สื่อสังหรณ์ บทที่ 14

สื่อสังหรณ์ บทที่ 14

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 14-

ภูดลก้มหน้าตรวจเอกสารเกี่ยวกับงานในจอคอมพ์จึงไม่ทันเห็นเจ้าของบริษัทเข้ามาถามไถ่ทักทาย

“นายช่างดินทำไมรีบมาทำงาน น่าจะพักผ่อนอีกสักวันสองวัน” ธาวินเอาใจใส่ลูกน้องจนเป็นเรื่องปกติ

“ผมมาเคลียร์งานที่ค้าง ตรวจสอบอาคารกำลังสร้างตอนนี้ แล้วว่าจะขอลางานสักวันสองวันอยู่แล้วครับ”

“ไม่มีปัญหา เดี๋ยวส่งใบลามาได้เลย” เจ้าของบริษัทรู้นิสัยวิศวกรของตนจนไม่ต้องถามจะลาเมื่อไหร่ วันไหน

สองเจ้านายลูกน้องยืนสนทนาเรื่องงานต่ออีกสองสามคำ ค่อยสังเกตเห็นพนักงานในห้องต่างรีบลุกขึ้นแสดงความเคารพใครบางคน

“คุณปู่ มีธุระอะไรครับ ลงมาถึงนี่เชียว”

ธาวินถามอย่างแปลกใจ สายตาแลเลยไปยังคนที่ยืนด้านหลังแล้วทักทายต่อ

“อ้าว พี่มนัสก็มากับปู่ด้วย”

‘มนัส’ คนสนิทธนบดี ยืนเยื้องด้านหลังประธานบริษัทเล็กน้อย ลักษณะกำลังติดตามบิดาแทนบุตรชาย

“ไอ้นัสกับปู่จะไปดูพ่อเราที่สถานีตำรวจสักหน่อย ไม่รู้สอบสวนไปถึงไหนแล้ว…ไปด้วยกันมั้ย” ประพนธ์ถามเรียบ ๆ

“ผมตั้งใจออกไปตอนเย็น คิดว่าทางนั้นคงสอบสวนเสร็จแล้วอาจได้พาพ่อกลับบ้านด้วย” ธาวินตอบระมัดระวัง สังเกตเห็นแววตาปู่ และสีหน้าคนสนิทบิดารู้สึกถึงประกายแปลก ๆ คล้ายไม่มีเจตนาชวนเขาจริงจัง

ภูดลยกมือไหว้แสดงความเคารพประธานบริษัทไม่ต่างจากพนักงานคนอื่น แอบเหลือบมอง ‘คนสนิท’ ที่ยืนด้านหลังไม่ได้ มั่นใจว่าผู้นั้นกำลังมองมาเขม็งคล้ายอสรพิษจ้องเหยื่อ

ความที่เคยต่อสู้กันบนดาดฟ้าตึก จดจำลักษณะท่าทางฝ่ายตรงข้ามได้ การจ้องมองเช่นนี้เท่ากับเปิดเผยให้ทราบ…พวกตนรู้แล้ว ชายนิรนามสวมหมวกแก๊ปที่ขโมยหลักฐานบนตึกสามชนะเป็นใคร

ธนบดีสั่งสืบประวัติพนักงานบริษัทผู้เข้าข่ายต้องสงสัยทั้งหมดอย่างละเอียด ถ้ามั่นใจว่าภูดลคือผู้อยู่บนดาดฟ้า ก็อาจสาวโยงไม่ยากว่าคู่หูอีกคนเป็นใคร ต่อให้ไม่ใช่คนบริษัทเดียวกันก็ตาม

วิศวกรหนุ่มใจหายวูบหนึ่งเมื่อนึกได้ว่าเพื่อนอาจได้รับอันตราย แต่พอนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ลิ่วลมเล่าให้ฟังเมื่อคืน ทบทวนการเอาตัวรอดของเพื่อนในครั้งก่อนก็คลายใจ เชื่อว่าณครามมีพิษสงรอบตัว อีกทั้งมีผู้ช่วยเหลือไม่ธรรมดาน่าจะปลอดภัย

“ที่นี่เรียบร้อยดีนะ” ประพนธ์พูดเรียบ ๆ สายตากวาดมองพนักงานในห้องแล้วหยุดนิ่งที่ใบหน้าภูดล

“ครับปู่” ธาวินตอบแทนพนักงาน

ประธานบริษัทหันมาสบตาหลานชาย พยักหน้าเชิงสำทับ

“ตามมาเร็ว ๆ ล่ะ”

ประพนธ์เดินกลับออกไป มนัสค้อมศีรษะให้ธาวินก่อนกวาดตามองภูดลครั้งสุดท้ายก่อนก้าวตามผู้เป็นนาย บรรยากาศอึดอัด กดดันถูกทิ้งไว้จาง ๆ

วิศวกรหนุ่มรู้ว่าผู้มีอิทธิพลแห่งสามชนะไม่มีเจตนาแค่มาชวนหลานชายไปสถานีตำรวจ เพราะนั่นแค่โทรศัพท์ตามตัวก็ได้ ที่ยอมลงจากชั้นบนสุดเพื่อดูหน้าคนขโมยหลักฐานเอาผิดหลานชายให้ชัด ๆ จะได้จดจำ…เอาคืน

——————       ————–       —————–

วันนัดหมายพบดอกเตอร์แอล

ณครามตื่นแต่เช้าตั้งใจไปมหาวิทยาลัยก่อน แล้วค่อยหาทางสลัดหลุด ‘ทีมติดตาม’ เพื่อไปยังสถานที่นัดหมาย

มารดาบุญธรรมตื่นเช้ากว่า หนำซ้ำเตรียมอาหารเช้า ตั้งสำรับรออย่างผิดปกติ

“วันนี้มีอะไรพิเศษครับแม่ฝ้าย” เขาสงสัย

“วันเกิดพ่อเราไงเล่า” เมทินีตอบด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ

ต่อให้สมาชิกบ้านหลังนี้จะมีโลกส่วนตัวสูง เกือบต่างคนต่างอยู่ก็ยังมีสายสัมพันธ์อันดีต่อกัน อย่างน้อยในหนึ่งปีมีวันสำคัญที่ทุกคนต้องตื่นมารับประทานอาหารเช้าร่วมกัน

นั่นคือวันเกิดหัวหน้าครอบครัว…ก่อเกียรติ

“พ่อกลับจากญี่ปุ่นแล้วหรือครับ”

“กลับมาเมื่อคืน แม่เลยมาลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเช้านี่ไง…อ้อ อีกเรื่องก็ไม่ลืมเหมือนกันนะ”

เมทินีหลิ่วตาเป็นเชิงรู้กัน…วันนี้นัดหมายพบดอกเตอร์แอล

“ครับ” สีหน้าณครามแสดงความรู้สึกผิด “ขอโทษผมยุ่ง ๆ จนลืมวันเกิดพ่อไปเลย”

“ไม่เป็นไร แม่เข้าใจ”

