สื่อสังหรณ์ บทที่ 17

สื่อสังหรณ์ บทที่ 17

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 17 –

ศูนย์วิจัย เวลา ๑๖:๐๐ น.

ลักษณะท่าทางศาสตราจารย์คมกฤษณ์ยามพิจารณา ศึกษาโมเดลจำลอง ME โปรเจ็กต์ เหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบความลับยิ่งใหญ่

ณครามคาดไม่ถึง ภายในวันเดียวนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้จะสามารถแยกแยะรายละเอียดจากคู่มือ เปรียบเทียบรูปจำลอง เชื่อมโยงกับบทความวิจัยเก่าของดอกเตอร์สตีฟจนร่างเอกสารปึกใหญ่ เตรียมแจกจ่ายแก่นักวิจัยแต่ละสาขาให้ไปค้นคว้าเพิ่มเติมในการประชุมเย็นนี้แล้ว

“อาจารย์ได้นอนบ้างหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มถามอย่างเป็นห่วง

นักวิทยาศาสตร์สูงวัยเงยหน้ายิ้ม ดวงตาเป็นประกายมีความสุข

“ผมยังมีเวลานอนอีกเยอะณคราม…คุณดูสิผลงานชิ้นเยี่ยมอย่างนี้มันถูกซ่อนอยู่ที่ไหนได้ยังไงตั้งสามสิบปี”

นัยน์ตาณครามสงบคำพูดจาราบเรียบกึ่งเตือนสติ

“เท่าที่ผมดูมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อาจารย์อย่าเพิ่งตื่นเต้นเกินไป มันอาจมีอะไรผิดพลาดอยู่ในนั้นก็ได้ เราต้องศึกษาค้นคว้าอย่างระมัดระวัง”

“ใช่คุณพูดถูก แต่เท่านี้ผมถือว่าเป็นงานเฟสแรกที่ไม่เลวเลย” พูดแล้วชี้ชวนให้ดูรายละเอียดผลงานตรงหน้า

“ถ้าคุณดูจากผลวิจัย ผลทดลองในคู่มือ เทียบกับโครงสร้างตัวอย่าง ถ้าเราสร้างแคปซูลตามแบบนี้ได้จริงออกมา มันสามารถเป็นเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรคขั้นต้นได้เลย อีกทั้งยังสามารถให้ยารักษาโรคพื้น ๆ ได้เหมาะสมกับเพศวัยน้ำหนักผู้ป่วย หรือในกรณีผู้ป่วยช็อคหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ เราสามารถนำผู้ป่วยเข้าแคปซูลเพื่อตรวจวินิจฉัยอาการโรคแท้จริง อีกทั้งยังรักษาเยียวอาการขั้นต้นได้ทันท่วงที”

“เยียวยาอาการขั้นต้นยังไงครับ”

“อย่างเคสผู้ป่วยมีสิ่งแปลกปลอมอุดตันหลอดลม ทำให้ขาดอากาศหายใจไม่ออก เครื่องมือนี้สามารถเจาะคอในจุดถูกต้องช่วยระบายลมหายใจต่อชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที

หรือเคสผู้ป่วยช็อคหมดสติเนื่องจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบฉับพลัน ก็สามารถวินิจฉัยและให้ยาช่วยเหลืออาการขั้นต้น ระหว่างรอส่งโรงพยาบาลป้องกันผู้ป่วยเป็นอัมพาตได้”

“ครับ…เท่าที่ผมดูเครื่องมือนี้น่าจะยังรักษาอาการโรคที่ซับซ้อนไม่ได้ หรือไม่น่าจะผ่าตัดรักษาผู้ป่วยในเคสยาก ๆ ได้เลย”

“โธ่…เมื่อสามสิบปีที่แล้วทำผลงานได้ขนาดนี้ แทบจะเรียกว่าปาฏิหาริย์เลยนะ ที่เหลือพวกเราก็มาช่วยกันต่อยอด ขยายความสำเร็จออกไปให้ครอบคลุมการรักษามากที่สุด ผมว่าเราอาจได้เห็นผลงานชิ้นนี้ประสบความสำเร็จสมบูรณ์ในรุ่นพวกคุณก็ได้”

ณครามยิ้ม รอจังหวะผู้อาวุโสลดอาการตื่นเต้นชื่นชมผลงานลงค่อยเอ่ยปากเรื่องสำคัญ

“อาจารย์ครับ ผมมีเรื่องอยากบอกและขอความช่วยเหลือ”

“มีอะไรหรือณคราม” ศาสตราจารย์คมกฤษณ์มองลูกศิษย์ด้วยแววตาสงสัย

“เรื่องการประชุมเย็นนี้…”

อาจารย์หนุ่มชะงักวาจาครึ่ง ๆ ก่อนกดมือถือส่งสัญญาณบอกดอกเตอร์แอลให้แฮกกล้องสอดแนมองค์กรนักล่าฯ ไม่ให้ฝ่ายนั้นทราบการสนทนาต่อจากนี้

พอมั่นใจว่าห้องทำงานผู้อาวุโสปราศจากการรับรู้จากภายนอก จึงบอกเบื้องหลังที่มาของโมเดลแคปซูล ME โปรเจ็กต์ รวมถึงแผนการร้ายของสององค์กรเมื่อสามสิบปีที่แล้ว

เมื่อเรื่องราวทั้งหมดกระจ่างแก่ใจ ศาสตราจารย์คมกฤษณ์ค่อยทราบว่าเหตุใด ผลงานชิ้นสำคัญเช่นนี้ถึงถูกเก็บซ่อนมานาน และการประชุมเย็นนี้อาจเกิดเหตุร้ายใดบ้าง

———————-        —————–       —————–

ที่ซ่อนตัวดอกเตอร์แอล เวลา ๑๗:๐๐ น.

