สื่อสังหรณ์ บทที่ 6

สื่อสังหรณ์ บทที่ 6

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 6 –

 

เมื่อคืนภูดลฝันเห็นแทนนทีร้องไห้!

นับตั้งแต่วันที่แยกกันตอนขึ้นชั้นมัธยม แทนนทีเคยบอก…ไม่ว่าจะลำบาก เสียใจ เหงาคิดถึงเพื่อนแค่ไหนจะไม่ยอมร้องไห้เด็ดขาด ปล่อยให้น้ำตามันไหลอยู่ข้างในใช้เป็นแรงผลักดัน ต่อสู้เพื่อวันหน้าจะเป็นนักกีฬาอาชีพให้ได้

จากวันนั้นภูดลไม่เคยเห็นน้ำตาเพื่อนอีกเลย

เหตุใดนิมิตสังหรณ์จึงเป็นเช่นนั้น

เมื่อเกิดความสงสัย ภาพในฝันค่อยย้อนทวนถอยหลังช้าๆ จนมาถึงอุบัติเหตุกลางสี่แยกที่ยากจะมีใครเอาตัวรอด

รายละเอียดในฝันบอกชัด แทนนทีขับรถมาคนเดียว อาศัยจีพีเอสบอกทางไปโรงพยาบาล ขับอย่างระมัดระวังพอสมควร มองเห็นสิบล้อพ่วงฝ่าไฟแดงจึงไม่ผลีผลามออกรถตอนได้สัญญาณไฟเขียว แต่รถที่จอดด้านข้างออกตัวก่อนจนเกิดการชนปะทะ

ท้ายพ่วงสิบล้อปัดมาฟาดรถนักฟุตบอลหนุ่มเต็มแรง ไม่สามารถหลบหลีกทัน ต่อให้คาดสายรัด ถุงลมนิรภัยทำงานก็ยังบาดเจ็บไม่น้อย

แทนนทีถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล พลาดโอกาสพบมารดา อีกทั้งร่างกายฟื้นตัวไม่ทันลงแข่งรอบสุดท้ายของลีก พอออกจากโรงพยาบาลจึงได้รับข่าวร้ายว่า ‘ดุจดาว’ แม่ที่ไม่เคยพบหน้าเสียชีวิตแล้ว

ชายหนุ่มโทษตัวเองที่ไม่พยายามไปหาเธอเร็วกว่านี้ โทษที่มัวแต่รักษาตัวทำกายภาพบำบัดเพื่อเตรียมลงแข่งรอบสุดท้ายมากกว่าตั้งใจออกไปหามารดา

คิดว่า…ถ้าย้อนเวลาได้แล้วรออยู่ที่ร้านสะดวกซื้อคงไม่เจออุบัติเหตุ…ถ้าไปหาแม่ที่บ้านเรื่องร้ายคงไม่เกิด…หรือถ้าไม่เอาเรื่องฟื้นฟูร่างกายบังหน้า ปกปิดความขลาดกลัว ยอมปลีกตัวออกไปพบเธอก็คงได้เจอกัน

ในหัวมีแต่คำว่า ‘ถ้า’ อย่างนี้เต็มไปหมด

ทว่ามันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แทนนทีมีโอกาสแค่แอบร้องไห้คนเดียวเงียบๆ ในวันที่ศพแม่ถูกเผา

ขณะลืมตาตื่น ภูดลพยายามทบทวนรายละเอียดความฝันเพื่อหาทางช่วยเหลือ หลีกเลี่ยง

ในใจเกิดความสงสัยอยู่ข้อหนึ่ง…ดุจดาวตายด้วยสาเหตุใด

————————–         ————————–       ————————

“มึงรู้มั้ย ถ้าเรามาเร็วกว่านี้วันสองวัน แม่คงไม่กล้ายอมรับตัวเอง ไม่ยอมพบหน้าพูดคุยกับกูแบบนี้แน่”

“ทำไมวะ” ภูดลสงสัย

“เพราะวันนี้แม่เพิ่งได้ผลตรวจร่างกาย”

ได้ยินเช่นนี้คนฟังใจหายวาบ คิดถึงฝันสังหรณ์ที่บอกว่ามารดาแทนนทีตาย ความหวั่นใจผุดขึ้นมา

“ผลเป็นยังไงบ้าง” เขาพยายามปรับน้ำเสียงถามให้เป็นปกติ

“แม่กูเป็นมะเร็ง” แววตาคนเป็นลูกชายหม่นหมอง กังวลจนปิดไม่มิด

“แล้ว…ระยะไหน…รักษาได้ใช่มั้ย” น้ำเสียงที่ถามแฝงการให้กำลังใจ

นักฟุตบอลหนุ่มถอนใจเฮือกใหญ่ ความอัดอั้นในใจถูกระบายออกมา

“แค่ระยะแรก…รักษาได้…หมอบอกรายละเอียดการรักษาไว้แล้ว”

“ดีที่รู้ก่อน อาการไม่หนักหนาจะได้รักษาทัน”

“กูก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”

“เออดีแล้ว มึงก็หาเวลามาเยี่ยมดูแลแม่บ่อยๆ แล้วเขาจะเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวเมื่อไหร่ แบบนี้ต้องให้คีโม หรือผ่าตัดอะไรหรือเปล่า”

“ยังไม่รู้เลย แม่ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าเป็นมะเร็งอะไร ตรงไหน เห็นบอกว่าที่ยังไม่กลับร้านเพราะมัวแต่นั่งคิดว่าควรทำอะไรต่อดี ในหัวมันมีเรื่องให้ทำมากมายไปหมด ห่วงลูกชายที่ยังเรียนไม่จบ ห่วงร้าน แล้วก็…ห่วงเรื่องกูด้วย”

พูดจบถอนใจอีกเฮือก คล้ายแบกภาระทางใจแทนมารดามาอีกทอดหนึ่ง

ภูดลมองเพื่อนอย่างเข้าใจ

“แสดงว่าวันนี้มึงมาถูกจังหวะ ถูกที่ถูกเวลาแล้ว”

“ใช่…พอเห็นกูโผล่มาแม่เลยรู้สึกว่า น่าจะพูดจาเคลียร์ให้จบไปเลยไม่ต้องมีเรื่องปิดบังคาใจกันอีก”

“นั่นสิ กูสังเกตว่าพอคุยกับมึงเสร็จหน้าตาเขาดูสบายใจกว่าแวบแรกที่เห็นเยอะเลย”