แววตาเมทินีฉายชัด…เห็นใจบุตรชายบุญธรรม ทราบว่าผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง ต่อให้ไม่บอก ไม่พูดจา พยายามปกปิดสีหน้า กิริยาความรู้สึกเท่าไรก็ยิ่งเข้าใจว่าเป็นทุกข์ขนาดไหน

มั่นใจด้วยซ้ำว่าอาจไปซุกตัวเงียบ ๆ อยู่มุมใดมุมหนึ่งในห้อง ปล่อยให้ความทุกข์ถาโถมจนสาแก่ใจ ค่อยรวบรวมเรี่ยวแรงหยัดยืนขึ้นมาดำเนินชีวิตต่อไป

 

“แปลกจริงวันนี้พิเศษอะไร สองแม่ลูกอยู่พร้อมหน้าแต่เช้าได้” เสียงทักดังขึ้นก่อนปรากฏตัว

ก่อเกียรติ…ชายกลางคนร่างสันทัดสมส่วน อายุมากกว่าเมทินีเล็กน้อยยังดูแข็งแรง สวมแว่นกรอบบางอย่างนักวิชาการทั่วไป ผมหงอกขาวเป็นส่วนใหญ่เพราะปล่อยตามธรรมชาติ ริ้วรอยกาลเวลาบนใบหน้าเสริมบุคลิกให้ดูเป็นผู้อาวุโสน่าเชื่อถือคนหนึ่ง

“จำไม่ได้จริงรื้อ” เมทินีแกล้งถามขณะสามีนั่งประจำเก้าอี้ตน

“ขอบคุณที่จำวันเกิดได้” ก่อเกียรติส่งรอยยิ้มบาง ๆ ให้คนในครอบครัวทั้งสอง

“สุขสันต์วันเกิดครับพ่อ” ณครามรับรอยยิ้มนั้นด้วยคำอวยพรสั้น ๆ

อาหารเช้าผ่านไปรวดเร็ว อาจไม่อบอุ่นชวนประทับใจเช่นครอบครัวทั่วไป แต่หากเทียบกับวันอื่น ๆ เกือบตลอดทั้งปี วันนี้นับว่าอบอุ่นใกล้เคียงกับคำว่า ‘ครอบครัว’ ที่สุดแล้ว

หลังอาหารเช้าณครามรีบออกตัวก่อน

“ของขวัญวันเกิดพ่อ…ผมขอเอามาให้ตอนเย็นนะครับ” อาจารย์หนุ่มพยายามแก้ตัวที่ลืมวันเกิดบิดาบุญธรรม

“ไม่เป็นไร” ก่อเกียรติบอกก่อนมีเซอร์ไพรซ์ “ปีนี้พ่อจะเป็นคนให้ของขวัญกับครอบครัวบ้างดีกว่า”

“ดีจัง อะไรคะ” เมทินีอยากรู้

“ทริปทัวร์ยุโรปครึ่งเดือน…ไปด้วยกันหมดบ้านเลย” หัวหน้าครอบครัวยอมใจป้ำ

“แสดงว่ามีประชุมยาวที่นั่นล่ะสิ” ภรรยาดักคออย่างรู้ทัน

“วันสองวันเอง…ที่เหลือก็ว่าง เราเช่ารถขับเที่ยวกันได้เลย มีลูกชายเป็นโชเฟอร์อยู่แล้ว”

“น่าสนุกจริง เราสองคนต้องรีบไปเที่ยวก่อนจะแก่กว่านี้ เดี๋ยวจะขึ้นรถลงรถไม่ไหว” เมทินีพูดราวกับภาพเห็นตัวเองตอนอายุเจ็ดสิบแปดสิบชัดเจน

“ก็ดีครับ ผมช่วยขับรถได้ เราจะไปกันเมื่อไหร่” ณครามไม่ขัด คิดว่าแผนการท่องเที่ยวคงรอเวลาอีกนาน

“มะรืนนี้!” คนพูดง่ายดายคนฟังกลับสะดุ้ง

“เอ่อ…” อาจารย์หนุ่มอ้ำอึ้ง คาดไม่ถึงกำหนดการรวดเร็วขนาดนี้

“เร็วไปมั้ยคุณ ถึงฉันจะว่างงานแต่ครามมีงานสอนอยู่นะ” เมทินีขัดขึ้น

“ทางนั้นเชิญมากะทันหัน ผมตอบรับไปแล้วพอดีเห็นว่าเป็นช่วงวันเกิด เลยอยากพาครอบครัวไปเที่ยวด้วยกันสักครั้ง…ถ้าติดงานติดธุระกันจริง ๆ เอาไว้โอกาสหน้าก็ได้”

พูดเหมือนไม่ติดใจถือสาอย่างนั้น ภรรยาฟังออกว่าแฝงความน้อยใจอยู่บ้างจึงหันไปถามลูกชาย

“คราม พอจะหาคนสอนแทนสักสองสัปดาห์ได้มั้ย” ถามทั้งที่รู้คำตอบแต่ไม่อยากให้คนชวนเสียน้ำใจ

“คงยากครับ” อาจารย์หนุ่มตัดสินใจตอบตรง ๆ “ขอเป็นโอกาสหน้าดีกว่า ผมยอมเป็นโชเฟอร์ตลอดทริป อำนวยความสะดวกให้พ่อกับแม่ได้ฮันนีมูนรอบสองเลย”

บิดาบุญธรรมพยักหน้าแววตาผิดหวัง นานครั้งจะพยายามทำให้ครอบครัวดูปกติเหมือนครอบครัวทั่วไปก็ยังไม่สำเร็จ

“คุณล่ะ…เราไปฮันนีมูนรอบสองกันสองคนก็ได้นี่” คราวนี้ถามภรรยา

เมทินียิ้มแห้ง ๆ ลำบากใจที่จะปฏิเสธ

“รอโอกาสหน้าดีกว่า ให้ครามเคลียร์งานเรียบร้อยจะได้ไปเป็นครอบครัว มีแค่ตาแก่ยายแก่สองคนไปเที่ยวกันลำพัง ถ้าเป็นลมเป็นแล้งไปจะไม่มีคนดูแล”

ท้ายเสียงพยายามพูดให้มีอารมณ์ขัน

“ตามใจ” หัวหน้าครอบครัวพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายตัดใจไม่ถือสา

ครอบครัวนี้ต่างฝ่ายมีชีวิตอิสระส่วนตัวสูง จนยากกลับคืนเป็นเหมือนครอบครัวทั่วไปเสียแล้ว

——————     ————-        —————-

หลังจบการสอนคาบเช้า ณครามเข้าห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ถอดแว่นตาใส่คอนแทคเลนส์แต่งกายคล้ายนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วไป

