเพื่อนทั้งสอง

“น้องคนนี้ชื่อหลิว…ลิ่วลม…เป็นหลานสาวพยาบาลปรานี”

เพียงแค่ชื่อพยาบาลปรานีหลุดออกมา เพลงทรายก็เปิดรอยยิ้มกว้างแสดงความสนิทสนม รู้สึกดีกับผู้หญิงที่มากับแทนนทีทันที

ลิ่วลมยกมือไหว้ ด้วยทราบว่าตนอายุน้อยกว่าทุกคนในห้อง ณครามแค่พยักหน้ารับ แววตาคล้ายใบมีดคมกริบมองปลาบเดียวเหมือนต้องการเชือดเฉือน…แปลเป็นคำพูดได้ว่า

ในเมื่อเคยเตือนให้ออกห่างจากเรื่องพวกเขาแล้ว เหตุใดหญิงสาวไม่เชื่อฟัง

“น้องหลิว…พี่ชื่อทรายนะ ดีใจจังเลยได้เจอหลานสาวผู้มีพระคุณของพวกเรา”

สำหรับเพลงทราย…เจ้าหล่อนมักรวมตัวเองเป็นหนึ่งในแก๊งเด็กเดนตายเสมอ…

ลิ่วลมรู้สึกเป็นกันเองกับหญิงสาวอีกคนในห้อง ส่วนผู้ชายหน้านิ่งคนนั้นไม่พูดจาอะไรนอกจากตวัดสายตากลับมามองคนเป็นเตียง

แทนนทียังเป็นห่วงอาการเพื่อน จึงถามรายละเอียดต่อ

“แผลกับรอยฟกช้ำนี่มาจากไหน”

“มันโดนมอเตอร์ไซค์ชน แล้วไปกระแทกกับแท็กซี่” ณครามตอบรวบรัด

“หือ…กระแทกกับแท็กซี่…ไม่ได้ถูกแท็กซี่ชนใช่มั้ย” ถามย้ำเพื่อยืนยันว่าเหตุการณ์จริงไม่ตรงกับนิมิต

“ไอ้ดินโดนมอเตอร์ไซค์ในซอยชน แล้วกระเด็นไปถูกแท็กซี่เฉี่ยว กระแทกประตูรถแล้วล้มตรงริมถนนหน้าปากซอย”

ณครามอธิบายเหตุการณ์ยาวขึ้น แทนนทีหรี่ตาทบทวนภาพในนิมิตเทียบกับเรื่องราวที่เล่า มองเห็นความแตกต่างในรายละเอียดแล้วเอ่ยถามขึ้น

“มอเตอร์ไซค์คันนั้น…มันตั้งใจชนไอ้ดินอย่างที่กูเห็นในนิมิตหรือเปล่า” ภาพนิมิตละเอียดชัดจนสามารถอ่านเจตนาคนขับมอเตอร์ไซค์ได้

“ไม่…มันเจตนาชนกูกับทรายแล้วไอ้ดินเข้ามาช่วย”

ณครามกล่าวแก้แล้วบอกเล่าเรื่องราวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แววตากร้าวคล้ายบังเกิดความแค้นเคืองเกินระงับ

คนฟังถอนใจ ขบริมฝีปากแน่น มองเพื่อนด้วยแววตาสงสัย

“พวกเราเคยไปสร้างศัตรูที่ไหนวะ”

อาจารย์หนุ่มไม่ตอบ ก้มมองใบหน้าคนเจ็บอย่างรู้สึกผิด แทนนทีมองตามแล้วถามต่อ

“ถ้าโดนชนไม่หนัก ทำไมไอ้ดินยังไม่ฟื้น ตอนล้มหัวไปกระแทกอะไรหรือเปล่า”