“จริง…หลังจากคุยกันวันนี้ กูว่าแม่มีกำลังใจดีขึ้นเยอะ ต้องหายจากไอ้โรคบ้านี่แน่ๆ”

แทนนทีพูดคล้ายย้ำกับตัวเอง

คำว่า ‘กำลังใจดี’ สะดุดความรู้สึกคนฟังอย่างแรง

ในฝันนั้นภูดลสงสัยมารดาเพื่อนเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด พอได้ยินเช่นนั้นค่อยได้คำตอบ

หากเกิดอุบัติเหตุกับแทนนทีจริง มารดาที่ไม่อาจเปิดเผยตัวย่อมทำอะไรไม่ถูก ทั้งหวาดกลัว กังวลเป็นห่วงอาการลูกชาย อยากไปเยี่ยมดูแลแต่ไม่กล้า ยิ่งทราบว่าตนเองก็ป่วยด้วยโรคร้าย ต่อให้แค่ระยะแรกก็ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ควรห่วงตัวเองก่อน หรือเป็นทุกข์เรื่องลูกชายดี จิตใจฟุ้งซ่านหมดกำลังใจ ไม่แปลกเลยที่เซลล์มะเร็งจะลุกลามรวดเร็วจนเสียชีวิตภายในเวลาไม่นาน

เมื่อลูกชายทราบความนัยเบื้องหลัง ย่อมโทษตัวเองที่เป็นหนึ่งในสาเหตุให้มารดาเสียชีวิต

ภายนอกแทนนทีเป็นนักกีฬาเข้มแข็ง มุ่งมั่น วิ่งไล่ตามฝันจนสำเร็จ ทว่าข้างในนั้นยังเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กที่เกาะติดเพื่อนสนิท มีชีวิตกับเพื่อนร่วมทีม กระทั่งเวลานอนยังกอดลูกฟุตบอลไว้กับตัว

แต่ไหนแต่ไรมา แทนนทีเป็นเหมือนน้องชายที่เพื่อนแก๊งเด็กเดนตายต้องคอยให้กำลังใจ ทั้งที่อายุเท่ากัน

ภาพจากสังหรณ์ครั้งนี้ทำให้ภูดลสามารถเปลี่ยนเหตุร้ายจนคลี่คลายไปอีกทิศทางหนึ่ง เขาจึงมั่นใจว่าไม่มีทางเห็นเพื่อนรักร้องไห้เพราะสูญเสียมารดาในช่วงเวลาอันใกล้แน่นอน

“ดีแล้ว มึงก็ขยันโทรไปให้กำลังใจแม่บ่อยๆ ละกัน อ้อ…เขาจะบอกเรื่องนี้กับน้องชายมึงมั้ย”

“ทีแรกแม่ว่าจะไม่บอก กลัวไม่มีสมาธิในการเรียน แต่กูแนะนำว่าต้องพูด เรื่องนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องรู้…ให้รู้จากปากแม่ดีกว่า อย่างน้อยจะได้เห็นว่าแม่เข้มแข็ง กำลังใจดี ตัวเองเรียนหมออยู่แล้วต้องช่วยเป็นกำลังใจให้แม่อีกแรง”

“ยินดีด้วย…ตอนนี้มึงก็มีครอบครัวจริงๆ กับเขาสักที”

ภูดลหันมายิ้มให้เพื่อน ความรู้สึกอ่อนโยนเป็นสุขถูกถ่ายทอดให้กัน

ดวงตาแทนนทีมองกลับไปยังถนนเบื้องหน้า ความสุขจางๆ ถูกเคลือบด้วยความกังวลใจ

“กูไม่รู้เลยว่าต่อไปจะเป็นยังไง น้องชายมันจะยอมรับความจริงของแม่ ยอมรับพี่ชายอย่างกู เห็นเป็นครอบครัวเดียวกันได้มั้ย”

“เฮ้ยอย่าคิดมากน่า เท่าที่ฟังจากเด็กในร้าน น้องเขาเห็นมึงเป็นไอดอล เป็นแฟนบอลตัวจริง มันต้องดีใจสิวะที่ได้ไอดอลเป็นพี่ชายจริงๆ”

ใบหน้าคนฟังผุดรอยยิ้มบางๆ

“กูมีความสุขมากที่ได้คุยกับแม่ ได้รู้ว่ามีน้องชาย มีคนในครอบครัว…มันเป็นความฝันที่คิดว่าไม่มีทางเป็นจริง…แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริงแล้ว กูจะทำทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้ ไม่ยอมสูญเสียไปเด็ดขาด”

คำพูดนี้สะเทือนเข้าไปในใจเพื่อนสนิท

ตั้งแต่เด็ก ภูดลแอบฝันเสมอว่าพ่อแม่อาจรอดจากตึกถล่ม ยังมีชีวิตอยู่…วันหนึ่งจะมารับที่บ้านแสงเทียน

ขนาดเห็นภาพพ่อแม่กลืนหายในควันไฟ พื้นถล่มยุบต่อหน้าหลายครั้งก็ยังแอบหวังว่าท่านจะรอด แล้วแทนนทีที่เห็นแม่มีชีวิตต่อหน้าจริงๆ จะไม่ยินดี หวงแหนได้อย่างไร

ประโยคคล้ายกันนี้ภูดลเคยได้ยินจากเพื่อนอีกคนเช่นกัน

—————————–       ———————–      —————————

ความสัมพันธ์ของเพื่อนรักทั้งสามใช่ว่าไม่เคยมีเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะต่อยตี แต่ไม่เคยมีครั้งไหนรุนแรงเท่าตอนเรียนมหาวิทยาลัย

วันที่ต้องสะสางปัญหารักสามเส้าระหว่างภูดล ณคราม และเพลงทราย

ณครามยอมให้เพื่อนซัดเต็มแรงโดยไม่หลบ ทั้งที่หากต้องสู้กันจริงๆ ฝีมือต่อยตี กำลังหมัดลุ่นๆ ต่างสูสีไม่มีใครล้มใครง่ายๆ

หมัดนี้เรียกเลือด ทำแว่นตาแตกหัก ทว่าคนปล่อยหมัดก็ได้สติ

คนกลางอย่างเพลงทรายร้องไห้ น้ำตาไหลพราก ไม่ห้ามปราม ไม่ขัดขวาง ไม่พูดจาแก้ตัวให้ใคร เธอเดินออกมาปล่อยให้ผู้ชายสองคนตกลงกันเอง