ทิ้งรถยนต์ไว้หน้าตึกคณะ แอบออกไปขึ้นแท็กซี่นอกมหาวิทยาลัย ต่อขบวนรถไฟฟ้าไปห้างสรรพสินค้าใหญ่ จากนั้นเข้าไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากชุดนักศึกษาเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนปกติเหมือนคนเดินถนนทั่วไป มั่นใจว่าไม่มีผู้ติดตามจึงนั่งรถเมล์ปรับอากาศไปยังจุดหมาย

สถานที่นั้นเป็นตึกแถวอาคารพาณิชย์ย่านค้าขายเก่าแก่ในกรุงเทพ มีตรอกซอกซอยเชื่อมถึงกันหลายสายคล้ายใยแมงมุม เหมาะสำหรับการซ่อนตัวและหลีกหนีผู้ไล่ล่า

เมทินี วทัศยืนรอหน้าร้านของชำใกล้ป้ายรถเมล์ตามนัดหมาย

ณครามลงจากรถปรับอากาศส่งสายตาเป็นเชิงบอกให้ติดตาม จากนั้นพาทั้งสองเข้าซอยเล็ก ๆ ข้างอาคารพาณิชย์ ลัดเลี้ยวเลาะไม่กี่ครั้งก็ทะลุถึงตึกแถวเก่าแห่งหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ปิดเงียบใช้อยู่อาศัยมากกว่าทำการค้าขาย

อาจารย์หนุ่มพาอ้อมไปด้านหลัง ไขกุญแจเปิดประตูพาผู้ติดตามเข้าตึกคูหาหนึ่งซึ่งไม่แตกต่างจากหลังอื่น เรียกว่าคนไม่คุ้นเคยอาจหลงเข้าผิดก็ได้

เดินผ่านความเก่าซอมซ่อภายในไม่น่ามีคนอยู่อาศัย พอถึงห้องลับสำคัญต่างเบิกตามองประหลาดใจเกินคาด

ห้องนั้นตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์คุณภาพสูง จอคอมพ์เรียงเป็นแผง เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยมีอุปกรณ์เกี่ยวกับไอทีที่บางอย่างไม่มีขายในประเทศไทย นับเป็นห้องทำงานแฮกเกอร์นักวิทยาศาสตร์ครบครัน

ไม่น่าแปลกที่เจ้าของสถานที่สามารถให้ข้อมูลภายในตึกสามชนะ ช่วยเหลือณครามบุกเข้าไปพาภูดลออกมาอย่างง่ายดาย

คนผู้นั้นเป็นชายกลางคน ผมหงอกขาวแซมเกือบครึ่ง ผอมบางใบหน้าขาวซีดเหมือนไม่ค่อยโดนแดด เค้าหน้าเหลือร่องรอยความคมคายวัยหนุ่ม ทว่ากาลเวลาความเคร่งเครียดทิ้งริ้วรอยเอาไว้จนดูคล้ายชายแก่อมทุกข์คนหนึ่ง

“นี่…ดอกเตอร์แอลครับ” ณครามแนะนำ

เมทินียิ้มพยักหน้าทักทาย สีหน้าหดหู่

“ลี…เป็นยังไงบ้าง” เธอพบเขาตอนณครามพากลับจากต่างประเทศครั้งเดียว จากนั้นไม่ทราบว่าซ่อนตัวอยู่ไหน

“ยังดีอยู่พี่ฝ้าย…ไม่เจอกันนานเลยนะ” ทักทายพี่สาวจบก็หันมาทางอาคันตุกะอีกคน “สวัสดีคุณวทัศ”

“คุณ…ลีณวัฒน์…ดอกเตอร์แอล” วทัศพึมพำไม่รู้ควรเรียกชื่อไหนดี

“ชื่อจริงผมคือลีณวัฒน์…อยู่ที่โน้นพวกนั้นเรียกผมว่าดอกเตอร์แอล…คุณสะดวกใจเรียกอย่างไรก็ได้”

“ดอกเตอร์…แอล…” วทัศเลือกเรียกตามณคราม

ขนาดลูกชายยังเรียกชื่อนี้…แทนคำว่า ‘พ่อ’ วทัศคงไม่กล้าเรียกชื่อจริงแน่

ดอกเตอร์แอลพยักหน้ารับ ไม่สนใจใครจะแปร่งหูกับนามนั้นแค่ไหน หันไปทางณครามแล้วชี้มือตรงมุมห้อง

“คราม หยิบภาพถ่ายเอกสารตรงนั้นให้คุณวทัศหน่อย”

“ครับ ดอกเตอร์”

คำตอบรับนั้นก่อให้เกิดอาการขัด ๆ ในใจคนฟัง ณครามเรียกบิดาบุญธรรมว่า ‘พ่อ’ เรียกป้า…มารดาบุญธรรมว่า ‘แม่ฝ้าย’ แต่กลับเรียกขานพ่อแท้ ๆ เป็นชื่ออื่น แสดงให้เห็นว่าในใจไม่อาจยอมรับอีกฝ่ายเป็นบิดาง่าย ๆ

อดีตนักข่าวต่างประเทศรับเอกสารภาพถ่ายจากณครามมาดูแล้วเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนมาที่นี่เขาพยายามค้นข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรลับทั้งสองจนมีความรู้เพิ่มเติมมากกว่าเดิมแล้ว

คาดไม่ถึงดอกเตอร์แอลกลับมีข้อมูลสำคัญมากกว่านั้น

——————-      ————-     ———————-

Jim & Friend กรุ๊ปถูกก่อตั้งโดยกลุ่มนายแพทย์หัวกะทิเมื่อร้อยกว่าปีก่อน จุดประสงค์เพื่อร่วมมือกันสร้างความก้าวหน้าทางการแพทย์

เมื่อเวลาผ่านไป องค์กรถูกเปลี่ยนมือสู่ทายาทรุ่นต่อมาซึ่งมีอาชีพนักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ วัตถุประสงค์ก็เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา

ทายาท และคณะกรรมการ Jim & Friend ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจหลายประเภททั้งประกันภัย สถานประกอบการพยาบาล ขนส่ง ยารักษาโรค เครื่องมือแพทย์ ฯลฯ ทำให้วัตถุประสงค์ถูกบิดเบือนเป็นการหาผลกำไรล้วน ๆ อย่างเดียว

วทัศเห็นภาพใบหน้าและชื่อหัวหน้าองค์กรคนปัจจุบันแล้วอดอุทานไม่ได้

“มิสเตอร์ไทเกอร์ มหาเศรษฐีผู้ให้ทุนดอกเตอร์สตีฟ ทำ ME โปรเจ็กต์นี่!”