ณครามถอนใจแววตากังวล สีหน้าคล้ายสวมหน้ากากทับอีกชั้น

“ตอนนั้นกูไม่ทันเห็น เท่าที่ตรวจขั้นต้น หมอบอกว่าศีรษะน่าจะไม่ได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรง ไม่มีอาการเลือดคั่ง หรือผลกระทบต่อสมองอย่างเด่นชัด ให้นอนดูอาการสักคืนนึงก่อน แล้วพรุ่งนี้จะให้เข้าเครื่องตรวจ MRI อีกทีนึง”

ฟังถึงตรงนี้แทนนทีถอนใจเฮือกใหญ่ ทรุดบนเก้าอี้อย่างหมดแรง ความวิตกกังวลยังไม่หายไป

เพลงทรายเห็นอย่างนั้นจึงพูดบ้าง

“ทรายว่าไม่น่ามีปัญหานะ ตอนนั้นถ่ายคลิปไว้ด้วย”

“หือ…” นักฟุตบอลหนุ่มแปลกใจ สถานการณ์ชวนตกใจขนาดนี้หญิงสาวยังมีสติถ่ายคลิปไว้ได้

 

ตอนเพลงทรายถูกปัดจนล้ม มองเห็นมอเตอร์ไซค์ล้มตามกัน คนขับกลิ้งมาใกล้ ๆ พยายามจะลุกหนี เธอไม่สามารถลุกตามทันที โทรศัพท์อยู่ในมือจึงรีบถ่ายคลิปบันทึกภาพคนขับมอเตอร์ไซค์พร้อมกับรถที่ชนอย่างละเอียดก่อนจะขับหายไป

ส่วนหัวของคลิปนั้นติดภาพตอนภูดลกระแทกกับกระจกข้างประตูแท็กซี่ แล้วล้มลงกับพื้นโดยใช้มือกับท่อนแขนยันไว้ก่อน ศีรษะจึงไม่ฟาดพื้นรุนแรงนัก

ณครามได้ดูคลิประหว่างรอผลตรวจรักษา และบอกให้เธอส่งเข้ามือถือเขา จากนั้นไม่พูดถึงมันอีก หากแทนนทีไม่สงสัยประเด็นนี้ขึ้นมา คนถ่ายอาจลืมไปแล้ว

หลังเห็นคลิป นักฟุตบอลหนุ่มค่อยคลายใจ สถานการณ์จริงลดทอนความรุนแรงจากในนิมิตมากพอสมควร

เพลงทรายเห็นอีกฝ่ายคลายใจแล้วจึงพูดคุยซักถามบ้าง

“วันนี้แทนกับน้องหลิวไปไหนกันมาเหรอ”

แทนนทีใช้ชีวิตกับการฝึกซ้อม ลงแข่งแทบไม่เว้นวันหยุด การไปไหนมาไหนกับหญิงสาวสักคนนับเป็นเรื่องแปลก ผิดวิสัยแม้เธอจะเป็นหลานสาวพยาบาลปรานีก็ตาม

“ไปหาแม่ที่ต่างจังหวัด”

“แม่น้องหลิวเหรอ”

“ไม่ใช่…แม่เราเอง” แทนนทีตอบโดยลืมไปว่าเพลงทรายไม่ทราบเรื่องมารดาตน

คำตอบนี้ทำให้ณครามชะงัก เพลงทรายเบิกตากว้างอย่างแปลกใจคาดไม่ถึง

“อะไรนะ…แม่ของแทน…แม่จริง ๆ ของแทนเหรอ…เป็นยังไงมายังไง…เล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้!”

หญิงสาวตื่นเต้นยินดี ราวกับตนเองเป็นฝ่ายพบมารดาที่หายสาบสูญเสียเอง

 

แทนนทีหันไปสบตาลิ่วลม ยิ้มเชิงขออนุญาตแกมอับจนปัญญา จากนั้นเล่าเรื่องราวตั้งแต่ได้ยินความลับจากแม่อัมพร ภรรยาโคชตะวัน จนได้รับเมลลิ่วลมบอกว่ามารดาตนยังมีชีวิตอยู่ ไปถึงการเดินทางเพื่อพบหน้า พูดคุยบอกเล่าเรื่องราวอดีต จนเกิดความเข้าใจกันและกัน