สุดท้ายภูดลต้องมานั่งซับเลือด ทำแผล คลึงรอยช้ำให้เพื่อน เก็บแว่นตาที่ชำรุดขึ้นมาแล้วบอกง่ายๆ

“เดี๋ยวกูซื้อแว่นอันใหม่คืนให้”

“ไม่ต้อง…ของกู…กูซื้อเองได้”

ณครามตอบห้วนๆ ไม่โกรธ แต่รู้ว่าเพื่อนมีเงินทองจำกัด แต่ละบาทหามายากเย็น หากซื้อแว่นตาชดใช้ สิ้นเดือนอาจไม่มีเงินค่าหอ ไม่ก็ต้องอดข้าวกลางวันหลายมื้อ

“ตามใจ” ภูดลไม่ร่ำไรคืนซากแว่นตาให้

“กูขอโทษ” ณครามรับแว่นตาพร้อมเอ่ยเสียงแผ่ว

“ไม่จำเป็น” คนฟังรู้อีกฝ่ายขอโทษด้วยเรื่องใด “กูแค่ไม่เข้าใจ คนสองคนรักกัน ทำไมมึงต้องแคร์คนนอก…บุคคลที่สามอย่างกูด้วย”

“มึงไม่ใช่คนนอก ไม่ใช่บุคคลที่สาม” ณครามพูดหนักแน่น “มึงเป็นเพื่อนกู เป็นคนที่กูไม่ยอมให้ออกไปจากชีวิตเด็ดขาด”

ภูดลสะอึก…อยากเถียงว่าเขาจะไม่ไปไหน…ส่วนลึกในใจรู้ว่ามันเป็นคำโกหก หลอกลวง

ต่อให้ยอมรับความรักระหว่างเพลงทราย ณครามโดยไม่เข้าไปแทรกแซง แย่งชิงเป็นบุคคลที่สาม แต่คงลำบากใจที่เห็นสองคนมีความสุขต่อหน้า ฝืนร่วมยินดีด้วยไม่ได้

สุดท้ายคงต้องพยายามเลี่ยงการพบปะ ถอยห่างออกมาจนกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน

ณครามมองตาเพื่อนสนิท ‘สื่อ’ ที่เชื่อมสังหรณ์นั้น ยังเชื่อมโยงจิตใจกันและกัน หยั่งซึ้งถึงความรู้สึกภายในโดยไม่อาจปิดบัง

เขารู้…ภูดลจะเป็นอย่างไรหากตนเองสานสัมพันธ์กับเพลงทราย

เพราะรู้จึงไม่ยอมก้าวล่วง ไม่ยอมทำตามหัวใจ

เมื่อเห็นเพื่อนนิ่งเงียบ ไม่โต้เถียง ณครามจึงเอ่ยอีกวาจา

“ต่อให้สูญเสียทุกอย่างในชีวิต แต่มีอยู่สองคนที่กูไม่ยอมเสียไปเด็ดขาด นั่นคือ…มึงกับไอ้แทน…”

ขณะพูดดวงตาฉายรอยหวาดหวั่นบางอย่างคล้ายมีแผลฝังลึกข้างใน…คำที่บอกว่า…ไม่ยอมเสียไปเด็ดขาด…มันแทรกความกลัวที่จะต้องสูญเสียอย่างปิดไม่มิด

ภูดลสัมผัสความรู้สึกผิดอันรุนแรง ซึ่งคนเป็นเพื่อนพยายามกลบฝังซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครรู้…กระทั่งตนเองก็พยายามจะลบเลือนมันจากใจ

เหตุผลที่ณครามยอมตัดใจจากเพลงทราย ไม่ใช่แค่กลัวเพื่อนเสียใจ แต่เพราะเขารู้สึกผิด ติดค้างเพื่อนมากเกินไปจนไม่กล้าเพิ่มความผิด ละอายใจเกินกว่าจะเพิ่มโทษทัณฑ์ให้ตัวเอง

เมื่อเข้าใจเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องคาดคั้นหาคำตอบกันอีก

สำหรับภูดล…ต่อให้เพื่อนรักทำผิดเช่นไรก็พร้อมให้อภัย ไม่สืบสาว

เขาเองก็เห็นณคราม กับแทนนทีเป็นสิ่งล้ำค่า…ที่จะไม่ยอมสูญเสียไปเช่นกัน

————————-         —————       ———————–

ออกจากมหาวิทยาลัยหลังการ ‘เจรจา’ เรียบร้อย มั่นใจว่าไม่มีผู้ติดตาม ณครามเลี้ยวรถไปทางอพาร์ตเมนต์ลิ่วลม จอดรถตรงลานด้านหน้า มองทางเข้าออกพอเห็นปลอดคนก็ลงจากรถ หลบกล้องวงจรปิด ใช้การ์ดพิเศษลอบเข้าไปขึ้นลิฟต์ด้านใน

กดลิฟต์ไปยังชั้นที่หญิงสาวอยู่ หยิบหมวกแก๊ปมาสวม พอออกจากลิฟต์ก็แกล้งเดินผ่านหน้าห้อง เหลือบมองซอกใต้ประตู ไม่เห็นกระดาษที่แอบเสียบไว้เมื่อคืนก็เดินวนมาอีกครั้ง

คราวนี้แอบสอดกระดาษพร้อมเมมโมรีการ์ดขนาดเล็กไปอย่างรวดเร็ว

รถแล่นออกจากอพาร์ตเมนต์ภายในเวลาอันสั้น แล้วมาปะปนบนถนนท่ามกลางจราจรแออัดในกรุงเทพฯ

หลังได้รับเมลจาก ‘ลิ่วลม’ ก็สืบหาต้นตอจนทราบรายละเอียดของผู้ส่ง จากนั้นไตร่ตรองทบทวนว่าควรจัดการอย่างไร

นั่นคือหนึ่งในเหตุผลนัดพบดอกเตอร์แอล

อาจารย์หนุ่มไม่ได้เพิ่งรู้จักดอกเตอร์คนนี้แค่ตอนช่วยซื้อตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทย ไม่ได้คิดว่าเป็นโรบินฮู้ดหมดตัวอย่างที่เคยบอกต่อฝ่ายตรงข้าม