ดอกเตอร์แอลพยักหน้า

“แสดงว่าคุณหาข้อมูลเพิ่มเติมมาดีถึงทราบขนาดนี้” รอยเย้ยหยันปรากฏในแววตา “มหาเศรษฐีคนนี้เปลือกนอกเป็นคนใจบุญ ให้ทุนช่วยเหลือองค์กรสงเคราะห์ต่าง ๆ มากมาย ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังคือหัวหน้าองค์กรร้ายกาจ”

ความเงียบแผ่ซ่านภายในห้อง รอฟังเรื่องราวต่อมา

“ตอนแรกมันให้ลูกน้องมาติดต่อดอกเตอร์สตีฟในนาม Jim & Friend กรุ๊ป ให้ผลประโยชน์มหาศาลแลกกับการเป็นเจ้าของผลงาน และห้ามเผยแพร่การทดลองวิจัยออกสื่อ

พอดอกเตอร์สตีฟไม่ยอม มันก็พยายามหาวิธีต่าง ๆ บีบคั้น จนสุดท้ายวางอุบายยอมเอาตัวเองออกหน้า ใช้ชื่อเสียงดีงามเป็นเครื่องมือให้หลงเชื่อจนดอกเตอร์สตีฟยอมรับทุน จากนั้นทั้งตัวดอกเตอร์และทีมงานต่างคอยหลบซ่อนการทดลองวิจัยไปตามประเทศต่าง ๆ โดยไม่รู้เลยว่าต่อให้อยู่ที่ไหนในโลกองค์กรนั้นก็รู้อยู่ดีเพราะเป็นผู้ให้ทุนมา

พองานคืบหน้าใกล้เสร็จสมบูรณ์ค่อยรู้ความจริงว่าโดนหลอก จึงเตรียมการทดลองครั้งสำคัญถ่ายเป็นวิดีโอเพื่อเผยแพร่แก่สังคมโลก ไม่ยอมให้ Jim & Friend ยึดเอาผลงานเป็นสิทธิส่วนตัวเด็ดขาด

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการทดลองต้องถูกแทรกแซง ดอกเตอร์สตีฟและทีมงานโดนเก็บ”

ดอกเตอร์แอลเล่าถึงตรงนี้ คนฟังย่อมทราบเรื่องราวต่อมาอยู่แล้ว ทว่าวทัศยังเกิดความสงสัย

“ในเมื่อมิสเตอร์ไทเกอร์ ได้ข้อมูลวิจัยทั้งหมดแล้ว ทำไมคุณถึงยังใช้ ME โปรเจ็กต์เป็นเครื่องประกันตัวมาได้จนถึงทุกวันนี้”

เจ้าของห้องหัวเราะเบา ๆ แววตาเจ็บปวด

“เพราะผมขโมยข้อมูลมาแล้ว ‘แปลง’ รายละเอียดบางส่วน บางหัวข้อผมใส่ผลวิจัยจริงแค่สามส่วน ปลอมเจ็ดส่วน บางการทดลองผมใส่ข้อมูลจริงสี่ส่วน ปลอมหกส่วน โมเดลที่จะเป็นแคปซูลช่วยชีวิตก็ถูกปรับโครงสร้างให้ผิดเพี้ยน ดูคล้ายของจริงแต่สัดส่วนไม่ถูกต้องจนแยกไม่ออก

ผมทำอย่างนี้กับข้อมูล งานออกแบบทั้งโครงการ ต่อให้พวกมันมีนักวิทยาศาสตร์เก่งแค่ไหนก็จับไม่ได้ เพราะเป็นนวัตกรรมตัวใหม่ ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึงมีแค่ผมคนเดียวรู้เรื่องการวิจัย ศึกษาข้อมูลโครงสร้างทั้งหมดแล้วก็ยังมีชีวิตอยู่

นั่นเป็นเหตุผลที่ใช้มันเป็นเครื่องประกันตัวได้”

คนพูดเหมือนกระทำง่ายดาย วทัศกลับทราบ…หากจะสร้างข้อมูล ‘ปลอมแปลง’ ให้แนบเนียนขนาดนั้น คนทำต้องศึกษาการออกแบบวิจัยตลอดสาย รู้ทุกส่วนโครงสร้างที่สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ศึกษาทดลอง อีกทั้งมันสมองต้องอัจฉริยะจึงสามารถหลอกลวงนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยระดับโลกได้

“คุณทำอย่างนั้นแต่แรกทำไม” วทัศถาม

“ผมศรัทธาในปณิธาน และงานของดอกเตอร์สตีฟ ไม่อยากให้ตกไปอยู่ในมือคนชั่ว แต่ผมต้องการเงิน และรู้ว่าถ้าตัวเองไม่ยินยอมต้องรับอันตรายอย่างไรบ้าง”

“ตอนนั้นคุณวางแผนหลังจากเสร็จงานยังไง”

“ผมตั้งใจใช้เงินพาครอบครัว และลูกที่เพิ่งเกิดหนีไปที่แสนไกล ให้พ้นจากมือครอบครัวภรรยา และสายตาองค์กรร้ายนั่น”

คำตอบนั้นทำให้แววตาณครามหม่นลง เหมือนตนต้องร่วมรับผิดชอบ ส่วนเมทินีถอนใจไม่รู้ควรชื่นชมหรือรังเกียจน้องชายตนเอง

“นี่คือหลักฐานความเลวร้ายทั้งหมดของ Jim & Friend กรุ๊ปใช่มั้ย”

วทัศพูดพลางวางภาพถ่ายไว้ตรงหน้าทีละภาพ ตั้งแต่ภาพซากศพดอกเตอร์สตีฟ กับทีมงานก่อนถูกทำลาย ภาพคนสำคัญมีชื่อเสียงลอบติดต่อกับคนในองค์กร และอีกหลายภาพที่ไม่แน่ใจว่าเบื้องหลังเป็นอย่างไร

“ใช่ แต่ยังไม่ทั้งหมด” ดอกเตอร์แอลอธิบาย “ที่มาของแต่ละภาพจะอยู่ในแฟลชไดร์ฟแล้ว ในนั้นมีทั้งภาพ คลิปวิดีโอผลงานเลวร้ายต่าง ๆ ที่ผมแอบทำสำเนาเก็บไว้โดยไม่ให้พวกมันรู้มาเป็นสิบปี”

“มันเก็บผลงานความเลวไว้เป็นคอลเลกชั่นเลยหรือ” วทัศแดกดัน

“นี่คือหลักฐานที่ทาง Hunter in the wind ส่งมาให้เพื่อรับเงินค่าจ้างงวดสุดท้าย”

“คุณรู้จักองค์กรนักล่านี้มากแค่ไหน พอจะโค่นมันลงได้มั้ย”

“เฉพาะที่เมืองไทย ผมบอกได้แค่ชื่อคนติดต่อให้ผมเป็นไส้ศึกขโมยข้อมูล”

“ใคร”

“มันคือนายประพนธ์ ประธานสามชนะคนปัจจุบัน”

ข้อเฉลยนี้ไม่เกินคาด วทัศอยากรู้มากกว่านั้น

“ผมรู้มาว่าองค์กรนี้จะมีหัวหน้าสาขาในแต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศ ที่บ้านเรานี่ใช่นายประพนธ์หรือเปล่า”