นักฟุตบอลหนุ่มจบเรื่องราวส่วนตัว โดยเว้นไม่พูดถึงเจตนาการไปหามารดาวันนี้ และเรื่องหลักฐานเกี่ยวกับพ่อของณคราม

เพลงทรายรับฟังด้วยรอยยิ้มมีความสุข เธอรู้ว่าส่วนลึกในใจเด็กกำพร้าย่อมอยากรู้จักพ่อแม่แท้จริง แววตาแทนนทีสุกใสเบิกบานยามพูดถึงมารดา และน้องชายที่เพิ่งทราบว่ามีตัวตน

หญิงสาวหันไปยิ้มให้ลิ่วลม

“อย่างนี้พี่ต้องขอบคุณน้องหลิวจริง ๆ ที่ช่วยให้แทนพบแม่ ได้เจอน้องชายตัวเอง”

น้ำเสียงจริงใจไม่เสแสร้งของเพลงทรายทำให้ลิ่วลมละอายใจ เพราะการที่ช่วยเขาให้พบมารดานั้นไม่ได้เกิดจากความจริงใจเสียทั้งหมด มีเจตนาบางอย่างแอบแฝงเช่นกัน

ยิ่งเจตนานั้นประสบผลสำเร็จ…ได้รู้เรื่องที่อยากรู้แล้ว หล่อนยิ่งละอายใจกว่าเดิม

“วันนี้แทนไปเยี่ยมแม่เป็นยังไงบ้าง อาการป่วยน่าจะดีขึ้นนะ ได้เจอลูกชายบ่อย ๆ อย่างนี้” เพลงทรายไถ่ถามอย่างใส่ใจ

“อือ…แม่กำลังใจดี เจ้าดิวก็พยายามหาหมอที่เก่งทางโรคนี้มาช่วยแล้ว” ตอบอย่างออมน้ำเสียง พยายามไม่มองเพื่อนอีกคนในห้อง

ณครามนิ่งไม่พูดอะไร มองเพื่อนแล้วหันไปจ้องลิ่วลม ดวงตาฉายรอยรู้เท่าทัน

การไปพบดุจดาวครั้งนี้ ต้องมีเจตนามากกว่าไปเยี่ยมถามไถ่อาการป่วย

“หลิว…นั่นถุงอะไร” อาจารย์หนุ่มถามเรียบ ๆ ทั้งที่จริงสายตาจับจ้อง ‘ถุง’ ที่หญิงสาวถือเข้ามาแต่แรกแล้ว

เขาไม่รู้มันคืออะไร แค่มั่นใจว่าอาจเกี่ยวกับเหตุผลไปเยี่ยมดุจดาววันนี้

“เอ่อ…” ลิ่วลมพูดไม่ออก สบตาแทนนทีอย่างขอความช่วยเหลือ

เพลงทรายเห็นอาการอึดอัดเช่นนั้นจึงรีบแก้สถานการณ์

“นี่คราม ไปอยากรู้อะไรเรื่องของส่วนตัวผู้หญิง…ถ้าน้องเขาบอกว่าเป็นถุงใส่ผ้าอนามัย จะขอเปิดดูหรือไง”

“งั้นหรือ” อาจารย์หนุ่มยื่นมือไปข้างหน้า ลักษณะบอกชัด…อยากดูของข้างในจริง ๆ

“เฮ้ย…ไอ้คราม” แทนนทีเอ่ยค้านเสียงไม่หนักแน่นนัก

เจตนาจริงก็ต้องการนำหลักฐานในถุงมาให้ณครามดูอยู่แล้ว พอเจ้าตัวขอดูกลับลังเล ไม่แน่ใจว่าควรให้หรือไม่…ที่สำคัญ คนช่วยตัดสินใจได้ก็ยังนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ไม่มีใครรู้เลยว่าณครามจะเป็นอย่างไรเมื่อได้เห็นหลักฐานและฟังเรื่องราวบิดาตนเอง