ทว่า…การไปเรียนต่อต่างประเทศครั้งนั้นมีเป้าหมายเพื่อช่วยบุคคลนี้แต่แรก…

เมื่อกลับเมืองไทย ทั้งสองติดต่อกันลับๆ ไม่ใช่แค่ช่วยซัพพอร์ตค่าใช้จ่าย แต่ทั้งคู่มีแผนการสำคัญต้องทำให้สำเร็จ มิเช่นนั้นดอกเตอร์แอลจะไม่สามารถออกจากเงามืดตลอดกาล

แผนการนั้นจะสะดุดมีปัญหาเพราะลิ่วลมไม่ได้

ดอกเตอร์แอลบอกให้ณครามนิ่งเฉย ปล่อยหญิงสาวสืบเรื่องคดี…ปลุกผีสามสิบปีก่อนต่อไป พลาดพลั้งเมื่อใด ‘ฝ่ายนั้น’ ย่อมปิดปากเอง

ณครามไม่เห็นด้วย บอกว่าควรเตือนให้เธออยู่นิ่งอย่าล้ำเส้น บอกให้รู้ล่วงหน้าว่าเบื้องหลังตึกถล่มครั้งนั้นมันเกี่ยวพันกับองค์กรอันตราย การเข้ามาวุ่นวายนอกจากทำตัวเองเดือดร้อน ยังกระทบต่อคนอื่นด้วย

การสนทนาเกิดความขัดแย้ง เพราะการนิ่งเฉยเท่ากับปล่อยให้เสี่ยงอันตรายร้ายแรง และอีกอย่างต่อให้ตนเองไม่ยุ่งเกี่ยว เพื่อนอีกสองคนที่รับเมลย่อมไม่อยู่เฉย

ถ้าไม่รู้เลยว่าลิ่วลมเป็นใครยังพอปล่อยวางไม่สนใจ พอรู้ว่าเป็นหลานสาวพยาบาลปรานี ใจก็เพิกเฉยไม่ลง

ณครามไม่ต่างกับภูดล แทนนทีที่มีใจผูกพัน รักเคารพพยาบาลปรานีผู้ช่วยชีวิตตน เห็นลิ่วลมเหมือนน้องสาวซึ่งทำใจปล่อยให้เผชิญอันตรายไม่ได้

ขณะเกิดความขัดแย้ง โต้เถียง หงุดหงิดอารมณ์เสียกับคู่สนทนา เพลงทรายก็ปรากฏตัวทำให้รีบแยกจากดอกเตอร์แอล

เวลานั้นเขาวางแผนในใจเรียบร้อยแล้ว…ถ้าทำให้ลิ่วลมยอมนิ่งเฉย ไม่เคลื่อนไหวได้สำเร็จ ภูดล แทนนทีย่อมไม่มีปัญหา

ที่จริงอาจารย์หนุ่มสามารถส่งเมล บอกข้อมูลลับโดยตรงแก่เธอก็ได้ แต่การใช้วิธีโบราณดั้งเดิมอย่างสอดจดหมายไว้ใต้ประตูห้องได้ผลกว่า เพราะแสดงให้เห็นว่า…

ขนาดเขายังรู้ที่อยู่ลอบวางจดหมายใต้ประตูห้องง่ายๆ องค์กรร้ายทำอะไรได้มากกว่านั้น

พอแน่ใจหญิงสาวได้รับจดหมายเตือน ค่อยส่งจดหมายอีกฉบับพร้อมเมมโมรีการ์ดให้เป็นของแถม

ทั้งหมดเพื่อแสดงศักยภาพตนเอง และย้ำให้หยุดก้าวล่วงเขตอันตราย

ณครามหวังว่าเธอจะเข้าใจ

ลิ่วลมมีแชนแนลยูทูปลงสารคดีเกี่ยวกับ ‘วันนี้ในอดีต’ ที่ตนเองรวบรวมข้อมูล หาภาพประกอบ และอ่านคำบรรยายเอง มีผู้ติดตามมากพอสมควรจนลงโฆษณารับรายได้พอเลี้ยงตัวเอง

นอกนั้นยังเป็นฟรีแลนซ์รับงานออกแบบผลิตภัณฑ์ แพ็กเกจ รูปปกต่างๆ ทำงานในห้องพัก ใช้ชีวิตเงียบๆ คนเดียวแทบไม่ออกไปไหน

วันนี้นั่งทำงานจนเย็นค่อยลุกเดินยืดเส้นสาย หันไปสังเกตบางอย่างสอดอยู่ใต้ประตู ใจกระตุกวาบก่อนรีบหยิบมันมาดู

ฝากบอกคุณวทัศ…ลูกชายคุณภราดร เจ้าของบริษัทภราดรและเพื่อนด้วยว่า…ข้อมูลตึกโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทรถล่ม และรายละเอียดการก่อสร้างอัฒจันทร์ สนามกีฬาบริษัทเอที. อยู่ในการ์ดนี้แล้ว

ไม่มีประโยชน์ที่จะลาก ‘สามชนะ’ ลงปลักโคลน

เมื่อคุณคิดว่าล้มยักษ์ใหญ่ตนหนึ่งสำเร็จ อาจมียักษ์ตัวใหญ่กว่า อิทธิพลมากกว่าโผล่มาแบบคาดไม่ถึง แล้วเหยียบคุณจมดินโดยไม่อาจตอบโต้

อย่าเพิ่งทำอะไร ถ้าคุณเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม…ขณะนี้มีบางคนกำลังทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว

ลิ่วลมเข่าอ่อนนั่งแปะบนพื้น ต่อให้ไม่บอกเจ้าของจดหมายและเมมโมรีการ์ดเป็นใครก็พอเดาออก หล่อนนั่งทำงานในห้องทั้งวันยังไม่ทราบว่าเขาเดินผ่านแอบสอดไว้ให้ตั้งแต่เมื่อไหร่

อพาร์ตเมนต์แห่งนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างดี ผู้เช่าทุกคนต้องมีคีย์การ์ด เขายังสามารถเข้าออกเหมือนบ้านตัวเอง

ที่ร้ายกาจกว่านั้น ณครามรู้จัก ‘ลุงทัศ’ ละเอียดถึงชื่อจริงและครอบครัว

ถ้าผู้ชายคนนี้บอกว่า ‘ยักษ์ใหญ่กว่า’ สามารถเหยียบเธอกับลุงทัศให้บี้แบนง่ายๆ หมายความว่าอิทธิพลฝ่ายนั้นน่ากลัวจริงๆ