ดอกเตอร์แอล…ลีณวัฒน์มองจอคอมพิวเตอร์ซึ่งฉายภาพห้องทำงานศาสตราจารย์คมกฤษณ์ในมุมต่าง ๆ พอเห็นการสนทนาเสร็จสิ้น ทั้งสองออกจากห้องไปเรียบร้อยจึงปลดการแฮก ปล่อยภาพห้องว่างปัจจุบัน ซ้อนกับภาพห้องว่างที่ตนแทรกคั่นระหว่างการสนทนาอย่างแนบเนียน

ฝีมือระดับนี้กองสอดแนมทีมนักล่าฯ ไม่อาจจับร่องรอยผิดปกติได้

สายตาชายกลางคนมองไปยังจอคอมพ์อีกด้าน สะดุดตา ‘คนแปลกหน้า’ ที่เข้าไปคุยกับเด็กลูกจ้างร้านของชำที่ตนเคยจ้างให้ไปส่งของทางไปรษณีย์แก่ศาสตราจารย์คมกฤษณ์

มือกดบนแป้นคีย์บอร์ดดึงภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณริมถนนใหญ่ และจากกล้องที่ซ่อนไว้ตามเสาไฟฟ้าจุดสำคัญในซอยออกมาดูรายละเอียด

คาดไม่ถึงคนของทีมนักล่า ฯ ทำงานรวดเร็วขนาดนี้ สามารถแกะรอยจากพัสดุที่ส่งจนเจอตัวผู้ส่งในเวลาไม่ถึงวัน เชื่อว่ามือระดับนี้คงตะล่อมเด็กลูกจ้างคนนั้นจนทราบว่า ‘ใคร’ คือเจ้าของพัสดุแท้จริงไม่ยาก

นับจากนี้เหลือเวลาไม่มากนัก เด็กส่งของไม่รู้ที่อยู่แท้จริงดอกเตอร์แอล ทราบเพียงแค่อยู่ในซอยซึ่งเต็มไปด้วยตึกแถวอาคารเก่าที่ไม่ได้เปิดเป็นร้านค้า

นักล่าในสายลมต้องใช้เวลาพอสมควรในการไล่ล่าติดตามเหยื่อ สำหรับเขาพอมีเวลาเหลืออีกเล็กน้อยให้แจ้งสถานการณ์ทางนี้แก่ณคราม เก็บข้าวของหลักฐานสำคัญแล้วหนีไม่ให้พวกมันตามเจอ

ฝ่ายหนึ่งติดตาม สืบเสาะไล่ล่า อีกฝ่ายเร่งมือ ‘เคลียร์’ หลักฐานข้อมูลสำคัญ…ฝ่ายใดจะใช้เวลาน้อยกว่ากัน

—————-    —————     —————–

สนามแข่งขันฟุตบอล เวลา ๑๗:๓๐ น.

มือประสานพร้อมบูม เสียงกู่ก้องตะโกนชื่อทีมเรียกขวัญกำลังใจก่อนลงแข่งดังลั่นห้องพักนักกีฬา

จากนั้นนักฟุตบอลต่างทยอยเดินเรียงแถวออกจากห้องพักสู่สนามการแข่งขัน เสียงโห่ร้องกึกก้องดังต้อนรับเหล่านักฟุตบอลทั้งสองทีม ปลุกจิตใจฮึกเหิม เพิ่มพลังการต่อสู้แข่งขัน

แทนนทีมองทางอัฒจันทร์ส่งยิ้มให้กับแม่อัมพร ภรรยาโคชตะวันซึ่งพาครอบครัวลูกหลานมาเชียร์กันหมดบ้าน ใกล้กันนั้น ดิว…น้องชายโบกมือให้โดยมีลิ่วลมส่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ

คนสนิทสนมคุ้นเคยแทนนทีมาเชียร์การแข่งขันที่สนามกีฬาเพียงเท่านี้ ไม่มีเงาของณคราม ภูดล และเพลงทราย

นักฟุตบอลหนุ่มไม่ได้นึกน้อยใจ หรือประหลาดใจอย่างใด เขาทราบชัดอยู่แล้วว่าเพื่อนทั้งสามหายไปไหน มีธุระสำคัญอย่างไร

————–   —————-   ——————

ก่อนนักกีฬาลงสนามประมาณสามชั่วโมง

พอทราบว่าคืนนี้จะมีพายุฝนเข้ากรุงเทพตั้งแต่เวลาสองทุ่ม สีหน้าแทนนทีแสดงความผิดปกติเห็นได้ชัด สบตาภูดลอย่างต้องการปรึกษาเรื่องสำคัญ

“มีอะไรหรือเปล่าแทน” เพลงทรายถามทันที

ไม่มีคำตอบคำอธิบาย ไม่มีกระทั่งคำปฏิเสธแบบติดปาก

ลิ่วลมขมวดคิ้วสงสัย มองเพลงทรายแล้วสังเกตท่าทางชายหนุ่มทั้งสอง ดูแล้วรู้สึกว่าเรื่องที่พวกเขาจะคุยกันไม่ควรให้หล่อนร่วมฟังด้วย

“หลิวขอตัวออกไปข้างนอกสักครู่นะคะ” ลิ่วลมออกตัว

ไม่มีใครคัดค้าน ทั้งห้องเหลือแค่สองหนุ่ม หนึ่งหญิงสาว จ้องตากันราวกับลองเชิง ผู้รู้สึกตนเป็นคนนอกจึงเลี่ยงออกไปอย่างสงสัย

กระทั่งก้าวเท้าออกจากห้องคนป่วยค่อยฉุกใจคิดได้ ลักษณะอาการแทนนทีเช่นนี้คล้ายตอนเห็นนิมิตภูดลก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ชะงักเท้าอยากกลับไปฟังคำสนทนา แต่ข่มใจก้าวไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวหลัง หล่อนก็มีความลับเรื่องงานสำคัญบางอย่างที่ยังบอกพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน

…งานที่ลุงทัศฝากไว้ ก่อนหายตัวไป…

 

หลังจากดิวออกไปตามคุณหมอมาตรวจอาการ ลิ่วลมขอตัวไปทำธุระข้างนอก ในห้องคนป่วยเหลือแค่เพื่อนสนิททั้งสาม เพลงทรายจึงเอ่ยย้ำคำถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“จะเกิดเรื่องร้ายอะไร…ตอนพายุฝนเข้ากรุงเทพหรือเปล่า”

ต่อให้สามหนุ่มไม่เคยปริปากบอกว่าทราบเหตุร้ายของกันและกันได้อย่างไร เพลงทรายก็มั่นใจว่าพวกเขามี ‘สื่อ’ สังหรณ์ถึงกันแบบไม่ธรรมดา หนำซ้ำแม่นยำอย่างยิ่ง

เหตุระเบิดรถบัสนักกีฬาล่าสุดเป็นข้อยืนยัน

“เรื่องนี้ทรายไม่ต้องเข้ามายุ่งหรอก” แทนนทีบอกปัด

ภูดลขบริมฝีปากแน่น สมองครุ่นคิดหาวิธีช่วยเหลือเพื่อนก็หนักพอแล้ว การทำให้หญิงสาวหัวดื้อหยุดซักถาม ยอมแพ้ยิ่งยากกว่า