“ไม่ใช่” ดอกเตอร์แอลตอบทันที “ตอนผมถูกจับตัวไปหลังตึกถล่ม ถึงได้รู้ว่านายประพนธ์แค่ถูกว่าจ้างมาเป็นคนติดต่อประสานงาน เพราะเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนภราดรและเพื่อนที่ถูกซื้อตัวได้…ต่อมาเป็นสมาชิกได้ยังไงไม่ทราบ”

“คงเพราะผลงานที่วางแผนใส่ร้ายพ่อผมจนตายนั่นแหละ”

วทัศพูดด้วยเสียงกร้าวแววตาเจ็บปวด ก่อนสูดลมหายใจลึก ๆ ตั้งสติถามต่อ

“แสดงว่าหลังจบงาน พวกมันตั้งใจ ‘เก็บ’ คุณเหมือนกัน”

“ใช่…พวกมันตั้งใจ ‘เก็บ’ ผมแบบเดียวกับทีมงานคนอื่นเพื่อปิดปาก” ดอกเตอร์แอลหยุดพูดชั่วขณะ สายตามองทางณครามด้วยแววตาความรักและรู้สึกผิด

“ตอนที่คิดว่าลูกเมียตายในกองไฟผมก็ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่เหมือนกัน อยากตายชดใช้ความผิดเหล่านั้น แต่พอรู้ว่าลูกชายรอดมาได้ ผมจึงดิ้นรนทุกทางเพื่อจะมีชีวิตรอด…เพื่อลูก”

ฟังถึงตรงนี้ ณครามปลาบแปลบในใจ

“นั่นเลยทำให้คุณต้องต่อรองกับคนที่มีอำนาจสูงสุด”

“ใช่ แล้วคนที่มีอำนาจสูงตัวจริงในโซนนี้ สามารถรับเงื่อนไขใช้ ME โปรเจ็กต์รักษาชีวิตผมได้ ก็เป็นคนอื่นไม่ใช่ประพนธ์”

“ใคร…คนไทยหรือต่างชาติ”

“ไม่รู้…ผมไม่เห็นหน้าตาเขา ฟังจากน้ำเสียงคำพูดอาจจะเป็นคนไทย องค์กรนี้คนระดับหัวหน้าไม่มีทางเปิดเผยตัวง่าย ๆ หรอก อย่างพวกคนจีนที่มาเปลี่ยนสารเคมีในห้องทดลอง หรือพวกปลอมตัวเป็นอาสากู้ภัยขโมยศพ เก็บหลักฐาน เสร็จงานพวกมันก็กลับประเทศแล้วหายสาบสูญ อาจไปรับภารกิจอื่นต่อ หรือโดนเก็บเหมือนกันก็ไม่มีใครบอกได้”

“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับองค์กรนักล่านี้อีก” วทัศถามย้ำ

ความเจ็บแค้นที่ครอบครัวพังพินาศ ทำให้อยากรู้จัก ‘ทุกคนทุกเรื่อง’ ที่มีส่วนสร้างโศกนาฏกรรมครั้งนั้น

“พวกมันทำตามคำสั่ง ไม่ทำตามความต้องการตัวเอง…ไม่มีคำสั่ง ไม่ปฏิบัติงาน เสร็จงานจะส่งมอบหลักฐานเพื่อรับเงินงวดสุดท้าย…แต่…ถ้าผู้ว่าจ้างไม่สามารถจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้าย หรือมีวี่แววว่าองค์กรจะถูกเปิดโปง พวกมันจะหยุดทุกภารกิจแล้วซ่อนตัวในสายลม ไม่มีใครตามเจออีกเลย”

“ถ้าอย่างนั้น เราไม่มีทางเปิดโปงองค์กรนักล่านี้ได้เลยสิ”

“ตอนนี้เราทำได้แค่เล่นงานพวกหางแถวอย่างธนบดี ธนะวัฒน์ และประพนธ์ ซึ่งคุณก็เพิ่งทำไปด้วยการเขียนวิเคราะห์ข้อมูลตึกถล่มกับตึกอัฒจันทร์พัง เผยแพร่ลงสื่อโซเซียล ให้คนทั่วไปมองภาพพวกมันเป็น ‘ผู้ร้าย’ ไปแล้ว”

คำพูดเรียบ ๆ ไม่เชิงตำหนิ คนทำกลับรีบอธิบาย

“มันเป็นจังหวะดีที่จะเล่นงานพวกมันได้ ผมไม่มีทางปล่อยไปหรอก แล้วมันเป็นความจริงที่ไอ้สองพ่อลูกสามชนะคือตัวการวางแผนใส่ร้ายทำให้พ่อผมตาย หาผลประโยชน์จากการก่อสร้าง จนตึกไม่ได้มาตรฐานพังลงมา”

วทัศเข่นเขี้ยวความอาฆาตแน่นอก ดอกเตอร์แอลถอนใจเบา ๆ ก่อนพูดอีกวาจา

“ผมไม่ได้ตำหนิในเรื่องที่คุณทำ และผมก็ไม่ได้เข้าข้าง Jim & Friend หรือ นักล่าในสายลม…แต่อยากจะบอกความจริงอีกด้านว่า…แผนทำลายการทดลองครั้งนั้น ไม่มีเจตนาทำให้ตึกถล่ม ไม่ต้องการฆ่าแกงผู้บริสุทธิ์ หรืออยากให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียขนาดนั้น พวกมันแค่หวังระเบิดห้องทดลอง เก็บทุกคนที่รู้ข้อมูลวิจัย ส่วนพวกนักล่าไม่เคยต้องการให้ผลงานออกสื่อเป็นที่รับรู้วงกว้าง เพราะนั่นขัดกับหลักการที่ต้องปฏิบัติงานทุกอย่างเหมือนไม่มีตัวตน”

‘ผู้สูญเสีย’ กัดริมฝีปากข่มความรู้สึกเจ็บปวด มองชายตรงหน้าอย่างต้องการระบายอารมณ์ กล่าวโทษความผิด แต่ก็ทราบว่าเขาสูญเสียไม่น้อยกว่าตน…ภรรยาที่รักตายใต้ซากตึก ตัวเองเหมือนถูกคุมขังในองค์กรร้ายนับสิบ ๆ ปี หนำซ้ำลูกชายแท้ ๆ ไม่ยอมให้อภัย ไม่เรียกตัวเองว่า ‘พ่อ’ อย่างนี้นึกไม่ออกว่าควรโยนความผิดให้ใคร

“เรามาพูดถึงการวางแผนจัดการพวกมันเลยดีมั้ย”

เมทินีเห็นว่าการรื้อฟื้นเรื่องราวเก่า ๆ ตอนนี้ไม่มีประโยชน์ สิ่งต้องกระทำคือ ‘เอาคืน’ จัดการเปิดโปงพวกมันให้สำเร็จ

อดีตนักข่าวต่างประเทศสูดลมหายใจยาวลึกเรียกสติ พูดสั้น ๆ อย่างคนรู้หน้าที่

“ตกลง…คุณมีแผนการยังไงว่ามา…จะให้ผมทำอะไรก็บอกมาเลย”