หญิงสาวรวบรวมสติ ลุกขึ้นยืนขบฟันแน่นเรียกความกล้าหาญออกมา อย่างน้อยจดหมายทั้งสองฉบับก็แสดงความเป็นห่วง หวังดีอย่างจริงใจ

ณครามอาจดูน่ากลัว แต่เชื่อว่าอยู่ฝ่ายเดียวกัน และไม่น่าคิดร้ายต่อเธอเด็ดขาด

————————–         ———————-      ———————-

สองหนุ่มกลับถึงทาวน์เฮาส์ราวเที่ยงคืน อ่อนเพลียจนแทบไม่มีแรงพูดจา

ภูดลอาบน้ำเรียบร้อยยังไม่เข้านอน เปิดคอมพ์ตรวจเช็กงานที่ลูกน้องถ่ายรูปส่งความคืบหน้าให้ดู จากนั้นเห็นเมล ‘งานพิเศษ’ ที่บริษัทรุ่นพี่ส่งมาให้จึงเปิดอ่านรายละเอียด

นอกจากเป็นวิศวกรประจำบริษัท ‘ธาวิน’ แล้ว ภูดลยังมีงานพิเศษนอกเวลา รับออกแบบ ควบคุมการรีโนเวตบ้าน อาคาร ห้างร้านให้บริษัทเล็กๆ ของพวกรุ่นพี่สามสี่แห่ง

ผลงานที่ผ่านมาได้รับคำชื่นชมจากลูกค้ามาตลอด เวลาบริษัทเหล่านั้นงานล้น คนไม่พอจึงมักใช้บริการเสมอ ซึ่งภูดลสามารถจัดสรรเวลาทำงานได้อย่างลงตัวไม่เคยมีปัญหา

พอเห็นงานตัวใหม่ส่งมาครั้งนี้ก็ต้องถอนใจ ก่อนตอบเมลปฏิเสธงานไปด้วยความเสียดาย

ช่วงนี้ต้องเก็บ ‘เวลา’ ไว้สำหรับงานส่วนตัว

งานเหล่านั้นมีทั้งสืบเบื้องหลังการตายของเฮียตง ช่วยลิ่วลมเปิดโปงผู้ร้ายตัวจริงในเหตุตึกโรงพยาบาลถล่ม และสำคัญที่สุด…ป้องกัน ช่วยชีวิตณคราม ไม่ให้เกิดเหตุร้ายตามนิมิตที่ปรากฏ

ตอบเมลเสร็จกำลังจะปิดคอมพ์ พอดีเห็นเมลอีกฉบับส่งมาจาก ‘ลิ่วลม’

วิศวกรหนุ่มกำลังจะอ่านอีเมล ประตูห้องนอนก็เปิดออก แทนนทีเดินเข้ามาสภาพเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เตรียมตัวเข้านอน

“มีอะไรวะ ดึกแล้วยังไม่นอนอีก” เจ้าของห้องหันไปถาม

“กูจะมานอนห้องนี้ แอร์เย็นดี”

นักฟุตบอลหนุ่มพูดพลางขึ้นไปนั่งบนเตียงหน้าตาเฉย แถมแกล้งตบเบาะข้างๆ เป็นเชิงชวนให้มานอนด้วยกัน

ภูดลส่ายหน้ากับท่าทางกวนประสาทนั่น ที่จริงเขาจัดห้องเล็กอีกห้องสำหรับเพื่อนมานอนค้างอยู่แล้ว ทุกทีเจ้านักฟุตบอลหัวเกรียนไม่เคยมีปัญหาต่างคนต่างนอน คืนนี้กลับเรื่องมาก

“ห้องนั้นกูติดแอร์ให้แล้ว” เจ้าของบ้านบอก

“กูช่วยมึงประหยัดไฟไง” พูดอย่างเอาบุญคุณ

“ถึงกูจะใช้จ่ายประหยัด แต่ไม่เคยเขี้ยวกับเพื่อนเว้ย”

“น่า…นอนด้วยกันนี่แหละ กูไม่ปล้ำมึงหรอก”

ภูดลหัวเราะเบาๆ จ้องหน้าเพื่อนแล้วเข้าใจความรู้สึกภายใน

คนเพิ่งพบหน้าแม่แท้จริงตอนอายุเกือบสามสิบ รู้ว่ากำลังป่วยด้วยโรคร้าย ในหัวคงมีความคิดสับสนฟุ้งซ่านมากมาย ยากจะข่มตานอนคนเดียวแม้จะอ่อนเพลียจากการเดินทางก็ตาม

“เออ มึงอยากนอนนี่ก็นอน กูยอมเสียสละนอนพื้นก็ได้” พูดอย่างยอมแพ้

ถ้าให้ผู้ชายตัวโตๆ สองคนนอนเบียดกันบนเตียงเดี่ยวแคบๆ คงไม่สบายนัก เจ้าของบ้านจึงยอมเสียสละนอนพื้นให้แขกนอนสบายบนเตียงแทน

“แหมเกรงใจจัง” คนบนเตียงพูดไปอย่างนั้นเอง เพราะรีบหยิบหมอนผ้าห่มอีกชุดวางไว้ให้บนพื้นเรียบร้อย

ภูดลหันไปเปิดเมลลิ่วลมอ่าน จากนั้นคลิกดูข้อมูลที่เธอส่งมาให้

“ดึกแล้วยังทำงานอีกเหรอ” เสียงจากบนเตียงชวนคุย

“กูไม่ได้เป็นนักฟุตบอลค่าตัวแพงอย่างมึงนี่” ตอบโดยไม่หันไปมอง พออ่านข้อมูลที่ได้รับสักหน่อยค่อยเอ่ยถามเพื่อน

“ไอ้แทน…มึงถามแม่ถึงเรื่องที่หลิวขอร้องมามั้ย”

ลิ่วลมขอให้แทนนทีถามว่าคืนเกิดเหตุตึกถล่ม ดุจดาวพบเห็นสิ่งใด

เสียงถอนใจดังจากเบื้องหลัง ภูดลหันกลับไปเห็นเพื่อนนั่งชันเข่าหลังพิงหัวเตียงมองมาด้วยสายตากังวล