“มันเกี่ยวกับความเป็นความตายของครามใช่มั้ย” เพลงทรายคาดเดา

หล่อนรู้มานานแล้ว หากเกิดเหตุร้ายกับคนใดคนหนึ่ง อีกสองคนหรืออีกคนจะมาช่วยทันเวลา

ภูดล แทนนทีอยู่ที่นี่ สีหน้าวิตกกังวล คนที่จะเกิดอันตรายย่อมเป็นณคราม

“ขอร้อง…อย่าถามอะไรได้มั้ย” น้ำเสียงภูดลอ่อนลงจนเกือบอ้อนวอน

วิศวกรหนุ่มกลัวว่า ถ้าบอกนิมิตร้ายแก่เพลงทราย สิ่งที่เกิดจะคลาดเคลื่อน ร้ายแรงกว่าเดิม

แทนนทีลังเลใจพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าการบอกนิมิตแก่ ‘คนนอก’ จะเกิดผลอย่างไร คราวก่อนขนาดไม่ตั้งใจให้ลิ่วลมรู้ด้วย เธอฟังจากการสนทนาทางโทรศัพท์เอง เหตุการณ์ยังบิดเบือนเป้าหมายถูกเปลี่ยนเป็นณคราม

พวกเขาไม่กล้าเสี่ยงต่อเรื่องที่ไม่มั่นใจ

“ดิน…แทน…นี่มันเป็นเรื่องของครามนะ…ทรายไม่มีสิทธิรู้เชียวเหรอ” หญิงสาวเว้าวอน

เพลงทรายไม่อยากบอกว่า…กว่าจะทำให้ชายหนุ่มทะลายกำแพงหัวใจยอมรับความรักต้องใช้เวลาหลายปีเหลือเกิน พอเริ่มต้นเปิดใจให้กัน เพิ่งสานสัมพันธ์คู่รัก กลับมีอุปสรรคมองไม่เห็นจะมาขัดขวาง

“แค่ครั้งนี้นะทราย” น้ำเสียงภูดลหนักแน่น

“ไม่ใช่ไม่อยากบอก แต่กลัวว่าบอกไปแล้วเหตุการณ์จะเปลี่ยน ควบคุมอะไรไม่ได้” แทนนทีเสริม พยายามอธิบายให้เข้าใจมากที่สุด

“ถ้าไม่อยากบอกไม่เป็นไร” หญิงสาวตัดสินใจเด็ดเดี่ยว “ทรายจะเกาะดินเป็นปลิงเลย…ไปไหนไปกัน”

สองหนุ่มนิ่งอั้นไม่คิดว่าจะเจอไม้นี้ หญิงสาวยิ้มนิด ๆ มองนักฟุตบอลหนุ่มแล้วตั้งคำถาม

“อีกอย่างแทนต้องลงแข่งไม่ใช่เหรอ จะไปช่วยครามได้ยังไง”

นี่คือปัญหาใหญ่ที่สองหนุ่มอับจนคำตอบ มองหน้ากันพยายามหาวิธีเหมาะสม ลงตัวทุกด้าน

โดนเพลงทรายยิงเข้าเป้าอย่างจังแบบนี้เล่นเอาพูดไม่ออก ตอบคำถามไม่ทัน

 

จังหวะนั้นดิวพาคุณหมอเข้ามาตรวจอาการแทนนทีพอดี ทำให้เพื่อนทั้งสองมีเวลาคิดทบทวนปัญหาสำคัญได้อีกครู่หนึ่ง

ผลการตรวจไม่มีปัญหา นายแพทย์อนุญาตให้แทนนทีลงสนามแข่งขันได้ตามปกติ

“ดีจังเลยที่พี่แทนไม่เป็นอะไรมาก” เด็กหนุ่มยิ้มสดใสหลังจากคุณหมอออกจากห้องแล้ว “เดี๋ยวผมขอโทรบอกแม่ก่อนนะครับ ท่านเป็นห่วงมากคงรอฟังข่าวอยู่”

พอเอ่ยถึงมารดาที่เพิ่งพบหน้าไม่นาน แทนนทีก็หน้าเสียแวววิตกกังวลปรากฏ นึกถึงคำสนทนากับน้องชายทางโทรศัพท์บนรถบัสแล้วรู้สึกอัดอั้น ตัดสินใจลำบากเข้าไปอีก

ดิวคุยโทรศัพท์แบบเห็นหน้าบอกเล่าผลตรวจอาการพี่ชายอย่างโล่งใจ ใบหน้าดุจดาวในจอผ่อนคลายยิ้มออก คุยกับลูกชายคนเล็กสองสามคำก่อนขอพูดกับลูกชายคนโตบ้าง

“พ้นเคราะห์พ้นเรื่องร้าย ต่อไปก็จะเจอแต่เรื่องดี ๆ แล้วนะลูก” ดุจดาวบอกลูกชาย

“ครับแม่” แทนนทียิ้มถนอมถ้อยคำ

ภูดล เพลงทรายทักทายมารดาเพื่อนทางโทรศัพท์ ส่งยิ้มให้ปลายสายคลายกังวล ยิ่งมองเห็นหน้ากันแบบนี้เท่ากับยืนยันว่านักฟุตบอลหนุ่มปลอดภัยแข็งแรงดี

สองแม่ลูกสนทนาอีกครู่หนึ่งต่างให้กำลังใจกันด้วยสีหน้าสดใส

“สู้สู้นะลูก แม่จะคอยเชียร์ทางทีวี”

“ครับ แม่ก็สู้สู้เหมือนกันนะครับ ตั้งใจรักษาตัว พอหายแล้วผมจะพาไปเที่ยว” ชายหนุ่มพูดเหมือนใช้ของขวัญหลอกเด็ก

ผู้ฟังต่างหัวเราะขบขันรวมทั้งมารดาตนเอง

“จ้ะ…แม่หายแล้วเราจะได้ไปเที่ยวกันหมดนี่เลย” ดุจดาวนับเพื่อนลูกชายรวมเป็นคนครอบครัวเดียวกัน

หลังจากวางสาย ใบหน้าอันสดใสของสองหนุ่ม หนึ่งหญิงสาวจางลง เหลือแค่เด็กหนุ่มที่ไม่รู้เรื่องราวใด

“พี่แทนจะไปสนามพร้อมผมมั้ย นั่งแท็กซี่จากหน้าโรงพยาบาลไปนิดเดียวเอง”

“เอ่อ…” แทนนทีอึกอัก ไม่อยากบอกว่าตนเองอาจไม่ลงแข่งขัน “ดิวไปก่อนเลย พี่มีธุระต้องคุยกับเพื่อนก่อน”

เด็กหนุ่มยิ้มใบหน้าสดใส

“ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ไม่รีบหรอก…แม่ย้ำนักย้ำหนาให้คอยดูแลพี่แทนอย่างดี”

นักฟุตบอลหนุ่มรู้สึกถึงก้อนแข็ง ๆ ตีบตันลำคอ เมื่อก่อนเขามีแค่ณคราม ภูดลเป็นคนในครอบครัว ยอมทำทุกอย่าง ยอมทิ้งทุกสิ่งเพื่อเพื่อนทั้งสองได้