งานทำบุญบ้านแสงเทียน

ภูดลลางานมาค้างคืนเพื่อช่วยเพลงทรายจัดเตรียมสถานที่ แทนนทีติดซ้อมทุกวัน สามารถปลีกตัวมาร่วมงานแค่ช่วงเช้าถึงไม่เกินบ่ายสองต้องรีบกลับไปซ้อมต่อ เพื่อลงสนามแข่งขันรอบสุดท้ายปิดฤดูกาลในวันถัดไป

ส่วนณคราม…ไม่มีคำยืนยันจากเจ้าตัว

รุ่งเช้าก่อนพระมาสวดมนตร์ ฉันเช้า แทนนทีมาถึงโดยมีลิ่วลมตามมาด้วย

แค่ลงจากรถเด็ก ๆ ต่างมาห้อมล้อมทักทายนักฟุตบอลผู้เป็นขวัญใจบ้านแสงเทียน ลิ่วลมเลี่ยงเข้าไปภายในเพื่อทักทายเจ้าของสถานที่

ภายในห้องประชุมจัดอาสนะเตรียมสถานที่สำหรับพิธีสงฆ์ วางเก้าอี้สำหรับผู้ร่วมฟังสวด ถวายภัตตาหารเช้าเรียบร้อย

เพลงทราย ภูดล และลุงดิบอยู่กันครบ

ลิ่วลมยกมือไหว้ผู้อำนวยการบ้านแสงเทียน นายแพทย์ดิษณัฐน์ บุคคลที่แก๊งเด็กเดนตายให้ความเคารพ

“สวัสดีค่ะ” คำทักทายนั้นส่งถึงสองหนุ่มสาวที่อยู่ในห้องด้วย

“ลิ่วลม…หลานสาวปรานีสินะ…หน้าตาเหมือนกันขนาดนี้” ผู้อาวุโสได้ยินเรื่องเธอมาก่อนแล้ว

“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับ

“ดีใจที่ได้เจอนะ” รอยยิ้มและสายตาผู้สูงวัยมองมาอย่างเอ็นดูลูกหลาน คนคุ้นเคย

ลิ่วลมเห็นแววตาเช่นนั้นก็ตื้นตันพูดอะไรไม่ออก คล้ายได้พบญาติผู้ใหญ่ใจเมตตาคนหนึ่ง

“มีอีกคนอยากเจอหลิวเหมือนกันนะ” เพลงทรายบอกยิ้ม ๆ

“ใครคะ”

ภูดลทำสัญญาณให้ยืนรอก่อนเดินเข้าไปทางครัวด้านหลัง แล้วออกมาพร้อมหญิงสูงวัยร่างท้วมท่าทางใจดี

“ไหนเจ้าดิน หลานสาวพยาบาลปรานี” ‘ป้าหวาน’ แม่ครัวบ้านแสงเทียนถามพลางสายตามาหยุดที่หญิงสาวผู้มาใหม่

“สวัสดีค่ะ” ลิ่วลมยกมือไหว้แสดงตัว

“โอ๊ยตายแล้ว โตขนาดนี้เชียว” พูดพลางโผเข้ากอดอย่างไม่ให้ตั้งตัว มือลูบใบหน้าหญิงสาวเบา ๆ แฝงรอยอ่อนโยนรักใคร่

“มองใกล้ ๆ เหมือนกันจริงแม่คุณ” ป้าหวานน้ำตาปริ่ม “เห็นแล้วคิดถึงคุณพยาบาลจริง ๆ เมื่อก่อนมาช่วยป้าทำกับข้าวเลี้ยงเด็ก ๆ ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยแถมยังควักเงินช่วยซื้อข้าวสาร ของแห้งตอนบ้านแสงเทียนตั้งใหม่ ๆ ด้วย”

นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่ลิ่วลมเพิ่งทราบ

“สาวสวยคนนี้คือป้าหวานนะจ๊ะ…แม่ครัวที่เลี้ยงเด็กบ้านแสงเทียนมาทุกรุ่น” ภูดลแนะนำอย่างภูมิใจ “พวกพี่ตัวโตอย่างนี้ได้เพราะฝีมือป้าหวานเลยนะ”

“ค่ะ…หนูชื่อลิ่วลมนะคะ” หญิงสาวแนะนำตัวอีกครั้ง

ป้าหวานคลายอ้อมกอดใบหน้าเปื้อนยิ้มอบอุ่นยินดี

เพลงทรายหันไปทางลุงดิบแล้วแกล้งพูดเสียงดังฟังชัด

“อ้อ…อย่าเข้าใจผิดว่าป้าหวานเป็นภรรยาลุงดิบนะจ๊ะ…แกปวารณาตัวเป็นแม่ครัวช่วยดูแลเด็กตั้งแต่เปิดบ้านแสงเทียน เพราะลุงดิบช่วยผ่าตัดรักษาลูกชายแกจนหายป่วยโดยไม่คิดเงินเลยสักบาท”

จบวาจาก็รีบหลบมะเหงกผู้อาวุโสที่ร่อนมาอย่างรวดเร็ว

“ไม่ต้องสาธยายขนาดนั้นก็ได้เจ้าทราย บอกแค่ป้าหวานรู้จักสนิทสนมและรักพยาบาลปรานีมากแค่ไหนก็พอ” ลุงดิบพูดเรื่องคนอื่น ไม่เคยยกความดีของตนมาบอกเล่าให้ใครฟัง

“พอป้าหวานรู้ว่าหลิวจะมาก็สั่งพี่ให้ไปเตือนแกด้วย เพราะอยากเจอหน้าจริง ๆ” ภูดลขยายความ

“แหม ก็คนเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขช่วยก่อตั้งบ้านแสงเทียนด้วยกันมา เสียดายที่อายุสั้น แต่ป้าดีใจที่ได้เห็นหลานสาวแกโตขนาดนี้”

เรื่องนี้นับเป็นความรู้ใหม่ พยาบาลปรานีรู้จักกับหมอดิบมาก่อน เคยช่วยงานบ้านแสงเทียนช่วงแรก ๆ จึงไม่น่าแปลกที่ทารกผู้รอดชีวิตทั้งสามจะได้รับการอุปการะจากที่นี่

ลิ่วลมบอกไม่ถูกถึงบรรยากาศอบอุ่น แช่มชื่นที่ล้อมรอบเธอขณะนี้ เสมือนความรัก ความผูกพัน ความรู้สึกดี ๆ ที่ทุกคนมีต่อพยาบาลปรานีได้ถูกถ่ายเทมาให้หลานสาวอย่างเธอจนหมดสิ้น

——————-     ———–     ——————

พระภิกษุนั่งบนอาสนะเรียบร้อย ประธานจุดธูปเทียนเริ่มต้นพิธี จากนั้นเสียงสวดไพเราะกังวานก็ดังขึ้นภายในบ้านแสงเทียน