“กูไม่ได้ถามหรอก แต่แม่บอกเองว่า…ไม่อยากพูดถึงเรื่องคืนนั้น ให้ฝากบอกหลิวด้วยว่าอย่าสืบสาวอะไรอีกเลย เรื่องมันผ่านไปนานมากแล้ว กูก็เห็นด้วยนะ ปัญหาแม่กูตอนนี้คือต้องรักษาตัวให้หาย ไม่ควรมีเรื่องอื่นมากวนใจ”

ได้ยินอย่างนั้นคนฟังต้องเงียบ ไม่ปริปากพูดเรื่องเดิมต่อ

“แล้วมึงล่ะ อาการป่วยของแม่กวนใจแค่ไหน” ถามเพื่อให้อีกฝ่ายระบายความในใจ

“กูกลัว” แทนนทีสารภาพ “ไม่อยากให้เป็นอะไร…ไม่อยากให้จากไป…ทั้งที่เพิ่งเจอกันแบบนี้”

“มึงบอกเองว่าแค่มะเร็งระยะแรก ยังไงต้องรักษาหายสิวะ” เสียงภูดลหนักแน่นให้กำลังใจ

“แต่…กูสังหรณ์…” นี่คือสิ่งกวนใจเจ้าตัว “ใจมันหวิวๆ เหมือนจะต้องเสียคนที่รักไป”

“กูก็สังหรณ์ว่าวันนี้มึงต้องเกิดอุบัติเหตุ โดนพ่วงสิบล้อชนบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล…ไม่ได้เจอแม่…แต่มันก็เปลี่ยนไปแล้ว มึงไม่เป็นไร ได้เจอแม่ด้วย…และหลังจากนี้พวกเราไม่รู้อะไรทั้งนั้น อนาคตยังไม่ถูกเขียน ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้ อยู่ที่เราทำปัจจุบันยังไง”

ความหนักแน่นมั่นคงของภูดล รวมกับความจริงที่ปรากฏวันนี้ ช่วยให้คนจิตใจหวั่นไหวเริ่มมองเห็นความจริงมากขึ้น ความเข้มแข็งจากเพื่อนถูกถ่ายทอดถึงกัน รอยยิ้มผุดบนใบหน้าจางๆ

“ขอบใจ…กูโชคดีที่มีเพื่อนอย่างมึง”

“ไม่ใช่หรอก…เพราะพวกเรามีกันและกันต่างหาก”

แทนนทีเอนตัวนอนอย่างผ่อนคลาย ความฟุ้งซ่านลดลง ขณะเจ้าของห้องหันไปมองหน้าจอ พิจารณาข้อมูลที่ได้แล้วแอบถอนใจเบาๆ

ข้อมูลที่ลิ่วลมส่งมาให้เป็นรายละเอียดโครงสร้าง การออกแบบอัฒจันทร์ สนามกีฬาทั้งหมดของบริษัทเอที. เปรียบเทียบกับผลการตรวจสอบซากโครงสร้างจริงที่พังถล่มจากทางตำรวจ

มันเห็นได้ชัดว่าของจริงที่สร้างไม่ตรงกับแบบที่วางไว้ มีการใช้เหล็กผิดขนาด รากฐานไม่ตรงตามมาตรฐาน แต่นั่นไม่น่าแปลกใจเท่ากับหญิงสาวไปหาข้อมูลเหล่านี้จากไหน

ขนาดบริษัทธาวินกับบริษัทเอที. เป็นเหมือนบริษัทพี่น้อง ก็ยังไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ออกมาง่ายๆ ยิ่งผลตรวจสอบจากทางตำรวจก็ใช่ว่าทุกคนจะนำข้อมูลออกมาได้

คนที่อยู่เบื้องหลังหญิงสาวน่าจะไม่ธรรมดาจริงๆ

———————–         ———————–      ———————–

หน้าจอคอมพ์อีกเครื่องหนึ่ง

หญิงสาวเพิ่งส่งเมลพร้อมแนบข้อมูลที่ได้รับจากณครามส่งไปให้ภูดล ไม่รู้ว่าตัวคนให้มามีเจตนาเช่นนั้นหรือไม่ แต่หล่อนรู้สึกว่าควรให้อีกฝ่ายได้รู้ด้วย

ทั้งจดหมายและข้อมูลต่างๆ แสดงให้ทราบว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้รู้เบื้องหลังเหตุตึกโรงพยาบาลถล่มอย่างละเอียด อาจมากกว่าที่ลุงทัศรู้ด้วยซ้ำ

…แต่…ทำไมถึงไม่บอกเพื่อน

เมลจากภูดลตอบกลับมาค่อนข้างเร็ว

ขอบคุณสำหรับข้อมูล พี่จะหาโอกาสคุยกับครอบครัวเฮียตงอีกที

ในเมลไม่พูดเรื่องมารดาแทนนที ทั้งที่สองหนุ่มน่าจะไปเจอตัวแล้ว และไม่ถามสักคำ…เธอได้ข้อมูลพิเศษจากไหน

ผู้ชายพวกนี้แปลก…ฉลาด คม และเหมือนมีสัมผัส ‘รู้’ บางอย่างที่หล่อนคาดไม่ถึง

————————        ——————–        ——————————

สวดศพเฮียตงคืนสุดท้าย

ธูปหนึ่งดอกจ่อเปลวไฟสีส้มแดง ปลายติดไฟถูกสะบัดจนดับ ควันธูปลอยเป็นสายส่งกลิ่นหอมรวยริน

ภูดลยกธูปขึ้นจบหน้าผาก ในใจส่งเสียงกังวานชัดหวังสื่อสารกับผู้อยู่สัมปรายภพ

เฮียตง ผมไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่นักสืบ ถ้าอยากให้ช่วยหรือจะบอกอะไรก็ว่ามาตรงๆ เลย ผมไม่รู้จะจับจุดเริ่มต้นตรงไหน ไม่มีเวลาว่างพอจะสืบเบื้องหลังการฆ่าตัวตายของเฮียด้วย

ส่งข้อความเสร็จปักธูปลงกระถาง ลมเย็นชืดพัดผ่านต้นคอแทนการตอบรับวาจาในใจ

 

คนฟังสวดคืนนี้น้อยกว่าคืนแรก ด้วยส่วนใหญ่ตั้งใจไปร่วมงานเผาศพพรุ่งนี้ทีเดียว แขกที่มาจึงสามารถนั่งในศาลาอย่างไม่หนาแน่นนัก