ทว่าวันนี้มีอีกครอบครัวหนึ่งซึ่งตนเพิกเฉยดูดาย ทอดทิ้งไม่ได้เช่นกัน

ความลำบากใจเช่นนี้ควรใช้หนทางใดคลี่คลาย

“ไม่ต้องห่วงพี่หรอก…ดิวไปก่อนเถอะนะ…”

ท้ายเสียงอ่อนกึ่งขอร้องอย่างนั้น เด็กหนุ่มค่อยฉุกใจ ยิ่งเห็นสีหน้าเพื่อนพี่ชายเต็มไปด้วยความอึดอัดกลัดกลุ้ม แสดงถึงปัญหาบางอย่างที่ไม่สะดวกใจให้ตนเองอยู่ร่วมฟังด้วย

“ครับ…งั้นผมไปรอที่สนามแล้วกัน” ดิวฉลาดพอที่จะเลี่ยงออกมาไม่เป็นภาระให้เขาขับไล่ตรง ๆ

 

เมื่อน้องชายออกไปอย่างเข้าใจสถานการณ์ ลิ่วลมยังรอข้างนอกไม่เข้ามารบกวน คนรีบตัดสินใจในสถานการณ์นี้อย่างเด็ดขาดคือภูดล

“ไอ้แทน…มึงลงแข่งฟุตบอล…ไม่ต้องไปกับกู” วิศวกรหนุ่มบอกห้วน ๆ

“มึงคนเดียวไม่ไหวหรอก” แทนนทีขัด ความลังเลยังปรากฏในแววตา

สีหน้าเปี่ยมความหวังของมารดารบกวนจิตใจ คำพูดน้องชายที่บอกว่าเขาเป็นกำลังใจให้แม่ทุกครั้งยามเป็นทุกข์ ดวงตาเปี่ยมสุขยามเห็นลูกชายอยู่บนสนามก็ทำให้ตัดสินใจไม่ถูก

เพลงทรายมองสีหน้าชายหนุ่มทั้งสองโดยไม่ขัด รู้ว่ายังไม่ใช่จังหวะที่ตนควรสอดแทรก

ภูดลสบตาเพื่อน เอ่ยวาจาที่รู้กันแค่สองคน

“มึงจำคำอธิษฐานสุดท้ายของคุณพยาบาลได้มั้ย”

ความฝันนั้นเพิ่งปรากฏไม่นานย่อมจดจำขึ้นใจ แทนนทีพยักหน้าทวนวาจาด้วยเสียงแผ่วเบา

“ขอให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือกันและกัน…เติบโตมาเป็นผู้เกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่น…อย่างเช่นที่พวกเขาได้รับในวันนี้”

คำพูดนี้กระทั่งเพลงทรายฟังแล้วยังสะท้านถึงหัวใจ ไม่จำเป็นต้องถามพวกเขาว่าได้ยินมาจากไหน ใครเป็นคนพูด ที่มั่นใจอย่างยิ่งคือวาจานี้ฝังรากลึกถึงก้นบึ้งในใจผู้ชายทั้งสามคนแล้ว

นี่คือบททดสอบสำคัญ…แทนนทีจะทำตามความต้องการผู้มีพระคุณได้หรือไม่…สำคัญกว่านั้น ผู้ที่เขาควรช่วยเหลือให้กำลังใจไม่ใช่ ‘คนอื่น’ แต่เป็นมารดาผู้ให้กำเนิด

นักฟุตบอลหนุ่มทราบ ต่อให้ตนไม่ลงสนามแข่งขัน แม่ก็อาจแค่สงสัยเป็นห่วง ซึ่งสามารถแต่งเรื่อง สร้างธุระให้น้องชายบอกมารดาจนคลายใจได้

แต่นั่น…มันสมควรกระทำหรือไม่

ขณะแทนนทีตัดสินใจไม่ถูก ภูดลไม่ตอกย้ำคำสั่ง เพลงทรายก็เอ่ยขึ้นอย่างรู้จังหวะ

“ถ้าแทนไม่สามารถช่วยคราม…ให้ทรายไปแทนได้มั้ย…ไปแบบไม่ต้องบอกอะไรก็ได้ แค่เห็นสถานการณ์ตรงหน้าแล้วสั่งมาว่าต้องทำอะไร…ทรายจะทำตามโดยไม่ถามเหตุผลแม้แต่ข้อเดียว”

สองหนุ่มมองหน้าหญิงสาว พวกเขารู้จักกันมานานจนแทบไม่ต้องเอ่ยปากก็รู้ใจ ต่อให้เธอไม่เคยรู้ความลับเรื่อง ‘สังหรณ์’ เจ้าตัวก็ทราบอยู่ดีว่าเพื่อนชายทั้งสามพิเศษอย่างไร

“มันอันตรายนะทราย” ภูดลไม่อยากให้เธอเกี่ยวข้อง

“เพื่อคราม…ทรายยอมเสี่ยง” คำตอบหนักแน่น

แทนนทีขบริมฝีปากมองหน้าเพลงทรายสลับกับภูดลก่อนตัดสินใจ

“ลองดูก็ได้”

“เฮ้ย…”

ภูดลกำลังเอ่ยค้าน เพื่อนรีบยกมือห้ามนัยน์ตาจ้องมองหญิงสาวตรงไปตรงมา

“ทราย…เธอต้องพิสูจน์ตัวเองก่อน” แทนนทีบอกอย่างไตร่ตรอง “สิ่งพิเศษนี้มันต้องเห็นด้วยตัวเอง ถึงจะมีสิทธิแทรกแซงช่วยเหลือ”

“ต้องทำยังไง”

แทนนทีหันไปสบตาภูดลด้วยความหมายที่เข้าใจกันสองคน

“ก็ได้…” วิศวกรหนุ่มถอนใจบอกอย่างไม่มีทางเลือก “ถ้าพิสูจน์แล้วเธอเห็นอย่างพวกเราเห็นก็…ค่อยมาช่วยกัน”

“ตกลง” การรับคำนี้ไม่ใช่วาจาพล่อย ๆ

แทนนที ภูดลยื่นมือมาคนละข้าง

“จับมือพวกเราไว้คนละข้าง” นักฟุตบอลหนุ่มบอก “ทำใจให้ว่าง…ไม่ต้องอยากเห็นอะไร…รู้สึกตัวเองเป็นเหมือนภาชนะเปล่ารองรับทุกสิ่งที่จะเทลงมา…”

ภูดลจ้องตาหล่อนกล่าวเสริมจริงจัง

“ถ้าจะเห็น…มันเห็นเอง…บังคับไม่ได้…คิดเองไม่ได้…ไม่เช่นนั้นมันจะถูกบิดเบือนเป็นเรื่องไม่จริง”