“หลิว…พี่ขอดูของในถุงหน่อย” ณครามจงใจเอ่ยชื่อ ใช้สรรพนามอย่างที่เคยเขียนจดหมายสอดใต้ประตูห้องเธอ

“ให้มันไปเถอะหลิว” แทนนทีกัดฟัน ตัดสินใจพูดออกมา

 

เสื้อกาวน์สีขาวมีรอยคราบเหลืองถูกดึงจากถุงมาวางบนโต๊ะเล็กข้างเตียง ณครามยืนอึ้งใจแวบคิดถึงภาพในฝันที่เห็นหลายครั้ง

เงาหลังชายสวมเชิ้ตสีขาวเพิ่งถอดเสื้อกาวน์พับใส่ถุง

เสื้อกาวน์ตัวนั้นคล้ายตัวที่วางตรงหน้า ต่างกันตรงคราบเหลืองกาลเวลา มันไม่ใช่เสื้อกาวน์นายแพทย์ แต่เป็นเสื้อกาวน์นักวิจัยในห้องแล็ป

ตรงกระเป๋าเสื้อมีบางอย่างโผล่ ชายหนุ่มดึงมันออกมาดูแล้วนิ่งอั้น ขบริมฝีปากแน่น ขอบตาร้อนผ่าว สะกดกลั้นความพลุ่งพล่านในใจเอ่ยถามไม่ให้เสียงสั่น

“มึง…ได้มาจากไหน” น้ำเสียงเรียบ เยือกเย็นน่ากลัว

“แม่กูเก็บมันไว้…นานแล้ว”

แทนนทีตัดสินใจเล่าเหตุการณ์หน้าโรงพยาบาลถูกไฟไหม้ ไปจนถึงตอนพ่อณครามถูกกลุ่มคนจับขึ้นรถตู้ ทิ้งไว้เพียงถุงที่ใส่เสื้อกาวน์กับภาพถ่ายครอบครัว

ณครามฟังอย่างเงียบงัน สายตามองผู้เล่าด้วยแววตาว่างเปล่าไม่แสดงความรู้สึกใด จนกระทั่งแทนนทีหยุดพูดจึงค่อยเอ่ยวาจาขึ้นมา

“คุณดุจดาวเล่าแค่นี้เองหรือ” อาจารย์หนุ่มเอ่ยชื่อจริงมารดาเพื่อน

“ก็…เออ…” แทนนทีตอบโดยไม่กล้าสบตา

“มึงบอกมาให้หมดเถอะ” ณครามพูดเรียบสั้น แฝงอำนาจบางอย่างจนเพื่อนไม่กล้าปิดบัง

“แม่กู…เขาได้ยินเรื่องบางอย่างก่อนหน้านั้น”

สิ่งที่อยากปกปิด ไม่กล้าบอกเล่าด้วยกลัวเพื่อนละอาย สะเทือนใจกลับต้องพูดออกมาจนหมด เพราะน้ำเสียงและแววตาณครามยามนี้คล้ายคนที่หลังชนฝา ไม่มีสิ่งใดต้องหวั่นเกรงอีกต่อไปแล้ว

 

เพลงทรายฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยใจสะท้าน หวั่นไหว เข้าใจว่าเหตุใดตอนแรกแทนนที ลิ่วลมไม่กล้าพูดออกมา

ทุกคนกลัวณครามยอมรับความจริงบิดาตนเองไม่ได้

ทว่าพอเรื่องราวทั้งหมดจบลง สีหน้าอาจารย์หนุ่มยังเรียบเฉย ดวงตานิ่งสนิทคล้ายบ่อน้ำลึก น้ำเสียงที่หลุดออกมาไม่แสดงอารมณ์ใดทั้งสิ้น