ภูดลเลือกเก้าอี้แถวหลัง นั่งรอฟังสวดร่วมกับพนักงานบริษัทคุ้นเคยกันหลายคน…หนึ่งในนั้นคือกอล์ฟ

“เฮียดิน รู้มั้ยคืนนี้บิ๊กบอสของเรามาด้วยละ”

“บอสของเรา…คุณธาวินเหรอ” ชายหนุ่มนึกถึงเจ้าของบริษัทธาวิน เจ้านายโดยตรง

“ไม่ใช่ ใหญ่กว่านั้นเยอะ…คุณประพนธ์ ท่านประธานกรรมการ มากับคุณธนบดี ผู้จัดการใหญ่สามชนะ พ่อคุณธนวัฒน์”

“หือ…” วิศวกรหนุ่มมองรุ่นน้องในบริษัทอย่างแปลกใจ “ทำไมมากันวันนี้ล่ะ คิดว่าจะมาทีเดียววันเผาพรุ่งนี้เสียอีก”

“พรุ่งนี้สองบิ๊กท่านไม่ว่างน่ะสิ” กอล์ฟหรี่เสียงลงเล็กน้อย “ที่มานี่เห็นว่าตั้งใจจะมอบเงินชดเชย ปลอบขวัญเป็นพิเศษ เพราะที่จริงเฮียตงเป็นคนเก่าคนแก่ของสามชนะ คุณธนบดีไปขอจากท่านประธาน ให้มาช่วยงานลูกชายตอนตั้งบริษัทใหม่”

ข้อมูลล่าสุดชวนสะดุดใจ

“แล้วยังไงอีก” วิศวกรหนุ่มแสดงความสนใจ ‘ข่าววงใน’

“คิดดูนะ…เฮียตงเป็นคนเก่าคนแก่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสามชนะมาเป็นสิบยี่สิบปี ท่านประธานไว้เนื้อเชื่อใจมาตลอด ทำไมวิศวกรอาวุโสถึงทำพลาดได้ขนาดนี้”

ภูดลไม่ออกความเห็น เชื่อว่าเดี๋ยวอีกฝ่ายคงสาธยายเองจนหมด

“พวกพี่ๆ ที่สนิทกับครอบครัวแกยังบอกว่า เฮียตงแกตรงไปตรงมาสมชื่อ ไม่มีทางกินเหล็กกินปูนหาส่วนต่าง หรือรับใต้โต๊ะเซ็นผ่านงานมั่วๆ เอาเงินเข้ากระเป๋าแน่”

พูดถึงตรงนี้เจ้าตัวแอบเหลียวมองรอบๆ ก่อนเบาเสียงลงไปอีก

“เนี่ยลูกเมียแกไม่มีใครเชื่อจดหมายลาตายสักคน เพราะก่อนหน้านั้นโทรศัพท์มาคุยคล้ายส่งสัญญาณลาตายก็จริง แต่เหมือนมีคนคอยกำกับอยู่ข้างๆ ให้พูดตามบทไปอย่างนั้นเอง”

คนฟังขมวดคิ้วสงสัย อยากซักต่อว่าทางครอบครัวสงสัยใครอยู่เบื้องหลัง

จู่ๆ เจ้ากอล์ฟก็หุบปากฉับ ขยับนั่งตัวตรงเรียบร้อย ภูดลค่อยหันไปเห็นแขกสำคัญสองคนเดินเข้ามาในศาลา

คนนำหน้าร่างท้วมสันทัดเดินตัวตรงอย่างคนเต็มไปด้วยอำนาจบารมี ผมหงอกขาวทั้งศีรษะแสดงความสูงวัยแต่ยังแข็งแรงกระฉับกระเฉงกว่าคนวัยเดียวกัน ส่วนคนเดินตามร่างสูงกว่าเล็กน้อย รูปร่างผอมบาง หัวคิ้วย่นอย่างคนใช้ความคิดประจำ ผมหงอกแซมขาวบอกถึงวัยกลางคน ทว่าดูไม่แข็งแรงเท่าผู้เป็นบิดา

นี่คือประพนธ์ และธนบดี ผู้บริหารใหญ่ และรองลงมาของสามชนะ

ภรรยา ลูกชาย และลูกสาวผู้ตายเข้าไปยกมือไหว้แสดงความเคารพตามมารยาทเจ้าภาพ

บุตรทั้งสองของเฮียตงเป็นหนุ่มสาวแล้ว คนหนึ่งเพิ่งเรียนจบ อีกคนเรียนอยู่ปีสุดท้าย ยืนเบื้องหลังมารดามองดูผู้เป็นเจ้านายบิดาด้วยแววตาเรียบเฉย แทบไม่ยินดียินร้ายต่อการให้เกียรติมาร่วมฟังสวดศพแม้แต่น้อย

คนเป็นแม่รู้มารยาทสังคมมากกว่า แสดงท่าอ่อนน้อม โอภาปราศรัยโดยปกติ พอแขกคนสำคัญยื่นซองบางๆ ให้ก็ชะงักเอ่ยวาจาเกรงใจ ไม่ยื่นมือรับทันที

แววตาหนุ่มสาวผู้เป็นลูกบอกชัดว่าไม่อยากรับ ‘ซองพิเศษ’ จากแขกรายนี้ แต่ก็ไม่คัดค้านเมื่อเห็นมารดายื่นมือรับอย่างรักษามารยาท

 

ภูดลนั่งท้ายศาลามองเหตุการณ์ด้านหน้าคล้ายชมละครฉากหนึ่ง ซึ่งมีนักแสดงที่มองเห็นตัวกำลังเล่นบทบาทตัวเองตามมารยาทสังคม เก็บความรู้สึกบางอย่างซ่อนไว้ในใจ ขณะนักแสดงที่ ‘ไม่มีใครเห็น’ กำลังยืนมองด้วยแววตาเคียดแค้น เจ็บช้ำ

วิศวกรหนุ่มไม่เห็นดวงวิญญาณเฮียตง แต่สัมผัสพลังงานเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่นตรงหน้ากระถางธูป แผ่ความรู้สึกแค้นเคือง เจ็บปวดออกมาโดยไม่อาจกระทำสิ่งใดมากกว่านั้น