เพลงทรายพยักหน้า ยื่นมือไปจับมือสองหนุ่มโดยไม่ลังเล

“ตกลงกันข้อนึงก่อน” ภูดลมีเงื่อนไข

“ว่ามาเลย”

“ถ้าเธอไม่เห็นอะไร…ต้องสัญญาจะไม่เซ้าซี้ถาม และไม่ต้องตามฉันมาด้วย”

เพลงทรายอึ้งมองหน้าพวกเขาอย่างลังเล คิดเหมือนกันว่าจะโดนไม้นี้

“ตกลงมั้ย” ชายหนุ่มย้ำถาม

หญิงสาวถอนใจเฮือกใหญ่ ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว

“ก็ได้…ตกลง”

สองหนุ่มพยักหน้า มือที่เหลืออีกข้างยื่นจับกันกระชับมั่น กลายเป็นสามหนุ่มสาวจับมือเป็นวงกลม ปิดเปลือกตาพร้อมกันโดยไม่ทราบว่า ‘ภาพสังหรณ์’ จะเกิดหรือไม่

 

ลิ่วลมยืนมองพวกเขาอยู่หน้าประตูไม่ย่างเท้าเข้ามา ด้วยรู้สึกว่าขณะนี้ทั้งสามกำลังรวมใจเป็นหนึ่งเพื่อกระทำเรื่องสำคัญบางอย่าง

เธอเคยได้ยินแทนนทีคุยโทรศัพท์กับณครามเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่ยังไม่เกิดของภูดล หลังจากนั้นพวกเขาไม่พูดจาอธิบายเรื่องพวกนี้อีก

จนกระทั่งวันนี้เกิดเหตุรถบัสระเบิด เพื่อนมาช่วยเพื่อนทันท่วงที หญิงสาวมั่นใจไม่ใช่เหตุบังเอิญ

ดังนั้นไม่ว่าพวกเขากำลังทำอะไร เธอทำได้แค่คอยระวังไม่ให้คนนอกรบกวน

 

เพลงทรายหลับตาในหัวฟุ้งซ่านด้วยความคิดปรุงแต่งนานา สรรพเสียงอื้ออึงภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ วนเวียนเข้ามาแบบปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ถูก

ภาพณคราม ภูดล แทนนทีตั้งแต่เป็นเด็กชายตัวน้อยผอมเกร็ง ความรู้สึกสงสารเป็นห่วงอยากเป็นเพื่อน อยากช่วยเหลือ เรื่องราวสนิทสนมในวัยเยาว์ ดีกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง จนมาถึงสมัยเรียนมัธยม เรียนมหาวิทยาลัย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เพลงทรายค่อยเห็นว่าผู้ชายทั้งสามต่างวนเวียนอยู่รอบเธอ ไม่ก็ตัวเธอเองนั่นแหละ ไม่ยอมถอยห่างจากพวกเขา

ฟุ้งซ่านมากเวียนหัวจนอยากลืมตา มือทั้งสองบีบมือหล่อนเบา ๆ อย่างให้สติ กระตุ้นเตือนไม่ให้หลงไปกับภาพอดีต กระแสใจถูกถ่ายทอดมาอย่างนุ่มนวล ก่อนพวกเขาจะบีบมือซ้ำอีกครั้งเป็นจังหวะช้า ๆ

หญิงสาวจับความรู้สึกไปยังมือที่ถูกบีบเป็นช่วง ๆ วางใจเป็นภาชนะว่างเปล่าอย่างแทนนทีแนะนำ ความฟุ้งซ่านลดกระแสลง ภาพในหัวค่อย ๆ จางหายกลายเป็นแสงสว่าง

จิตใจปลอดโปร่งแผ่กว้างชั่วขณะ แวบหนึ่งที่ใจระลึกถึงณคราม จุดกลางแสงสว่างบังเกิดภาพบางอย่างผุดขึ้น

…หอนาฬิกา…ท้องฟ้ามืด…ฝนตกหนัก…รถติดเป็นแพยาว…ณครามถูกแทงตรงทรวงอกข้างซ้าย…มีดปักตรึงแน่น…เลือดแดงฉานย้อมเสื้อผ้าจนเปลี่ยนสี…

หญิงสาวสะดุ้งเฮือกลืมตาขึ้นมาพร้อมกับภูดล แทนนที

“เหตุการณ์เปลี่ยนไป” ภูดลพึมพำ

“นาฬิกา…เวลา…ไม่ใช่เวลาเดิม” แทนนทีพูดเสริมแล้วกัดริมฝีปากไม่ให้หลุดอีกหนึ่งวาจา

เพราะเพลงทรายแทรกเข้ามา ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายกว่าเดิมใช่หรือไม่

ใจอีกแวบฉุกคิดได้…หรือเพราะพวกเขาแทรกแซงช่วยเหลือนักฟุตบอลบนรถบัส ทำให้อนาคตถูกบิดเบือนร้ายกาจขนาดนี้

ถ้าไม่ใช่เพราะเพลงทรายแทรกเข้ามา ก็ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้เลย

เหงื่อเปียกโชกเต็มใบหน้าเพลงทราย ใจสั่นระรัวบอกไม่ถูก ภาพนิมิตชัดเจนน่ากลัวเกินคาด

“เวลาบนหอนาฬิกาเลือนราง เหมือนไม่สามารถกำหนดแน่นอน…มันเป็นตอนไหนกันแน่”

หญิงสาวหลุดวาจาเชิงไถ่ถาม สองหนุ่มเข้าใจทันที…เธอเห็นนิมิตเช่นกัน

“มันจะเกิดขึ้นคืนนี้ ตรงสวนสาธารณะใกล้ศูนย์วิจัย” ภูดลบอกอย่างมั่นใจ

“ถ้าอย่างนั้น ทรายสามารถไปช่วยครามได้แล้วใช่มั้ย”

เพลงทรายพูดเช่นนี้ สองหนุ่มไม่อาจคัดค้าน มือทั้งสามหลุดจากกัน ทว่าจิตใจกลับเชื่อมโยงผูกพันยิ่งกว่าเคย

ลิ่วลมมองนักฟุตบอลที่ลงสนามเปิดเกมการเล่นอย่างดุเดือดสนุกสนาน แล้วหันไปทางแทนนทีซึ่งนั่งเก้าอี้ตัวสำรองอย่างสงบ สายตามองเกมการเล่นแทบไม่กะพริบ สติสมาธิอยู่กับการแข่งขัน พร้อมลงสนามไปช่วยเสริมทีมตลอดเวลา