“ดินรู้เรื่องนี้หรือยัง” คำถามคล้ายเจ้าตัวเป็นห่วงความรู้สึกเพื่อนมากกว่าตนเอง

“รู้แล้ว” แทนนทีตอบ “มันยังเป็นห่วงมึงเลย…ไม่รู้ว่ามึงจะรู้สึกยังไง ถ้าได้รู้ว่าพ่อไม่ตายจากตึกถล่ม แต่ตอนนี้ไม่รู้ชะตากรรม…เป็นตายร้ายดียังไง”

สีหน้าณครามบิดเบี้ยว เหมือนพยายามข่มความรู้สึกเต็มกลั้น

“มันไม่โกรธ ไม่เกลียดกูเลยเหรอ”

“ไอ้คราม เราเป็นเพื่อนกันนะ”

“เพื่อนเหรอ…” ณครามพูดอย่างเย้ยหยัน “มึงรู้มั้ย หลังจากโดนจับ…พ่อกูเป็นยังไง”

“ไม่รู้…พวกกูถึงเป็นห่วงความรู้สึกมึงนี่ไง”

“มึงจะห่วงกูทำไม…พ่อกูยังไม่ตายสักหน่อย”

คำพูดเหมือนจุดระเบิดลูกแรก จากนั้นลูกต่อมาก็ระเบิดตามติด ๆ

“เขาถูกจับก็จริงแต่พวกมันไม่ได้ฆ่าแกงอะไร แค่เอาไปใช้งานกักบริเวณ ควบคุมไม่ออกนอกลู่นอกทางอยู่นานหลายปีเท่านั้น”

“มึงรู้…” นักฟุตบอลหลุดวาจายากเย็น

ณครามหัวเราะหึหึแฝงรอยเย้ยหยัน

“รู้สิ…กูถึงพยายามไปเรียนโทต่างประเทศ วางแผนเป็นปี ๆ เพื่อหาทางช่วยเขาออกมาจากที่นั่น แล้วพามาหลบซ่อนอยู่เมืองไทยจนถึงตอนนี้ไง”

“มึง…” แทนนทีไม่รู้จะหาวาจาใดมากล่าว

“เออกูรู้…รู้ทั้งหมดแหละว่าพ่อกูทำชั่วอะไรบ้าง…กูก็เลวไม่ต่างจากเขาหรอก กูรู้ว่าแม่มึงยังไม่ตาย แค่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถ้าสืบจริงก็คงไม่ยากแต่กูไม่อยากทำ ไม่อยากบอกมึง…เพราะถ้ากูบอกเรื่องนี้ก็ต้องบอกเรื่องพ่อ…บอกว่าเพราะอะไรตึกนั่นถึงถล่ม  ใครเป็นคนทำให้พ่อแม่ไอ้ดินตาย…กูบอกไม่ได้ กูไม่กล้า…”

จบวาจานั้นทั้งห้องเงียบงัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไร

ณครามหยิบเสื้อกาวน์มากำกระชับแน่น สอดรูปไว้ในกระเป๋าเสื้อ กวาดสายตาผ่านลิ่วลม แทนนที เพลงทราย และสุดท้ายมาหยุดยังใบหน้าภูดลที่ยังไม่ได้สติ

“ถ้าไอ้ดินมันฟื้น ฝากบอกด้วยว่ากูขอโทษ” พูดจบก็เงยหน้ามองแทนนที

“มึงด้วยไอ้แทน…กูขอโทษที่ไม่บอกเรื่องแม่ตั้งแต่แรก” น้ำเสียงเปี่ยมความจริงใจและเจ็บปวด

แทนนทีขยับปากจะเอ่ยวาจา ณครามกลับสวนคำพูดห้วนสั้น

“พวกมึงไม่ต้องให้อภัยกู…เพราะกู…ไม่มีวันให้อภัยตัวเอง”

 

หลังณครามเดินจากไป ทั้งห้องยังเงียบงันไม่มีใครกล้าพูดอะไร กระทั่งเพลงทรายยังไม่กล้าติดตามปลอบประโลม ด้วยรู้แก่ใจ…เวลาเช่นนี้ชายหนุ่มต้องการอยู่คนเดียว