ลุงดิบนั่งเก้าอี้ประธาน ด้านหลังเป็นภูดล แทนนที เพลงทราย ลิ่วลมและเด็กบ้านแสงเทียนต่างเข้ามาฟังสวดด้วยอาการสำรวม โดยเว้นเก้าอี้ว่างไว้หนึ่งตัว

ป้าหวานและเด็กอีกส่วนหนึ่งอยู่ในครัว เตรียมสำรับอาหารไว้ถวายพระหลังจากสวดจบ

“เอ่อ…คุณครามจะมามั้ยคะ” ลิ่วลมอดกระซิบถามเพลงทรายไม่ได้

“มาสิ…ไอ้ครามไม่เคยผิดคำพูด” แทนนทีตอบ

“แต่…จะมาตอนไหน ยังไง พูดยาก” ภูดลคาดการณ์ไม่ถูก

เพลงทรายพยักหน้าเห็นด้วย หันมายิ้มให้หญิงสาวข้างตัว

“ครามมาแน่ พี่มั่นใจ”

ความมั่นใจของเหล่าเพื่อนสนิทเป็นจริงเมื่อเวลาผ่านไปอีกเล็กน้อย ณครามเข้ามาในห้องด้วยอาการสำรวม ค้อมศีรษะเข้าไปยกมือไหว้ลุงดิบ มองหาเก้าอี้ว่าง ซึ่งเหลือตัวเดียวข้างภูดล

…เก้าอี้ที่เพื่อนจงใจเว้นไว้ให้…

อาจารย์หนุ่มนั่งลงอย่างเข้าใจ เพื่อนทั้งสองหันมายิ้มทักทาย เขาพยักหน้ารับแววตาไม่ปกปิดความละอายใจ กำแพงอันบอบบางทว่าแข็งแกร่งผุดขึ้นกางกั้นจากทุกคนโดยอัตโนมัติ

 

กำแพงนั้นปิดกั้นณครามกับลีณวัฒน์ บิดาแท้จริงเช่นกัน

ณครามวางแผนไปเรียนต่างประเทศเพื่อหาทางช่วยบิดาจากองค์กรร้าย พยายามสืบเสาะจนรู้ว่าอยู่ไหน ชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร

เจอกันครั้งแรกดวงตาลีณวัฒน์เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา ปลาบปลื้มที่เห็นลูกชายอยู่ตรงหน้า แม้ไม่อาจพูดจาทักทาย ความรักความภาคภูมิใจก็แน่นล้นหัวอกคนเป็นพ่อ

ทว่าณครามกลับทำเฉยเมย แสดงอาการดังคนแปลกหน้าทั้งที่ทราบอีกฝ่ายเป็นใคร คนเป็นบิดาคิดว่าลูกชายแสร้งเล่นละครไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ความสัมพันธ์

กระทั่งสามารถทำลาย นำชิปออกจากตัวสำเร็จ พาหนีมาหลบซ่อนเมืองไทยอย่างปลอดภัย ลูกชายก็ยังห่างเหินไม่ยอมเรียก ‘พ่อ’ กระทำทุกอย่างตามหน้าที่เท่านั้น

นั่นทำให้ทราบแก่ใจ ณครามไม่ยอมให้อภัยต่อความผิดที่บิดามีส่วนทำให้แม่ตาย เพื่อนรักต้องเป็นเด็กกำพร้า เกิดโศกนาฏกรรมชวนเจ็บปวดเช่นนั้น

เขาเจ็บปวดที่ลูกเรียกตนเองว่า ‘ดอกเตอร์แอล’ จำต้องกล้ำกลืนฝืนทน อย่างน้อยยังได้ติดต่อเจอหน้า ร่วมมือกันเปิดโปงทำลายองค์กรร้าย

ลีณวัฒน์แอบมีความหวังว่าวันใด ‘งานสำคัญ’ สำเร็จ ลูกชายจะให้อภัย กำแพงใจถูกทำลาย ยอมรับเขาเป็น ‘พ่อ’ เฉกเช่นที่เรียกบิดาบุญธรรม

 

หลังพระสวด ฉันภัตตาหารเสร็จก็ทยอยกลับวัด

กิจกรรมต่อมาเป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างอดีตเด็กบ้านแสงเทียนที่กลับมาเยี่ยมเยียน กับเด็กรุ่นปัจจุบัน

ลุงดิบ เพลงทราย เด็กบ้านแสงเทียน กับตัวแทนบริษัท เหล่าผู้สนับสนุนอุปถัมภ์บ้านแสงเทียน ผู้มาร่วมงานทำบุญประจำปี ต่างเป็นผู้ชมอยู่ริมสนาม ส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจกันอย่างสนุกสนาน

แทนนทีเป็นผู้เตะเปิดสนาม ไม่ได้แข่งขันจริงเพราะจะไม่ยุติธรรมกับอีกทีม

ภูดลเข้าไปช่วยเคลียร์ห้องประชุมจัดสถานที่ใหม่ เพื่อใช้ประชุมพบปะพูดคุยสนทนาระหว่างนายแพทย์ดิษณัฐน์ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน กับเหล่าผู้อุปถัมภ์ และเด็กเก่าเด็กใหม่บ้านแสงเทียนทุกคน

ณครามเลือกที่จะเลี่ยงไปช่วยป้าหวานเตรียมอาหารกลางวันในห้องครัว เพื่อไม่ต้องเจอเพื่อนทั้งสอง

ทว่ากลับมีคนหนึ่งตั้งใจพบหน้า พูดคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว

“ขอคุยด้วยได้มั้ยคะ” คนนั้นคือลิ่วลม

ณครามมองหญิงสาวนิ่ง ๆ ชั่งใจชั่วขณะค่อยพยักหน้า

“ได้สิ”

 

ทั้งสองหลบไปพูดคุยที่ม้าหินใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ด้านหลังโรงครัวใกล้กับโรงเพาะเห็ดซึ่งไม่มีใครเดินผ่านไปมา

คนชักชวนมาพูดคุยกลับนั่งนิ่ง อ้ำอึ้งไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไร คนถูกชวนเข้าใจไม่เร่งเร้าปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปเงียบ ๆ เสียงเชียร์ฟุตบอลดังแว่ว ๆ เป็นฉากกั้นการสนทนา

สุดท้าย หญิงสาวรวบรวมความกล้าเอ่ยวาจาแรก

“เอ่อ…หลิวต้องขอโทษด้วยค่ะ”

“ขอโทษพี่เรื่องอะไร” น้ำเสียงอ่อนโยน สรรพนามเรียกขานให้ความคุ้นเคย

ลิ่วลมทราบว่าณครามไม่เรียกใครสนิทสนมแบบนี้ง่าย ๆ

“หลิวต้องขอโทษ ที่ไม่เชื่อคุณ…เอ่อ…พี่…คราม…เขียนจดหมายเตือน”

การจะเรียกเขาว่า ‘พี่’ นั้นยากเย็น แต่หากจงใจใช้วาจาห่างเหิน ณครามก็จะสร้างกำแพงหนากับเธอเช่นกัน