เห็นอย่างนั้นแล้วนึกสะท้อนใจ…หากหล่อนเป็นเขาจะสงบใจอยู่กับเกมการเล่นได้หรือไม่

ถึงสามหนุ่มสาวไม่บอก เธอก็รู้…จะเกิดเหตุร้ายกับณคราม…นั่นทำให้ภูดลกับเพลงทรายต้องหาวิธีช่วยเหลือ ส่วนแทนนทีมีหน้าที่ ภาระรับผิดชอบของตนต้องจัดการ

ลิ่วลมไม่ซักถาม กระทำตัวตามปกติโดยไม่บอกว่า…เธอมีงานสำคัญต้องทำเหมือนกัน ไม่สามารถอยู่เชียร์การแข่งขันจนจบ

เมมโมรี่การ์ดที่ลุงทัศฝากไว้ให้ ในนั้นมีคำสั่งและไฟล์ภาพข่าว หลักฐานต่าง ๆ ที่ผู้สูงวัยกว่าใช้เวลาแทบทั้งชีวิตเสาะหาเรียบเรียงมาเพื่อใช้ในวันเดียว

หญิงสาวได้รับคำสั่งให้สำเนาภาพข่าว หลักฐานของลุงทัศส่งให้นักข่าวใหญ่ท่านหนึ่งในก่อนเวลาหนึ่งทุ่ม จากนั้นไปเฝ้าติดตามข่าวต่างประเทศทางเว็บไซด์ข่าวสามสี่แห่งทางอินเตอร์เนต

เวลาสองทุ่มตรงในประเทศไทยจะมีข่าวใหญ่ปูพรมตามช่องข่าวบางแห่งของสถานีโทรทัศน์อเมริกาและเว็บไซด์ข่าวดัง

เมื่อข่าวนั้นถูกแพร่ภาพตามเวลา ลิ่วลมมีหน้าที่กระจายภาพข่าว หลักฐานที่ลุงทัศทำไว้เผยแพร่ทางสื่อโซเซียลต่าง ๆ ในเมืองไทยเพื่อให้เกิดกระแสไวรัลภายในข้ามคืน

ลิ่วลมอยู่เชียร์ฟุตบอลที่สนามได้ไม่เกินครึ่งแรก จากนั้นต้องไปทำงานต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นเรียบร้อย

ช่วงเวลาสำคัญคือสองทุ่มตรง…พายุฝนจะเข้ากรุงเทพ พร้อมกับพายุข่าวใหญ่ที่อาจโหมแรงทั่วโลก

————————         ——————      ——————-

ร้านกาแฟใกล้ศูนย์วิจัย เวลาเย็นย่ำ

ภูดล เพลงทรายมาถึงศูนย์วิจัยแล้วเดินสำรวจบริเวณโดยรอบ พยายามไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจ มองหาบุคคลแปลกหน้าที่อาจซุ่มคอยทำร้ายณคราม

จากนั้นไปสวนสาธารณะดูแผนผังสถานที่ว่าเส้นทางในนั้นเชื่อมต่อไปถึงที่ใดบ้าง ความที่ภูดลเคยมาสำรวจก่อนหน้านี้แล้วจึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูซ้ำ

สุดท้ายค่อยมานั่งร้านกาแฟใกล้ศูนย์วิจัยรอคอยเวลา

วิศวกรหนุ่มจำเป็นต้องบอกเรื่ององค์กรลับ เหตุตึกถล่ม จนถึงปัญหากับสามชนะเพื่อให้หญิงสาวเข้าใจสถานการณ์โดยรวม ช่วยร่วมวิเคราะห์ว่าใครคิดทำร้ายณคราม และพวกนั้นวางแผนการอย่างไร

นิมิตล่าสุดบอกแค่สถานที่ สภาพดินฟ้าอากาศ และอาการบาดเจ็บที่หนักกว่าเดิม โดยไม่อาจรู้เวลาชัดเจนแน่นอนเช่นครั้งแรก

“เวลาเดิมเป็นตอนสามทุ่มสี่สิบเจ็ดนาที ครามถูกแทงที่ท้อง นอนอยู่กลางสนามหญ้าใกล้หอนาฬิกา” ภูดลอธิบายรายละเอียดนิมิตเดิม

“ตอนนี้เรารู้แค่ช่วงพายุฝนเข้า อยู่ในสวนสาธารณะใกล้หอนาฬิกา ไม่ใช่บริเวณเดิม และกำหนดเวลาไม่ได้” เพลงทรายพูดแล้วถอนใจเฮือกใหญ่

“โอย…ทำไมไม่เห็นอะไรมากกว่านี้นะ” หญิงสาวบ่นแล้วโพล่งขึ้น “เราไปกางร่มรอแถวหอนาฬิกาตั้งแต่ฝนตกเลยดีมั้ย”

ภูดลยิ้มอย่างเพลีย ๆ

“ตอนนี้ไอ้ครามอยู่ในศูนย์วิจัย น่าจะกำลังประชุมเรื่องสำคัญ แทนที่จะไปดักรอตอนมันโดนแทงหน้าอกอย่างนั้น เรามารอช่วยมันก่อนจะไปถึงสวนสาธารณะไม่ดีกว่าเหรอ”

คำพูดมีเหตุผล คนฟังคัดค้านไม่ออก ทว่ากลับมีข้อเสนออีกอย่าง

“หรือเราจะบอกให้ครามหาอะไรแข็ง ๆ มาสอดไว้ตรงจุดที่จะโดนแทงดี…เพราะถูกแทงอย่างนั้นโอกาสเสียบโดนหัวใจสูงมาก ต่อให้ช่วยได้ก็อาจไม่รอด” พูดด้วยใจหวั่น

ผู้ร่วมวางแผนส่ายหน้า

“ถ้าทำอย่างนั้นไอ้ครามต้องรู้ล่วงหน้าว่าจะโดนแทง อาจเกิดผลกระทบคาดเดาไม่ได้ตามมาอีก”

เพลงทรายถอนใจเฮือกใหญ่ถามตรง ๆ

“ถ้าเราบอกให้ครามรู้ไปเลยว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไร ผลกระทบมันจะหนักขนาดไหน”

“ไม่รู้…แต่ไม่ควรเสี่ยง” ภูดลตอบ

“เคยลองกันมาแล้วใช่มั้ย” หญิงสาวเชื่อว่าพวกเขาเคยผ่านประสบการณ์ ‘บอกนิมิต’ แก่กันมาแล้วจึงไม่กล้าเสี่ยงขนาดนี้

“ใช่” ชายหนุ่มตอบแล้วยกเรื่องเก่ามาเล่า “จำตอนพวกเรายังเด็ก มีเวรช่วยป้าหวานทำครัวได้มั้ย”