ไม่มีใครรักษาแผล ซับน้ำตาที่ไหลท่วมท้นหัวใจเขาได้…นอกจากให้กาลเวลาเยียวยา

แทนนทีมองใบหน้าภูดลที่ยังไม่ได้สติ สีหน้านั้นอ่อนโยนเข้มแข็งเหมือนอย่างที่เคยเป็น ‘พี่ใหญ่’ เสมอมา เพียงแต่เวลานี้ พี่ใหญ่แก๊งเด็กเดนตายไม่สามารถลุกขึ้นมาปกป้องใครได้ชั่วคราว

ลิ่วลมกัดริมฝีปากตนเองจนรู้สึกเจ็บ อยากโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดตนเองที่เข้ามาแทรกแซงชักนำแทนนที ภูดลให้เข้ามาล่วงรู้ความลับที่สมควรถูกฝังไว้ชั่วนิรันดร์

ความลับที่ไม่สมควรรู้ถูกเปิดเผย คล้ายฝากล่องที่กักขังปิศาจร้ายถูกทำลาย สิ่งตามมาย่อมเป็นความทุกข์ทน โหดร้ายซึ่งจิตใจยากจะยอมรับได้

—————————-       —————-         ———————-

คอนโด ฯ ธนบดี เป็นเหมือนกองบัญชาการส่วนตัว ศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ

ผลปฏิบัติการวันนี้ถูกรายงานอย่างละเอียดทุกแง่มุม

ตอนแรกที่ทราบว่าภูดลเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน เปรียบเทียบรูปร่าง ลักษณะใกล้เคียงกับผู้บุกรุกตึกสามชนะคืนนั้น ธนบดีไม่รีรอเลยที่จะออกคำสั่ง ‘จัดการ’ ให้คล้ายอุบัติเหตุ

เมื่อได้รับรายงานว่าชายหนุ่มอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร แผนจัดการจึงถูกวางไว้ทันที

การใช้จักรยานยนต์ชนบนทางเท้าอาจทำให้ไม่ถึงตาย แต่ถ้าพลัดลงไปบนถนนขณะการจราจรคลาคล่ำก็ยากคาดเดาชะตากรรม

ธนบดีไม่ได้วางแผนฆ่า ถ้าตายก็ไม่เป็นไร หากรอดก็เชื่อว่าจะข่มขู่ให้อีกฝ่ายหยุดการกระทำเป็นปฏิปักษ์กับตนเองได้

ช่วงเย็น ลูกน้องส่งภาพชายอีกคนมา ข้อมูลบอกว่าเป็นอีกหนึ่งผู้รอดชีวิต เติบโตที่บ้านแสงเทียนด้วยกัน และกำลังถูกจับตามองเนื่องจากเคยช่วยเหลือดอกเตอร์แอลกลับประเทศไทย

ลักษณะรูปร่างท่าทางของเขาคล้ายชายอีกคนที่บุกรุกตึกสามชนะคืนนั้นเช่นกัน

พอทราบว่าทั้งสองอยู่ในจุดใกล้เคียง บริเวณเดียวกัน คำสั่งจึงเปลี่ยนกะทันหัน

…จัดการคนที่ช่วยดอกเตอร์แอลก่อน…เพราะดูแล้วบุคคลนี้อันตรายต่อฝ่ายตนมากกว่า…ต่อให้มันมี ME โปรเจ็กต์คุ้มครองก็ตาม…

แผนการไม่เป็นไปตามคาด เพราะเป้าหมายแรกกลับช่วยเป้าหมายสำคัญจนรอด

ธนบดีกำลังหวาดหวั่นใจ หัวหน้า ‘องค์กร’ ไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้แน่ ๆ

ยังไม่ทันข้ามนาที ความวิตกก็เป็นจริง

“หัวหน้าต้องการติดต่อท่านครับ” คนสนิทธนบดีกระซิบเบา ๆ

“ส่งสัญญาณภาพมาเลย”