ณครามเป่าลมจากปากเบา ๆ พยายามไม่ถือสา

“ไม่เป็นไร อย่างน้อยการที่หลิวแทรกเข้ามาเวลานั้น ทำให้พี่รู้จักคุณวทัศ จนได้มาร่วมงานกันตอนนี้”

“ร่วมงาน…งานอะไรคะ?” หญิงสาวแปลกใจกับคำพูดนั้นจนลืมเจตนาในใจชั่วคราว

“อย่ารู้ดีกว่า” อาจารย์หนุ่มตัดบท “เรื่องจะบอกพี่มีแค่นี้ใช่มั้ย”

“ไม่ใช่ค่ะ” ลิ่วลมรีบพูด “หลิวอยากขอโทษอีกเรื่อง”

คราวนี้ชายหนุ่มใช้สายตาแทนคำถาม หญิงสาวกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ พยายามเค้นวาจาออกมา

“ถ้าหลิวไม่พาพี่แทนไปหาคุณดุจดาว ไม่พยายามให้เธอพูดเรื่องในคืนนั้น และถ้าไม่หยิบ ‘ของ’ ชิ้นนั้นมาที่โรงพยาบาลด้วย ปัญหาระหว่างพี่คราม พี่แทน พี่ดินคงไม่เกิดขึ้น”

คำพูดอันยืดยาวจบลงด้วยความยากลำบาก

ณครามนิ่งไปนานจนหญิงสาวคิดว่าเขาคงโกรธเคืองกับวาจาสะกิดใจ ทว่าผ่านไปครู่หนึ่งค่อยเอ่ยปากเบา ๆ

“หลิว…รู้มั้ย หมอเขารักษาพวกมะเร็ง เนื้องอกยังไง”

“คะ” ลิ่วลมไม่แน่ใจจุดประสงค์เบื้องหลังคำถาม

“กินยา ฉายรังสีให้คีโม ไม่ก็ผ่าตัด!” ชายหนุ่มเป็นฝ่ายตอบเอง

“แล้ว…ยังไงคะ” คนฟังไม่เข้าใจอยู่ดี

“ความลับพวกนั้นก็เหมือนเนื้อร้ายมะเร็งในใจที่พี่พยายามปิดบังไม่ให้ใครรู้ ไม่ยอมรักษามัน” เขามองเธอด้วยแววตาปราศจากการถือโทษ

“สิ่งที่หลิวทำ…เหมือนช่วยผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออก…เจ็บมั้ย…เจ็บมาก เจ็บแทบขาดใจเพราะไม่รู้ตัวล่วงหน้า เหมือนโดนผ่าตัดไม่ได้บล็อกหลังใช้ยาชา ยาสลบ…แต่…เนื้อร้ายมันหายไปแล้ว…ลึก ๆ พี่โล่งใจที่ความจริงเปิดเผย”

เขาพูดเช่นนั้นลิ่วลมคลายใจจนกล้าถามต่อ

“ถ้าอย่างนั้น…ทำไมพี่ครามถึง…เอ่อ…” เธอไม่รู้จะใช้คำพูดใดบ่งบอกการกระทำปัจจุบันของเขา

“ทำไมพี่ถึงสร้างกำแพงหมางเมิน ไม่สนิทสนมกับพวกมันเหมือนเดิม…ใช่มั้ย” เขาพูดเสียเอง

“ใช่ค่ะ”

“แผลผ่าตัดมันไม่หายเร็วอย่างใจต้องการหรอกนะ ต่อให้บาดแผลสมานตัวก็ยังมีรอยแผลเป็นอยู่…พี่ไม่ได้หมางเมิน สร้างกำแพงอะไร แต่การทำผิดต่อคนที่เรารักมาก ๆ ใจมันก็ละอายมากเหมือนกัน…พวกมันรู้เข้าใจเลยไม่พูดอะไร ปล่อยให้พี่มีเวลาเยียวยาจิตใจตัวเอง”

ลิ่วลมสูดลมหายใจยาวลึก ยกมือไหว้เข้าใจผู้ชายข้างกายมากขึ้น

“ถ้างั้นหลิวต้องขอโทษพี่ครามอีกครั้งที่มาพูดเรื่องนี้ ทำให้ไม่สบายใจ”

ดวงตาณครามมีรอยยิ้มบาง ๆ

“พี่สบายใจนะ” วาจาผิดคาด “ดีใจที่หลิวยอมคุยด้วย คิดว่าจะกลัวจะไม่กล้าพูดเสียอีก”

ได้ยินอย่างนี้เท่ากับยืนยันวาจาเพลงทราย ที่บอกว่าณครามรักเอ็นดูเธอไม่ต่างจากภูดล แทนนที

“หลิวก็ดีใจที่เข้าใจพี่ครามมากขึ้น”

สายลมโพยพัดเบา ๆ ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ร่วงหล่นลงมาบนตัก เสียงเชียร์ฟุตบอลดังมาเป็นระยะ บรรยากาศภายในบ้านแสงเทียนเต็มไปด้วยความอบอุ่น เบิกบาน

————————         —————-      ———————

หลังแข่งขันกีฬาเป็นการพบปะสนทนาระหว่างหมอดิบ กับทุกคนก่อนรับประทานอาหารกลางวัน

นายแพทย์ดิษณัฐน์ไม่ใช่คนช่างพูด ไม่มีการปาฐกถาใด ๆ นอกจากกล่าวขอบคุณตัวแทนบริษัท ผู้อุปถัมภ์บ้านแสงเทียนมาตลอดหลายสิบปี รวมถึงทักทาย ‘เด็กเก่า’ ชื่นชมความเพียรพยายามจนประสบความสำเร็จ พูดถึง ‘เด็กเก่า’ บางคนที่พลาดพลั้งเดินไปในทางที่ผิดจนชีวิตล้มเหลว บอกให้เด็กปัจจุบันดูตัวอย่างจากพี่ ๆ แล้วเลือกเส้นทางเดินของตัวเองให้เหมาะสม

จากนั้นจึงปิดท้ายด้วยเรื่องสำคัญ

“บ้านแสงเทียนเปิดมานานเต็มที ให้โอกาสเด็กผู้ชายรุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่ได้ดีชีวิตเจริญรุ่งเรืองก็มาก ที่ล้มเหลวเป็นโจรติดคุกตายไปก็มี ตอนนี้ผมรู้ตัวว่าอายุมากแล้วเกินวัยเกษียณมานาน ตั้งใจว่าจะหยุดรับเด็กเพิ่ม เพราะฉะนั้น เด็กบ้านแสงเทียนรุ่นนี้จะเป็นรุ่นสุดท้าย พอพวกเขาเติบโตรับผิดชอบตัวเองได้ ผมก็จะขอปิด ‘บ้านแสงเทียน’ แห่งนี้อย่างถาวรเสียที”

คำประกาศโดยไม่คาดฝันสร้างความตกใจแก่ทุกคน

Don`t copy text!