“ได้สิ นานมากแล้วนะ เด็กบ้านแสงเทียนเริ่มเข้าเวรทำครัวตั้งแต่หกเจ็ดขวบได้มั้ง”

“อือ…ตอนนั้นฉันกับแทนเกิดสังหรณ์ เห็นนิมิตไอ้ครามช่วยงานในครัวแล้วพลาด ทำหม้อแกงหกใส่ แขนถูกน้ำแกงร้อน ๆ ลวกจนเป็นแผลน่ากลัว”

“จริงเหรอ…แล้วยังไง” เหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นเพลงทรายจึงไม่ทราบ

“พอบอกให้มันระวังตัว ไอ้ครามก็คอยระวังแต่หม้อแกง แล้วพลาดยังไงไม่รู้เผลอลืมปิดแก๊ส ไฟไหม้ครัวครั้งใหญ่ ถ้าฉันกับไอ้แทนไม่อยู่นอกครัว ตะโกนเรียกคนมาช่วย ตัวมันคงถูกไฟคลอกตายแล้ว”

“จำได้แล้ว หลังจากนั้นลุงดิบ ป้าหวานเลยต้องวางมาตรการระวังฟืนไฟห้องครัวกันใหม่ เด็กบ้านแสงเทียนถูกอบรมเรื่องฟืนไฟ เพลิงไหม้กันหูชา”

วิศวกรหนุ่มพยักหน้า เหตุการณ์นั้นยังฝังในความทรงจำ เรื่องราวต่อมาก็จดจำแม่นยำไม่แพ้กัน

“อีกเรื่องนึง ฉันกับครามเกิดสังหรณ์ นิมิตเห็นไอ้แทนซ้อมบอลอยู่ริมถนน วิ่งไปเก็บลูกฟุตบอลแล้วถูกมอเตอร์ไซค์ชนจนขาหัก…”

“อ๋อ…เรื่องนี้ทรายจำได้…เป็นวันที่แทนไปซ้อมบอลอีกสนามที่ไม่เคยไปมาก่อน เลยโดนคนเมายาบ้าจับ เกือบถูกแทงจนตายถ้าดินกับครามไม่ไปช่วย แล้วทรายไม่ร้องตะโกนให้คนแถวนั้นมาห้าม”

ภาพวันนั้นยังจดจำในจิตใจเด็กหญิงตัวน้อย เธอมองเห็นเพื่อนผู้ชายตัวเล็กสองคนพยายามต่อสู้ยิบตาเพื่อช่วยเพื่อนอีกคนจากคนเมายาบ้า ผลคือบาดเจ็บได้แผลตามกัน

ตอนนั้นลุงดิบถามว่าทำไมเด็กชายถึงเปลี่ยนที่ซ้อมบอล แทนนทีอ้ำอึ้งไม่ยอมตอบ เพื่อนทั้งสองจึงช่วยหาข้อแก้ตัวแทนให้

วันวานอันเนิ่นนาน พอพูดถึงกลับรู้สึกเหมือนแค่เพิ่งผ่านไม่นาน

“แล้วของดินล่ะ” หญิงสาวถาม ทราบว่าแค่สองเรื่องพวกเขาคงไม่มั่นใจเรื่องผลกระทบขนาดนี้

“เรื่องของฉันไม่มีอะไรหรอก” ชายหนุ่มบ่ายเบี่ยง

หญิงสาวหรี่ตามองครุ่นคิด ก่อนบางเรื่องจะผุดขึ้นในความทรงจำ

“ใช่ตอนเรียนประถม ดินโดนรถชนจนขาหัก เข้าเฝือกเป็นเดือนหรือเปล่า”

“อือ”

“เรื่องเป็นยังไง”

“ไม่มีอะไรมาก พวกมันนิมิตเห็นฉันตกต้นไม้เลยรีบมาเตือน…ฉันก็พยายามเลี่ยงไม่ปีนต้นไม้เลยถูกรถชนแทน”

เรื่องราวฟังคล้ายง่ายดายแค่นี้ คนฟังกลับรู้สึกมีอะไรลึกซึ้งกว่านั้น

ภูดลไม่มีทางบอกหญิงสาวเด็ดขาดว่าสมัยเด็กตนเองอยากหาเงินซื้อของขวัญวันเกิดให้เธอ เคยแอบรับจ้างปีนเก็บมะพร้าว เก็บหมากเก็บตาล

พอเพื่อนทั้งสองนิมิตตรงกันว่าเขาจะตกต้นไม้วันใดวันหนึ่ง ภูดลจึงเปลี่ยนไปแอบขายพวงมาลัย หนังสือพิมพ์ในวันหยุดจนถูกรถชน หนำซ้ำเงินที่เก็บได้ก็หายเรียบระหว่างถูกพาส่งโรงพยาบาล

“แค่นั้นจริงนะ” เพลงทรายย้ำถาม

“แค่รถชนนั่นแหละ หลังจากนั้นก็รู้ว่าไม่ควรบอกนิมิตร้ายให้เจ้าตัวฟังอีก” ชายหนุ่มสรุป

“เฮ้อ…ถ้าอย่างนั้นเราทำได้แค่เฝ้าดูห่าง ๆ สังเกตสิ่งผิดปกติ และพร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีเท่านั้นเองเหรอ” ถามอย่างอยากทำอะไรมากกว่านี้

“อย่างน้อยเราก็รู้ช่วงเวลาคร่าว ๆ รู้ว่าคนร้ายใช้มีด และน่าจะลอบอยู่ภายในศูนย์วิจัย ไม่ก็อาจเล่นงานตรงลานจอดรถ”

“โอเค…งั้นเรามาเฝ้าดูด้วยกัน”

ภูดลอมยิ้มสบายใจขึ้น อย่างน้อยหญิงสาวไม่ใช่คนขี้ตื่น หวาดกลัวจนเกินเหตุ ความที่คบหาสนิทสนมกับเพื่อนผู้ชายมาตลอดจึงมีนิสัยความเป็น ‘แมน’ ไม่มากก็น้อย เชื่อว่าคงมีประโยชน์มากกว่าเป็นภาระ

ยังมีความลับข้อหนึ่งภูดลไม่กล้าบอกเพลงทราย…พวกเขาทั้งสามไม่รู้เลยว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดนิมิต

การที่แทนนทีบอกให้หล่อนพิสูจน์ตัวเอง แท้จริงคือเป็นวิธีให้เธอยอมรับ และถอยห่างจากเรื่องอันตราย ภูดลเข้าใจเจตนาเพื่อนจึงยอมเล่นตามน้ำแล้วใช้คำพูดผูกมัด…ถ้าไม่เห็นนิมิตต้องยอมแพ้