เพียงจบวาจา ภาพหัวหน้าสาขาองค์กรก็ปรากฏขึ้นบนจอ พร้อมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เยือกเย็น

“รู้มั้ย องค์กรเราชื่อว่าอะไร” คำถามเกริ่นนำซ่อนนัยบางอย่าง

“องค์กรเราชื่อ HW ‘Hunter in the wind’ นักล่าในสายลม” ตอบด้วยเสียงพยายามไม่ให้สั่น

“ใช่…นักล่าในสายลมย่อมหมายถึงทำงานอย่างรวดเร็วโดยไร้ร่องรอย…วันนี้สิ่งที่เกิดไม่น่าจะเลือนหายไปในสายลมหรอกนะ”

“ผมขอโอกาสแก้ตัว”

“ก่อนจะแก้ไขสิ่งผิดพลาด จำหลักการองค์กรเราได้มั้ย”

ธนบดีกลืนน้ำลายฝืดคอก่อนตอบอย่างเกรง ๆ

“พวกเราทำงานตามการว่าจ้าง ไม่ทำงานตามใจตัวเอง”

“ถูกต้อง…แล้วใครจ้างให้เก็บเด็กสองคนนั่น”

“ไม่มีครับ”

“เรื่องส่วนตัวใช่มั้ย”

“เอ่อ…พวกมันอาจมีหลักฐานเอาลูกชายผมเข้าคุก”

“ก็เลยสั่งการลูกน้องเสียเอง โดยไม่สนใจว่าใครเป็นหัวหน้า”

“ขอโทษครับ ผมจะรับผิดชอบทั้งหมดเอง”

“รับผิดชอบยังไง” คำถามง่าย ทำเอาคนฟังถึงกับเหงื่อกาฬหลั่งไหล

“ผมจะรับโทษตามหัวหน้าสั่งโดยไม่บิดพลิ้ว” กัดฟันตอบอย่างกลัวเกรง

“รู้มั้ยคนที่รอดวันนี้เป็นใคร”

“มันชื่อณคราม เป็นอาจารย์และนักวิจัย เคยซื้อตั๋วเครื่องบินให้ดอกเตอร์แอลกลับเมืองไทย และคอยซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายเป็นระยะ ตอนนี้อยู่ในการจับตารายงานจากพวกเรา”

“แล้วรู้มั้ย…ตอนนี้ณครามกำลังเข้าร่วมโปรเจ็กต์ดับเบิ้ลเอช ของศาสตราจารย์คมกฤษณ์ซึ่งคล้ายกับ ME โปรเจ็กต์”

“ผมได้รับรายงานเรื่องนี้แล้ว”

“รู้มั้ยว่า ‘กลุ่มผู้ว่าจ้าง’ ปล่อยให้เขารอดชีวิตถึงตอนนี้ เพื่อเป็นเหยื่อล่อดอกเตอร์แอลออกมา”

“เอ่อ…ผมไม่ทราบครับ”

“รู้มั้ยว่า…กลุ่มผู้ว่าจ้างพวกเรา ยังต้องการใช้คนคนนี้เป็นเครื่องมือทำลายโปรเจ็กต์ชิ้นใหม่”

เหงื่อซึมเต็มหน้าผากธนบดี เริ่มเข้าใจความสำคัญของคนที่ตนสั่ง ‘จัดการ’ แล้ว

“รู้มั้ยว่า…ผลของการออกคำสั่งตามใจตัวเองจะเป็นอย่างไร”

“เอ่อ…ผมหวังว่าหัวหน้าจะเมตตา”

“หึ…ตะกี้บอกเองไม่ใช่หรือว่าจะรับโทษโดยไม่บิดพลิ้ว”

เจอวาจาย้อนศรเช่นนั้น ธนบดีเริ่มพูดอะไรไม่ออก

หัวหน้าเป็นคนพูดปิดท้ายก่อนหยุดการสื่อสาร

“เดี๋ยวก็รู้เองว่าโทษที่ได้รับคืออะไร”

Don`t copy text!