คนทั่วไปมักคิดว่าภูตผี ดวงวิญญาณจะมีฤทธิ์เดชสร้างปาฏิหาริย์ทุกตน ทั้งที่ความจริงไม่ใช่

ขนาดตอนเป็นมนุษย์ก็ไม่มีฤทธิ์เดชใด จิตใจยังอ่อนแอเอาชนะกิเลสตัวเองไม่ได้ แล้วจะหวังอย่างไรว่า…เมื่อตายไปจะทรงฤทธิ์มีอานุภาพ สั่งเป็นสั่งตาย สร้างปาฏิหาริย์ข่มขู่ผู้คน

ความเมตตาบังเกิดในใจชายหนุ่ม จิตรวมตัวตั้งมั่นมีกำลังชั่วขณะ มองเห็นเงาร่างเฮียตงปรากฏรางๆ

สายตาคู่นั้นหันมาสบกับภูดลราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายมองเห็นตัวเองแล้ว จากนั้นก็ชี้มือไปทางธนบดี ผู้ยืนอยู่เบื้องหลังประธานใหญ่สามชนะ

“มัน!”

วาจาดังกึ่งกลางกะโหลก ก่อนทั้งภาพและเสียงจะหายวับ

สำหรับคนที่มี ‘สังหรณ์’ พิเศษตั้งแต่เด็ก จึงไม่หวาดหวั่นหรือประหลาดใจกับเหตุการณ์ขณะนี้

ในเมื่อเคยขอให้ผู้ตาย…บอกตรงๆ…ว่าต้องการให้ช่วยอะไร เฮียตงก็ ‘ตรง’ สมชื่อ ชี้ตัวผู้อยู่เบื้องหลังเรียบร้อย

ปัญหาคือ…จะเอาหลักฐานที่ไหนมายืนยัน ศาลไม่ฟังคำให้การจากพยานที่ตายไปแล้วแน่ๆ

————————–        ——————–        ———————-

พิธีสวดศพคืนสุดท้ายเสร็จสิ้น แขกร่วมงานกลับไปเกือบหมด เหลือแค่ครอบครัวผู้ตายไม่กี่คนช่วยกันเก็บข้าวของอยู่ข้างศาลา

ภูดลนั่งคุกเข่าหน้าโลงศพ นัยน์ตาอ่อนโยนทอดมองภาพผู้วายชนม์ เมตตาในใจแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง โอบล้อมรอบกายคล้ายสร้างโลกเฉพาะตัวชั่วคราว

‘ต่อให้เฮียตงชี้ให้ผมดูแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่การจะหาหลักฐานเอาผิดมันยากนะครับ’

ส่งเสียงสื่อสารในใจผ่านสายตาไปยังรูปภาพตรงหน้า

ฝ่ายต่างภพเงียบงันอับจนปัญญา ไม่สามารถบอกเล่าอธิบายเป็นวาจาแบบเดียวกัน

เส้นขีดคั่นระหว่างภพเสมือนกำแพงขนาดใหญ่ บอกให้ทราบว่า เมื่อคุณตายแล้วก็จะกลายเป็นอีกสภาวะ เป็นคนละคนไม่ใช่คนเดิม…ต่อให้มีความทรงจำเก่าติดมามากมายแค่ไหน มันก็รังแต่สร้างความ ‘ติดยึด’ ทุกข์ร้อนมาให้มากเท่านั้น จนไม่เข้าใจไม่ยอมรับอัตภาพปัจจุบันของตัว

เมื่อไม่มีคำตอบกลับมาในใจ วิศวกรหนุ่มก็พยักหน้ายอมรับความจริง เขาไม่ใช่หมอผี คนทรงมีสัมผัสที่หกแจ่มชัด ติดต่อวิญญาณได้เหมือนคุยเฟซไทม์กับเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศ เท่าที่สัมผัสรับรู้ความมีอยู่ของกันและกันได้ก็มากเกินไปแล้ว

สายตาแลลงมาจากรูปภาพถึงกระถางธูป มองเห็นธูปที่ตนจุดไหว้แต่แรกถูกไฟลามจนหมด ทว่าเถ้าธูปยังเกาะตัวเป็นเส้นห้อยลงมา ยังไม่ร่วงสู่กระถาง

เขายื่นมือไปรองใต้ก้านธูปราวกับมีใครกระซิบสั่ง

เถ้าธูปที่คาค้างก็ร่วงลงราวกับรอเวลา ก้อนเถ้ากระจายเต็มมือกระตุ้นให้เกิด ‘สื่อสัมผัส’ เชื่อมโยง

ภูดลกำมือแน่น เชื่อว่าเมื่อส่ง ‘สื่อ’ เช่นนี้มาแล้ว ‘ผู้ขอความช่วยเหลือ’ ย่อมมีข้อความตามมาในแบบตนเอง

————————-        ———————          ———————-

เข็มนาฬิกาบอกเวลาตีสาม

ณครามลุกพรวดจากเตียง เหงื่อโซมเต็มใบหน้า ดวงตาทอประกายหวาดหวั่น หัวใจเต้นรัวเร็วผิดปกติ

“ไอ้ดิน…” พึมพำเบาๆ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือมาเช็กว่า ‘เพื่อนอีกคน’ ส่งไลน์มาหรือไม่

‘ฝันสังหรณ์’ สามารถส่งข้อความให้กับคนเดียวหรือสองคนที่ไม่ใช่ ‘ผู้เกิดเรื่อง’ ได้

ครั้งนี้ไม่มีไลน์จากแทนนที แสดงว่าสังหรณ์ร้ายบอกแก่เขาคนเดียว

…ภูดลกำลังจะเกิดเรื่องร้าย…

ถ้าสังหรณ์บอกแค่คนเดียว แสดงว่าอีกคนที่เหลือไม่สามารถเข้ามาช่วย ผู้เห็นสังหรณ์จำเป็นต้องวางแผนช่วยเหลือเพื่อนคนเดียว

ดวงตาอาจารย์หนุ่มฉายแววครุ่นคิด เหงื่อไหลจากลงมาถึงหางตาจนรู้สึกแสบ ถอนใจเบาๆ ลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนูมาซับเหงื่อแล้วชะงักตัวเย็นวูบตั้งแต่หัวจดเท้า

…ภาพสังหรณ์จากในฝันปรากฏอีกครั้งท่ามกลางความมืดสลัว ราวกับตอกย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ…

Don`t copy text!