ส่วนคำแนะนำต่าง ๆ นั้นเทียบเคียงจากประสบการณ์ตัวเอง ไม่มั่นใจว่าถูกต้องแค่ไหน

ใครจะคิด เพลงทรายเห็นนิมิตจริง ๆ หนำซ้ำเปลี่ยนจากเดิม ช่วยไม่ให้เกิดความพลาดพลั้งตามมา

ถ้าจะว่าไป…ความรักอาจสร้างปาฏิหาริย์ได้จริง ๆ

——————-      ————       ————–

ภายในซอยนั้นมีตึกแถว ห้องเช่า บ้านเรือนแออัดหลังคาเกยกันแทบแยกไม่ออก ถนนหนทางซับซ้อนเชื่อมโยงเป็นใยแมงมุมเข้าออกหลายทาง เหมาะสำหรับซ่อนตัวและหลบหนี

นักล่าในสายลมที่ส่งมากลุ่มนี้มีความสามารถสังเกต แกะรอยเป็นพิเศษ เนื่องจากคำสั่งคือค้นหาที่ซ่อน จับเป็น เก็บหลักฐานข้าวของทุกชิ้นไม่ให้หลงเหลือ โดยห้ามสังหารเด็ดขาด

ถึงอย่างนั้นก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงค่อยตีวงล้อม ค้นหาเป้าหมายแคบลงจนเหลือแค่ตึกแถวสามแห่ง

ท้องฟ้ามืดมิด แสงจากหลอดไฟตามเสาไฟฟ้าส่องไม่สว่างนัก ทีมนักล่ากระจายกำลังออกเป็นวงกว้าง ตรวจสอบตึกแถวที่เหลือ แต่ละคนติดต่อกันผ่านหูฟังขนาดเล็ก โดยแต่ละทีมจะมีกล้องส่งสัญญาณภาพไปยังเซ็นเตอร์…ศูนย์กลางซึ่งควบคุมโดยมิสเตอร์วินด์ หัวหน้าสาขาองค์กร

ตึกหลังแรกตรวจสอบไม่พบเป้าหมาย หลังที่สอง…ไม่พบเป้าหมาย หลังที่สาม…ไม่พบเป้าหมาย

“กลับไปดูตึกหลังแรกใหม่” เสียงมิสเตอร์วินด์สั่งผ่านหูฟังลูกทีมทุกคน

ตึกแถวหลังแรก แบ่งซอยเป็นสิบคูหาแต่ละคูหาไม่มีผู้อาศัย ใช้เก็บข้าวของดูเหมือนกันไปหมด

“ดูตรงสายไฟที่เข้าไปในตึกนั้นอีกที”

คำสั่งรวบสั้น ทีมแกะรอยปีนขึ้นไปตรวจสอบ พบว่าท่ามกลางสายไฟรุงรังแยกแทบไม่ออก หนึ่งในนั้นเป็นสายไฟเบอร์ออฟติก ซึ่งนิยมใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เนตปัจจุบัน

ตึกแถวเก่าแก่ไม่มีคนอยู่อาศัย เหตุใดจึงต่อสายอินเตอร์เนตทันสมัยขนาดนี้

โดยไม่จำเป็นให้ผู้เป็นเจ้านายออกคำสั่ง ทีมนักล่าต่างไล่ตามสายไฟเบอร์ออฟติกจนพบว่าอยู่ตึกคูหาใด จากนั้นการเข้าไปข้างในย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็น

ภายในตึกแถวไม่มีคนอยู่กลับซ่อนห้องลับ อุปกรณ์ไอทีครบครัน ทว่าทั้งหมดเป็นแค่ของเกินกำลังขนย้าย หลักฐานเกี่ยวกับสององค์กร ข้อมูล ME โปรเจ็กต์ล้วนไม่เหลือ

คอมพิวเตอร์ทุกตัวในห้องถูกล้างฮาร์ดดิสก์จนเกลี้ยง ดูสภาพแล้วเพิ่งเสร็จเรียบร้อยสด ๆ ร้อน ๆ

เสียงติดต่อในทีมนักล่าดังขึ้น

“พบความเคลื่อนไหวทางด้านหน้าตึกแถว ห่างจากคูหาที่ตรวจค้นประมาณสามร้อยเมตร”

“ติดตาม รายงานยืนยันว่าใช่ตัวเป้าหมายหรือไม่”

“กำลังติดตาม ระยะห่างสั้นลงเหลือไม่ถึงสองร้อยเมตร”

“ยืนยันเป้าหมาย ใช่ดอกเตอร์แอลตัวจริง ส่งภาพจากกล้องไปให้ดูแล้ว”

“เป้าหมายถูกต้อง ดอกเตอร์แอลสะพายเป้หลัง น่าจะเป็นหลักฐาน และข้อมูล ME โปรเจ็กต์ทั้งหมด”

“ทีมหนึ่งติดตามเป้าหมาย ทีมสองอ้อมไปดักก่อนถึงถนนใหญ่ ทีมสามรีบออกจากห้องนั้นแล้วตามไปสมทบทันที”

“รับทราบ”

——————–       —————–      ——————-

มิสเตอร์วินด์จ้องมองจอภาพตรงหน้าด้วยแววตาเฉยชา ไร้ความรู้สึก แต่ละจอฉายภาพจากกล้องแต่ละทีมชัดเจน บอกให้ทราบว่าขณะนี้กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่จุดใด ประสบเหตุอย่างไรบ้าง

นั่นทำให้ผู้เป็นนายสามารถออกคำสั่งถูกต้อง ชัดเจน รวมถึงสังเกตเห็นจุดเล็กน้อยที่ลูกน้องมองข้าม

สายไฟเบอร์ออฟติก ไม่สามารถแยกแยะง่ายดายในเวลาค่ำคืน ใต้แสงไฟมัวซัวไม่สว่างชัดเจน

ทว่าเมื่อตรวจสอบสามตึกแถวสุดท้ายไม่พบร่องรอย ผู้เป็นนายย่อมฉุกใจสงสัย ดึงภาพสายไฟที่เห็นผ่านกล้องในตึกแรกออกมาเข้ากระบวนการแยกแยะขั้นละเอียดในคอมพิวเตอร์

นั่นทำให้พบเบาะแสสำคัญ อีกทั้งสามารถติดตามไล่ล่าเป้าหมายกระชั้นชิดในเวลานี้

เมื่อมองเห็นดอกเตอร์แอลคล้ายลูกไก่ในกำมือ ใช้เวลาไม่นานคงรวบตัวสำเร็จ มิสเตอร์วินด์ก็ออกคำสั่งกับทีมนักล่าในสายลมที่กำลังซุ่มคอยอยู่ศูนย์วิจัยสั้น ๆ

“ลงมือได้”

 

Don`t copy text!